งานยุทธศาสตร์การค้าไทย-เวียดนาม

 

คุณวิมล ปั้นคง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ท่านที่ 5 แถวบนจากขวามือ) ได้ให้เกียรติบรรยายและร่วมอภิปรายในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้าไทย-เวียดนาม” ร่วมกับ อาจารย์เอกสิทธิ์ เข้มงวด อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ท่านแรกแถวที่ 1 จากขวามือ)

โดยมีคณาจารย์ภายในสถาบันฯ ผู้ประกอบการ และผู้จัดการของบริษัทต่างๆ เข้าร่วมอภิปราย ณ ห้องประชุม สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ภายในงานนอกจากบรรยายทิศทางพฤติกรรมผู้บริโภคในเวียดนามแล้วยังมีการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์และถามตอบข้อสงสัยในการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนามอีกด้วย

ลอรีอัล ประเทศไทย รับรางวัลชนะเลิศองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม จากหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย

 

บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด รับรางวัล FTCC CSR AWARDS หรือองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในสาขา Diversity & Inclusion หอการฝรั่งเศส-ไทย ทั้งนี้รางวัล FTCC CSR AWARDS จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยหอการค้าฝรั่งเศส-ไทย มอบให้บริษัทที่ให้ความสำคัญในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร โดยในสาขา Diversity & Inclusion ที่ลอรีอัล ประเทศไทย ได้รับรางวัลครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากพันธสัญญาของลอรีอัล ประเทศไทย ในการเปิดกว้างให้โอกาสในการทำงานกับบุคคลทุกประเภทอย่างไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับคนทุพพลภาพ 

“HappyFresh” บุกตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า

หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ “HappyFresh” แอพพลิเคชั่นซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ของ บริษัทแฮปปี้เฟรช (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การนำของผู้บริหารสาวคนเก่ง ศิริภา จึงสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแฮปปี้เฟรช (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “HappyFresh” เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค สามารถสั่งซื้อสินค้าสดและของใช้ต่างๆ จากซูเปอร์มาร์เก็ตผ่านทางแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของเราได้อย่างง่ายดาย และบริการจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็วในชั่วโมงถัดไป ซึ่งเป็นจุดแข็งและลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด ผลตอบรับช่วงหนึ่งเดือนหลังเปิดให้บริการอย่างเป็นถือว่าดีมาก โดยเห็นได้จากเรามีทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทาง HappyFresh ดีใจที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง เรามุ่งเน้นสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้มากที่สุด  ในขณะนี้เรามีสโตร์ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการถึง 70 % ในเขตกรุงเทพมหานครและในบางส่วนของจังหวัดนนทบุรี  HappyFresh มีแผนที่จะเปิดบริการเพิ่มให้ครอบคลุมพื้นที่ 90 %ของกรุงเทพภายในสิ้นปี 2558   ขณะนี้เราที่เปิดให้บริการแล้วที่ Get it Supermarket ตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรีและบางลำพู,  Home Fresh Mart เดอะมอลล์ บางแค, เดอะมอลล์ ท่าพระ, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และสาขาท่าพระ และ Gourmet Market เอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอน  ขณะนี้ HappyFresh ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษคือ ค่าส่งฟรี เมื่อมียอดสั่งซื้อเกิน 750 บาท หรือเสียค่าส่งเพียง 35 บาท กรณีมียอดสั่งซื้อต่ำกว่า 750 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ รับส่วนลดทันที 150 บาทเมื่อซื้อครบ 750 บาท เพียงพิมพ์โค้ด  THHappyNew ในช่องรหัสส่วนลด ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2558 โดยลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 091-903-5444 หรือ 061-401-7544-6 ทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น. หรือ Facebook ของ HappyFresh https://www.facebook.com/HappyFreshThailand ศิริภา กล่าวทิ้งท้าย

EXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานเดือนมกราคม-กันยายน 2558

 

ผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2558 EXIM BANK มีกำไรสุทธิ 1,179 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,153 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง จำนวน 73,733 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 70,066 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2557 และมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (NPLs Ratio) ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 อยู่ที่ร้อยละ 6.49 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4,785 ล้านบาท รวมทั้งมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 5,453 ล้านบาท โดยเป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 2,814 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกันร้อยละ 193.79

นายเขมทัศน์ สายเชื้อ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ธุรกิจของ EXIM BANK ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ สินเชื่อและรับประกัน ผลการดำเนินงานใน 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2558 การสนับสนุนสินเชื่อของ EXIM BANK แก่ผู้ประกอบการไทยทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 103,305 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อคงค้างจำนวน 73,733 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายเพิ่มขึ้นในระหว่างปีจำนวน 15,937 ล้านบาท ส่วนการรับประกันทำให้เกิดปริมาณธุรกิจส่งออกและลงทุนรวม 49,238 ล้านบาท โดย 6,951 ล้านบาทเป็นธุรกิจส่งออกของ SMEs หรือร้อยละ 14.12 ของธุรกิจรับประกันรวม ทั้งนี้ มียอดรับประกันคงค้าง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 จำนวน 16,210 ล้านบาท

การสนับสนุนผู้ส่งออก SMEs เป็นนโยบายหนึ่งที่สำคัญของ EXIM BANK โดยธนาคารได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีลูกค้า SMEs เพิ่มมากขึ้น โดยลูกค้า SMEs คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของลูกค้าทั้งหมด และมีการอนุมัติวงเงินเพิ่มใหม่ในปี เท่ากับ 27,427 ล้านบาท วงเงินอนุมัติสะสมที่ลูกค้าสามารถเบิกใช้สินเชื่อได้เท่ากับ 67,010 ล้านบาท และเงินให้สินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ส่งออก SMEs มีจำนวน 23,263 ล้านบาท

ด้านการสนับสนุนตามยุทธศาสตร์ของประเทศและนโยบายรัฐ เช่น สนับสนุนโครงการพัฒนาพลังงานทดแทน สนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง และสนับสนุนผู้ประกอบการพาณิชยนาวีและโลจิสติกส์อื่นๆ EXIM BANK มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อพัฒนาประเทศเพิ่มใหม่ในปีจำนวน 10,688 ล้านบาท และวงเงินอนุมัติสะสมจำนวน 45,882 ล้านบาท เป็นเงินให้สินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 เท่ากับ 25,980 ล้านบาท

ด้านการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ EXIM BANK ที่จะเป็นธนาคารที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่เวทีโลก โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ปัจจุบัน EXIM BANK มีวงเงินอนุมัติสะสมของสินเชื่อเพื่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศ AEC รวม 88,043 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินอนุมัติเพิ่มใหม่ในปีเท่ากับ 23,375 ล้านบาท ขณะที่เงินให้สินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 เท่ากับ 41,728 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน EXIM BANK ยังได้ให้การสนับสนุนด้านการป้องกันความเสี่ยงเพื่อผลักดันให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศกับ AEC ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีวงเงินป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการอยู่ที่ 26,085 ล้านบาท

รักษาการกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า เมื่อเดือนกันยายน 2558 EXIM BANK ได้ร่วมลงนามกับผู้บริหารสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์รวม 19 แห่ง ในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าเพื่อ SMEs” เพื่อช่วยเหลือและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้ง EXIM BANK ยังคงให้ความสนับสนุนผู้ส่งออก ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก และนักลงทุนโดยเฉพาะผู้ประกอบการSMEs ที่จะเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจส่งออกอย่างเต็มที่ โดย EXIM BANK มีผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร ดังนี้ สินเชื่อ SMEs ส่งออกสบายใจ สินเชื่อ SMEs ค้าชายแดน สินเชื่อ SMEs ขยายฐาน สินเชื่อเพื่อการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ สินเชื่อเพิ่มพลังผู้ซื้อผู้ขาย สินเชื่อ SMEs เริ่มต้นธุรกิจ สินเชื่อ SMEs เพื่อการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม บริการประกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ส่งออกสินค้าหรือบริการจากการไม่ได้รับชำระเงินตามสัญญา และบริการสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เป็นต้น

กระทรวงพาณิชย์จับมือสหพัฒน์ ชูสินค้าไทย เจาะตลาดออนไลน์ ผ่าน “Thailand BEST”

 

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเครือสหพัฒน์ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การยกระดับสินค้าไทยภายใต้ตราสัญลักษณ์ Thailand BEST และส่งเสริมธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดดิจิทัล” มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสินค้าและบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการโครงการ “Thailand BEST” ซึ่งเครือสหพัฒน์เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการใช้เป็นตราสัญลักษณ์และช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากลแบบส่งตรงถึงผู้บริโภคในรูปแบบตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

ตั้งแต่ปี 2541 ให้กับกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันดำเนินโครงการ ‘Thailand BEST’ เพื่อยกระดับสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยคนไทย ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และพัฒนาช่องทางการค้าออนไลน์เพื่อสินค้า/บริการในโครงการ ‘Thailand BEST’ ในรูปแบบตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นการนำสินค้าไทยคุณภาพดีเข้าสู่ระบบการค้าทั่วโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยรวมทั้งมูลค่าการค้าที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกด้วย

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Aug 26 , 2016

                ผศ.ดร.ศุภโชค แสงสว่าง ผศ.ดร.ธัญญา ปรเมษฐานุวัฒน์  และ ดร.จิตติมณฑน์ วงษ์ษา นำนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี เยี่ยมชมกระบวนการและการทำงานของเครื่องฉีดพลาสติก ยี่ห้อ ไห่เทียน พร้อมฟังบรรยายให้ความรู้   โดยมี โจ จันทร์ล้วน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท เอสพี อินเตอร์แมค จำกัด  ให้การต้อนรับ ณ โชว์รูมไห่เทียน  ถนนมอเตอร์เวย์

  • Aug 26 , 2016

    มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย พร้อมด้วย มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ มิตซูบิชิ อิเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยพนักงานในกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ (Science Classroom)’  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีความสนใจในการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยครั้งนี้ ได้นำเยาวชนจากโครงการการศึกษาพหุภาษา  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กว่า 120 คน ร่วมเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนานในห้องเรียนซึ่งนักเรียนมีโอกาสได้ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง พร้อมนำชมเทคโนโลยีอันทันสมัยของ มิตซูบิชิ อิเล็คทริค อย่างใกล้ชิด  ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มิตซูบิชิ อิเล็คทริคได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย หลังจากที่ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมเช่นเดียวกันนี้มาอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ  มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ. ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

     

     

  • Aug 26 , 2016

    ดีแทค แอคเซอเลอเรท โดยบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด มหาชน หรือดีแทค เปิดเวทีนำเสนอแผนงาน Demo Day batch 4 ซึ่งปีนี้ dtac accelerate นำแผนงานจาก 14 ทีมสตาร์ทอัพ ขึ้นโชว์ต่อหน้าคณะกรรมการนักลงทุน VC และผู้มีชื่อเสียงในวงการสตาร์ทอัพทั้งภาครัฐและเอกชน  พร้อมได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศ 2 ทีมเข้ารับรางวัลในครั้งนี้

    สำหรับ งาน Demo Day batch 4 ในปีนี้มี VC ชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานถึง 65 คน และ มีเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 14 ทีมนำเสนอแผนงาน กับ VC ชั้นนำ เพื่อระดมเงินทุนในระดับ Series A Company, Seed Funding

    โดยกิจกรรมช่วงท้ายเป็นการประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศ แอนดริว กวาลเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มStrategy และ Innovation และสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด มหาชน หรือดีแทค เป็นผู้มอบรางวัล BlackBox Connect ให้กับ ทีม เฟรชเก็ต เพื่อเข้าคอร์สบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ดีที่สุดในซิลิคอนวัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา และทีม ฟาสต์เวิร์ค คว้ารางวัล เว็บ ซัมมิท (Web Summit 2016) ได้สิทธิ์เข้าร่วมงานแสดงผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพระดับโลก ที่กรุงลิสบอน โปรตุเกส และอีกหนึ่งรางวัลพิเศษจากกูเกิล Google launchpad  มอบให้ทีม เฟรชเก็ต  ที่ให้เข้าร่วมศูนย์บ่มเพาะพิเศษ ประเทศสหรัฐอเมริกา

    สำหรับความพิเศษของโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท ในปีนี้ สามารถรวมเอา co accelerators สตาร์ทอัพอีก 2 ประเทศ จาก ดิจิ มาเลเซีย และเทเลนอร์ เมียนมา  มาเข้าร่วมโครงการ พร้อมขึ้นเวทีนำเสนอแผนงานร่วมกับ VC ชั้นนำ

     

 

School Move

  • Aug 25 , 2016

    จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในสังคมปัจจุบันนี้ มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 อันมีสาเหตุมาจากความอยากรู้ อยากลอง จนกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเรียน ที่ทำให้ผลการเรียนต่ำลง เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท ขาดสติ ยั้งคิด และส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม จากปัญหาดังกล่าวจึงได้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) และมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) จัดโครงการละครประเด็นศึกษา “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” กิจกรรมละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อยับยั้งการดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ สอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล  โดยมี 40 โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมโครงการ

    “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” นับเป็นหนึ่งโครงการที่ช่วยรณรงค์การดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย ที่ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่เยาวชน อายุระหว่าง 12-14 ปี โดยการเข้าไปพูดคุยกับเยาวชนในเวลาที่เหมาะสม เกิดขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2547  ซึ่งโครงการ Smashed ได้ใช้ศิลปะการแสดงละครเวทีร่วมกับการอมรมเชิงปฏิบัติการและการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ทั้งยังมีวิธีการประเมินผลอย่างชัดเจน จนได้รับรางวัล “แนวทางการปฏิบัติที่ดี” (Good Practice Award)  จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว จึงได้มีการขยายโครงการไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก อาทิ เวียดนาม จาไมก้า โมซัมบิก และไต้หวัน โดยไทยเป็นประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการนี้

    แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า “บริติช เคานซิล เป็นองค์กรวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรที่สร้างเสริมโอกาสและความร่วมมือทางการศึกษา ศิลปะ และภาษาอังกฤษ ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ โครงการ Smashed เป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริติช เคานซิลได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรเพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และนำความรู้ด้านศิลปะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเราหวังว่าโครงการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้และพฤติกรรมของเยาวชนและช่วยสร้างความเข้มแข็งให้สังคมอย่างยั่งยืน”

    อำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการศึกษาในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ความสามารถและมีทักษะในการใช้ชีวิต กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดนโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ เพื่อบริหารจัดการเวลาเรียนที่จะส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งโครงการ Smashed  ไม่เพียงช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ยังช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ เกิดทักษะชีวิต และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัย ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในขณะนี้จะเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยให้โรงเรียนสมัครเข้ามา และทาง Smashed project จะทำการคัดเลือกก่อนส่งชื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นโครงการที่ดียิ่ง เพราะเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้จากภาพความเป็นจริง ถึงปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า “โครงการ Smashed เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการดำเนินการตามกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลกในการลดปัญหาการดื่มอย่างเป็นอันตราย (Global strategy to reduce harmful use of alcohol) โดยมูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมให้ความรู้และรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและอย่างแท้จริง โดยเน้น 3 เรื่องหลักๆ คือ ต่อต้านการดื่มแล้วขับ ยับยั้งนักดื่มก่อนวัย และความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งจากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประเทศไทยมีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งมีการเริ่มดื่มเมื่ออายุต่ำกว่า 15 ปี การป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัยจึงต้องปลูกฝังให้เยาวชนมีความรู้และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดย 90.1% ของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมบอกว่าเกิดความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และ80บอกว่าจะปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เชื่อมั่นว่าโครงการ Smashed  จะช่วยให้นักเรียนที่เข้าอบรมมีความรู้และสามารถช่วยยับยั้งปัญหานักดื่มก่อนวัยในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    ณัฐธนนท์ นาคะศรีภิรมย์รองประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า  “ทุกวันนี้มีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ส่วนนึงเป็นเพราะว่าขาดความรู้ ขาดการตระหนักรู้ ถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเป้าหมายหลักๆ ของโครงการ Smashed คือการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย โดยการสร้างพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัย เรามองว่าต้องเน้นตั้งแต่เยาวชน ทำให้เยาวชนมีภูมิต้านทานต่อสิ่งยั่วยุ ไม่เพียงแต่มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ถูกต้อง แต่ยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากโครงการ Smashed ส่งต่อไปยังคนรอบข้าง เพื่อหยุดยั้งวัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร และแก้ปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายได้อย่างยั่งยืน”

    ทั้งนี้ภายหลังการเปิดตัว โครงการ Smashed จะมีการเดินทางไปยังโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร 40 แห่ง ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2559 คาดว่าจะมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 4,000 คน จากโครงการดังกล่าว

     

  • Aug 25 , 2016

    ไม่น่าเชื่อว่ามีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะในปัจจุบันอาชีพด้านการวิเคราะห์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเติบโตอย่างมาก จึงปรากฎว่ามีผู้สมัครขอรับการรับรองจากแซส (SAS® Certified) เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของการศึกษาโปรไฟล์พนักงานที่มีจำนวนมากถึง 54 ล้านคนใน PayScale.com พบว่าองค์ความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมแซสเป็นอาชีพอันดับหนึ่งที่มีผลต่อระดับเงินเดือนอย่างมาก

    ฌอน โอ ไบรอัน รองประธานฝ่ายการศึกษาและการฝึกอบรม บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “โปรแกรม SAS Global Certification เปิดตัวในปี 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบการรับรองทักษะและองค์ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมแซส ซึ่งสถิติล่าสุดบ่งบอกว่า มีการออกใบรับรองเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าหลังจากเปิดตัวได้เพียงสามปีครึ่ง และปัจจุบันแซสได้ดำเนินการออกใบรับรองไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 100,000 ใบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ แซส เป็นเทคโนโลยีระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน และแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะของแซสได้ขยายครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม”

    อรัน เคนส์ กล่าวในฐานะ ผู้มีทักษะการใช้โปรแกรมแซส ว่า “การได้รับการรับรองจากแซสช่วยผมอย่างมากในการประกอบอาชีพ  ทำให้ผมสามารถทำงานที่ท้าทายความสามารถตัวเอง และนับเป็นเวลาห้าปีติดต่อกันแล้วที่การออกใบรับรองแซสมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยใบรับรองแซสเป็นที่ต้องการของทั้งนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและพนักงานจากทั่วโลก ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของใบรับรองที่ออกให้เป็นการมอบให้กับบุคคลที่อยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกามากถึง 107 ประเทศ และขณะนี้มีองค์กรมากกว่า 80,000 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างนำระบบแซสเข้าไปปรับใช้ในองค์กร นักศึกษาที่มีใบรับรองจากแซสจึงมีโอกาสมีงานทำในองค์กรที่มีชื่อเสียงได้ไม่ยากเลย

    ฌอน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “โปรแกรม SAS Global Certification มีตัวเลือกการฝึกอบรมของแซสมากมายที่พร้อมช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในสายอาชีพของตน โดยมีหลายวิธีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแซส ซึ่งรวมถึงตัวเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น SAS University Edition ที่พร้อมให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลอีเลิร์นนิ่งฟรีและบทช่วยสอนออนไลน์ที่สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นหรือรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานที่เฉพาะเจาะจงในระบบแซสได้ โดยในขณะนี้ แซสได้ปรับอัตราค่าสมัครสอบใบรับรองของแซสใหม่ ให้อยู่ในช่วงราคาประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

    มาถึงในส่วนของ SAS OnDemand for Academics บนระบบคลาวด์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ยังช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สามารถรวมเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดของแซสไว้ในหลักสูตรของตน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะที่มีความต้องการสูงอย่างมากจากตลาดแรงงาน และด้วยพันธมิตรของแซสทั่วโลกที่เปิดโปรแกรมในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั้งในหลักสูตรเดิมและใหม่เพื่อสร้างโปรแกรมการออกใบรับรองระดับปริญญา ยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างองค์กรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์สำหรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

    ไม่เพียงเท่านั้น ใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SAS Global Certification ยังได้เปิดตัวใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยในนามของ SAS Academy for Data Science  ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่  การวิเคราะห์ขั้นสูง การเรียนรู้ด้านเครื่องจักรและเครื่องมือ การแสดงภาพข้อมูล พร้อมด้วยทักษะด้านการสื่อสารที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในปัจจุบัน โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสองระดับและพร้อมให้ใบรับรองที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนสามใบ โดยแต่ละระดับจะรวมการเรียนการสอนภายในห้องเรียน กรณีศึกษาจากการลงมือปฏิบัติ หรือการสร้างโปรเจ็คของทีม การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสที่เกี่ยวข้อง และมีโค้ชที่จะช่วยให้คำแนะนำผู้เรียนอย่างครอบคลุม เมื่อผ่านการสอบรับรองแล้ว ผู้เรียนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ที่แซสให้การรับรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงที่แซสให้การรับรอง และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่แซสให้การรับรอง

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกระแสการเรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะน่าจับตามอง แต่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกก็ว่าได้

     

     

  • Aug 23 , 2016

    สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และยังส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11%ของ GDP หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้าน

    ปัญหาการศึกษา ไม่สร้างโอกาสให้เด็กไทย หากย้อนดูปัญหาการศึกษาจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน5 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมอีกกว่า 1ใน3 ก็ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ จะเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จะจบมหาวิทยาลัยได้ หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40%ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งเงินเดือนไม่สูงนัก

    การที่เด็กไทยเสียโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้ทำการคำนวณว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จตั้งแต่ในอดีต วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิดก็คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ (ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10ปี) สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14%ต่อปีหรือคิดเป็น 1.1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งฟังดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้วเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้าน (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11%ของ GDP และในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้นเข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ผลการศึกษาบอกเราว่า “ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็ผลไม่มาก แต่ระยะยาวจะมีผลมหาศาล ซึ่งแม้เราจะเริ่มปฏิรูปการศึกษากันในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีก 10ปีกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดีจะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า เราต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้จะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

Management

  • Jul 07 , 2016

    การบริหารจัดการพนักงานที่เป็นคนเก่ง หรือที่เรียกว่า Talent ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก สำหรับองค์กร ด้วยความเก่งที่มีจำนวนจำกัด บวกกับโอกาสที่มีเข้ามามากมาย ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เหตุผลคือ หนึ่ง เพื่อรักษาให้พวกเขาอยู่กับองค์กรได้ยาวนาน และสอง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดูแลคนเก่งขององค์กรจึงมีหลากหลายรูปแบบ

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

 
 

Cool Case

  • Jul 23 , 2016

           จัดเทสต์รถกันครั้งแรกและ 5 รุ่นรวด สำหรับ MINI แบรนด์รถคอมแพ็คหรูจากอังกฤษที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งทีมนิตยสาร MBA ได้ทดลองขับดูว่ามีความเป็น Go Kart Feeling มากน้อยแค่ไหน ในงาน MINI Driving Experience 2016 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

  • Jun 23 , 2016

           จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์