ยุทธศาสตร์เชียงราย ยุทธศาสตร์ MBA แม่ฟ้าหลวง The ways to the TOP


 
alt
 
 

ปี 2553 นี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 12 ปี หากเทียบกับชีวิตของคนคนหนึ่ง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ก็ยังเยาว์นัก แต่หากเทียบเคียงกับองค์กรธุรกิจแล้วล่ะก็ ถือว่าอยู่ในช่วงของการก่อร่างสร้างสมความเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพครบถ้วน รอบด้าน

 
 
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นเวลาของการวางรากฐาน บุกเบิก และพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแกร่ง ก่อนที่จะรุกก้าวเพื่อแผ่ขยายการเติบโตในรอบต่อไป ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการสร้างรากฐาน ก็คือ “ชื่อเสียง” ที่ถูกกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆ และ “คุณภาพ” ของบรรดาบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่ทยอยออกมารับใช้สังคมและประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง 
 
 
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระแสโลกาภิวัตน์ สังคมเศรษฐกิจ ประชาคมอาเซียน รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายเอง บริบทเหล่านี้ ทำให้การพัฒนาในวงรอบต่อไปไม่ใช่เพียงการสานต่อนโยบายในยุคที่ผ่านมาเท่านั้น หากยังต้องวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักสูตร MBA ที่ทั้งรองรับความต้องการของชาวภาคเหนือและอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง  
 
 
ดังนั้น เบื้องหน้าทัศนียภาพที่สวยงามของมหาวิทยาลัยมแม่ฟ้าหลวง ภูเขาที่โอบล้อม และอุดมไปด้วยพื้นที่เขียวชะอุ่ม อากาศอันบริสุทธิ์ ซึ่งเมื่อได้มาเยือนแล้วล้วนไม่ผิดหวังกับความเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย หากเบื้องหลังภูมิทัศน์ที่งดงามแห่งนี้ ยังมีความแข็งแกร่งทางวิชาการ องค์ความรู้ การเรียนการสอน และความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าสถาบันการศึกษาอื่น และพร้อมที่จะสร้าง “คน” สู่สังคมโลก
 
 
สร้างพลเมืองอาซียน-พลเมืองโลก
 
 
นับถอยหลังอีกไม่ถึง 5 ปี ประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ อันได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนม่า จะรวมตัวกันเป็น 1 ประเทศ
 
 
การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของไทย ย่อมก่อให้เกิดผลดีในแง่การสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มอาเซียน แต่แน่นอนว่า ภายใต้ความเข้มแข็งนี้ จำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วย 
 
 
สถาบันการศึกษา หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเร็ว ทั้งเพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนสู่สากล ให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และเพื่อสร้างคนรองรับตลาดแรงงานที่จะเกิดขึ้นใหม่ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังประเทศต่างๆ 
 
 
สำหรับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้นถือว่ามีความได้เปรียบจากความตั้งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติตั้งแต่แรกเริ่ม ที่นี่จึงมีการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักอยู่แล้ว ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญร่วม 12 ปีที่ผ่านมาจึงถือเป็นการปูพื้นฐานที่ล้ำหน้าไปก่อนใครต่อใคร 
 
 
ขณะที่ความพร้อมในด้านวิชาการและอื่นๆ ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเป้าหมายประการหนึ่งของที่นี่ คือ การสร้างบัณฑิตที่มีคุณสมบัติเป็นพลเมืองอาเซียน (ASEAN Citizen) รวมไปถึง พลเมืองของโลก (World Citizen) ที่สามารถออกไปทำงานได้ในทุกมุมของโลก
 
 
alt
 

พันธกิจของมหาวิทยาลัยแห่งนี้สะท้อน จากความมุ่งมั่นของหัวเรือใหญ่ รศ.ดร.เทอด เทศประทีป อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า-หลวง ที่เล่าให้ MBA ฟังว่า “เป้าหมายของเราคือการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นพลเมืองของอาเซียนและพลเมืองของโลก แนวคิดนี้ต้องพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษให้พอเพียง นอกเหนือจากวิชาการ และยังต้องรู้ภาษาจีนให้เป็นภาษาที่ 3 ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีความพร้อมมาก เพราะเรามีศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธรและสถาบันขงจื่อ เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว”
 
 
ข้างต้นคือเป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่วางไว้ในปี 2555-2559 เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน นั่นคือ การพัฒนานักศึกษาให้ไปสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน และพลเมืองโลก ผ่านการพัฒนาด้านภาษา และการเรียนการสอนที่เป็นสากล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนได้ อันเป็นการช่วยขยายโอกาสในการทำงานของบัณฑิตให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 
 
 
ในแง่หลักสูตร ที่นี่จึงออกแบบหลักสูตรใหม่ให้มีรายวิชาที่เกี่ยวกับอาเซียน เช่น กรอบการค้า และข้อตกลงต่างๆ รวม ไปถึงสังคมและวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก 
 
 
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนศึกษา (ACSC) เพื่อเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนในเชิงวิชาการอีกด้วย
 
 
หนทางพัฒนานักศึกษาให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ในมุมมองของอธิการบดี นอกจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 แล้ว ยังเล็งไกลไปถึงอนาคตของโลกการค้า ประกอบกับทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองเป็นจุดร่วมของเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ภาษาจีน จึงเป็นภาษาที่จำเป็นและทำให้อธิการบดี สนับสนุนภาษาจีนให้เป็นภาษาที่ 3 โดยมี 2 แรงหนุนที่สำคัญ คือ ศูนย์ภาษาและวัฒน-ธรรมจีนสิรินธร แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในไทย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศจีนและไทย
 
 
ขณะที่อีกแรงหนุน คือ สถาบันขงจื่อ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้น เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน ประเทศจีน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน อบรมครูสอนภาษาจีน รวมถึงการทดสอบภาษาจีน 
 
 
ที่สำคัญ รศ.ดร.เทอด บอกว่า ในปี 2554 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะเปิด สำนักจีนศึกษา ขึ้น ซึ่งนับเป็นการเปิดหลักสูตรที่ว่าด้วยเรื่องจีนโดยเฉพาะ เช่น Business Chinese, Chinese Language เป็นต้น และนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนยกระดับขึ้นเป็นคณะเลยทีเดียว
 
 
alt
 
 
นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปลูกฝังให้นักศึกษา “ใฝ่รู้ใฝ่เรียน” เพื่อสร้างให้เป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการหยิบฉวยความรู้จากอาจารย์ในห้องเรียนเท่านั้น ย่อมเป็นการผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพ ให้พร้อมออกไปเผชิญหน้า และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รศ.ดร.เทอด จึงมีแนวคิดที่จะนำการเรียนการสอนแบบ PBL (Problem-based Learning) มาใช้ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยมีมหาวิทยาลัย Aalborg ประเทศเดนมาร์ก ร่วมสนับสนุนทางวิชาการในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
 
 
“เป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรามีพี่เลี้ยงจาก Aalborg ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนแบบ PBL เชื่อว่าการเรียนแบบ Learning to Learn Concept นี้จะทำให้นักศึกษาไม่อับจน เพราะความรู้ใหม่มีตลอดเวลา และการเรียนแบบนี้จะทำให้ได้รับความรู้ตลอดชีวิต”
 
 
ทั้งหมดนี้ คือการหลอมรวมไปสู่การพัฒนาสร้างพลเมืองอาเซียนและพลเมืองโลก ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่ง รศ.ดร.เทอด เชื่อว่า จะทำให้นักศึกษาสามารถออกไปทำงานได้ในทุกมุมโลก
 
 
MBA รองรับยุทธศาสตร์เชียงราย 
 
 
หากจะว่ากันถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงราย แน่นอนว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นเมืองเกษตรกรรม ท่องเที่ยว และอยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region) ซึ่งประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน โดยมีข้อตกลงที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเกษตร ท่องเที่ยว คมนาคมขนส่ง การค้าการลงทุน ก็ทำให้แม่น้ำโขงไม่เพียงแต่จะหล่อเลี้ยงชาวบ้านริมแม่น้ำเท่านั้น หากยังนำพาความเติบโตทางเศรษฐกิจหลั่งไหลตามมาด้วย 
 
 
“คน” ที่จะรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแห่งนี้ จึงต้องมีความพร้อมที่จะมีทั้งเกราะป้องกันตนเองและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วย 
 
 
MBA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นศาสตร์ที่จะตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องนี้ ดังนั้น หากจะบอกว่า หลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยึดกรอบยุทธศาสตร์เชียงราย เป็นด้านหลักในการพัฒนาหลักสูตรก็ไม่ผิดนัก 
 
 
ยุทธศาสตร์จริงๆ ต้องมองขอบชายแดนว่ามีความสำคัญมาก ถ้าคนเราไม่เก่ง เราจะเสียเปรียบ อย่างจีนซึ่งอยู่ใกล้มาก แล้วมีอำนาจ ถ้าเราไม่เก่งเราจะโดนกลืน ดังนั้นคนของเราต้องเก่งกว่า รู้ทัน ถ้าสู้ไม่ได้ก็เป็นพันธมิตร ดังนั้น เชียงรายต้องพัฒนาคน และแม่ฟ้าหลวงมีบทบาทสำคัญในการสร้างคน” รศ.ดร.จุฑา มนัสไพบูลย์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าว และนี่จึงเป็นที่มาของหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรองรับการเติบโตของจังหวัดเชียงรายและสอดรับกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของที่นี่
 
 
ดังนั้น หากมองเผินๆ หลักสูตร MBA ของที่นี่ ก็คล้ายๆ กับหลักสูตร MBA ทั่วไป แต่หากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว MBA ที่นี่จะแตกต่างออกไป และเป็นดังที่ รศ.ดร.จุฑา กล่าวข้างต้น นั่นคือ รองรับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายจริงๆ ดังจะเห็นได้จากหลายวิชาที่เปิดสอน เช่น วิชา Modern Trade วิชาการค้าชายแดน การค้าต่างประเทศ เป็นต้น
 
 
แม้ในระยะแรก กลุ่มเป้าหมายผู้เรียนจะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารจัดการให้กับตนเอง ตามวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผู้ประกอบการที่มีความรู้ชายแดน แต่แน่ละว่า เมื่อชื่อเสียงและความเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น ผู้มาเรียนจึงขยายออกสู่จังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ และในระยะถัดจากนี้ รศ.ดร.จุฑา ยังจะมองผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมายจากลาว พม่า จีน เวียดนามอีกด้วย
 
 
..........................................................
 

(ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร MBA เล่ม 140 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553)

 



 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Aug 25 , 2016

    บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT มอบความพิเศษสุดคุ้มให้ผู้ใช้ CAT phonenet บัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศราคาประหยัด และผู้ใช้ my บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง 3ด้วยโปรโมชั่นโทรไม่อั้น ปลายทางยอดนิยม ได้แก่ จีน อเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพียงซื้อบัตร CAT phonenet และเรียกเข้าระบบผ่านหมายเลข 0-2106-6888 โทรไปยัง ปลายทางได้ไม่จำกัด ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใน เดือนนับจากวันที่ใช้งานครั้งแรก สำหรับผู้ใช้ my ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน สมัครใช้งานในระบบ USSDเหมาจ่ายเพียง 100 บาท (ไม่รวม VAT) โทรไปยัง ปลายทางได้ไม่จำกัด ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใน วันนับจากวันที่สมัคร ผู้สนใจซื้อบัตร CAT Phonenet หรือสมัคร my ได้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม-30 กันยายนนี้ 

  • Aug 25 , 2016

    เครื่องสำอาง ARTY Professional โดย คุณนิชาภา พิริยะโภคิณ รองผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม , คุณอนุรักษ์ โกศลโชติชโลธร  ผู้จัดการผลิภัณฑ์เครื่องสำอาง ARTY Professional  และคุณตรีมินทร์   ธีรธนาอุดมวัชร์  Creative make up Directorเครื่องสำอาง ARTY PROFESSIONAL บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ตัวแทนสุดยอดเยาวชนโลก ที่มาขอบคุณ เครื่องสำอาง ARTY PROFESSIONAL ผู้สนับสนุนการประกวดสุดยอดเยาวชนโลกครั้งที่ 16 "PRINCE & PRINCESS INTERNATIONAL 2016" ณ   บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

  • Aug 25 , 2016

           เชลล์เผยผลสำรวจความรู้สึกของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ พบ 46% ระบุว่าหน้าฝนเป็นช่วงที่ผู้บริโภครู้สึกไม่ดีมากที่สุดของปี เพราะฝนทำให้ทำกิจกรรมนอกบ้านลำบาก เชลล์จึงส่งแคมเปญ ‘Bright Side of the Rain – ความสุขชุ่มฉ่ำที่ปั๊มเชลล์ เชิญชวนผู้บริโภคออกจากบ้านและชวนมองด้านดีๆ ของหน้าฝน ด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมดึงสองศิลปินดัง ว่าน ธนกฤต และ สิงโต นำโชค แต่งเพลงพิเศษให้ได้ฟังกันฟรีตลอดหน้าฝนนี้

             ด้านนายธนธร พันพานิชย์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดค้าปลีก บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงที่มาของแคมเปญว่า “จากการที่เราได้สำรวจความรู้สึกของผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนนในช่วงหน้าฝน พบว่าส่วนใหญ่เบื่อกับฝนตก แต่เรามองว่าการเดินทางออกไปนอกบ้านแต่ละครั้งนั้น เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เชลล์ไม่อยากให้ผู้บริโภคทิ้งโอกาสช่วงนั้นของปี เราจึงอยากเป็นตัวแทนส่งสิ่งดีๆ ผ่านแคมเปญ ‘Bright Side of the Rain  ความสุขชุ่มฉ่ำที่ปั๊มเชลล์ ตลอดหน้าฝนนี้ นอกจากโปรโมชั่นที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์แล้ว

            สำหรับกิจกรรม Shell Music Truck คาราวานเสียงดนตรีแห่งความสุขที่จะขับตระเวนไปที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ 54 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้ ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ในวันและเวลาที่ Shell Music Truckเดินทางไปถึง จะได้ร่วมเล่นเกมลุ้นชิงรางวัลบัตรเงินสดเชลล์มูลค่า 1,000 บาท เพื่อใช้เติมน้ำมันเชลล์ชนิดใดก็ได้ หรือใช้ซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค หรือร้านกาแฟเดลี่ คาเฟ่ รวมทั้งใช้เป็นส่วนลดในการซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ภายในสถานีบริการน้ำมันเชลล์ทั่วประเทศ

           นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นการส่งต่อความสุขจากสถานีบริการไปยังผู้เดินทาง เชลล์ยังพา      ว่าน ธนกฤต และ สิงโต นำโชค มาแต่งเพลงสุดพิเศษโดยได้แรงบันดาลใจมาจากความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อ   หน้าฝน เพื่อไปจัดเป็นเพลย์ลิสต์ ฝนพรำ ฮัมเพลง ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Joox Music ให้ได้ฟังกันฟรีๆ เปลี่ยนความรู้สึกด้านลบให้กลายเป็นความสุขตลอดการเดินทาง โดยสามารถดาวน์โหลดฟังได้ต้นเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

 

School Move

  • Aug 25 , 2016

    จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในสังคมปัจจุบันนี้ มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 อันมีสาเหตุมาจากความอยากรู้ อยากลอง จนกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเรียน ที่ทำให้ผลการเรียนต่ำลง เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท ขาดสติ ยั้งคิด และส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม จากปัญหาดังกล่าวจึงได้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) และมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) จัดโครงการละครประเด็นศึกษา “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” กิจกรรมละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อยับยั้งการดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ สอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล  โดยมี 40 โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมโครงการ

    “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” นับเป็นหนึ่งโครงการที่ช่วยรณรงค์การดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย ที่ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่เยาวชน อายุระหว่าง 12-14 ปี โดยการเข้าไปพูดคุยกับเยาวชนในเวลาที่เหมาะสม เกิดขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2547  ซึ่งโครงการ Smashed ได้ใช้ศิลปะการแสดงละครเวทีร่วมกับการอมรมเชิงปฏิบัติการและการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ทั้งยังมีวิธีการประเมินผลอย่างชัดเจน จนได้รับรางวัล “แนวทางการปฏิบัติที่ดี” (Good Practice Award)  จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว จึงได้มีการขยายโครงการไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก อาทิ เวียดนาม จาไมก้า โมซัมบิก และไต้หวัน โดยไทยเป็นประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการนี้

    แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า “บริติช เคานซิล เป็นองค์กรวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรที่สร้างเสริมโอกาสและความร่วมมือทางการศึกษา ศิลปะ และภาษาอังกฤษ ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ โครงการ Smashed เป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริติช เคานซิลได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรเพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และนำความรู้ด้านศิลปะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเราหวังว่าโครงการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้และพฤติกรรมของเยาวชนและช่วยสร้างความเข้มแข็งให้สังคมอย่างยั่งยืน”

    อำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการศึกษาในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ความสามารถและมีทักษะในการใช้ชีวิต กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดนโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ เพื่อบริหารจัดการเวลาเรียนที่จะส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งโครงการ Smashed  ไม่เพียงช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ยังช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ เกิดทักษะชีวิต และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัย ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในขณะนี้จะเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยให้โรงเรียนสมัครเข้ามา และทาง Smashed project จะทำการคัดเลือกก่อนส่งชื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นโครงการที่ดียิ่ง เพราะเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้จากภาพความเป็นจริง ถึงปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า “โครงการ Smashed เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการดำเนินการตามกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลกในการลดปัญหาการดื่มอย่างเป็นอันตราย (Global strategy to reduce harmful use of alcohol) โดยมูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมให้ความรู้และรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและอย่างแท้จริง โดยเน้น 3 เรื่องหลักๆ คือ ต่อต้านการดื่มแล้วขับ ยับยั้งนักดื่มก่อนวัย และความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งจากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประเทศไทยมีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งมีการเริ่มดื่มเมื่ออายุต่ำกว่า 15 ปี การป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัยจึงต้องปลูกฝังให้เยาวชนมีความรู้และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดย 90.1% ของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมบอกว่าเกิดความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และ80บอกว่าจะปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เชื่อมั่นว่าโครงการ Smashed  จะช่วยให้นักเรียนที่เข้าอบรมมีความรู้และสามารถช่วยยับยั้งปัญหานักดื่มก่อนวัยในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    ณัฐธนนท์ นาคะศรีภิรมย์รองประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า  “ทุกวันนี้มีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ส่วนนึงเป็นเพราะว่าขาดความรู้ ขาดการตระหนักรู้ ถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเป้าหมายหลักๆ ของโครงการ Smashed คือการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย โดยการสร้างพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัย เรามองว่าต้องเน้นตั้งแต่เยาวชน ทำให้เยาวชนมีภูมิต้านทานต่อสิ่งยั่วยุ ไม่เพียงแต่มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ถูกต้อง แต่ยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากโครงการ Smashed ส่งต่อไปยังคนรอบข้าง เพื่อหยุดยั้งวัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร และแก้ปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายได้อย่างยั่งยืน”

    ทั้งนี้ภายหลังการเปิดตัว โครงการ Smashed จะมีการเดินทางไปยังโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร 40 แห่ง ในระหว่างเดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2559 คาดว่าจะมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 4,000 คน จากโครงการดังกล่าว

     

  • Aug 25 , 2016

    ไม่น่าเชื่อว่ามีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะในปัจจุบันอาชีพด้านการวิเคราะห์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเติบโตอย่างมาก จึงปรากฎว่ามีผู้สมัครขอรับการรับรองจากแซส (SAS® Certified) เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของการศึกษาโปรไฟล์พนักงานที่มีจำนวนมากถึง 54 ล้านคนใน PayScale.com พบว่าองค์ความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมแซสเป็นอาชีพอันดับหนึ่งที่มีผลต่อระดับเงินเดือนอย่างมาก

    ฌอน โอ ไบรอัน รองประธานฝ่ายการศึกษาและการฝึกอบรม บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “โปรแกรม SAS Global Certification เปิดตัวในปี 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบการรับรองทักษะและองค์ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมแซส ซึ่งสถิติล่าสุดบ่งบอกว่า มีการออกใบรับรองเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าหลังจากเปิดตัวได้เพียงสามปีครึ่ง และปัจจุบันแซสได้ดำเนินการออกใบรับรองไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 100,000 ใบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ แซส เป็นเทคโนโลยีระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน และแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะของแซสได้ขยายครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม”

    อรัน เคนส์ กล่าวในฐานะ ผู้มีทักษะการใช้โปรแกรมแซส ว่า “การได้รับการรับรองจากแซสช่วยผมอย่างมากในการประกอบอาชีพ  ทำให้ผมสามารถทำงานที่ท้าทายความสามารถตัวเอง และนับเป็นเวลาห้าปีติดต่อกันแล้วที่การออกใบรับรองแซสมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยใบรับรองแซสเป็นที่ต้องการของทั้งนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและพนักงานจากทั่วโลก ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของใบรับรองที่ออกให้เป็นการมอบให้กับบุคคลที่อยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกามากถึง 107 ประเทศ และขณะนี้มีองค์กรมากกว่า 80,000 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างนำระบบแซสเข้าไปปรับใช้ในองค์กร นักศึกษาที่มีใบรับรองจากแซสจึงมีโอกาสมีงานทำในองค์กรที่มีชื่อเสียงได้ไม่ยากเลย

    ฌอน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “โปรแกรม SAS Global Certification มีตัวเลือกการฝึกอบรมของแซสมากมายที่พร้อมช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในสายอาชีพของตน โดยมีหลายวิธีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแซส ซึ่งรวมถึงตัวเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น SAS University Edition ที่พร้อมให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลอีเลิร์นนิ่งฟรีและบทช่วยสอนออนไลน์ที่สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นหรือรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานที่เฉพาะเจาะจงในระบบแซสได้ โดยในขณะนี้ แซสได้ปรับอัตราค่าสมัครสอบใบรับรองของแซสใหม่ ให้อยู่ในช่วงราคาประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

    มาถึงในส่วนของ SAS OnDemand for Academics บนระบบคลาวด์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ยังช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สามารถรวมเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดของแซสไว้ในหลักสูตรของตน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะที่มีความต้องการสูงอย่างมากจากตลาดแรงงาน และด้วยพันธมิตรของแซสทั่วโลกที่เปิดโปรแกรมในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั้งในหลักสูตรเดิมและใหม่เพื่อสร้างโปรแกรมการออกใบรับรองระดับปริญญา ยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างองค์กรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์สำหรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

    ไม่เพียงเท่านั้น ใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SAS Global Certification ยังได้เปิดตัวใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยในนามของ SAS Academy for Data Science  ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่  การวิเคราะห์ขั้นสูง การเรียนรู้ด้านเครื่องจักรและเครื่องมือ การแสดงภาพข้อมูล พร้อมด้วยทักษะด้านการสื่อสารที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในปัจจุบัน โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสองระดับและพร้อมให้ใบรับรองที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนสามใบ โดยแต่ละระดับจะรวมการเรียนการสอนภายในห้องเรียน กรณีศึกษาจากการลงมือปฏิบัติ หรือการสร้างโปรเจ็คของทีม การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสที่เกี่ยวข้อง และมีโค้ชที่จะช่วยให้คำแนะนำผู้เรียนอย่างครอบคลุม เมื่อผ่านการสอบรับรองแล้ว ผู้เรียนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ที่แซสให้การรับรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงที่แซสให้การรับรอง และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่แซสให้การรับรอง

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกระแสการเรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะน่าจับตามอง แต่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกก็ว่าได้

     

     

  • Aug 23 , 2016

    สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และยังส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11%ของ GDP หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้าน

    ปัญหาการศึกษา ไม่สร้างโอกาสให้เด็กไทย หากย้อนดูปัญหาการศึกษาจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน5 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมอีกกว่า 1ใน3 ก็ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ จะเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จะจบมหาวิทยาลัยได้ หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40%ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งเงินเดือนไม่สูงนัก

    การที่เด็กไทยเสียโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้ทำการคำนวณว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จตั้งแต่ในอดีต วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิดก็คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ (ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10ปี) สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14%ต่อปีหรือคิดเป็น 1.1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งฟังดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้วเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้าน (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11%ของ GDP และในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้นเข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ผลการศึกษาบอกเราว่า “ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็ผลไม่มาก แต่ระยะยาวจะมีผลมหาศาล ซึ่งแม้เราจะเริ่มปฏิรูปการศึกษากันในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีก 10ปีกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดีจะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า เราต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้จะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

Management

  • Jul 07 , 2016

    การบริหารจัดการพนักงานที่เป็นคนเก่ง หรือที่เรียกว่า Talent ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก สำหรับองค์กร ด้วยความเก่งที่มีจำนวนจำกัด บวกกับโอกาสที่มีเข้ามามากมาย ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เหตุผลคือ หนึ่ง เพื่อรักษาให้พวกเขาอยู่กับองค์กรได้ยาวนาน และสอง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดูแลคนเก่งขององค์กรจึงมีหลากหลายรูปแบบ

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

 
 

Cool Case

  • Jul 23 , 2016

           จัดเทสต์รถกันครั้งแรกและ 5 รุ่นรวด สำหรับ MINI แบรนด์รถคอมแพ็คหรูจากอังกฤษที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งทีมนิตยสาร MBA ได้ทดลองขับดูว่ามีความเป็น Go Kart Feeling มากน้อยแค่ไหน ในงาน MINI Driving Experience 2016 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

  • Jun 23 , 2016

           จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์