ยุทธศาสตร์เชียงราย ยุทธศาสตร์ MBA แม่ฟ้าหลวง The ways to the TOP


 
alt
 
 

ปี 2553 นี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 12 ปี หากเทียบกับชีวิตของคนคนหนึ่ง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ก็ยังเยาว์นัก แต่หากเทียบเคียงกับองค์กรธุรกิจแล้วล่ะก็ ถือว่าอยู่ในช่วงของการก่อร่างสร้างสมความเป็นสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพครบถ้วน รอบด้าน

 
 
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นเวลาของการวางรากฐาน บุกเบิก และพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแกร่ง ก่อนที่จะรุกก้าวเพื่อแผ่ขยายการเติบโตในรอบต่อไป ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการสร้างรากฐาน ก็คือ “ชื่อเสียง” ที่ถูกกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆ และ “คุณภาพ” ของบรรดาบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่ทยอยออกมารับใช้สังคมและประเทศเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง 
 
 
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระแสโลกาภิวัตน์ สังคมเศรษฐกิจ ประชาคมอาเซียน รวมไปถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงรายเอง บริบทเหล่านี้ ทำให้การพัฒนาในวงรอบต่อไปไม่ใช่เพียงการสานต่อนโยบายในยุคที่ผ่านมาเท่านั้น หากยังต้องวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักสูตร MBA ที่ทั้งรองรับความต้องการของชาวภาคเหนือและอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง  
 
 
ดังนั้น เบื้องหน้าทัศนียภาพที่สวยงามของมหาวิทยาลัยมแม่ฟ้าหลวง ภูเขาที่โอบล้อม และอุดมไปด้วยพื้นที่เขียวชะอุ่ม อากาศอันบริสุทธิ์ ซึ่งเมื่อได้มาเยือนแล้วล้วนไม่ผิดหวังกับความเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย หากเบื้องหลังภูมิทัศน์ที่งดงามแห่งนี้ ยังมีความแข็งแกร่งทางวิชาการ องค์ความรู้ การเรียนการสอน และความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าสถาบันการศึกษาอื่น และพร้อมที่จะสร้าง “คน” สู่สังคมโลก
 
 
สร้างพลเมืองอาซียน-พลเมืองโลก
 
 
นับถอยหลังอีกไม่ถึง 5 ปี ประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ อันได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนม่า จะรวมตัวกันเป็น 1 ประเทศ
 
 
การก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของไทย ย่อมก่อให้เกิดผลดีในแง่การสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มอาเซียน แต่แน่นอนว่า ภายใต้ความเข้มแข็งนี้ จำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วย 
 
 
สถาบันการศึกษา หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเร็ว ทั้งเพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนสู่สากล ให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และเพื่อสร้างคนรองรับตลาดแรงงานที่จะเกิดขึ้นใหม่ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังประเทศต่างๆ 
 
 
สำหรับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้นถือว่ามีความได้เปรียบจากความตั้งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติตั้งแต่แรกเริ่ม ที่นี่จึงมีการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักอยู่แล้ว ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญร่วม 12 ปีที่ผ่านมาจึงถือเป็นการปูพื้นฐานที่ล้ำหน้าไปก่อนใครต่อใคร 
 
 
ขณะที่ความพร้อมในด้านวิชาการและอื่นๆ ก็ไม่น้อยหน้า เพราะเป้าหมายประการหนึ่งของที่นี่ คือ การสร้างบัณฑิตที่มีคุณสมบัติเป็นพลเมืองอาเซียน (ASEAN Citizen) รวมไปถึง พลเมืองของโลก (World Citizen) ที่สามารถออกไปทำงานได้ในทุกมุมของโลก
 
 
alt
 

พันธกิจของมหาวิทยาลัยแห่งนี้สะท้อน จากความมุ่งมั่นของหัวเรือใหญ่ รศ.ดร.เทอด เทศประทีป อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า-หลวง ที่เล่าให้ MBA ฟังว่า “เป้าหมายของเราคือการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นพลเมืองของอาเซียนและพลเมืองของโลก แนวคิดนี้ต้องพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษให้พอเพียง นอกเหนือจากวิชาการ และยังต้องรู้ภาษาจีนให้เป็นภาษาที่ 3 ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีความพร้อมมาก เพราะเรามีศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธรและสถาบันขงจื่อ เป็นจุดแข็งอยู่แล้ว”
 
 
ข้างต้นคือเป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่วางไว้ในปี 2555-2559 เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน นั่นคือ การพัฒนานักศึกษาให้ไปสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน และพลเมืองโลก ผ่านการพัฒนาด้านภาษา และการเรียนการสอนที่เป็นสากล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนได้ อันเป็นการช่วยขยายโอกาสในการทำงานของบัณฑิตให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 
 
 
ในแง่หลักสูตร ที่นี่จึงออกแบบหลักสูตรใหม่ให้มีรายวิชาที่เกี่ยวกับอาเซียน เช่น กรอบการค้า และข้อตกลงต่างๆ รวม ไปถึงสังคมและวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก 
 
 
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการจัดตั้งศูนย์ประชาคมอาเซียนศึกษา (ACSC) เพื่อเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนในเชิงวิชาการอีกด้วย
 
 
หนทางพัฒนานักศึกษาให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ในมุมมองของอธิการบดี นอกจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 แล้ว ยังเล็งไกลไปถึงอนาคตของโลกการค้า ประกอบกับทำเลที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองเป็นจุดร่วมของเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ภาษาจีน จึงเป็นภาษาที่จำเป็นและทำให้อธิการบดี สนับสนุนภาษาจีนให้เป็นภาษาที่ 3 โดยมี 2 แรงหนุนที่สำคัญ คือ ศูนย์ภาษาและวัฒน-ธรรมจีนสิรินธร แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในไทย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศจีนและไทย
 
 
ขณะที่อีกแรงหนุน คือ สถาบันขงจื่อ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงนั้น เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน ประเทศจีน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน อบรมครูสอนภาษาจีน รวมถึงการทดสอบภาษาจีน 
 
 
ที่สำคัญ รศ.ดร.เทอด บอกว่า ในปี 2554 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะเปิด สำนักจีนศึกษา ขึ้น ซึ่งนับเป็นการเปิดหลักสูตรที่ว่าด้วยเรื่องจีนโดยเฉพาะ เช่น Business Chinese, Chinese Language เป็นต้น และนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนยกระดับขึ้นเป็นคณะเลยทีเดียว
 
 
alt
 
 
นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปลูกฝังให้นักศึกษา “ใฝ่รู้ใฝ่เรียน” เพื่อสร้างให้เป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการหยิบฉวยความรู้จากอาจารย์ในห้องเรียนเท่านั้น ย่อมเป็นการผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพ ให้พร้อมออกไปเผชิญหน้า และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รศ.ดร.เทอด จึงมีแนวคิดที่จะนำการเรียนการสอนแบบ PBL (Problem-based Learning) มาใช้ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยมีมหาวิทยาลัย Aalborg ประเทศเดนมาร์ก ร่วมสนับสนุนทางวิชาการในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
 
 
“เป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรามีพี่เลี้ยงจาก Aalborg ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนแบบ PBL เชื่อว่าการเรียนแบบ Learning to Learn Concept นี้จะทำให้นักศึกษาไม่อับจน เพราะความรู้ใหม่มีตลอดเวลา และการเรียนแบบนี้จะทำให้ได้รับความรู้ตลอดชีวิต”
 
 
ทั้งหมดนี้ คือการหลอมรวมไปสู่การพัฒนาสร้างพลเมืองอาเซียนและพลเมืองโลก ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่ง รศ.ดร.เทอด เชื่อว่า จะทำให้นักศึกษาสามารถออกไปทำงานได้ในทุกมุมโลก
 
 
MBA รองรับยุทธศาสตร์เชียงราย 
 
 
หากจะว่ากันถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัดเชียงราย แน่นอนว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นเมืองเกษตรกรรม ท่องเที่ยว และอยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้านลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region) ซึ่งประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน โดยมีข้อตกลงที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเกษตร ท่องเที่ยว คมนาคมขนส่ง การค้าการลงทุน ก็ทำให้แม่น้ำโขงไม่เพียงแต่จะหล่อเลี้ยงชาวบ้านริมแม่น้ำเท่านั้น หากยังนำพาความเติบโตทางเศรษฐกิจหลั่งไหลตามมาด้วย 
 
 
“คน” ที่จะรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำแห่งนี้ จึงต้องมีความพร้อมที่จะมีทั้งเกราะป้องกันตนเองและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วย 
 
 
MBA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นศาสตร์ที่จะตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องนี้ ดังนั้น หากจะบอกว่า หลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยึดกรอบยุทธศาสตร์เชียงราย เป็นด้านหลักในการพัฒนาหลักสูตรก็ไม่ผิดนัก 
 
 
ยุทธศาสตร์จริงๆ ต้องมองขอบชายแดนว่ามีความสำคัญมาก ถ้าคนเราไม่เก่ง เราจะเสียเปรียบ อย่างจีนซึ่งอยู่ใกล้มาก แล้วมีอำนาจ ถ้าเราไม่เก่งเราจะโดนกลืน ดังนั้นคนของเราต้องเก่งกว่า รู้ทัน ถ้าสู้ไม่ได้ก็เป็นพันธมิตร ดังนั้น เชียงรายต้องพัฒนาคน และแม่ฟ้าหลวงมีบทบาทสำคัญในการสร้างคน” รศ.ดร.จุฑา มนัสไพบูลย์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าว และนี่จึงเป็นที่มาของหลักสูตร MBA มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรองรับการเติบโตของจังหวัดเชียงรายและสอดรับกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของที่นี่
 
 
ดังนั้น หากมองเผินๆ หลักสูตร MBA ของที่นี่ ก็คล้ายๆ กับหลักสูตร MBA ทั่วไป แต่หากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว MBA ที่นี่จะแตกต่างออกไป และเป็นดังที่ รศ.ดร.จุฑา กล่าวข้างต้น นั่นคือ รองรับยุทธศาสตร์จังหวัดเชียงรายจริงๆ ดังจะเห็นได้จากหลายวิชาที่เปิดสอน เช่น วิชา Modern Trade วิชาการค้าชายแดน การค้าต่างประเทศ เป็นต้น
 
 
แม้ในระยะแรก กลุ่มเป้าหมายผู้เรียนจะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ด้านการบริหารจัดการให้กับตนเอง ตามวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผู้ประกอบการที่มีความรู้ชายแดน แต่แน่ละว่า เมื่อชื่อเสียงและความเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น ผู้มาเรียนจึงขยายออกสู่จังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ และในระยะถัดจากนี้ รศ.ดร.จุฑา ยังจะมองผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมายจากลาว พม่า จีน เวียดนามอีกด้วย
 
 
..........................................................
 

(ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร MBA เล่ม 140 ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2553)

 



 

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

  • Sep 22 , 2014

    คุณธนกร วีรชาติยานุกูล (กลาง)  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า ขนาดใหญ่ใจกลางจ.อุดรธานี (UD TOWN) ให้การต้อนรับทันตแพทย์วัฒนา ชัยวัฒน์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แอลดีซี เด็นทัล จำกัด (มหาชน) (LDC) ผู้ให้บริการ ศูนย์ทันตกรรมทันตแพทย์ เฉพาะทางในนามศูนย์ทันตกรรม แอลดีซี และคุณสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม (ซ้ายสุด) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) และ นายเสกสรรค์ ธโนปจัย (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ พร้อมทั้งร่วมหารือทาง ธุรกิจที่โครงการ UD TOWN จังหวัด อุดรธานี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557

  • Sep 17 , 2014

     เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (15 ก.ย.) ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นายรักษ์ศักดิ์ โชติชัยสถิตย์ พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประกันตน มอบเงินประโยชน์ทดแทน และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีพ ตามโครงการ "ประกันสังคมมอบสุข" ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 3 ราย 

                     รายแรกเป็นทายาทซึ่งเป็นมารดาและลูกๆของลูกจ้างชาวพม่าที่มีใบอนุญาตทำงาน โดยชีวิตเนื่องจากการทำงาน จากเหตุเพลิงไหม้โรงงาน บริษัท ลีเวิลด์อินดัสตรี้ จำกัด ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทำศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต ระยะเวลา 8 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 889,436 บาท ทางประกันสังคมจังหวัดชลบุรีกำหนดแบ่งจ่ายให้ทายาทตามกฎหมาย 4 คน คนละ 211,680 บาท

                     หลังจากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมพร้อมมอบของให้กับนางพรรณปพร ศรีเสริม ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกกระดูกก้นกบและโรคหรือบาดเจ็บของไขสันหลัง เป็นเหตุให้ขาทั้ง 2 ข้างเดินไม่ได้ ทางประกันสังคมจังหวัดชลบุรีพิจารณาวินิจฉัยให้เป็นผู้ทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เดือนละ 3,135 บาท ต่อเดือนตลอดชีวิต และนายนริศร์ ไหลงาม ผู้ประกันตนทุพพลภาพ ที่สูญเสียสมรรถภาพจากอาการแขน ขา ซีกซ้ายอ่อนแรง และล้มในห้องน้ำ ส่งผลให้ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 โดยได้รับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เป็นเงิน 144,000 บาท

                     และนี่ก็เป็นโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการ ของทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ในดารดูแล และลงตรวจเยี่ยม เพื่อเป็นการมอบความสุขให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองชาวต่างชาติที่มาประกอบอาชีพอย่างถูกต้องให้ ประเทศไทย ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และได้รับสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย

  • Sep 15 , 2014

    กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ร่วมกับ สยามพารากอน ขอเชิญชวนเยาวชนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ร่วมประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” วาดภาพกล้วยไม้ไทย ครั้งที่ 8 ในงาน  8th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise หัวข้อ “วาดภาพมหัศจรรย์กล้วยไม้ไร้พรมแดน สีสันแห่งเอเชีย (PASSAGE TO ASEAN PARADISE)” ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา ในวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2557 เวลา 10.00 - 13.30 น. ณ ไลฟ์สไตล์ฮออล์ ชั้น 2  สยามพารากอน รับสมัครตั้งแต่วันนี้ -  26 กันยายน 2557 ขอรับสมัครและระเบียบการประกวดได้ที่สำนักบริหารและโครงการเพื่อสังคม บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด  โทร. 0-2511-7710-2 หรือที่ โตชิบา อินเทลลิเจนซ์ ช็อป ชั้น 2 (โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า) สยามพารากอน หรือดาวน์โหลดใบสมัครและระเบียบการได้ที่ www.toshiba.co.th เลือกเมนู “กิจกรรมเพื่อสังคม”

School Move

  • Sep 10 , 2014

    เปิดตัวไปแล้วสำหรับหลักสูตร Non Degree Program คุณภาพคับแก้วจาก วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล กับหลักสูตรชื่อเก๋ๆ ว่า iLead ซึ่งเป็นหลักสูตรน้องใหม่ของวิทยาลัยฯ ภายใต้ slogan “From Rising Star to Change Agent”

    ในงานแถลงข่าว ผศ.ดร.วิชิตา รักธรรม รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้กล่าวแนะนำที่มาของการเปิดหลักสูตรนี้ว่า

    “ที่ผ่านมา ปัญหาที่สะท้อนจากกลุ่มผู้เรียนที่เป็นผู้บริหารในระดับสูง คือ หลายองค์กรยังขาดแคลนคนทำงานที่จะนำแนวคิดและไอเดียดีๆ นั้นลงไปปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จ CMMU ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาด้าน Management จึงได้เปิดหลักสูตร iLead ซึ่งเป็นหลักสูตร Mini Master of Management ขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้กลยุทธ์ขององค์กรประสบความสำเร็จ ด้วยการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) ให้มีความพร้อมที่จะสานต่อนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงและลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

    บรรยากาศในงาน แม้จะเป็นงานเล็กๆ แต่มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังไม่น้อย ใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรดีๆ นี้ ลองติดต่อไปขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยที่ CMMU โทร 0-2206-2000 ต่อ 4202 ในวันและเวลาราชการ

  • Sep 10 , 2014

    เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว สำหรับพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติของแวดวงนักวิจัยไทย ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งในปีนี้มีนักวิจัยผู้มีผลงานยอดเยี่ยมทั้งเชิงวิจัยและพัฒนา เชิงวิชาการ และเชิงพัฒนาท้องถิ่นและพื้นที่เข้ารับโล่เกียรติยศ รวม 16 รางวัล

    ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยและประธานในพิธี ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของงานว่า 

    “พิธีมอบโล่เกียรติยศนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่นักวิจัยเจ้าของผลงาน อีกทั้งเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมสู่สาธารณะ โดยมุ่งหวังให้มีการขยายผลหรือต่อยอดการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านสาธารณะ งานวิชาการ นโยบาย พาณิชย์ และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นให้สังคมตระหนักและมองเห็นความสำคัญตลอดจนประโยชน์ของงานวิจัย”

    ไม่เพียงเท่านั้น ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ยังเผยข้อมูลให้ร่วมยินดีด้วยว่า ที่ผ่านมา สกว. ประสบความสำเร็จในการยกระดับความเข้มแข็งของงานวิจัย โดยมุ่งสร้างความรู้ที่ไม่จำกัดเพียงด้านวิชาการ หากรวมถึงทุกภาคส่วนต่างๆ ของสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของคน ชุมชน และพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานการผลิตของสังคมอย่างเกษตรกรและประชาชนธรรมดา รวมถึงการสร้างทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศและการพัฒนานวัตกรรมในการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์อีกด้วย

  • Sep 10 , 2014

    ขอปรบมือให้ดังๆ กับฝีมือของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่สร้างชื่อให้สถาบันอีกครั้ง ด้วยการกวาดเหรียญรางวัลมาครองได้ในหลายสาขาของการแข่งขัน “THE PATTAYA HOSPITALITY ART COMPETITION’ 14” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน  “PATTAYA FOOD & HOTELIERS EXPO’ 14” ครั้งที่ 8 โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาสุดยอดผู้สร้างสรรค์ศิลปะในธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว

    เริ่มตั้งแต่ รางวัลชนะเลิศ WINNER เหรียญเงิน FLORISTS COMPETITION BRIDAL BOUQUET โดย กำจร เริงสมุทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 แล้วมาต่อกันที่รางวัล เหรียญเงิน FLORISTS COMPETITION BRIDAL BOUQUET โดย ณัฐพงษ์ นาเครือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 กระทั่งมาปิดท้ายที่รางวัลชมเชย เหรียญทองแดง FLORISTS COMPETITION ประเภททีม และรางวัลชมเชย เหรียญทองแดง FREESTYLE FRUIT AND VEGETABLE CARVING SHOWPIECE

  • Sep 10 , 2014

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ จัดว่าเป็นกลุ่มตลาดการท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษ ที่ผสมผสานการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อนเข้าด้วยกัน และรูปแบบการเดินทางประเภทนี้เองที่สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศนั้น จุดนี้เองที่ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนต้องให้ความใส่ใจในการพัฒนารูปแบบของสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

    ด้วยเหตุนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีดำริในการพัฒนาคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่ ผู้ประสานงานไมซ์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นทั้งพนักงานขายและพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และผู้วางแผนปฏิติการไมซ์ เพื่อใช้คู่มือนี้เป็นเครื่องมือในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านการยกระดับทุนมนุษย์ให้ทัดเทียมกับประเทศจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำได้ในที่สุด

    และในการพัฒนาคู่มือไมซ์นี้ สมาคมวิชาชีพไมซ์ในประเทศไทยได้จัดหาสถาบันอุดมศึกษามาร่วมพัฒนาคู่มือเล่มนี้ให้มีมาตรฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเลือกให้มารับภารกิจสำคัญนี้ โดยในงานแถลงข่าวและงานอบรมการใช้คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานไมซ์ไทยที่จัดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิตและ เสรี วังส์ไพจิตร คณบดีวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เข้าร่วมพูดคุยถึงการจัดทำคู่มือมาตรฐานการปฏิติงาน และย้ำถึงพันธกิจที่มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการพัฒนาด้านการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและบริการของมหาวิทยาลัย นั่นคือ การเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ การค้นคว้าวิจัย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการ
    ท่องเที่ยวไทย

  • Sep 10 , 2014

    ไอบีเอ็มจับมือ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางโรดแมปสร้างความเป็นเลิศด้าน Business Analytics เสริมความแข็งแกร่งภาคการศึกษาไทย พร้อมผนึกกำลังสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ต่อยอดขีดความสามารถภาคธุรกิจไทย ยกระดับความสามารถการแข่งขันของไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้สื่อได้เป็นอย่างดีถึงอีกหนึ่งพันธกิจที่ไอบีเอ็มให้ความสำคัญ กับการร่วมวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ระบบการศึกษาไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มจะถ่ายทอดทักษะความรู้ด้านการวิเคราะห์ให้แก่อาจารย์ผู้สอน พร้อมนำองค์ความรู้จากไอบีเอ็มเข้าร่วมพัฒนาวิชาในสาขาที่เกี่ยวข้อง 36 รายวิชา ซึ่งจะเผยแพร่ไปทางคณะที่สอนในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง นักศึกษาและอาจารย์จะได้รับประโยชน์จากทั้งศูนย์บ่มเพาะความเป็นเลิศ หลักสูตรการเรียนการสอน การอบรม การสอบรับประกาศนียบัตร และการฝึกงานในสิ่งแวดล้อมจริงทางธุรกิจ ทั้งยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์และคลาวด์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คาดว่าปีนี้จะมีนักศึกษากว่า 5,000 คน ที่ได้เรียนรู้ทักษะที่จะมีประโยชน์สำหรับอนาคตเหล่านี้ 

    ขณะเดียวกัน ไอบีเอ็มและทีเอ็มเอจะร่วมกันเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงบัณฑิตจบใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ากับองค์กรธุรกิจ พร้อมช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าใจและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ที่สามารถเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ 

    พรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือดีๆ ในครั้งนี้ว่า

    “ปัจจุบัน เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์ทวีความสำคัญมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะการส่งผลให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านไอทีและธุรกิจที่มีศักยภาพสูงขึ้น  ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจไทยในการเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่งขันที่แข็งแกร่ง โดยความร่วมมือในวันนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง ทีเอ็มเอ และไอบีเอ็ม จะเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศในการยกระดับความร่วมมือเพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และองค์กรธุรกิจไทยพร้อมแข่งขันทั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้”

School Idea

  • Sep 09 , 2014

    สืบเนื่องจากบทความที่เคยนำเสนอไปในฉบับก่อนหน้านี้ ในเรื่องข้อแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกกรณีที่มีตำแหน่งระดับหัวหน้างานขึ้นไปจนถึงระดับบริหารขององค์กรว่างลง องค์กรจำเป็นต้องมองหาคนในองค์กรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำงานในตำแหน่งที่ว่าง ดังนั้นองค์กรควรจะตัดสินใจอย่างไรระหว่าง “พัฒนาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นก่อนที่จะโปรโมท หรือ เลือกที่จะโปรโมทพนักงานคนนั้นไปก่อนแล้วจึงค่อยพัฒนาเสริมเขี้ยวเล็บให้แข็งแกร่งเหมาะกับตำแหน่งทีหลัง”

  • Aug 20 , 2014

    การลาออกของพนักงานตำแหน่งใหญ่ย่อมสร้างปัญหาให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งที่บริษัทไม่ได้มีการเตรียมคนที่พร้อมสำหรับทดแทนในตำแหน่งหน้าที่นั้น

  • Aug 08 , 2014

    เหตุการณ์ภัยแล้งที่มาแบบไม่ธรรมดา มาไม่ตรงตามฤดูกาล มีความผิดแผกแตกต่างจากภัยแล้งในช่วงปรกติที่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน แต่ภัยแล้งที่จะพูดถึงนี้คือ "ปรากฏการณ์เอลนีโญ" ซึ่งจะเกิดขึ้นในห้วงช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน หรือบางทีก็ยาวนานไปถึงเดือนตุลาคม เหมือนในปี 2547-2548 ที่ก่อนจะเจอภัยแล้งเอลนีโญ ก็จะมีพายุฝนถล่มในหลายพื้นที่ก่อน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน ช่างเหมือนปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาก จนน่ากลัว เพราะปรากฏการณ์เอลณิโญจะเกิดขึ้นทุก 4-5 ปี ซึ่งเมื่อปี 2547 นั้น ก็ได้รับผลกระทบในช่วงย่างเข้าเดือนตุลาคม พอดี

    จากภาวะปรกติ ลมสินค้าตะวันออก (Eastery trade winds) จะพัดจากประเทศเปรู (ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้) ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ทำให้ป่าไม้ทุ่งหญ้า พืชไร่ไม้ผลมีความอุดมสมบูรณ์ จนกล่าวขานกันว่าดินแดนทางใต้ของเรานั้นมีฝนแปดแดดสี่ และเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ลมพัดหวนย้อนกลับกระแสน้ำอุ่นค่อยๆถูกพัดพาคืนย้อนไปทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปกดทับกระแสน้ำเย็นที่เคยลอยตัวขึ้นพัดพาเอาแร่ธาตุอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นตะกอนแร่ธาตุ เถ้าภูเขาไฟใต้ท้องทะเล ลอยขึ้นมาสู่ปากอ่าวของชิลี และเปรู ทำให้มีแพลงก์ตอนพืช และสัตว์  ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและนกชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดรายได้ส่งออก ปลาไส้ตัน ปลากระตัก ปลาชิงชัง อย่างมหาศาลให้แก่ประเทศชิลี และเปรู

    ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลังลง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลกระทบให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้

     

     

     

    ผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์จากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป พืชและสัตว์ล้มตายจากการขาดแหล่งอาหารและทุ่งหญ้าในการดำรงชีพ ส่งผลให้เกิดไฟป่าและควันไฟ จากเหตุการณ์ในปี 2541 ควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย ลุกลามมาถึงภาคใต้ของไทย จนเกิดความเสียหายต่อพืชผลทางเกษตร เช่น ปาล์ม ยางพารา และผลไม้อย่าง เงาะ ลองกอง ทุเรียน จากความเครียดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลั่งสารเอทธิลีนออกมา ทำให้ต้นโทรม ผลสุกและแก่เร็วขึ้น

    ในประเทศไทย ความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาในแต่ละปี ซึ่งเหตุการณ์ เอลนีโญ ในอดีตที่รุนแรงที่สุด คือในช่วงปี 2540-2542 และในปีนี้องค์การนาซ่าได้คาดการณ์ว่าจะรุนแรงพอๆกัน หรืออาจมากกว่า  เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนที่สำรองต่ำกว่าเกณฑ์มากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ สำหรับในช่วงนี้ขอให้ฝนตกเหนือเขื่อนทุกเขื่อนในประเทศไทยให้มากๆ เพื่อที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ไม่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง หรือไม่ก็ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดหน้าฝน หรือ เตรียมรับมือด้วยการทำสระน้ำประจำไร่นา ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรทั่วประเทศ มีแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรได้อย่างไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะการขุดสระน้ำถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสำรวจอุดรอยรั่วซึมของน้ำ เพื่อการเก็บกักน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้สารอุดบ่อ อุดสระ ร่วมกับ เบนโธไนท์ หรือ สเม็คไทต์ ในการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการรั่วซึม รวมถึงการใช้สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์ มาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชผัก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้

 

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Sep 10 , 2014

    จะดีสักแค่ไหนถ้านวัตกรรมทำให้เรามี “ตัวเรา” หรือ “ครอบครัวของเรา”ที่ถูกโคลนออกมาได้ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม เป็นโมเดลตัวเล็กๆ ตั้งโชว์ในบ้าน แทนที่รูปถ่ายเรียบแบนที่อยู่ในกรอบ

    Twinkind เป็นแบรนด์ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งโดย Timo Schaedel ภายใต้คำนิยามที่ว่า “The world´s finest 3D photo figurines” หมายถึง หุ่นภาพ 3 มิติที่ดีที่สุดในโลก 

    สินค้าและบริการของ Twinkind คือ การถ่ายภาพรูปร่างของคน สัตว์ ผ่านนวัตกรรม 3D Printing คือการพิมพ์แบบ 3 มิติ แบบเก็บรายละเอียดทั้งสีและพื้นผิวสัมผัส แล้วย่อสัดส่วนทำออกมาเป็นโมเดลตั้งโชว์ได้ 9 ขนาด ตั้งแต่สเกล 1:24 - 1:5 ขึ้นอยู่กับความสูงของคนคนนั้นและสเกลที่ต้องการ เช่น หุ่นภาพของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ขนาด 10 - 35 เซนติเมตร ส่วนราคาก็จะต่างกันไปตามขนาดที่ใหญ่ขึ้น 

    ลูกค้าที่จะใช้บริการต้องเริ่มจากการจองคิวก่อนไปที่สตูดิโอในเยอรมนี เมื่อไปถึงสตูดิโอ ก็จะมีกล้องหลายตัวคอยจับภาพและสแกนหมดตัวในชั่วพริบตาเดียว (in the blink of an eye) จากนั้นเข้าสู่การวิเคราะห์ขนาดรูปร่าง แล้วนำภาพสแกนที่ได้ไปใช้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยิงเลเซอร์ขึ้นรูปผงหินทรายเป็นหุ่น 3 มิติ เสร็จแล้วจัดส่งเป็นพัสดุถึงบ้านภายใน 2-5 สัปดาห์ หรือไปรับที่สตูดิโอ หรือฝากส่งเป็นของขวัญให้ใครก็ได้ 

     

     

    Twinkind Team said “The idea came when he learned about the possibilities of 3D color printing in the end of 2012 and looked for a new project in between two of his TV commercial director projects. Soon was clear, that he wanted to introduce real time 3D scanning to the world of 3D printing.” 

    ทีมงานของ Twinkind บอกเราว่า ไอเดียของหุ่นภาพนี้มาจากการที่ Timo เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำได้ของเทคโนโลยีงานพิมพ์สี 3 มิติ ในช่วงปลายปี 2012 และได้มองหาโปรเจ็คต์ใหม่ในขณะที่กำกับรายการทีวีเพื่อการค้า 2 โปรเจ็คต์ ไม่นานนักก็คิดออก เขาต้องการทำสิ่งใหม่ที่สแกนแบบ 3 มิติออกมาได้แบบเรียลไทม์ แล้วนำเสนอสู่โลกของงานพิมพ์ 3 มิติ

    ด้านกลุ่มเป้าหมายของหุ่นภาพ 3 มิติ ทีมงานบอกว่า เป็นใครก็ได้ ที่ชื่นชอบโมเมนต์ในช่วงเวลานั้นๆ และอยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำ

    “The target group is basically anybody. People love to freeze a moment of time for a memory.”

    ธุรกิจหุ่นภาพ 3 มิตินี้ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมากและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะโมเดลที่ได้สวยงามและเสมือนจริง ทำให้มีลูกค้าจากทั่วโลกไปใช้บริการที่สตูดิโอในเยอรมนีไม่ขาดสาย 

    เป็นไอเดีย “แฝดเราในร่างจิ๋ว” ที่โดนใจในระดับสากล