ชีวิต Excel ของ ธนา เธียรอัจฉริยะ

alt

 

คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนใช้โทรศัพท์แบบไหน?
เป็นคนใช้โทรศัพท์ถี่แต่ไม่นาน หรือ ใช้แต่ละครั้งนานแต่ไม่ถี่
คุยเรื่องงานในตอนกลางวันมากกว่า หรือ เมาท์กระจายตอนกลางคืน

 

สิ่งที่คุณอาจไม่ทันนึก และ ไม่รู้พฤติกรรมตัวเอง หรือรู้ แต่เป็นการ perception ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ ธนา เธียรอัจฉริยะ เขากลับล่วงรู้ และ ใช้สิ่งเหล่านี้มาวางแผนในการออกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของดีแทค โดยมีตาราง Excel และ Financial Model เป็นเพื่อนคู่คิด
 

 

งานอดิเรก และ งานจริงของธนา คือการผูกสูตรบน Excel วิชาที่เขาได้มาสมัยทำงานธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งซ้อนอยู่บนช่วงเวลาที่ Microsoft Excel ตี Lotus Notes แตกพ่ายในพื้นที่ของอุตสาหกรรมการเงิน
 

 

ธนาจบปริญญาโทด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา กลับมาทำงานในบริษัทชั้นนำของไทยเวลานั้นคือ บริษัทหลักทรัพย์ เอกธำรง จำกัด ราวปี 2535 ซึ่งยุคนั้นเต็มไปด้วยกระบี่มือหนึ่งอย่าง ขนิษฐา สรรพอาษา ชาญศรีวิกรม์ รุ่นพี่ที่คลุกคลีกันมา เช่น ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต ฉัตรรพี ตันติเฉลิม สุวภา เจริญยิ่ง ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ
 

 

ธนา เป็นนักการเงิน เครื่องมือของนักการเงิน คือ excel
 

 

“สมัยเศรษฐกิจบูม งานเยอะมาก คนไม่พอ ผมเป็นเด็กก็เลยได้ทำงานสำคัญไปด้วย ทั้งสร้างโพรดักท์ทางการเงิน เอาบริษัทเข้าตลาด งานเร่งก็อยู่กับหน้าจอทั้งวัน ผูกสูตร ตั้งเงื่อนไข เปลี่ยนตัวเลขนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ผลออกมาต่างกัน”
 

 

เขาสนิทกับ Excel มากขนาดว่า ทุกวันนี้ เวลาจะพิมพ์จดหมาย จดโน้ต ร่างเอกสาร ร่างพรีเซนเตชั่นต่างๆ จะทำบน Microsoft Excel เป็นหลัก “ผมใช้มันมั่วไปทุกงานเลย”
 

 

โปรแกรมนี้น่าทึ่งใช่น้อย ใครเคยใช้ จะสัมผัสได้ถึงความละเอียดละออของคนเขียนโปรแกรม ผูกสูตร ใส่สมการไว้ คลิกเดียวออกมาเป็นผลลัพธ์ ไมโครซอฟท์ออกเวอร์ชั่นแรกเมื่อปี 1985 และ รุกเข้าเป็นโปรแกรมฮิตในธุรกิจการเงินได้เมื่อปี 1993 ด้วยจุดเด่นที่เป็นทั้งโปรแกรมคำนวณ ทำกราฟิกอย่างง่าย และ ใช้งานแบบ Graphic User Interface
 

 

ออกจากเอกธำรง มาอยู่กับแทคสมัยภูษณ ปรีย์มาโนช เขาก็ยังมาจับงานด้านการเงิน ตอนนั้น แทคก็เหมือนองค์กรอื่นๆ ที่กู้เงินต่างประเทศอย่างไม่ระวัง ภาวะหนี้ทำให้หลายองค์กรดำดิ่ง ความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ต่อเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ก็อยู่ในช่วงก้นเหว ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เหลือแค่ 50 เซนต์ การบริหารของฝั่งไทยและเทเลนอร์ที่เต็มไปด้วยคนไม่ไว้วางใจกัน ข่าวลือเรื่องการลดคน และกำลังใจที่ริบหรี่ของพนักงาน ทำให้ดีแทคอ่อนเปลี้ย แข่งกับคู่แข่งทีไรก็แพ้ราบคาบ
 

 

ระบบซีอีโอคู่จึงเกิดขึ้นเพื่อกู้วิกฤต คือ วิชัย เบญจรงคกุล และ ซิคเว่ เบรกเก้ เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานใหม่ ธนา ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้าน pre-paid และ สันติ เมธาวิกุล ดูแลระบบ post-paid ทั้งสองได้รับประกาศิต ต้องทำให้รายได้ดีดกลับ 30% ภายในร้อยวัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่เอไอเอส เป็นเบอร์หนึ่งตลอดกาลในเรื่องเครือข่าย และยังมีแต้มต่อในเรื่องการลงทุน ด้วยคลื่นย่าน 1800 MHz ทำให้ต้องลงทุนสถานีฐานมากกว่า หากจะทำให้มีรัศมีครอบคลุมเท่าคลื่น 900 ส่วนออเร้นจ์ ก็จับกลุ่มวัยรุ่นไว้ได้อยู่หมัดด้วยจุดเด่นเรื่องราคาถูก
 

 

ธนาคิดๆ ๆ หาวิธีที่จะทำให้รายได้เพิ่ม 30%
 

 

ระหว่างเอารายได้ของบริษัทมาทำโมเดลเพลินๆ ธนาพบข้อเท็จจริงทางตัวเลขที่น่าสนใจ
 

 

“ผมนั่งเล่น Excel เอารายได้บริษัทมาทำ Model เพลินๆ และเอาข้อมูลต่างๆ มาใช้ ลองผูกสูตรเล่นดู พอทำถึงสมมติฐานในการใช้งานของลูกค้า มีตัวเลขที่สะดุดตาผมเข้าพอดีก็คือ สถิติของคนใช้งานกว่า 60% ใช้ไม่ถึงครึ่งนาที และ 90% ใช้ไม่ถึงสองนาที” เขาเล่าเหมือนที่เขียนไว้ในหนังสือ “คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน” ที่ตั้งใจเขียนเป็นประวัติศาสตร์องค์กรให้คนรุ่นหลังได้อ่าน
 

 

ธนาสำรวจคนรอบข้างเพิ่มเติม และพบว่าโดยมากใช้ไม่เกิน 3-5 นาที แต่คนโดยมากคิดว่าตนเองใช้นาน เพราะมักจะจำได้แต่เรื่องสำคัญที่คุยนาน คนยังเชื่ออีกว่า ตนเองใช้โทรศัพท์ตอนกลางวันมากกว่ากลางคืน แต่สถิติที่พบคือ ใช้ช่วงหัวค่ำมากกว่ากลางวัน การค้นพบนี้นำไปสู่แผนโปรโมชั่น Happy Time เช้า บ่าย เย็น ดึก เว้นช่วงหัวค่ำที่คนใช้มากที่สุดไว้ โดยที่บริษัทไม่เสียรายได้ และ ไม่ต้องลงทุนเครือข่ายเพิ่ม เป็นการเร่งให้คนใช้ในช่วงเวลาอื่นๆ เพื่อจะได้รู้สึกว่าคุ้มค่าโปรโมชั่น
 

 

เรื่อง perception เคยทำให้ดีแทคตกม้าตายมาแล้ว เมื่อครั้งรีแบรนด์ใหม่จาก ‘เวิลด์โฟน’ เป็น ‘ดีแทค’ และ เปลี่ยนการคิดค่าโทรเป็นวินาที ดีแทคลดราคาลงไป 17% แต่จากการสำรวจลูกค้ามีความรู้สึกว่าประหยัดไปเพียง 3-4% เท่านั้น ดีแทคจึงต้องเลิกคิดเป็นวินาทีไปในที่สุด
 

 

มหัศจรรย์ตัวเลขบนตาราง Excel ทำให้การวางแผนต่างๆ แม่นยำขึ้น เพราะในทางธุรกิจ ไม่ได้ว่ากันเรื่องมาร์เก็ตแชร์ การสร้างแบรนด์ การสร้างความภักดี จริยธรรมการบริหารอะไรเทือกนั้น แต่สุดท้ายของสุดท้าย เขาวัดกันที่ Profit & Lost ถ้าได้มาร์เก็ตแชร์มาเพียบ แต่กำไรบางเฉียบ ก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งมนุษย์การเงินอย่างเขาเข้าใจดี
 

 

จาก Financial Model ที่มาสู่การวางแผนการตลาด ออกแพ็คเกจโปรโมชั่นมากมาย ทำให้สถานะการเงินของดีแทคค่อยๆ พลิกฟื้น และต้องนับว่า ประสบการณ์นั้นเป็น Excel ในชีวิตการทำงานของธนา และ ดีแทคเลยทีเดียว
 

 

ธนาพูดย้ำถึง Mindset หลายครั้ง ทั้งบุญชัย วิชัย และ ซิคเว่ ล้วนมีส่วนสร้างสิ่งเหล่านี้
 

 

วัฒนธรรมองค์กรหลายอย่างเปลี่ยนไปในช่วงเวลานั้น จากใจที่ห่อเหี่ยวของพนักงาน กลับมีชีวิตชีวา อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็ได้เห็น ซีอีโอลงเดินสำรวจตลาดด้วยกัน ซิคเว่ ที่เขาเคยมองว่าเป็นซีอีโอจอมโหด กับ วิชัยซีอีโอที่แสนอนุรักษ์นิยมร่วมกันเต้นแร็พในงานแถลงข่าว ธนา และ สันติ ขึ้นเวทีร้องเพลง และอีกสารพัดที่เป็นการสลายกรอบเดิม ความลำพองของเขาเองที่เป็นผู้บริหารตั้งแต่ยังหนุ่ม ก็หายไปสิ้นในช่วงที่องค์กรอยู่ในช่วงวิกฤต
 

 

 alt

โมเน และ เมนิ สองสาวน้อย ที่เป็นงาน excel ของธนาเวลานี้
 

 

แต่ถ้าถามว่าจะมีอะไรที่ Excel ที่สุดในชีวิตของธนาเวลานี้ ก็คือ ‘โมเน’และ ‘เมนิ’ สองสาวน้อยวัย 6 ขวบครึ่ง และ 5 ขวบ ที่ตอนนี้ทั้งรัก ทั้งหลง “ผมได้เรียนรู้อะไรจากเขาเยอะมาก เคยพาเขาไปหาหมอฟัน หมอบอกถ้าเจ็บให้ชูนิ้วขึ้น เขาไม่ชูขึ้นเลย พอขับรถกลับบ้าน ถามเขาว่าไม่เจ็บจริงเหรอ เขาบอกว่าเจ็บ แต่อดทน เพราะอยากให้พ่อดีใจ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตายิ้มหยี
 

 

ลูกสอนให้เขาช้าลง ลูกสอนให้รู้จักอภัย และมีความมหัศจรรย์ของลูกอีกหลายอย่าง ที่เขาเล่าอย่างออกรส ด้วยน้ำเสียงถวิลหา เหมือนอยากจะกลับบ้านไปหาลูกเสียตอนนั้น ที่ขำคือ เขาโกรธ และ หมั่นไส้ไปล่วงหน้า 20 ปีเมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่จะมาเป็นลูกเขยในอนาคต
 

 

“อยากทำงานที่อยู่บ้านอยู่กับลูกได้ ตอนนี้ได้อยู่สองวัน อยากหางานที่อยู่กับเขาได้สัก 3-4 วัน”
 

 

เขาพูดแซมขึ้นตอนหนึ่งของการสนทนา เหมือนไม่สำคัญ แต่อาจเป็นแผนชีวิตเลยทีเดียว เมื่อประกอบกับประโยคว่า

 

“ผมบอกซีอีโอว่า อาจจะทำงานที่นี่เป็นปีสุดท้าย” และตอนนี้ก็ได้วางแผนจนถึงสิ้นปี รวมถึงมองคนที่จะมารับช่วงงานต่อแล้ว เขาบอกอย่างนั้น ก่อนที่อีกไม่กี่วันจะได้ย้ายจากรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ เป็นผู้บริหารกลุ่มงานใหม่ Corporate Affairs and Strategy group
 

 

ชีวิต Excel น่าจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับการเรียนรู้ เฝ้าสังเกตชีวิต Excel ของลูกๆ ที่พ่อแม่หลายคน นับงานนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต และหยุดไม่ได้เลย

..........................................................

 

เรื่องโดย กองบรรณาธิการ

ภาพโดย วรจิตร หลักคำแพง

 

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

School Move

  • Jul 09 , 2014

    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.ดีพัค ซีเจน เป็นผู้อำนวยการคนที่สองของศศินทร์ ต่อจาก ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหมายเลขหนึ่งของสถาบันฯ ซึ่งดูแลศศินทร์มาตลอด 32 ปี

                สำหรับผู้อำนวยการคนใหม่ของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศไทยท่านนี้ ได้ผ่านประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะนักศึกษาและผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในระดับนานาชาติ อย่างการดำรงตำแหน่งคณบดีของสถาบันการจัดการเคลลอก์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในปี 2544-2552 ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังได้รับเชิญมาช่วยบรรยายในสาขาวิชาการตลาดที่ศศินทร์มาตั้งแต่ปี 2532 และกับความภาคภูมิใจล่าสุด ที่ศาสตราจารย์เจน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานศาสตราจารย์ด้านการตลาดของ INSEAD และดำรงตำแหน่งคณบดีของ INSEAD ที่เมืองฟอนเตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี 2554-2556 ด้วย

     

                ด้าน ศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ได้กล่าวถึงผู้อำนวยการศศินทร์คนใหม่ว่า เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะนำพาศศินทร์ให้ก้าวสู่ทศวรรษที่สี่อย่างสวยงามต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาศาสตราจารย์เจน ได้เข้ามาร่วมงานกับศศินทร์โดยเริ่มเข้ามาสอนตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา จึงมีนิสิตศศินทร์ทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์การเรียนกับท่าน ซึ่งแทบทุกคนล้วนให้ฟีดแบกกลับมาว่า ศาสตราจารย์เจนมีวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้อย่างดี ส่วนในด้านงานบริหารด้วยโปรไฟล์ที่ท่านมี ศาสตราจารย์เติมศักดิ์มั่นใจว่าศาสตราจารย์เจนจะมาสืบสานปณิธานของศศินทร์ต่อและนำพาศศินทร์ให้ก้าวเข้าสู่สถาบันด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนต่อไปได้ไม่ยาก

                ในโอกาสการรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ศาสตราจารย์เจน ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสมาสานต่องานของศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผมนับถือเพราะท่านได้ให้คำแนะนำดีมาตลอด 25 ปีที่ผมได้รู้จักกับศศินทร์ และรู้สึกตื่นเต้น ภูมิใจมาก ที่จะได้ร่วมงานกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันแห่งนี้ ผมตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ผมมีมาใช้พัฒนาและสร้างบัณฑิตคุณภาพให้กับศศินทร์ต่อไป”

                นอกจากนั้นศาสตราจารย์เจนยังเผยเพิ่มเติมว่า จากการที่ศศินทร์ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้นานาชาติแห่งใหม่ (ศศภูมิ) ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อีกว่าศศินทร์จะรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกการศึกษาสาขาวิชาการจัดการและเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนได้ในเวลาไม่ช้าอย่างแน่นอน

  • Jun 18 , 2014

    กรุงเทพฯ 17 มิถุนายน 2557 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม ภายใต้แนวคิดของไมโครซอฟท์เป็นที่แรกของโลก  โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเตรียมโครงการมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และถือเป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ และสองโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี  ในการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการฝึกฝนทักษะสำคัญในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป

    แนวคิด สมาร์ท คลาสรูม ของไมโครซอฟท์ ประกอบไปด้วยการผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ความพร้อมของบุคลากรครู  2) เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล  3) ซอฟต์แวร์และบริการ และ 4) ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทั้งสองโรงเรียน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน (พฤษภาคมถึงกันยายน)

    “ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์  ได้มุ่งมั่นและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพการศึกษาทั่วโลก โดยเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาทักษะครูและบุคลากรในภาคการศึกษาไปแล้วกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15 ปีทีผ่านมา และหากมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว การลงทุนด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 323.8 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้” นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

    ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทักษะความสามารถอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ หรือการสื่อสารและประสานงานกับผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงมีความตั้งใจที่จะวางรากฐานด้านการศึกษาที่มั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอน

    “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนนั้น จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ครอบคลุมถึงทุกด้านของการเรียนรู้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียน และเมื่อเร็วๆ นี้  ไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน 8 ล้านคน และบุคลากรครูอีก 4 แสนคนสามารถเข้าถึง Office 365 เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศไทยอย่างยั่งยืน  โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Making 70 Million Lives Better’ และสำหรับโครงการนำร่องในครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันและหน่วยงานด้านการศึกษา พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคอนเทนท์หรือผู้ผลิตดีไวซ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างรอบด้านและทั่วถึง” นายฮาเรซกล่าวเสริม

    “การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นเท่านั้น”  ดร. สุนีย์ สอนตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี กล่าว “เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนให้เชื่อมถึงกันผ่านโลกดิจิตอล เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกสมองและทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการทำงานต่อไปในอนาคตของเด็กไทย”

    นายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา เสริมอีกว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้เราได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดในการใช้งานจริง โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนทั่วประเทศ และเราหวังว่าผลสรุปของโครงการนี้ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จะช่วยส่งเสริมเด็กไทยในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบ”

    นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนแล้ว โซลูชั่นเพื่อการศึกษาแบบครบวงจรในโครงการนำร่องนี้ยังเน้นการมอบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียนอีกด้วย

    นายฮาเรซเผยอีกว่า “จากการสำรวจโดย SafeGov.org องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ชี้ให้เห็นว่ากว่า 87% ของผู้ปกครองคนไทยมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า สำหรับไมโครซอฟท์เอง เรามีจุดยืนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงทำให้ระบบ สมาร์ท คลาสรูม ของเราสามารถรักษาข้อมูลของทั้งครูและนักเรียนให้ปลอดภัย ไม่รั่วไหลออกไปภายนอก”

       

    ภายใต้โครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม นี้ นักเรียนและครูจากทั้งสองโรงเรียนจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการคลาวด์ต่างๆ ของไมโครซอฟท์ พร้อมด้วยเนื้อหาและเครื่องมือเพื่อการศึกษาจากผู้พัฒนาคอนเทนท์และพันธมิตรชั้นนำ บนอุปกรณ์แท็บเล็ตจากเอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ASUSTek Computer) นอกจากนี้ โครงการ สมาร์ท คลาสรูม ยังได้รับการสนับสนุนจากอินเทลในด้านการวางแผนและจัดทำระบบการเรียนรู้อีกด้วย

    ทั้งนี้ โครงการนำร่องของไมโครซอฟท์ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการศึกษาไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำโครงการ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริติช เคานซิล ประเทศไทย ทั้งนี้ ทางไมโครซอฟท์และโรงเรียนจะมีการประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนลงในเดือนกันยายน 2557 ก่อนจะจัดทำรายงานสรุปประสิทธิผลของโครงการให้กับ สพฐ. ต่อไป

    ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการนำร่องในครั้งนี้  ไมโครซอฟท์ได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อทดลองและสำรวจความเป็นไปได้ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา เช่น โครงการมาเจลแลน (Magellan) ที่สร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในระบบการศึกษาของประเทศโปรตุเกส  และเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนในรูปของคะแนนการประเมินผลนักเรียนในโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development)

  • Jun 10 , 2014

     
     
    ไมโครซอฟท์ เปิดอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มอบสิทธิ์การใช้งานระบบคลาวด์เพื่อการทำงานและสื่อสาร Offi ce 365 for Education ให้แก่นักเรียน 8 ล้านคนและบุคลากรครูอีก 400,000 คนทั่วประเทศไทย โดยข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการยืดเวลาและครอบคลุมไปถึงการสานต่อความสำเร็จของโครงการ Partners in Learning ไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางระบบคลาวด์เพื่อการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ทั่วโลกทีเดียว
     
      
     
    ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวหลังการลงนามความร่วมมือย้ำถึงปณิธานของไมโครซอฟท์ว่า “ไมโครซอฟท์เชื่อเสมอมาว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดนี้ถือเป็นการเน้นย้ำความมุ่งมั่นของเราในการร่วมพัฒนาประเทศไทย โดยการยกระดับระบบการศึกษาในภาพรวมด้วยเทคโนโลยี ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ลงทุนด้านการศึกษาในประเทศไทยไปแล้วกว่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (156 ล้านบาท) ภายใต้วิสัยทัศน์ “We Make70 Million Lives Better” โดยนอกเหนือจากการศึกษาภายในโรงเรียนแล้ว โครงการMicrosoft YouthSpark ยังมอบโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีความพร้อมสำหรับชีวิตการทำงานในอนาคต หรือการเปิดกิจการเป็นของตนเองด้วย”

     

  • Jun 10 , 2014

     

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดโครงการวิจัยกิจกรรมนำร่อง “โครงการ ยลเสน่ห์...ตำนานตลาดพลู Talad Phlu Chronicle” พาผู้สนใจและสื่อมวลชนสัมผัสเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าในชุมชนบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีพื้นที่ที่มีตำ นานเก่าซึ่งยังลมหายใจนาม “ตลาดพลู” โดยการศึกษาวิจัยได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

      
    ในวันงาน แม้อากาศจะร้อนแรง แต่ด้วยสีสันของตลาดพลู ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ วัดวาอารามที่สวยงาม รวมถึงภูมิทัศน์ของความเป็นชุมชนโบราณไมตรีจิตของชาวชุมชนที่ส่งยิ้มทักทายอยู่ตลอดการเดินชมชุมชน รวมถึงของอร่อยขึ้นชื่อของย่านนี้ อย่างหมี่กรอบ ร.5 ขนมเบื้องโบราณ ขนมกุยช่ายตลาดพลูเลื่องชื่อ พาให้ผู้ร่วมเดินชุมชน และผู้ปั่นจักรยานชมชุมชนเพลิดเพลินจนลืมร้อนกันไปเลย และโอกาสนี้ก่อนปิดงาน ยังมีการมอบประกาศนียบัตรโครงการหนูน้อยนำเที่ยวฯ ให้กับเยาวชนชาวตลาดพลูที่มาให้ข้อมูลดีๆ ตลอดการนำเที่ยวครั้งนี้อีกด้วย

     

  • Jun 09 , 2014

    เผยเป็นงานวิจัยที่ให้ความรู้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุนนิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ คว้ารางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” จากงานวิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  เผยเป็นงานวิจัยที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีและความเสี่ยงต่ำ  ทั้งยังเป็นการให้ความรู้พื้นฐานสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งรายย่อยและสถาบัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพและช่วยลดโอกาสที่หุ้นในตลาดจะมีราคาสูงมากเกินมูลค่าที่แท้จริง

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ในฐานะผู้วิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (Selection of Investment Strategies in Thai Stock Market) เปิดเผยถึงเนื้อหาของผลงานวิจัยดังกล่าวว่า  ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมหลายๆรูปแบบ  แล้วนำมาทดลองในแบบจำลอง ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548  ถึงเดือนพฤษภาคม 2556  ผลปรากฏว่ากลยุทธ์การลงทุนพอร์ตโฟลิโอของหุ้นตัวเล็กแบบเน้นคุณค่าเป็นกลยุทธ์เดียวที่สามารถชนะตลาดได้  ซึ่งมีค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe ratio) สูงกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พบว่าถ้านำเอาเรื่องคุณภาพของหุ้น เช่น ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์  มาพิจารณาเพิ่มเติมในกลยุทธ์การลงทุนเหล่านั้น จะส่งผลทำให้การลงทุนหลายกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นและมีความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถชนะตลาดได้  นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องคุณภาพยังช่วยบรรเทาการลดลงของผลตอบแทน ในช่วงตลาดขาลงได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุนระดับบัณฑิตศึกษา” ที่ศศินทร์ได้เข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีก 16 สถาบันทั่วประเทศ  เช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และสถาบันอื่น ๆ ที่สอนเกี่ยวกับวิชาการเงิน  โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยดังกล่าว  และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น  รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละปี  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้วิจัยนำมาศึกษาและนำเสนอผลงานวิจัย เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกผลงานวิจัย โดยมีคณะกรรมการจากสถาบันการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการเงิน คัดเลือกว่าผลงานวิจัยใดเหมาะสมกับการได้รับรางวัล  โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท  คือ รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาเอก รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาโท และรางวัลงานวิจัยขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย

    โดยในปีนี้ ผลงานวิจัยของนายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ได้รับรางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” โดยได้รับการโหวตสูงสุดจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการต่างๆที่อยู่ในธุรกิจการเงินทั่วประเทศ 

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  เปิดเผยว่าผลงานวิจัยดังกล่าวโดนใจคณะกรรมการน่าจะเป็นเพราะผลงานวิจัยนี้ให้ความรู้เรื่องกลยุทธ์การลงทุนกับนักลงทุนทุกกลุ่ม ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนักลงทุนรายย่อย  และสถาบันรวมทั้งกองทุนต่างๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ เนื้อหาของผลงานวิจัยนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว  เพื่อให้นักลงทุนและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาได้  และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์การลงทุนได้เข้าใจมากขึ้น

    ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  มีมุมมองเพิ่มเติมว่าการนำเสนอเนื้อหาของงานวิจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยให้นักลงทุนทั่วไปตระหนักถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆของหลักทรัพย์ที่ควรนำมาพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนบางกลุ่มที่ขาดความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง แปรปรวนไปตามกระแสข่าวลือต่างๆในตลาดได้ ซึ่งเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเลือกลงทุนด้วยการวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นแล้ว นักลงทุนเหล่านั้นจะรู้ว่าหุ้นแต่ละตัวควรมีราคาที่เหมาะสมอย่างไร  เป็นการช่วยให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะพบหุ้นที่มีราคาสูงมากเกินความจริงก็จะมีน้อยลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหุ้นอีกด้วย

School Idea

  • Aug 20 , 2014

    การลาออกของพนักงานตำแหน่งใหญ่ย่อมสร้างปัญหาให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งที่บริษัทไม่ได้มีการเตรียมคนที่พร้อมสำหรับทดแทนในตำแหน่งหน้าที่นั้น

  • Aug 08 , 2014

    เหตุการณ์ภัยแล้งที่มาแบบไม่ธรรมดา มาไม่ตรงตามฤดูกาล มีความผิดแผกแตกต่างจากภัยแล้งในช่วงปรกติที่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน แต่ภัยแล้งที่จะพูดถึงนี้คือ "ปรากฏการณ์เอลนีโญ" ซึ่งจะเกิดขึ้นในห้วงช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน หรือบางทีก็ยาวนานไปถึงเดือนตุลาคม เหมือนในปี 2547-2548 ที่ก่อนจะเจอภัยแล้งเอลนีโญ ก็จะมีพายุฝนถล่มในหลายพื้นที่ก่อน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน ช่างเหมือนปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาก จนน่ากลัว เพราะปรากฏการณ์เอลณิโญจะเกิดขึ้นทุก 4-5 ปี ซึ่งเมื่อปี 2547 นั้น ก็ได้รับผลกระทบในช่วงย่างเข้าเดือนตุลาคม พอดี

    จากภาวะปรกติ ลมสินค้าตะวันออก (Eastery trade winds) จะพัดจากประเทศเปรู (ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้) ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ทำให้ป่าไม้ทุ่งหญ้า พืชไร่ไม้ผลมีความอุดมสมบูรณ์ จนกล่าวขานกันว่าดินแดนทางใต้ของเรานั้นมีฝนแปดแดดสี่ และเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ลมพัดหวนย้อนกลับกระแสน้ำอุ่นค่อยๆถูกพัดพาคืนย้อนไปทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปกดทับกระแสน้ำเย็นที่เคยลอยตัวขึ้นพัดพาเอาแร่ธาตุอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นตะกอนแร่ธาตุ เถ้าภูเขาไฟใต้ท้องทะเล ลอยขึ้นมาสู่ปากอ่าวของชิลี และเปรู ทำให้มีแพลงก์ตอนพืช และสัตว์  ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและนกชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดรายได้ส่งออก ปลาไส้ตัน ปลากระตัก ปลาชิงชัง อย่างมหาศาลให้แก่ประเทศชิลี และเปรู

    ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลังลง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลกระทบให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้

     

     

     

    ผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์จากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป พืชและสัตว์ล้มตายจากการขาดแหล่งอาหารและทุ่งหญ้าในการดำรงชีพ ส่งผลให้เกิดไฟป่าและควันไฟ จากเหตุการณ์ในปี 2541 ควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย ลุกลามมาถึงภาคใต้ของไทย จนเกิดความเสียหายต่อพืชผลทางเกษตร เช่น ปาล์ม ยางพารา และผลไม้อย่าง เงาะ ลองกอง ทุเรียน จากความเครียดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลั่งสารเอทธิลีนออกมา ทำให้ต้นโทรม ผลสุกและแก่เร็วขึ้น

    ในประเทศไทย ความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาในแต่ละปี ซึ่งเหตุการณ์ เอลนีโญ ในอดีตที่รุนแรงที่สุด คือในช่วงปี 2540-2542 และในปีนี้องค์การนาซ่าได้คาดการณ์ว่าจะรุนแรงพอๆกัน หรืออาจมากกว่า  เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนที่สำรองต่ำกว่าเกณฑ์มากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ สำหรับในช่วงนี้ขอให้ฝนตกเหนือเขื่อนทุกเขื่อนในประเทศไทยให้มากๆ เพื่อที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ไม่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง หรือไม่ก็ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดหน้าฝน หรือ เตรียมรับมือด้วยการทำสระน้ำประจำไร่นา ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรทั่วประเทศ มีแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรได้อย่างไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะการขุดสระน้ำถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสำรวจอุดรอยรั่วซึมของน้ำ เพื่อการเก็บกักน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้สารอุดบ่อ อุดสระ ร่วมกับ เบนโธไนท์ หรือ สเม็คไทต์ ในการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการรั่วซึม รวมถึงการใช้สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์ มาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชผัก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้

  • Jul 23 , 2014

    ใครจะรู้บ้างว่า ในห้องสัมภาษณ์งานอันเคร่งเครียดฝ่าย HR หรือผู้สัมภาษณ์จะได้พบเจอกับพฤติกรรมทั้งชวนยิ้มและชวนยี้ไปพร้อมๆ กัน วันนี้ jobsDB.com จะขอเปิดห้องสัมภาษณ์งานให้เห็นกันว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้งาน อย่าเผลอทำพฤติกรรม สุดยี้เหล่านี้เด็ดขาด...

    1.   มนุษย์ซุปเปอร์แมน คือ พฤติกรรมที่ผู้สมัครงานแสดงพลังและศักยภาพอย่างเต็มที่ โอ้อวดคุณสมบัติมากเกินไป ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะถามถึงความสามารถใดๆ พวกเขาก็จะตอบว่า ทำได้ทุกอย่าง” “ทำได้หมด  แต่เมื่อเวลาให้ทดสอบฝีมือจริงๆ กลับทำไม่ได้อย่างที่พูด ซึ่งนอกจากจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือแล้ว คงจะไม่ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไปด้วย

    2.   หลุดประเด็น เป็นพฤติกรรมที่ HR มักจะเจออยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงประเด็นนี้ แต่ผู้สมัครงานกลับตอบประเด็นนั้น บ้างก็เฉียดไปเฉียดมา ตอบไม่ตรงคำถามสักที นาทีนี้ก็ต้อง Say Goodbye กันไป

    3.   ตื่นเกร็ง ความตื่นเต้นจนทำให้คุณเกร็งและไม่มีสมาธิ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ขณะสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่ HR มักจะเจอเสมอ โดยเฉพาะผู้สมัครงานมือใหม่ นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว ยังจะทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพด้วย ดังนั้น ควรมีสติและความมั่นใจในการตอบคำถามทุกครั้ง

    4.   ไม่มีมารยาท บ่อยครั้งที่ HR กลับต้องอึ้งเมื่อเจอกับพฤติกรรมของผู้สมัครงานที่ ไม่ไหว้ ไม่กล่าวคำทักทาย ตอบคำถามไม่มีหางเสียง รับโทรศัพท์ขณะสัมภาษณ์งาน พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่อาจเป็นผลที่ทำให้ผู้สมัครงานหลายคนพลาดงานที่ใช่กับองค์กรที่ชอบได้เลย

    5.   นักโจมตีมือหนึ่ง ผู้สมัครงานหลายคนอาจมีพฤติกรรมเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อ HR ถามถึงสาเหตุที่ลาออกจากที่ทำงานเดิม ก็เผลอพูดโจมตีบริษัทเก่า หรือหัวหน้าเก่าอย่างเมามัน นั่นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติด้านลบ ซึ่งไม่ดีต่อการสัมภาษณ์งานกับที่ใหม่อย่างแน่นอน

    6.   จอมลวงโลก พฤติกรรมนี้ถือว่าร้ายแรงมากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน เพราะเมื่อใดที่ HR จับได้ว่าคุณโกหก ตอบคำถามไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ที่เคยรับผิดชอบ อัตราเงินเดือนเก่า ตำแหน่งงานเดิม ฯลฯ คุณอาจจะโดน Blacklist จนไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่นได้เลยทีเดียวเชียว

    7.   นักวิจารณ์ชั้นยอด พฤติกรรมนี้มักจะพบได้จากผู้สมัครมือเก๋าสุดเกรียนเสียส่วนใหญ่ ที่ชอบวิจารณ์บริษัทที่ตนกำลังสัมภาษณ์งานหรือบริษัทที่เคยไปสัมภาษณ์งาน เกี่ยวกับบรรยากาศ สถานที่ หรือพนักงานในบริษัทแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่รู้มั้ยว่า HR กำลังจับตามองคุณอยู่ถึงความไม่สำรวมและไม่เหมาะสมในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้อยู่นะ

    8.   สมองว่างเปล่า พฤติกรรมนี้อันตรายต่อผู้สมัครงานอย่างมาก เพราะผู้สมัครงานหลายคนมักไม่ศึกษาข้อมูลบริษัทที่ตนกำลังจะไปสัมภาษณ์ ขาดความรู้รอบตัว ขาดการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งไม่รู้ถึงจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง แน่นอนว่า คงไม่มีบริษัทไหนสามารถรับคุณเข้าทำงานได้อย่างแน่นอน

    9.   สารพัดข้ออ้าง อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ผู้สมัครงานไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมาสัมภาษณ์งานสาย ไม่ตรงเวลา HR หลายท่านมักจะได้รับฟังสารพัดข้ออ้างอันแสนดราม่าจากการเดินทาง เช่น    หลงทาง รถติด ปิดถนน วนผิดซอย เพราะข้ออ้างเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยให้ HR เห็นใจคุณแต่อย่างใด    แต่กลับบ่งบอกว่าคุณไม่มีการวางแผนในการเดินทาง และไม่พร้อมที่จะทำงานกับบริษัทนี้เสียมากกว่า

    10. แต่งกายสไตล์ฉัน หลายครั้งที่ผู้สมัครงานตกม้าตายด้วยเรื่องการแต่งกาย เพราะคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มักจะแต่งกายในสไตล์ที่ตัวเองชอบ โดยไม่ดูวาระและโอกาส บ้างก็ล่อแหลม บ้างก็ไม่สุภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมและไม่ให้เกียรติต่อองค์กรที่กำลังสัมภาษณ์งาน ก็อาจทำให้พลาดโอกาสงานดีๆ ไปได้เช่นกัน

     

    ** jobsDB Tip

    รู้หรือไม่ว่า 5 อันดับความสำคัญในการให้คะแนนจาก HR ขณะสัมภาษณ์งานคืออะไร

    1.   ประสบการณ์ในการทำงาน

    2.   ความคิด ทัศนคติในการตอบคำถาม

    3.   บุคลิกภาพโดยรวม (การแต่งกาย การนำเสนอ มารยาท)

    4.   ทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงาน (ภาษา คอมพิวเตอร์ โปรแกรมต่างๆ)

    5.   ความพร้อม การเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการสัมภาษณ์

    *ข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นจาก HR ในบริษัทชั้นนำ

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Feb 26 , 2014

    วันแรกที่เดินทางไปถึง “เวียงจันทน์” เรามีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง พูดคุยกับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมืด ก็สัมผัสได้ถึงความมีไมตรีจิตของคนลาว ยิ่งได้ไปเดินริมโขง เห็นคนลาวจำนวนมากมาออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน แล้วก็รอดูพระอาทิตย์ตกร่วมกัน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องเร่งรีบของคนที่นี่ทำให้เวลาเดินช้ากว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย