Editor Observation

War On Coal สถานการณ์สงครามถ่านหิน : หาง่าย ตายยาก เหลือเฟือ และถูกจัง

สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

 

พูดแบบง่ายๆ คือพืชจะสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นราก ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผลและเมล็ด 

 

แล้วสัตว์ก็ไปกินพืช โดยมนุษย์และสัตว์อีกบางพวกก็กินพืชและกินสัตว์ (ที่กินพืช) อีกทอดหนึ่ง

 

นั่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานเพื่อการเติบโตและดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก (ยกเว้นสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรลึกๆ ที่แสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง พวกเหล่านี้จึงอาศัยพลังงานความร้อนจากพื้นพิภพมาขับเคลื่อนพลังชีวิตของ

ตัวเอง) 

 

พูดให้ยากขึ้นมาอีกนิด คือพืชอยู่ได้ด้วยน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และแสงอาทิตย์ (และแร่ธาตุอีกบางชนิด) เพื่อให้มีชีวิตและเติบโต แล้วก็คายออกซิเจนให้ชั้นบรรยากาศ

 

สัตว์และคนกินพืช (และกินสัตว์กินพืช) ย่อยมัน เผามัน แล้วสุดท้ายก็คายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เพื่อให้พืชได้นำกลับไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

 

 

แม้เมื่อพืช สัตว์ คน ตายลง หลังจากแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ทั้งมวล ได้ช่วยย่อยสลายอินทรียสารและคายคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปในชั้นบรรยากาศบางส่วนแล้ว ซากพืชซากสัตว์เหล่านั้น ยังทับถมกัน นานวันเข้า ก็กลายเป็นฟอสซิล (ซึ่งมีพลังงานศักย์ของดวงอาทิตย์แฝงอยู่ในนั้นอีกไม่น้อย) ฝังอยู่ใต้ผืนโลก รอคอยให้มนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีไปนำมันขึ้นมาเผากลับ เพื่อใช้เป็นพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ (เช่นน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ) แล้วค่อยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปในชั้นบรรยากาศ เพื่อให้พืชได้ใช้ต่อไป

 

 

มนุษย์ สัตว์ พืช ย่อมอาศัยซึ่งกันและกัน

 

แม้การเผาฟอสซิลอย่างหนักหน่วงให้เครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นในระยะหลัง จะทำให้เกิดความหวั่นใจอย่างมากว่าโลกจะพังทลายด้วยปริมาณของคาร์บอนที่คายออกมาในชั้นบรรยากาศ ทว่า ถ้าพืชมันรู้จักดีใจเสียใจ เราคงเดาได้ไม่ยากว่า พวกมันย่อมดีใจ เพราะยิ่งมีคาร์บอนมาก มันก็จะเติบโตได้มาก

 

ดังนั้น นอกจากมนุษย์ สัตว์ พืช ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแล้ว ชีวิตทั้งมวลนั้น ยังจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่สืบไปอีกด้วย

 

 

พูดแบบยากๆ คือเซลล์ของสิ่งมีชีวิตล้วนมีกลไกสำหรับชาร์จพลังให้ตัวเอง (Biology energy generation) โดยการไหลของโปรตอน (Proton) ซึ่งเป็นอะตอมของไฮโดรเจนที่ชาร์จพลังแล้ว ภายในเซลล์นั้นเอง

 

อย่างเซลล์ของมนุษย์นั้น เราต้องอาศัยกระบวนการหายใจและย่อยอาหาร ที่ต้องใช้ออกซิเจนเผาผลาญอาหาร เพื่อปั๊มโปรตอนให้ไหลผ่านเซลล์เมมเบรน (Membrane) แล้วนำไปเก็บไว้ในแอ่งเก็บพลังงานที่อีกด้านหนึ่งของเซลล์ เมื่อโปรตอนไหลกลับมาอีกรอบ มันจะทำให้เกิดพลังงานขึ้น เปรียบเหมือนเทอร์ไบที่ใช้ปั่นไฟซึ่งติดตั้งไว้ในเขื่อนที่ใช้พลังน้ำนั่นเอง

 

กระบวนการไหลของโปรตอนสร้างโมเลกุล ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งเป็นหน่วยพลังงานของเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกเซลล์ ATP ทำงานคล้ายฟังก์ชันของเหรียญที่ต้องหยอดใส่เครื่อง Slot Machine คือพอหยอดไปแล้วเครื่องก็จะทำงาน และพอทำงานเสร็จเครื่องก็จะดับ และเมื่อหยอดเหรียญใหม่ใส่เข้าไป เครื่องก็จะทำงานอีก ฯลฯ

 

ทีนี้ลองจินตนาการว่าเซลล์ของมนุษย์เราเป็นบ่อนขนาดใหญ่ บรรจุไว้ด้วยเครื่อง Slot Machine ซึ่งก็คือโปรตีน จำนวนมากมายมหาศาล ต่างก็ทำงานของตน ปิด/เปิดโดย ATP แต่ละเหรียญๆ ที่ได้มาจากการเผาผลาญอาหาร และออกซิเจนที่รับมาจากระบบหายใจ

 

 

เซลล์ 1 เซลล์ของมนุษย์ ต้องใช้พลังงาน ATP ถึง 10 ล้านโมเลกุลทุกๆ วินาที และร่างกายมนุษย์เรามีเซลล์ทั้งสิ้นประมาณ 40 ล้านล้านเซลล์ ทำให้เราต้องใช้พลังงาน ATP หมุนเวียนต่อวันประมาณ 60-100 กิโลกรัม (ประมาณเดียวกับน้ำหนักตัวของเรา) แต่จริงๆ แล้วเรามี ATP เพียงแค่ประมาณ 60 กรัมเท่านั้น เท่ากับทุกๆ โมเลกุลของ ATP ต้องได้รับการรีชาร์จนาทีละ 1-2 รอบ 

 

ถ้าลองแปลงกลับเป็นหน่วยพลังงานที่เราคุ้นเคยคือ “วัตต์” (Watt) แล้ว เท่ากับมนุษย์เราใช้พลังงานประมาณ 2 มิลลิวัตต์ต่อกรัม คิดเป็นประมาณ 130 วัตต์สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัว 65 กิโลกรัม 

 

ดูผิวเผินแล้ว เราใช้พลังงานมากกว่าหลอดไฟมาตรฐาน 100 วัตต์ อยู่นิดหน่อย แต่ถ้าวัดต่อกรัมแล้ว นับว่ามากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10,000 เท่า

 

ชีวิตมนุษย์ย่อมไม่ใช่ “แสงเทียนอันริบหรี่” แบบที่กวีชอบเปรียบเปรยไว้ อย่างแน่นอน

 

นั่นเป็นแนวคิดคร่าวๆ ของพลังชีวิต เป็นการเติมและใช้พลังงานในระดับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งผู้สนใจรายละเอียด ขอแนะนำให้อ่านเพิ่มเติมได้จาก “The Vital Question: Energy, Evolution, and the Origin Of Complex Life” ของ Nick Lane 

 

 

พลังงานจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสิ่งมีชีวิตเสมอมา

 

มนุษย์ (อาจรวมถึงสัตว์ด้วย) มักกังวลหรือหวาดกลัวว่า “จะขาดพลังงาน” จึงพร้อมที่จะใช้กำลังแย่งชิงหรือทำสงครามเพื่อแย่งชิงแหล่งอาหารเสมอมา ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์

 

โลกสมัยใหม่ยิ่งหวาดกังวลในเรื่อง “การขาดแคลนพลังงาน”

 

เพราะพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การค้า การขนส่ง การผลิต การสงคราม การพัฒนาเศรษฐกิจ และกระบวนการสร้างความมั่งคั่งของสังคมมนุษย์

 

การยึดกุมแหล่งพลังงานจึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติสมัยใหม่

 

ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล

 

เยอรมนีและญี่ปุ่นลงทุนทำสงครามเพื่อยึดเอาแหล่งพลังงานของคนอื่นมาเป็นของตนด้วยกำลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อหวังความยิ่งใหญ่ของชนชาติแห่งตน

 

มหาอำนาจตะวันตก อาศัยกุศโลบายที่แนบเนียนกว่า ด้วยการใช้บรรษัทข้ามชาติของตน ในการตกลงต่อรองชักจูงตลอดจนขู่แกมบังคับ (รวมถึงยัดเงินใต้โต๊ะ) กับชนชั้นปกครองของประเทศที่กุมแหล่งพลังงาน (ซึ่งมักจะเป็นประเทศในโลกที่ 3) เพื่อแลกกับการยึดแหล่งพลังงานในนามของสัมปทานระยะยาว อีกทั้งยังใช้เล่ห์เหลี่ยมสารพัด ในการแทรงแซงราคาพลังงานในตลาดโลก ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน

 

มหาอำนาจเชิงการผลิตที่เพิ่งขึ้นมาใหม่อย่างจีน ก็อาศัยยุทธวิธีสารพัดแบบ ในการ Secure แหล่งพลังงานให้แก่อุตสาหกรรมของตน ทั้งการเข้ากว้านซื้อในตลาดโลก ทำสัญญาซื้อล่วงหน้าโดยตรงกับผู้ผลิตในโลก เข้าไปลงทุนเองในประเทศต่างๆ ที่พบแหล่งพลังงาน ลงทุนสร้างท่าเรือ ท่อส่ง และถนนหนทาง ในประเทศเพื่อนบ้านที่ตนต้องขนส่งพลังงานผ่านแดน หรือแม้กระทั่งส่งกองทหารเข้าไปคุมเชิงแหล่งพลังงานในทวีปอื่นที่ตนมีผลประโยชน์อยู่

 

แหล่งพลังงานหลักของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแต่ละยุค ข้อจำกัดของพลังงานแต่ละชนิด (เช่นจำนวน Reserve ที่เหลืออยู่ในโลก) ข้อจำกัดเชิงเงินทุนของผู้เลือกใช้ (เพราะพลังงานแต่ละชนิดราคาถูกแพงไม่เท่ากัน) ดีกรีความแคร์ต่อโลก (เพราะพลังงานแต่ละชนิดสร้างมลภาวะไม่เท่ากัน) ตลอดจนแฟชั่นของผู้คนในแต่ละยุคสมัย

 

เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของโลก (ตลอดจนความมั่งคั่งของสังคมและความสะดวกสบายของมนุษย์ที่มาพร้อมกัน) เติบโตแบบก้าวกระโดดทุกครั้งเมื่อมีการปลดปล่อยข้อจำกัดเชิงพลังงาน

 

เช่น เมื่อมีการค้นพบถ่านหินและเลิกใช้ฟืนในการขับเคลื่อนเครื่องจักรไอน้ำในอังกฤษ...เมื่อมีการค้นพบน้ำมันและเปลี่ยนเครื่องจักรให้เป็นระบบสันดาปภายในหลังจากกองทัพเรืออังกฤษเริ่มใช้เมื่อปลายสงครามโลกครั้งที่ 1...เมื่อมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นครั้งแรกในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา (The Pearl Street Station)...เมื่อมีการค้นพบสารกึ่งตัวนำ (Semi-conductor) ที่ต่อมาช่วยให้เกิดการพัฒนาให้แผงวงจรอิเล็ก-ทรอนิกส์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถพิมพ์ย่อขนาดลงบนแผ่นซิลิกอนบางๆ ได้ (ตามกฎ Moor’s Law) พร้อมๆ กับแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เช่นกัน...เมื่อมีการประดิษฐ์โซลาร์เซลล์ เพื่อใช้แปลงพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้สำเร็จ เป็นต้น

 

 

ปัจจุบัน แหล่งพลังงานหลักของโลกมาจาก ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ น้ำ และพลังงานทางเลือก เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล คลื่น และไฮโดรเจน

 

พลังงานแต่ละชนิดเหมาะกับใคร เราไม่รู้และไม่สามารถให้คำตอบได้

 

มันยัง Make Sense อยู่อีกไหม? ถ้าจะมีใครสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หลังจากที่ได้เห็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่เชียร์โนบีลและฟุกุชิมะ มาแล้ว

 

มันยัง Make Sense อยู่อีกไหม? ถ้าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าน้ำมันเตา ที่กำลังจะหมดอายุลงในจังหวัดกระบี่

 

มันยัง Make Sense อยู่อีกไหม? ถ้าจะมีการขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล หลังจากที่เกิดกรณีร้ายแรงที่อ่าวเม็กซิโกและอะแลสกา

 

มันยัง Make Sense อยู่อีกไหม? ที่ประเทศอย่างสหรัฐฯ ซึ่งร่ำรวยและยึดกุมเทคโนโลยีเชิงพลังงานสมัยใหม่อันก้าวหน้า จะยังคงผูกพันตัวเองอยู่กับน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ ต่อไป โดยไม่ยอมโยกไปใช้พลังงานสะอาด แต่แพงกว่า

 

ฯลฯ

 

เหล่านี้ ถามเรา เราไม่รู้ เราไม่ใช่ NGO หรือ กฟผ. ซึ่งอ้างว่ารู้ทุกเรื่องแต่ให้คำตอบคนละอย่าง และเป็นคำตอบที่ตรงข้ามกันแทบทุกเรื่อง เสมอมา

 

เรารู้เพียงแต่ว่า พลังงานแต่ละชนิด ล้วนมีทั้ง Good News/Bad News, Good Reputation/Bad Reputation, Good PR/Bad PR

 

และแต่ละอย่างล้วนมี “Good Use” และ “Proper Use” ของตัวเอง 

 

 

 

ข่าวร้ายของถ่านหิน

 

เรารู้เพียงว่า เรื่องราวเกี่ยวกับ “ถ่านหิน” ในรอบหลายปีมานี้ ล้วนเป็นข่าวร้าย และเป็น “Bad PR” 

 

ถ่านหินทำให้เกิดมลภาวะ ทำให้สิ่งแวดล้อมสกปรกที่สุดในบรรดาแหล่งพลังงานด้วยกัน ส่งผลผู้คนเจ็บป่วย หรือกระทั่งล้มตาย ด้วยโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ และโรคแปลกๆ หรือหาสาเหตุไม่ได้

 

ถ่านหินปล่อยก๊าซสกปรกสู่อากาศ (คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน) จำนวนมาก (45% ของทั้งหมด) เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน

 

โรงไฟฟ้าถ่านหินเลวร้ายยิ่งกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในเรื่องการปล่อยกัมมันตภาพรังสี

 

การขนส่งถ่านหินทางทะเล เป็นผลให้ระบบนิเวศพัง

 

โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นอะไรที่ “Out of Fashion” ไม่มีใครเขาทำกันอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

หลักเกณฑ์ EPA ใหม่ของสหรัฐฯ (ประธานาธิบดีโอบามาลงนามไปเมื่อปี 2015 แต่ถูกศาลสูงระงับอยู่) จะส่งผลให้โรงไฟฟ้าถ่านหินกลายเป็นสิ่งที่ปล่อยมลภาวะเกินมาตรฐานไปในทันที หลายโรงจะต้องทยอยปิดตัวลงเมื่อหมดอายุ และโรงใหม่ก็จะสร้างได้ยากยิ่งขึ้น (ข้อกำหนดใหม่กำหนดให้ปล่อยคาร์บอนฯ ได้ไม่เกิน 1,100 ปอนด์ต่อ 1 Megawatt Hour ซึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิม มีอัตราปล่อยคาร์บอนฯ ที่ประมาณ 1,768 ปอนด์ต่อ 1 Megawatt Hour)

 

แม้กระทั่งรัฐบาลจีน ก็ยังเริ่มหันมาเข้มงวดกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ประกาศความข้อนี้ต่อโลกเมื่อครั้งขึ้นปาฐกถาที่เมือง Davos เมื่อเร็วๆ นี้ ย่อมส่งผลให้การใช้ถ่านหินในจีน (ทั้งในการผลิตไฟฟ้า ในอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมซีเมนต์ และในการขนส่ง มีแต่อุตสาหกรรมเคมีเท่านั้นที่คาดว่ายังจะบริโภคถ่านหินในอัตราที่เพิ่มขึ้น) ซึ่งปัจจุบันใช้มากที่สุดในโลก ลดน้อยลงอย่างแน่นอนในอนาคต

 

เทคโนโลยีขุดเจาะสมัยใหม่ช่วยให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาถูกลงมาก ดังนั้นในอนาคต คงไม่มีใครใช้ถ่านหินกันแล้ว

 

การทำเหมืองถ่านหินเป็นเรื่องที่นักสิ่งแวดล้อมต่อต้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้เหมืองถ่านหินที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ เป็นการขุดในระดับพื้นผิว (ในระดับความลึกประมาณ 40 ฟุตเป็นอย่างต่ำ) มิใช่ Deep-Hole Mining

 

แม้ปี 2016 ที่ผ่านมา ยอดนำเข้าถ่านหินของจีน (ซึ่งเป็นผู้บริโภคถ่านหินมากที่สุดของโลก) จะกระเตื้องขึ้น แต่หลายปีก่อนหน้านั้น การนำเข้าถ่านหินของจีนลดลงมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2015 นั้น ลดลงจากปีก่อนหน้าราวๆ 30%

 

ถ้านับจากดีมานด์ของทั้งโลกแล้ว คาดการณ์กันว่า 20 ปีนับจากนี้ ยอดการบริโภคถ่านหินคงจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปีเพียง 1.1% เท่านั้น เพราะยังมีความต้องการใช้จากประเทศที่ยังไม่ร่ำรวยมากอยู่ และคาดกันว่ายอดการใช้ถ่านหินจนถึงปี 2035 กว่า 75% น่าจะมาจาก 2 ประเทศเท่านั้น คือ จีน กับ อินเดีย

 

จากสถิติตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา การใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าหลักพื้นฐาน (Primary Energy) ในอุตสาหกรรม ในการขนส่ง และในภาคอื่นๆ ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง (ปัจจุบันถ่านหินยังใช้ผลิตไฟฟ้าถึง 41% ของกำลังไฟทั้งโลก และในอุตสาหกรรมเหล็กนั้น ยังคงพึ่งพิงถ่านหินถึง 70% เมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่น นับเป็นการบริโภคถ่านหินถึง 14% ของการใช้ถ่านหินทั้งสิ้นต่อปี)

 

ข่าวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อวัดเทียบกับยอดการใช้พลังงานชนิดอื่น นับว่ายอดการใช้ถ่านหินลดลงมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้ว  

 

และหากมองไปในอนาคตอีกสัก 20 ปี เอาแค่เฉพาะยอดการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าหลักพื้นฐาน น่าจะยิ่งลดลงเป็นอัตราเร่ง เพราะอัตราการลดการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนน่าจะดึงค่าเฉลี่ยลงไปมาก 

 

 

 

DIE HARD

 

ดูเหมือนข่าวร้ายและภาพลักษณ์เชิงลบของถ่านหินยังมีอีกมาก สาธยายไม่รู้จบ ทว่าถ่านหิน ก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของบรรดา Strategist ผู้ซึ่งกุมยุทธศาสตร์พลังงานและความมั่นคงตลอดจนกลไกระดับสูงของประเทศน้อยใหญ่ในโลกอยู่

 

อย่าลืมว่า ผู้กุมยุทธศาสตร์เหล่านี้โฟกัสไปที่ “ความพอเพียงของพลังงานในระยะยาว” เป็นหลัก ดังนั้นความกลัวอันดับต้นของพวกเขาคือ “พลังงานจะขาดแคลน”

 

ไม่เชื่อท่านผู้อ่าน ลองฟังคำพูดท่อนนี้ ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูก็ได้ ว่าระหว่างสิ่งแวดล้อมกับความกลัวว่าพลังงานจะขาดแคลน พวกผู้นำเขาเลือกยืนข้างไหน (โปรดดูประโยคที่เราขีดเส้นใต้ไว้)

 

ท่านกล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ว่า “เรื่องพลังงานไฟฟ้า หากจะมีปัญหากับสิ่งแวดล้อม ไปดูว่าเขาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร การนำข้อบกพร่องในอดีตมาเป็นบทเรียนวันนี้ เป็นสิ่งที่ดี การติดตามการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เป็นอย่างไร ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีก้าวหน้า สิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตอาจไม่ใช่ปัญหาปัจจุบัน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง วันนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปัจจุบัน ปัญหาเขาได้รับการแก้ไข ได้รับประโยชน์ที่มากกว่า มีไฟฟ้าใช้ เช่น มีกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ผมอยากให้ลองติดตามและคิดดู การที่บุคคลภายนอก ทั้งเอ็นจีโอ คนนอกชุมชน ไม่ให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านั้น บางครั้งเป็นการค้านแบบหัวชนฝา อ้างปัญหาเดิมๆ ไม่ไว้วางใจ เอาเทคโนโลยีเดิมๆ มาพูด โดยไม่รับฟังข้อมูลฝ่ายรัฐ เมื่อเกิดความเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ ประเทศชาติไม่มีความมั่นคงด้านพลังงาน ตัวอย่างเห็นไหม ไฟดับชั่วโมงกว่าในภาคเหนือ ในหลายวันที่ผ่านมา อันตรายมากนะ เราไม่สามารถเพิ่มกระแสไฟฟ้าจากภายนอกได้ทันเวลา ดังนั้น จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่เป็นพลังงานสำรอง ที่จะทำให้ในพื้นที่ไฟไม่ดับ เป็นระบบสำรอง โครงการต่างๆ เกิดไม่ได้ ถ้าทุกคนยังไม่ช่วยคิดช่วยทำ มันไม่เกิด ทุกคนไม่รับผิดชอบ ดังนั้น ขอให้หาข้อมูลมาหักล้าง ข้อมูลราชการไม่ถูกต้องไม่เป็นจริง เพียงแต่ไม่ตรงใจท่าน ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ แบบนี้ ไม่ถูกต้อง” 

 

“….ถ้าเรายกทุกอย่างมาเป็นปัญหา วันข้างหน้าเราก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเป็นอุปสรรคไปเสียทั้งหมด แต่ก็อยากได้ อยากมี อยากแก้ปัญหา อยากพัฒนาเหมือนต่างประเทศ ที่เขาพัฒนากันทุกวัน ทำโน่นทำนี่ เราต้องดูว่าเขาไปถึงไหนกันบ้างแล้ว แม้กระทั่งในอาเซียนด้วยกัน เขามีของเก่าเหลืออยู่ เขาทำของใหม่เพิ่มขึ้น หรือพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ผมไม่อยากให้พูดแต่ปัญหาเพียงด้านเดียว ควรจะกล่าวถึงผลดี กล่าวถึงการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย จะได้ช่วยกันถ่วงน้ำหนัก หาจุดลงตัว หาทางออกให้ได้เสียที เห็นใจชาวบ้าน และประเทศชาติบ้าง”

 

เหตุผลสำคัญคือถ่านหินยังคงมีอยู่อย่างมากมายเหลือเฟือในใต้พื้นโลก (German Federal Institute for Geosciences and Natural Resources หรือ BGR ให้ข้อมูลว่าเฉพาะปริมาณสำรองในประเทศสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ก็สามารถใช้รองรับดีมานด์ของทั้งโลกได้อีกถึง 132 ปี) และยังเข้าถึงได้ง่าย เพราะแหล่งถ่านหินนั้นกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก อีกทั้งยังง่ายต่อการตักขึ้นมาใช้

 

ทีี่สำคัญที่สุดคือ “ราคาถูกมาก”

 

 

เมื่อเทียบเป็น BTU แล้ว ถ่านหินให้พลังงานประมาณ 26,000 ต่อตัน (หมายเหตุ : เราคำนวณจากฐานข้อมูล Heat Content ของถ่านหินในประเทศสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยของปี 2558 แล้วลองแปลงหน่วยจาก Short Ton มาเป็น Metric Ton) เทียบแล้วเท่ากับน้ำมันเบนซินประมาณ 208 แกลลอน (US Gallon = 3.78541178 ลิตร)

 

ลองคิดเล่นๆ ดูว่า ถ้าคุณขับ Benz ขนาดเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 10 กิโลเมตรต่อลิตร และคุณมีน้ำมันเบนซินให้เติม 208 แกลลอน คือเท่ากับประมาณ 787.37 ลิตร คุณก็จะสามารถขับไปได้ 7,873.7 กิโลเมตร คือขับรอบประเทศไทยได้กว่า 2 รอบ 

 

และสมมติว่ารถคุณสามารถเติมถ่านหินลงในถังน้ำมันได้ คือเมื่อเทียบ BTU เท่ากันแล้ว ท่านต้องใช้ถ่านหิน 1 ตัน เพื่อจะให้ได้พลังงานเท่ากับน้ำมันเบนซิน 208 แกลลอนที่กล่าวมา

 

ทีนี้ลองคำนวณราคาดู ณ วันนี้ (หมายเหตุ: ใช้ราคา Spot ของถ่านหินอินโดนีเซียหรือ Indonesian Coal Price Reference เดือนมีนาคม อ้างอิงจาก www.coalspot.com คือ 81.90 ดอลลาร์ฯ ต่อตัน และยังไม่ได้บวกค่าขนส่งมายังประเทศไทย และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาท) เท่ากับท่านใช้เงินเพียง 2,866 บาท ก็สามารถขับรถรอบประเทศไทยได้กว่า 2 รอบแล้ว เมื่อท่านเติมพลังด้วยถ่านหิน เทียบกับที่ต้องใช้ถึง 26,456 บาท ในกรณีที่เติมพลังด้วยน้ำมัน  (หมายเหตุ : เราคำนวณจากราคาเบนซิน 95 ของ ปตท. 33.6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560)

 

จะเห็นว่าถ่านหินได้เปรียบเรื่องต้นทุนมาก

 

ทั้งความเหลือเฟือ ความมีอยู่ทั่วไป ความเข้าถึงง่าย และความถูกเมื่อเทียบกับพลังงานชนิดอื่นนี่เอง ที่ทำให้ “ถ่านหิน” ยังคงเป็นพระเอก “DIE HARD” อยู่ในใจของผู้กุมพลังงานฝ่ายรัฐและเอกชนของโลก

 

ถ่านหินไม่ยอมตาย หรือหายหน้าไปง่ายๆ

 

นี่ยังไม่นับว่า ถ่านหินยังมีประโยชน์ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังต้องเกี่ยวข้องกับถ่านหินหรือมีส่วนผสมของถ่านหินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์เคมีอื่น เช่น Methanol, Ethylene, Naphthalene, Phenol, Creosote, Benzene, Tar, Nitric Acid, Ammonia Gas, พลาสติก และ ใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) เป็นต้น

 

นอกนั้นยังมียาบางตัว เช่น แอสไพริน สบู่ สารหล่อลื่น เรยอน ไนลอน ซิลิกอน เครื่องสำอางบางชนิด แชมพู ยาสีฟัน ตลอดจนผลิตภัณฑ์กรองอากาศ และคาร์บอนไฟเบอร์ 

 

 

 

ข่าวดีของถ่านหิน

 

ไม่กี่วันก่อน 29 มีนาคม 2560 มีข่าวดีชิ้นสำคัญของถ่านหินตีพิมพ์และฉายให้เห็นทางทีวีทั่วโลก

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนเคียงข้างกับคนงานเหมืองถ่านหิน และรองประธานาธิบดีเพนซ์ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ หรือ EPA (Environ-mental Protection Agency) หลังจากลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี ที่เรียกว่า “Energy Independence Executive Order” ให้ทบทวนคำสั่งและแผนงานในเรื่องพลังงานสะอาด หรือ “Clean Power Plan” ของประธานาธิบดีคนก่อน

 

ทรัมป์เห็นว่าแผนยุทธศาสตร์พลังงานเดิมที่กำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนและมีเทนสูงนั้น มันทำลายอุตสาหกรรมถ่านหินของชาติ ส่งผลให้คนงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ตกงาน และทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาเกิดความเสี่ยงโดยใช่เหตุและเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ (Put the American economy at risk and are burdensome to the American economy.) และทำให้คนงานอเมริกันลดค่าลง (Devalued American Workers)

 

ทรัมป์กล่าวอย่างองอาจตามสไตล์เขาว่า “We love our coal miners, great people,....I made them this promise: we will put our miners back to work.”

 

“Today, I’m taking bold action” to follow through on that promise. My administration is putting an end to the war on coal,”

 

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ได้ให้ความเห็นเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ประธานาธิบดีไม่ต้องการเห็นนโยบายสิ่งแวดล้อมที่สร้างความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ เขาต้องการให้นโยบายใหม่นี้บรรลุทั้งสองเป้าหมายไปพร้อมกัน คือทั้งทางด้านการผลิตพลังงาน และทั้งสิ่งแวดล้อมสะอาด โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยด้วย คือแม้จะเป็นถ่านหิน แต่ก็จะเป็นถ่านหินที่สะอาด

 

“We’re going to have clean coal, really clean coal.” ประธานาธิบดีกล่าวเสริม

 

ทุกคนที่ศึกษาเรื่องพลังงาน ย่อมทราบดีว่าถ่านหินถูกกว่าก๊าซและน้ำมัน โดยน้ำมันก็ถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลม อีกทอดหนึ่ง

 

พลังงานก็เหมือนกับสินค้าและบริการทั่วไป ที่เหมาะกับฐานะของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม

 

พูดง่ายๆ คือ คนรวยใช้ของแพงได้ แต่คนจนย่อมใช้ของที่สมกับฐานะตน

 

ต่อเมื่อรวยขึ้น มั่งคั่งขึ้น มั่นคงขึ้น ก็ค่อยเปลี่ยนไปใช้ของแพงได้ โดยไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวเกิดความเสี่ยงทางการเงิน

 

TESLA, BMW, BENZ ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมกักเก็บประจุไฟฟ้าหรือขับเคลื่อนด้วยพลังไฮโดรเจน ย่อมขายได้ในกลุ่มคนรวยเท่านั้น เพราะราคามันแพงมาก

 

ฉันใดก็ฉันนั้น Solar Farm, Wind Mill Generator, Deep-Sea Drilling ย่อมเหมาะกับกิจการหรือประเทศที่มั่งมีระดับหนึ่ง

 

ประเทศหรือกิจการที่ยังจนอยู่ หรือคิดว่าตัวเองจน หรือคิดว่าตัวเองกำลังจะจน ย่อมต้องเลือกส่วนผสมของถ่านหินเป็นธรรมดา ตราบเท่าที่ราคาของพลังงานคู่แข่งเหล่านั้น ยังไม่ลงมา ในระดับที่พวกเขารับได้ หรือคิดว่าจะรับได้

 

ถามว่าไทยเรารวยพอหรือยัง รวยพอที่จะสลัดถ่านหินทิ้งอย่างไม่ไยดีแล้วหรือ?

 

เราไม่รู้

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • May 22 , 2017

    กล้องถ่ายภาพด่วน Instax ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและ อินสแตกซ์ในตัวเดียวกัน ในรูปแบบใหม่สี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square) เจาะกลุ่มผู้รักแก็ดเจ็ตและรักการถ่ายภาพ ตั้งเป้ายอดขายภายในสิ้นปี มากกว่า 5,000 ตัว

  • May 19 , 2017

    บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ "ดีแทค” มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศไทย ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ดิจิทัลอย่างครบวงจร

  • May 16 , 2017

    เอปสัน ในฐานะผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดงาน Epson Meet and Greet with Manchester United Legend เชิญแฟนคลับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดผู้โชคดีจากกิจกรรมทางเฟสบุคเอปสัน กระทบไหล่ตำนานกองหลังเสื้อหมายเลข 27 มิคาเอล ซิลแวสตร์ โดยมีนายอนันต์พล นนทพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน ประเทศไทย ให้การต้อนรับพร้อมแลกเสื้อฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ของเอปสัน ประเทศไทย ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เมื่อเร็วนี้

 

Editor Observation

  • Apr 26 , 2017

    สิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดบนโลกใบนี้ ดำเนินไปได้ด้วยพลังงานจากดวงอาทิตย์ พลังงานของดวงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ให้ชีวิตได้มีพละกำลังที่จะขับเคลื่อนดำเนินต่อไปและสืบสายพันธุ์ลูกหลานต่อไปได้เรื่อยๆ บนโลกใบนี้ (หรืออาจจะบนโลกใบอื่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้?) ตราบเท่าที่ “ดวงตะวันยังคงส่องแสง”

  • Apr 03 , 2017

    ยุทธจักร มีเดีย/เอ็นเตอร์เทนเมนต์มีจอมยุทธยอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ที่ยังโลดแล่นอยู่ในวงการ และร่วมฝ่าคลื่นฝืนลมแห่งการเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงอย่างกระแทกกระทั้น เพราะเนื่องมาแต่ Paradigm Shift ของเทคโนโลยีระดับโลกและพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนอยู่ในขณะนี้

  • Dec 28 , 2016

    แม้ขณะนี้ นโยบาย "อัตราดอกเบี้ยติดลบ" ยังมาไม่ถึงเมืองไทย ก็ใช่ว่าผู้ฝากเงินอย่างพวกเราจะนิ่งนอนใจได้

 

School Move

  • Mar 17 , 2017

    สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ผู้นำที่ปรึกษาด้านการศึกษาระดับโลก เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพมหานครเพื่อผลักดันนักเรียนไทยและนักเรียนทุกคนทั่วโลก สามารถเข้าถึงเครือข่ายติวเตอร์ ที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่คอยให้คำปรึกษากว่า 2,000 คนทั่วโลก

  • Feb 14 , 2017

    สมาคมแลกเปลี่ยนบุคคลากรไทย-จีน ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน หรือ China Campus Network (CCN), สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน, สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ, สำนักข่าวซินหัวประจำกรุงเทพฯ, สถานีวิทยุซีอาร์ไอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ ร่วมจัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 9 พร้อมผนึกกำลังในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีน องค์กรธุรกิจไทย-จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน  และสถาบันการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยตอบสนองตลาดแรงงานและองค์กรไทย-จีนในปัจจุบัน

  • Feb 02 , 2017

                  วิสดอม เอ็นเตอร์ไพร์ส จับมือ Rugby School  แห่งสหราชอาณาจักรหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือมากว่า 450 ปี เตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติ Rugby School Thailand   ชูจุดแข็งด้วยหลักสูตรพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม ด้วยงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ตอบโจทย์การศึกษาทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV

Management

  • May 02 , 2017

    การใช้ความเชี่ยวชาญของคนหมู่มากย่อมได้ไอเดียและแนวทางการแก้ปัญหาที่หลากหลายกว่ากลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง การใช้สาธารณชนหรือบุคคลทั่วไปในการแก้ไขปัญหาหรือร่วมกันพัฒนาสินค้าร่วมกับองค์กรเรียกว่า Crowdsourcing การใช้ Crowdsourcing จะแตกต่างจาก Outsourcing เนื่องจากการ Outsource คือ การที่องค์กรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาสินค้ามาพัฒนาระบบไอทีหรือแก้ปัญหาให้องค์กร แต่ Crowdsourcing คือ การเปิดให้บุคคลอื่นๆ ภายนอกองค์กร (ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ใช่)

  • Apr 24 , 2017

    เทคโนโลยีโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมีมามากว่า 100 ปี มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโทรทัศน์ขาวดำ การใช้สัญญาณอนาล็อก และมีการพัฒนามาสู่ Digital TV และ Digital Radio ในปัจจุบัน นอกจากนี้สื่อที่มีคนบริโภคมากที่สุดยังคงเป็นโทรทัศน์และวิทยุ “ดังนั้นสามารถพูดได้ว่าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีความสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก”  แนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีดังต่อไปนี้

  • Apr 16 , 2017
    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีบริการที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณ คือMEA Better Care Serviceที่ช่วยเติมเต็มบริการหลังเครื่องดื่มให้กับลูกค้าของเรา ได้ดีเยี่ยม 
 

Cool Case

  • Feb 14 , 2017

    อุทยานการเรียนรู้ TK park จัดเวทีบรรยายพิเศษว่าด้วยแนวโน้มนวัตกรรมห้องสมุดและแนวคิดการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สร้างสรรค์ และตัวอย่างโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ได้รับรางวัลระดับโลก ในงานประชุม สหปาฐกถาประจำปี TK Forum 2017 “Better Library and Learning Space: Trends and Ideas” ได้รับเกียรติจาก 3 วิทยากร จาก 3 ประเทศชั้นนำด้านการพัฒนาห้องสมุด เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่และเป็นแรงบันดาลใจในการปรับใช้พัฒนาต่อไปตามแนวคิด Learning in Digital Age ที่ประกาศเป็นแนวทางในปีนี้

  • Jan 09 , 2017

    The Internship ใน MBA บทความนี้เป็นคนละเรื่องกับ The Internship (2013) ภาพยนตร์ดังของฮอลลีวูดที่นำแสดงโดย วินซ์ วอห์น (Vince Vaughn) และ จาเร็ด สเติร์น (Jared Stern) ที่มีพล็อตเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีโลก คือ บริษัท Google

  • Dec 22 , 2016

     

    โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันมากกว่า 10 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขปี 2550 มีคนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 53,434 ราย ในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งทุกชนิดอยู่ที่ 70,075 ราย (ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

    องค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกปีละประมาณ 14 ล้านคน เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องจากมะเร็ง โดยคาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ทศวรรษต่อไป หรือจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22 ล้านราย


    วิธีรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันที่นิยมกันประกอบด้วย การผ่าตัดก้อนมะเร็งออก การฉายรังสี โดยโฟกัสตรงจุดที่เป็นก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรืออาจจะเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการ เคมีบำบัด หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อว่าการทำคีโม เป็นวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการโดยการใช้ยาต้านมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับประเภทและระยะของมะเร็ง รวมถึงความแข็งแรงและวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อนหน้า

    จากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจที่ทำหน้าที่สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ด้วยการจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือและดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ในประเทศไทยคือ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ ผู้ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จำหน่ายและติดตั้งชุดเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษา (Radio-therapy) และให้บริการซ่อมบำรุงรักษาชุดเครื่องมือทางการแพทย์ดังกล่าว (Maintenance Service)

    สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BIZ ย้อนถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ว่า ตนเรียนจบทางด้านรังสีเทคนิค และเข้าทำงานในโรงพยาบาลไประยะหนึ่ง จากนั้นก็ลาออกมาทำงานด้านการขายให้บริษัทอุปกรณ์การแพทย์ และมีโอกาสดูแลสินค้าตัวหนึ่งคือ การใช้รังสีรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้ามาแนะนำในประเทศไทย

    “เราก็เห็นแนวโน้มว่า โรคมะเร็งมีแต่พัฒนาการมากขึ้น และเทคโนโลยีก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อถึงจุดหนึ่งที่บริษัทเดิมมองแนวทางไม่เหมือนกับเรา เราก็เลยออกมาทำธุรกิจเอง ประกอบกับหุ้นส่วนของผมที่เคยอยู่บริษัทเดียวกันเขาดูแลด้านวิศวกรรม เราก็เลยออกมาตั้ง Business Alignment เมื่อปี 2543”

    สมพงษ์เล่าต่อว่าเหตุที่ตั้งชื่อบริษัทโดยไม่มีคำที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เลยนั้นเพราะมองว่าการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่อุปกรณ์ทางการแพทย์ หากยังสามารถทำอย่างอื่นได้พร้อมกัน จึงตั้งเป็นชื่อกลางๆ รวมกับในช่วงที่เรียน MBA ก็ชอบคำว่า Business Alignment เพราะเป็นการวางแนวทางให้ธุรกิจต่างๆ กลมกลืนเข้าด้วยกัน ตามเป้าหมายขององค์กร ดังนั้นชื่อของบริษัทจึงหมายความว่าในอนาคตบริษัท BIZ ก็สามารถขยายไลน์ธุรกิจและผันตัวเองเป็น Holding Company ได้

    แม้ว่าช่วงที่ก่อตั้งบริษัทเป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังตึงตัว มีหลายคนเตือนว่าการออกจากงานในช่วงเวลานั้นเพื่อมาสร้างธุรกิจอาจจะลำบาก แต่ด้วยการมองเห็นโอกาสเช่นเดียวกับซัพพลายเออร์ในต่างประเทศที่มองแนวโน้มการรักษามะเร็งด้วยเครื่องมือชนิดนี้จะเติบโต เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงปี 2537 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

     

    ธุรกิจเงินทุนสูง
    การจำหน่ายเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์มีราคาสูง การลงทุนจึงต้องสูงตามไปด้วย เพราะต้องซื้อเครื่องมาก่อน เพื่อมาติดตั้งให้ลูกค้าแล้วจึงเก็บเงินได้ เงินทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    เมื่อเริ่มตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สมพงษ์ และ วรวิทย์ สีลภูสิทธิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินและทรัพยากรมนุษย์ บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (BIZ) 2 หุ้นส่วนใหญ่ ลงเงินคนละครึ่ง ดังนั้นการจะขายเครื่องมือราคา 40-50 ล้านบาท จึงต้องไปเจรจากับธนาคาร เพื่อขอกู้เงินมาใช้ทำธุรกิจ

    “เราก็ไปคุยกับแบงก์เอาสัญญาไปให้เขาดู เพราะสัญญานี้เป็นสัญญากับภาครัฐ เราก็ให้เขามั่นใจว่าเขาจะได้รับเงินก็เอาสิทธิในการรับเงินไปให้เขา แล้วไปกู้ เอาบ้านไปจำนอง เอาตัวเราไปค้ำประกัน แต่เราเพิ่งก่อตั้งเขาก็ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจ เขาคงดูเราส่งมอบงานได้ไหม เก็บเงินได้หรือไม่ เรามีสัญญาไม่พอต้องเอาบ้านที่อยู่มาจำนอง ไปหาเงินกู้จากพวกญาติบางส่วน

    “ผมอาจจะโชคดี ปีแรกอาจจะเหนื่อยหน่อยต้องไปขอกู้เงินญาติบ้าง ธนาคารบ้าง และลูกค้าบางรายก็ช่วยผ่อนคลายเรื่องการชำระเงินให้เงินเราเร็วขึ้น อาจจะเป็นโชคดีที่เจอลูกค้าดีๆ ด้วย และโชคดีอีกอย่างที่ตั้งแต่ตั้งมาหนี้สูญเราไม่มี เพราะคู่ค้าเรามีแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆ” สมพงษ์ กล่าว


    การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จึงเป็นการลดปัญหาด้านเงินลงทุน เนื่องจาก BIZ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นช่วงเวลาสูง

    “สมมติมีโครงการสัก 400 ล้านต้องใช้เงินทุนเท่าไร และพวกนี้ไม่ใช่ว่าขายวันนี้อีก 30 วันเก็บเงินได้ เราขายวันนี้แล้วก็ยังต้องมีช่วงเวลาติดตั้ง ทำโน่นทำนี่ เร็วสุดเก็บเงินได้ประมาณ 6 เดือน นั่นหมายถึงว่าเงินจะต้องจมไปประมาณ 7 เดือน มีบางปีเราไปดูบันทึก จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเกือบ 20 ล้านเพราะกว่าจะเก็บเงินได้ และดอกเบี้ยก็ค่อนข้างสูง ถ้าเราลดภาระนี้ได้ การระดมทุนทำให้เรามีเงินก้อนหนึ่งมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน นั่นทำให้ลดต้นทุนทางการเงินได้ ทำให้เพิ่มกำไรได้มากขึ้น และเมื่อเข้าสู่ตลาด การเจรจากับแบงก์เรื่องดอกเบี้ยก็พูดคุยได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับตอนยังไม่ได้จดทะเบียน และอาจทำให้ความฝันของบริษัทเป็นจริงเร็วขึ้น”

     

    ผู้เชี่ยวชาญ
    หลายคนอาจจะมอง BIZ เป็นบริษัทเทรดดิงบริษัทหนึ่ง แต่สิ่งที่ BIZ ขายเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ซึ่งมีความซับซ้อน ต้องใช้ห้องที่ออกแบบพิเศษและติดตั้งเครื่องเพื่อป้องกันรังสีไม่ให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นในขณะที่ทำประโยชน์ให้ผู้ป่วย

    สมพงษ์เล่าว่า “สิ่งที่เราทำก็คือทำเป็น Service Provider ทางด้านนี้ สิ่งที่เราให้ลูกค้าคือ ให้คำแนะนำช่วยเหลือในการออกแบบห้องให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และเราก็ให้ความช่วยเหลือจัดหาอุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็น one stop service เพราะเรามองเห็นว่าลูกค้าบางรายเขามีปัญหาตั้งแต่ห้อง เขาต้องทำห้องก่อสร้างก็บริษัทหนึ่ง เครื่องก็บริษัทหนึ่ง ก็อาจจะเกิดปัญหาว่าไม่เข้ากัน คือเดี๋ยวจะโทษกันไปกันมา เราก็มองดูแม้แต่การก่อสร้างปรับปรุงห้องเราก็รับผิดชอบ นั่นคือสิ่งที่เราเริ่มปรับกลยุทธ์เป็น Solution Provider ทางด้านรังสีรักษา เราปรับกลยุทธ์ให้แตกต่าง ใครจะทำด้านนี้ต้องคิดถึงเรา เข้ามาปรึกษา เครื่องต้องสามารถใช้งานได้จริง นั่นคือสิ่งที่เราวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ปัจจุบันเราก็วางตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีห้องอยู่เดิมหรือไม่มี เราก็สามารถให้คำปรึกษารวมถึงเรื่องการก่อสร้าง เราไม่มีบริษัทก่อสร้างเองแต่เรามีผู้รับเหมาที่สามารถไว้ใจได้และสามารถร่วมมือ เราทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของเขาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ส่งมอบถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน”

    เขาให้ข้อมูลต่อว่า ในประเทศไทยลักษณะการซื้อแบบ Solution Provider เป็นที่นิยม เนื่องจากบริษัทสามารถสรรหาอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทันที กลายเป็นจุดเด่นที่ BIZ นำเสนอให้แก่ลูกค้า

    สินค้าไฮเทค
    สมพงษ์เพิ่มเติมข้อมูลเรื่องเครื่องมือที่ BIZ จำหน่ายโดยย้อนอดีตวิธีการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีที่มีมานานแล้ว คือการใช้แร่ธรรมชาติในการรักษา หรือที่รู้จักกันคือแร่โคบอลต์ แต่โคบอลต์มีปัญหาคือเมื่อพลังงานในก้อนแร่ลดลงจนถึงจุดหนึ่งจะใช้ไม่ได้ ต้องนำก้อนแร่ไปเก็บฝังเป็นกากกัมมันตรังสี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความใส่ใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีเหตุการณ์คนไปขโมยแร่และเกิดการรั่วไหลส่งผลให้เสียชีวิต

    จุดเด่นของเครื่องรุ่นใหม่คือ หากไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเครื่องก็จะไม่มีรังสีออกมา เป็นการทำงานคล้ายกันกับหลอดเอกซ์เรย์ที่ยิงด้วยพลังงานรังสีสูง และไม่มีกากกัมมันตรังสีให้ต้องกำจัด เมื่อเลิกใช้งานสามารถทิ้งได้เช่นเดียวกับเครื่องจักรอื่นๆ

    และการพัฒนาของเครื่องรุ่นใหม่ๆ ทำให้รังสีที่ได้มีอำนาจทะลุทะลวงได้ดีกว่า เมื่อรวมกับเครื่องมือที่ใช้ประกอบทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น

    “เราใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมวางแผน ต่างๆ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา เพราะการรักษามีองค์ประกอบมากมาย คอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา คือเอาภาพที่เราซีทีสแกนมาวาง ว่าเราควรจะให้รังสีตรงไหนอย่างไรเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุด และไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเรามีหมด ไม่ใช่แค่มีเครื่องแล้วรักษาได้ การรักษาที่จะมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดคุณจะต้องมีอุปกรณ์ประกอบ” สมพงษ์อธิบาย

     

    ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับรังสี
    สมพงษ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าผู้ป่วยมะเร็งไปฉายรังสีหมายความว่าคนป่วยกำลังจะเสียชีวิต ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด “ในอดีตที่เป็นอย่างนั้นเพราะคนที่มาพบก้อนมะเร็งมักจะเป็นมะเร็งระยะที่ 4 คือเป็นระยะสุดท้ายแล้ว ในอดีตทางการแพทย์การวินิจฉัยโรคมะเร็งยังไม่พัฒนา รู้อีกทีคือมีอาการแล้ว เป็นระดับ 4 แล้ว เกินเยียวยาเกือบทั้งหมด พอมาฉายแสงก็ช่วยทำให้ก้อนยุบ เพราะก้อนถูกทำลาย เราเคยทำงานด้านนี้ ผู้ป่วยก็ดีใจแต่เราก็รู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานเพราะโรคอยู่ในระยะที่เกินไปแล้ว คนก็บอกว่ามาฉายแสงแล้วตาย จะไม่ตายได้อย่างไร เพราะระยะโรคไปถึงขั้นนั้นแล้ว เราฉายแสงให้เขาเพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ดีขึ้น ดังนั้นการรักษาโรคทุกโรคมีสองอย่าง คือหนึ่งทำให้หาย สองทำแค่บรรเทาอาการ”

    “ปัจจุบันเนื่องจากการแพทย์ในการวินิจฉัยพบได้เร็วขึ้น อยู่ขั้น 1-2 หรือ 3 ก็ตาม การรักษามีโอกาสหายเพิ่มมากขึ้น ทุกโรคเหมือนกันหมด ไม่จำกัดแค่โรคมะเร็ง เพียงแต่โรคมะเร็งพัฒนาการของโรค การเป็นโรคเร็วกว่าโรคอื่น อย่างวินิจฉัยวันนี้เป็นระดับ 1 ภายในเดือนเดียวอาจจะเป็น 2 หรือ 3 เลยก็ได้ ดังนั้นเมื่อวินิจฉัยว่าเป็นแล้วการรักษาจึงต้องเป็นไปอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปล่อยไว้ได้ ยิ่งปล่อยไว้นานมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นสเตจหลังๆ ก็มีมากขึ้น” สมพงษ์อธิบาย

    ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้รังสีรักษาประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็ง เนื่องจากเครื่องมือมีประ-สิทธิภาพดีขึ้น รองลงมาคือการใช้คีโมและผ่าตัด ขึ้นกับอวัยวะที่เป็น เพราะมะเร็งบางอย่างไม่ไวต่อแสงทำให้การฉายรังสีไม่เกิดประโยชน์

     

    ความท้าทายของ BIZ
    สำหรับความท้าทายในการดำเนินงานของ BIZ ต่อไป สมพงษ์ บอกว่า สิ่งที่ยังคงต้องทำต่อเนื่องคือการเพิ่มยอดขายและสร้างความยั่งยืนทางรายได้ให้แก่บริษัท ซึ่งหมายถึงการมองหาธุรกิจเพิ่มเติมที่กำลังศึกษาแนวทางอยู่ ว่าจะมีอะไรที่เหมาะสมกับอนาคต โดยยังคงให้ความสนใจกับธุรกิจด้านการแพทย์ และสิ่งที่มองคือแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรเรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความใส่ใจดูแล

    สมพงษ์ปิดท้ายด้วยการตอกย้ำเรื่องการสื่อสารว่าเป็นความท้าทายที่ยังต้องดำเนินการ “การให้คนรู้ ก็เป็นการสร้างตลาดทางอ้อม เมื่อเขารู้ก็ไปถามโรง-พยาบาล ทำให้เขารู้ว่ามีทางเลือก ว่าสามารถมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การทำให้เป็นที่รู้จักของโรงพยาบาลใหม่ๆ ผมเชื่อว่าหมอทุกคนมีจรรยาบรรณ ถ้ารู้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีและดีต่อชีวิตคนเขาก็อยากให้ ถ้าผู้ป่วยเรียกร้องหมอเรียกร้องก็จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดี และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ป่วยควรได้สิ่งที่เขาควรได้ ก็เป็นความท้าทาย ในการสื่อสารที่ต้องวางแผนให้รัดกุม ไม่ให้ถูกโจมตี ว่ากำลังไปชี้นำหรือทำให้คนเข้าใจผิด”