เฉลิมฉลอง 100 ปี ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน-กิจกรรมพิเศษ

 

ธนาคารออมสินเชิญชวนลูกค้า และประชาชนทุกภาคส่วน ในฐานะคนสำคัญในการนำพาธนาคารออมสินให้เติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน พร้อมกัน เพื่อก้าวสู่ปีที่ 101 ธนาคารออมสินอย่างสง่างาม

ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
สลากออมสิน
เงินฝากสลากออมสินพิเศษ 3 ปี ฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน แจกทองคำรวมน้ำหนัก 1,200 บาท จากทองคำรวม 544 รางวัล โดยรางวัลที่ 1 มีมูลค่าน้ำหนักทองคำสูงสุด 100 บาท เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 30 กันยายน 2556 โดยยังสามารถลุ้นรางวัลประจำเดือนได้ 36 ครั้ง เช่นเดิม เมื่อฝากครบ 3 ปี ได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 3

กิจกรรมพิเศษแจกสลากออมสิน
ลูกค้า 100 ท่านแรกที่ใช้บริการที่ธนาคารออมสินทุกสาขาในวันที่ 1 เมษายน 2556 จะได้รับสลากออมสินพิเศษฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน เป็นของขวัญ

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 100 + 1
เปิดรับฝากเงินตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2556 ระยะเวลาฝาก 101 วัน เปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.00 ต่อปี

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษเกษียณสุขสันต์
เปิดรับฝากเงินตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2556 ระยะเวลาฝาก 10 เดือน โดยเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย Step Up เป็นดังนี้ เดือนที่ 1-3 ร้อยละ 1.5 ต่อปี เดือนที่ 4-6 ร้อยละ 2.5 ต่อปี เดือนที่ 7-9 ร้อยละ 3.5 ต่อปี เดือนที่ 10 ร้อยละ 10 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 3.25 ต่อปี

เงินฝาก GSB Life
ออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 10/1
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สำหรับลูกค้าวัยเกษียณ อายุ 55-80 ปี เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการออม ส่งเงินฝากเพียง 1 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองพร้อมผลประโยชน์ถึง 10 ปี ทุนประกันตั้งแต่วงเงิน 100,000 - 3,000,000 บาท

กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับผลตอบแทนทุกปี ปีที่ 1 รับ 2% ของทุนประกัน ปีที่ 2 รับ 2.5% ปีที่ 3 รับ 3% ปีที่ 4 รับ 4% ปีที่ 5-9 รับ 5% และปีที่ 10 รับผลตอบแทนสูงถึง 109% รวมรับผลประโยชน์ตลอดสัญญา 145.5% กรณีผู้ฝากเสียชีวิต ธนาคารจะจ่ายทุนประกันตามระยะเวลากรมธรรม์ สูงสุด 109% ของวงเงินทุนประกัน

เงินฝากนี้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับเบี้ยประกันชีวิต

ออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 6/1
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สำหรับลูกค้าวัยเกษียณ อายุ 55-80 ปี เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการออม ส่งเงินฝากเพียง 1 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองพร้อมผลประโยชน์ 6 ปี ทุนประกันตั้งแต่วงเงิน 100,000 - 3,000,000 บาท

กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับผลตอบแทนทุกปี ปีที่ 1 รับ 2% ของวงเงินสงเคราะห์ และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีที่ 6 รับผลตอบแทนสูงถึง 109% รวมรับผลประโยชน์ตลอดสัญญา 125.5% กรณีผู้ฝากเสียชีวิต ธนาคารจะจ่ายทุนประกันตามระยะเวลากรมธรรม์ สูงสุด 109% ของทุนประกัน

ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ธนาคารออมสิน ขอมอบความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุปีแรกฟรี ในทุนประกัน 100,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝาก GSB Life แบบออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 6/1 หรือ แบบออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 10/1 แบบใดแบบหนึ่ง

ออมสินมรดก
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่อัตราส่งเงินฝากต่ำ ความคุ้มครองสูง มีระยะเวลาส่งเงินฝากให้เลือกตามความเหมาะสม 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี คุ้มครองชีวิตจนถึงผู้ฝากอายุ 90 ปี เปรียบเสมือนเป็นการสร้างมรดกเงินสดให้กับบุคคลในครอบครัวที่คุณรักและห่วงใย และมีส่วนช่วยในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคง ทุนประกันเริ่มต้น 100,000 - 10,000,000 บาท
กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับเงินผลประโยชน์ 100% ของทุนประกัน และหากผู้ฝากเสียชีวิต ผู้รับประโยชน์จะได้รับทุนประกันที่เป็นเสมือนมรดกเงินสด 100% ของทุนประกัน
เงินส่งฝากออมสินแบบมรดกยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับเบี้ยประกันชีวิต

กิจกรรมพิเศษ
ก่อนก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 2 (เริ่มปีที่ 101)
ในคืนวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้บริหาร พนักงานและลูกค้าจะร่วมกันตั้งจิต ประกอบพิธีสวดมนต์ข้ามศตวรรษ ณ หอประชุมบุรฉัตร จากนั้น วันที่ 5 เมษายน 2556 ร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือ 101 ตัว ณ วัดพระศรี-มหาธาตุวรมหาวิหาร และในเดือนธันวาคม 2556 จัดบรรพชา-อุปสมบท พระ เณร รวม 101 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วันออมสิน
วันที่ 1 เมษายน 2556 จัดพิธีทำบุญใหญ่เลี้ยงพระ “ทำบุญขอบคุณประเทศไทย” ณ สำนักงานใหญ่ สำนักงานภาค และสาขา พร้อมกันทั่วประเทศ จำนวนกว่า 8,000 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระผู้ก่อตั้ง พระประมุขของชาติ ขอบคุณลูกค้า และขอบคุณประเทศไทยที่ทำให้ธนาคารดำเนินกิจการมาถึงวันนี้ ...

ท่านที่มาร่วมทำบุญกับธนาคารออมสินจะได้รับ “แสตมป์ที่ระลึก 100 ปีธนาคารออมสิน” แบบบล๊อก 4 ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำให้เป็นกรณีพิเศษ (ของมีจำนวนจำกัด)

นอกจากแจกของที่ระลึก “กระปุกออมสิน 100 ปี” แก่ผู้ฝากเงินในวันที่ 1 เมษายนแล้ว (ฝากขั้นต่ำ 200 บาท /1 ชิ้นต่อ 1 บัญชี – ของมีจำนวนจำกัด) ธนาคารยังออกผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออม อาทิ เงินฝากเงื่อนไขพิเศษสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้เกษียณ สุดยอดโปรโมชั่นสลากออมสินพิเศษ ฉลอง 100 ปี และเพื่อปลูกฝังการออมให้กับเด็กเรียกว่าเริ่มต้นกันตั้งแต่เกิด ธนาคารยังคงมอบทุนประเดิม 500 บาท เปิดบัญชีสำหรับเด็กที่เกิดในวันที่ 1 เมษายนในปีนี้ด้วย และเตรียมพบกับ สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษแก่ลูกค้าดีที่มีความผูกพันกันมา

“มหกรรม 100 ปี ธนาคารออมสิน 12 ปี ธนาคารประชาชน”
เป็นการจัดกิจกรรมคืนประโยชน์แก่ลูกค้าและสังคม โดยการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์จากชุมชน และ ลูกค้าโครงการธนาคารประชาชน กว่า 700 ร้านค้า ชวนมาช็อป และชิมของอร่อยร้านเด็ดจาก 4 ภาค แต่ละวัน พบกับดารา และชมคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ณ อาคารชาแลนด์เจอร์ 3 เมืองทองธาณี วันที่ 8-14 กรกฎาคม 2556

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Aug 23 , 2016

     

    กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จัดงานประชุมนานาชาติด้านการออกแบบแฟชั่น “International Fashion C0-Design : Ride the Power of Asia” ภายใต้กิจกรรมสร้างนักออกแบบ Innoneering designers ยุคใหม่ ในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก (Global Reach) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่กลุ่ม เอสเอ็มอี แฟชั่นแบรนด์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ให้เป็นผู้ผลิตสินค้าดีไซน์ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น สามารถแข่งขันในตลาดงานดีไซน์ระดับโลก ซึ่งภายในงานมีการถ่ายทอดความรู้โดยผู้ทรงอิทธิพลและนักออกแบบชื่อดังทั้งในประเทศและระดับโลก รวมทั้งนักออกแบบชั้นนำของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบแฟชั่น ผู้ประกอบการ และบุคลากรสายงานต่างๆในวงการการออกแบบ ในการพัฒนาธุรกิจต่อไป

    ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายด้านการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมของไทย” นำร่องพัฒนาภาคการผลิตอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ให้ปรับแนวคิดจากการรับจ้างผลิตสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ไปเป็นการเพิ่มมูลค่า (High Value) ให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนสู่เวทีระดับเอเชีย ผ่านกิจกรรมการสร้างนักออกแบบ Innoneering designers ยุคใหม่ ที่มาจากการผสมผสานแนวคิด Design Innovation Engineering เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกแบบยุคใหม่ของไทยให้โดดเด่นและแข่งขันเชิงธุรกิจในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ

    โดยการจัดงาน International Fashion Co-Design ภายใต้แนวคิด Ride the Power of ASIA จึงเป็นการรวมพลครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับธุรกิจความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเร่งกระแสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การออกแบบ ด้วยการผสานแนวคิดการพัฒนาร่วมกันตลอด supply chain โดยจะแบ่งกิจกรรมหลักออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1.International Symposium 2.Co-Design Workshop 3.Creatives-meet-Investor 4.Design Supporter Exhibition ให้ผู้ที่ร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมตามความสนใจ ดังนั้น โครงการนำร่องนี้จึงเป็นช่องทางลัดที่สร้างประโยชน์มหาศาลต่อทั้งฟากของนักออกแบบไทยและผู้ประกอบการ ที่จะได้เปิดมุมมอง เข้าถึง และรับการถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับแบรนด์ไทยสู่แบรนด์สากล ด้วยรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ ที่ผสานความร่วมมือแบบ ร่วมคิด ร่วมทำภายใต้กิจกรรม Co-Design, Co-Branding, Cross Industry และ Cross Culture ในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก (Global Reach ) ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับนักออกแบบและผู้ประกอบการไทยที่ได้เปิดมุมมองใหม่และรับคำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและบริการด้านออกแบบครบวงจร เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่อุตสาหกรรมแฟชั่นและการออกแบบไทยในอนาคต ถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือกันขับเคลื่อนทั้งระบบให้นโยบายที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของภาครัฐเกิดเป็นผลสำเร็จ และยั่งยืน

     

     

     

     

  • Aug 23 , 2016

    กระทรวงพาณิชย์จัด พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสามฝ่าย ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อส่งเสริมคลัสเตอร์เครื่องจักรกลเกษตรไทย ครอบคลุมสาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาอุตสาหกรรม 2.การส่งเสริมกิจกรรมด้านการค้าในงานแสดงสินค้า และ 3.การส่งเสริมกิจกรรมการตลาดในต่างประเทศ นำร่องด้วยความร่วมมือพัฒนางาน  “มหกรรมแทรกเตอร์และจักรกลการเกษตรไทย (Thailand Tractor & Agri-Machinery Show THAITAM)” เพื่อพัฒนาวงการอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย รวมถึงสร้างเครือข่ายและสร้างโอกาสทางธุรกิจในการบุกเจาะตลาดของสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น  โดยเฉพาะตลาดจากแอฟริกา เอเชียใต้ และอาเซียน

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และ   นายพรชัย  ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวเป็นเกียรติ โดยมี นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและความสำคัญของความร่วมมือ พร้อมทั้งเป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ นายเจน  นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการอธิบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์

    สำหรับงาน THAITAM เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของประเทศทางด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งในปีนี้ถูกยกระดับให้เป็นงานสากลมากขึ้น จัดระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคม 2559 ณ บริเวณภาควิชาเกษตรกลวิธาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน คาดว่าจะมีผู้จัดแสดงงานจากไทยและต่างประเทศจำนวนกว่า 150 บูท มีผู้เข้าร่วมชมงานประมาณ 50,000 ราย 

     

     

  • Aug 23 , 2016

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่สามารถครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ผู้ผลิตรถหรูระดับพรีเมี่ยม บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสปอร์ต 4 แบบ สุดยอดรถยนต์เปิดประทุนในกลุ่ม Dream Car ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unleash your senses” เอาใจกลุ่มค้าที่ชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต ในงานสตาร์เฟส 2016 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Central Court, Eden and Atrium

           มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สำหรับไตมาสที่ 3 ของปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้สร้างสีสันครั้งใหม่ในวงการรถหรูอีกครั้ง ด้วยการจัดงานแสดงรถยนต์ “สตาร์เฟส 2016” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unleash your senses” เปิดตัวด้วยยนตรกรรม 4 รุ่นในกลุ่ม Dream Car มาเพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่ชื่อชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต และท้าทายได้เลือกสรรกันอย่างครบคัน”

           มร. ฟรังค์ ชไตร์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งานสตาร์เฟสในปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม Dream Car มากที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมกว่า 4 รุ่น ได้แก่

             - The new SLC 300 AMG Dynamic สปอร์ตโรดสเตอร์สุดโฉมเฉี่ยว เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 245 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. สนนราคา 3.99 ล้านบาท

             - Mercedes-AMG SLC 43 คอมแพกต์โรดสเตอร์แบบ 2 ที่นั่ง จากค่ายเอเอ็มจี เครื่องยนต์เบนซิน แบบ V 6 เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. สนนราคา 4.99 ล้านบาท

             - The new generation SL 400 โรดสเตอร์หรูระดับตำนานรุ่นปรับโฉมใหม่ V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.9 วินาที สนนราคา 9.49 ล้านบาท

             - The new S 500 Cabriolet รถยนต์เปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง สไตล์ S-Class ให้ลูกค้าได้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด เครื่องยนต์เบนซิน V8 4.7 ลิตร เทอร์โบคู่ 455 แรงม้า ประกบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ราคาน่าจะอยู่ที่ 16 ล้านบาท

    ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 

School Move

  • Aug 23 , 2016

    สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และยังส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11%ของ GDP หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้าน

    ปัญหาการศึกษา ไม่สร้างโอกาสให้เด็กไทย หากย้อนดูปัญหาการศึกษาจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน5 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมอีกกว่า 1ใน3 ก็ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ จะเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จะจบมหาวิทยาลัยได้ หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40%ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งเงินเดือนไม่สูงนัก

    การที่เด็กไทยเสียโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้ทำการคำนวณว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จตั้งแต่ในอดีต วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิดก็คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ (ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10ปี) สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14%ต่อปีหรือคิดเป็น 1.1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งฟังดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้วเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้าน (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11%ของ GDP และในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้นเข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ผลการศึกษาบอกเราว่า “ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็ผลไม่มาก แต่ระยะยาวจะมีผลมหาศาล ซึ่งแม้เราจะเริ่มปฏิรูปการศึกษากันในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีก 10ปีกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดีจะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า เราต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้จะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

  • Aug 23 , 2016

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมมือกับ เว็บไซต์อาลีบาบา ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของจีน ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐีแจ็ค หม่า (Jack Ma) ลงนามความร่วมมือสร้างหลักสูตรอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพาร์ทเนอร์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างหลักสูตรประกาศนียบัตรอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ประกอบการไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มุ่งสร้างเด็กหัวการค้ายุค 4.0 และร่วมจัด Exclusive Dream Trip เป็นครั้งแรกกับการเดินทางไปฝึกอบรมอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่สำนักงานใหญ่ Alibaba.com หางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    รองศาสตราจารย์ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า Alibaba ประเทศไทย มีความตั้งใจเดียวกันกับมหาวิทยาลัยและหอการค้าไทย ที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ให้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งทิศทางในอนาคตอีคอมเมิร์ซเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ และซื้อขายเป็น เพราะจะทำให้สินค้าที่ขายมีหน้าร้านอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะต้องถูกปั้นให้เป็นเด็กหัวการค้ายุค 4.0 หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship)

    ด้าน Mr.Jerry Wu Country Manager for Alibaba.com Thailand เปิดเผยว่า Alibaba.com มีความมุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริม SMEs ไทยให้มีความรู้และความสามารในการส่งออกสินค้า คนไทยรู้จักอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดความเชื่อมั่นและไว้ใจระบบว่ามีความปลอดภัย รวมถึงความรู้ในการส่งออก Alibaba.com จึงต้องการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นแห่งแรกเพื่อสร้างคอร์สฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจในการซื้อขายแบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น สามารถขยายธุรกิจไปขายยังต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในภาพรวมด้วย โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs สมัครเป็นสมาชิกเข้าไปซื้อขายใน Alibaba.com ประมาณ 5,000 ราย ทั้งนี้  Alibaba.com เลือกพันธมิตรที่ดีอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพราะเล็งเห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการของไทยเหมือนกัน

    คุณสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ดีพอเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต การร่วมมือกันในวันนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับ Alibaba.com จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมาชิกของหอการค้าไทยซึ่งมีจำนวน 80,000 คนทั่วประเทศให้ขยายธุรกิจของตนเองไปขายทั่วโลกได้ในอนาคต

    โดยภายใต้การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านอีคอมเมิร์ซให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมถึงผู้ประกอบการชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมด้านการค้าออนไลน์ในแบบฉบับของ Alibaba.com เทคนิคการเปิดร้านออนไลน์ให้มีรายได้เป็นล้านต่อปี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ Alibaba Chinese Gold Members

     

  • Aug 23 , 2016

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่อันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยของโลก โดยตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 60 พร้อมเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์ไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปางตามลำดับ เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน (SustainableUniversity) อย่างแท้จริง

    ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมและพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกตระหนักและร่วมกันหาหนทางแก้ไข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาจึงมีนโยบายมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University) โดยมีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ โครงการไบค์แชร์ริ่งอัตโนมัติ สวนสาธารณะพลังงานแสงอาทิตย์ ร้านกาแฟพลังงานแสงอาทิตย์ ธนาคารขยะ การผลิตไบโอแก๊สจากเศษอาหาร เป็นต้น โดยโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เปิดตัวในวันนี้คือโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟ หรือ "ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร” ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยตั้งเป้าติดตั้งให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 15 เมกะวัตต์ภายในปี 2560

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ.กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด ไม่เกิดคาร์บอนที่เป็นสาเหตุของสภาวะเรือนกระจก โดยภายในปี 2559 นี้จะติดตั้งโซลาร์รูฟที่ผลิตไฟฟ้าได้ 6 เมกะวัตต์ และภายในปี 2560 ซึ่งจะติดตั้งได้อีก 9 เมะวัตต์ รวมเป็น 15 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด 3 อันดับแรกเป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาคือ Colby College 30 เมกะวัตต์   Arizona State University 24 เมกะวัตต์ และ University of California 16 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะผลิตได้ 15 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 4 ของโลก และจะเป็นอันดับ 1 ของเอเชียที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ใช้ไฟฟ้าปีละประมาณ 70 ล้านหน่วย เฉลี่ยเท่ากับวันละประมาณ 190,000 หน่วย ดังนั้น โครงการดังกล่าว จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 75,000 หน่วย ซึ่งถือเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ 

    รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และบริหารศูนย์รังสิต มธ. กล่าวว่า นอกจากการติดตั้งโซลาร์รูฟที่ศูนย์รังสิตแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีแผนงานเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์ไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งหมด ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง ตามลำดับ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านพลังงานและความยั่งยืน ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศต่อไป

     

     

Management

  • Jul 07 , 2016

    การบริหารจัดการพนักงานที่เป็นคนเก่ง หรือที่เรียกว่า Talent ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก สำหรับองค์กร ด้วยความเก่งที่มีจำนวนจำกัด บวกกับโอกาสที่มีเข้ามามากมาย ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เหตุผลคือ หนึ่ง เพื่อรักษาให้พวกเขาอยู่กับองค์กรได้ยาวนาน และสอง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดูแลคนเก่งขององค์กรจึงมีหลากหลายรูปแบบ

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

 
 

Cool Case

  • Jul 23 , 2016

           จัดเทสต์รถกันครั้งแรกและ 5 รุ่นรวด สำหรับ MINI แบรนด์รถคอมแพ็คหรูจากอังกฤษที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งทีมนิตยสาร MBA ได้ทดลองขับดูว่ามีความเป็น Go Kart Feeling มากน้อยแค่ไหน ในงาน MINI Driving Experience 2016 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

  • Jun 23 , 2016

           จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์