เฉลิมฉลอง 100 ปี ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน-กิจกรรมพิเศษ

 

ธนาคารออมสินเชิญชวนลูกค้า และประชาชนทุกภาคส่วน ในฐานะคนสำคัญในการนำพาธนาคารออมสินให้เติบโตมาได้ถึงทุกวันนี้ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน พร้อมกัน เพื่อก้าวสู่ปีที่ 101 ธนาคารออมสินอย่างสง่างาม

ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
สลากออมสิน
เงินฝากสลากออมสินพิเศษ 3 ปี ฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน แจกทองคำรวมน้ำหนัก 1,200 บาท จากทองคำรวม 544 รางวัล โดยรางวัลที่ 1 มีมูลค่าน้ำหนักทองคำสูงสุด 100 บาท เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม - 30 กันยายน 2556 โดยยังสามารถลุ้นรางวัลประจำเดือนได้ 36 ครั้ง เช่นเดิม เมื่อฝากครบ 3 ปี ได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 3

กิจกรรมพิเศษแจกสลากออมสิน
ลูกค้า 100 ท่านแรกที่ใช้บริการที่ธนาคารออมสินทุกสาขาในวันที่ 1 เมษายน 2556 จะได้รับสลากออมสินพิเศษฉลอง 100 ปี ธนาคารออมสิน เป็นของขวัญ

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 100 + 1
เปิดรับฝากเงินตั้งแต่วันที่ 1 - 30 เมษายน 2556 ระยะเวลาฝาก 101 วัน เปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.00 ต่อปี

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษเกษียณสุขสันต์
เปิดรับฝากเงินตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2556 ระยะเวลาฝาก 10 เดือน โดยเปิดบัญชีเงินฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย Step Up เป็นดังนี้ เดือนที่ 1-3 ร้อยละ 1.5 ต่อปี เดือนที่ 4-6 ร้อยละ 2.5 ต่อปี เดือนที่ 7-9 ร้อยละ 3.5 ต่อปี เดือนที่ 10 ร้อยละ 10 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 3.25 ต่อปี

เงินฝาก GSB Life
ออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 10/1
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สำหรับลูกค้าวัยเกษียณ อายุ 55-80 ปี เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการออม ส่งเงินฝากเพียง 1 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองพร้อมผลประโยชน์ถึง 10 ปี ทุนประกันตั้งแต่วงเงิน 100,000 - 3,000,000 บาท

กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับผลตอบแทนทุกปี ปีที่ 1 รับ 2% ของทุนประกัน ปีที่ 2 รับ 2.5% ปีที่ 3 รับ 3% ปีที่ 4 รับ 4% ปีที่ 5-9 รับ 5% และปีที่ 10 รับผลตอบแทนสูงถึง 109% รวมรับผลประโยชน์ตลอดสัญญา 145.5% กรณีผู้ฝากเสียชีวิต ธนาคารจะจ่ายทุนประกันตามระยะเวลากรมธรรม์ สูงสุด 109% ของวงเงินทุนประกัน

เงินฝากนี้สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับเบี้ยประกันชีวิต

ออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 6/1
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า สำหรับลูกค้าวัยเกษียณ อายุ 55-80 ปี เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการออม ส่งเงินฝากเพียง 1 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองพร้อมผลประโยชน์ 6 ปี ทุนประกันตั้งแต่วงเงิน 100,000 - 3,000,000 บาท

กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับผลตอบแทนทุกปี ปีที่ 1 รับ 2% ของวงเงินสงเคราะห์ และเพิ่มขึ้นทุกปี ปีที่ 6 รับผลตอบแทนสูงถึง 109% รวมรับผลประโยชน์ตลอดสัญญา 125.5% กรณีผู้ฝากเสียชีวิต ธนาคารจะจ่ายทุนประกันตามระยะเวลากรมธรรม์ สูงสุด 109% ของทุนประกัน

ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ธนาคารออมสิน ขอมอบความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุปีแรกฟรี ในทุนประกัน 100,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เงินฝาก GSB Life แบบออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 6/1 หรือ แบบออมสินเกษียณเพิ่มทรัพย์ 10/1 แบบใดแบบหนึ่ง

ออมสินมรดก
เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบประกันชีวิตที่อัตราส่งเงินฝากต่ำ ความคุ้มครองสูง มีระยะเวลาส่งเงินฝากให้เลือกตามความเหมาะสม 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี คุ้มครองชีวิตจนถึงผู้ฝากอายุ 90 ปี เปรียบเสมือนเป็นการสร้างมรดกเงินสดให้กับบุคคลในครอบครัวที่คุณรักและห่วงใย และมีส่วนช่วยในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความมั่นคง ทุนประกันเริ่มต้น 100,000 - 10,000,000 บาท
กรณีผู้ฝากมีชีวิตอยู่จะได้รับเงินผลประโยชน์ 100% ของทุนประกัน และหากผู้ฝากเสียชีวิต ผู้รับประโยชน์จะได้รับทุนประกันที่เป็นเสมือนมรดกเงินสด 100% ของทุนประกัน
เงินส่งฝากออมสินแบบมรดกยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับเบี้ยประกันชีวิต

กิจกรรมพิเศษ
ก่อนก้าวย่างสู่ศตวรรษที่ 2 (เริ่มปีที่ 101)
ในคืนวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้บริหาร พนักงานและลูกค้าจะร่วมกันตั้งจิต ประกอบพิธีสวดมนต์ข้ามศตวรรษ ณ หอประชุมบุรฉัตร จากนั้น วันที่ 5 เมษายน 2556 ร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือ 101 ตัว ณ วัดพระศรี-มหาธาตุวรมหาวิหาร และในเดือนธันวาคม 2556 จัดบรรพชา-อุปสมบท พระ เณร รวม 101 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วันออมสิน
วันที่ 1 เมษายน 2556 จัดพิธีทำบุญใหญ่เลี้ยงพระ “ทำบุญขอบคุณประเทศไทย” ณ สำนักงานใหญ่ สำนักงานภาค และสาขา พร้อมกันทั่วประเทศ จำนวนกว่า 8,000 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระผู้ก่อตั้ง พระประมุขของชาติ ขอบคุณลูกค้า และขอบคุณประเทศไทยที่ทำให้ธนาคารดำเนินกิจการมาถึงวันนี้ ...

ท่านที่มาร่วมทำบุญกับธนาคารออมสินจะได้รับ “แสตมป์ที่ระลึก 100 ปีธนาคารออมสิน” แบบบล๊อก 4 ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำให้เป็นกรณีพิเศษ (ของมีจำนวนจำกัด)

นอกจากแจกของที่ระลึก “กระปุกออมสิน 100 ปี” แก่ผู้ฝากเงินในวันที่ 1 เมษายนแล้ว (ฝากขั้นต่ำ 200 บาท /1 ชิ้นต่อ 1 บัญชี – ของมีจำนวนจำกัด) ธนาคารยังออกผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออม อาทิ เงินฝากเงื่อนไขพิเศษสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้เกษียณ สุดยอดโปรโมชั่นสลากออมสินพิเศษ ฉลอง 100 ปี และเพื่อปลูกฝังการออมให้กับเด็กเรียกว่าเริ่มต้นกันตั้งแต่เกิด ธนาคารยังคงมอบทุนประเดิม 500 บาท เปิดบัญชีสำหรับเด็กที่เกิดในวันที่ 1 เมษายนในปีนี้ด้วย และเตรียมพบกับ สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษแก่ลูกค้าดีที่มีความผูกพันกันมา

“มหกรรม 100 ปี ธนาคารออมสิน 12 ปี ธนาคารประชาชน”
เป็นการจัดกิจกรรมคืนประโยชน์แก่ลูกค้าและสังคม โดยการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์จากชุมชน และ ลูกค้าโครงการธนาคารประชาชน กว่า 700 ร้านค้า ชวนมาช็อป และชิมของอร่อยร้านเด็ดจาก 4 ภาค แต่ละวัน พบกับดารา และชมคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ณ อาคารชาแลนด์เจอร์ 3 เมืองทองธาณี วันที่ 8-14 กรกฎาคม 2556

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

  • Jul 22 , 2014

    กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ขอเชิญผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดศิลปกรรม "นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต" ครั้งที่ 26 ประจำปี 2557 ในหัวข้อ “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ผู้ที่ชนะการประกวด จะได้เข้ารับโล่รางวัลเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 พร้อมลุ้นรับเงินรางวัลและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา โดยประเภทของการประกวดแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับนักเรียนชั้นอนุบาลไปจึงถึงระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป รวมทั้งได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก กรมศิลปากร, พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลป์ยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

    เปิดรับสมัครและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฏาคม 2557 ที่บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด หรือสมัครและส่งผลงานในวันที่ 1- 5 สิงหาคม 2557 ได้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ประกาศผลการตัดสินวันที่ 13 สิงหาคม 2557 สามารถเข้าไปดาวน์โหลดใบสมัครพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toshiba.co.th เข้าเมนูหลัก “กิจกรรมเพื่อสังคม”

  • Jul 21 , 2014

    กรุงเทพฯ (18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557) – มาสเตอร์การ์ด จับมือพันธมิตร บอร์เดอร์ฟรี ผู้นำการให้บริการด้านการค้าข้ามประเทศ มอบข้อเสนอสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากร้านค้าชั้นนำในสหรัฐอเมริกาที่ร่วมรายการ กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันเป็นปีที่สามระหว่างมาสเตอร์การ์ด และบอร์เดอร์ฟรี เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสเตอร์การ์ด ในการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร และเพื่อให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่คุ้มค่า ราบรื่น และปลอดภัย  

    ขอเสนอสุดพิเศษนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 14 กรกฎาคม 2557 ซึ่งตรงกับเทศกาลลดราคาช่วงฤดูร้อนในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดในประเทศไทย จะได้รับสิทธิในการจัดส่งฟรีเมื่อสั่งสินค้ามากว่า 100 เหรียญสหรัฐ จาก 9 ร้านค้าที่ร่วมรายการ*  

    ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดสามารถพิมพ์รหัส MCSHOP ก่อนทำรายการผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ด กับร้านค้าออนไลน์ร่วมรายการ  ได้แก่  Aéropostale, Adriano Goldschmied, Bloomingdale’s, Eileen Fisher, Elie Tahari, Jos A. Bank, Lands’ End, Lane Bryant และ MotoSport โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ จำนวนเงินทั้งหมดจะแสดงในค่าเงินบาท และสินค้าจะถูกส่งมาที่บ้านโดยไม่ต้องรอนาน

    มร.เดวิด ชาน รองประธานการพัฒนาตลาดของ มาสเตอร์การ์ดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เมื่อโลกของเรามีการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะหาซื้อสินค้าจากร้านค้า หรือแบรนด์จากต่างประเทศมากขึ้นผ่านการช็อปปิ้งทางออนไลน์ การร่วมมือของเรากับ บอร์เดอร์ฟรี จะสามารถช่วยให้ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ด สามารถประหยัดค่าขนส่งสินค้า และยังช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ดีๆ แห่งการช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์ของลูกค้าให้เป็นไปอย่างสะดวกสบาย ราบรื่น และปลอดภัยที่สุด”

    “การร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องกับมาสเตอร์การ์ด ไม่เพียงแต่ทำให้เราสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ด แต่ยังเป็นประโยชน์แก่ร้านค้าที่เป็นพันธมิตรกับ บอร์เดอร์ฟรี ที่พร้อมจะเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชีบตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย” มร.ไมเคิล เดอซิโมน ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บอร์เดอร์ฟรี กล่าว “เรายังคงมีแผนที่จะเป็นคู่ค้าสำคัญกับมาสเตอร์การ์ดต่อไปอีก เพื่อมอบสิทธิพิเศษดีๆ จากแบรนด์ดังต่างๆ ในสหัฐอเมริกา ให้กับผู้บริโภคจากทั่วทุกมุมโลก"

School Move

  • Jul 09 , 2014

    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.ดีพัค ซีเจน เป็นผู้อำนวยการคนที่สองของศศินทร์ ต่อจาก ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหมายเลขหนึ่งของสถาบันฯ ซึ่งดูแลศศินทร์มาตลอด 32 ปี

                สำหรับผู้อำนวยการคนใหม่ของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศไทยท่านนี้ ได้ผ่านประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะนักศึกษาและผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในระดับนานาชาติ อย่างการดำรงตำแหน่งคณบดีของสถาบันการจัดการเคลลอก์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในปี 2544-2552 ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังได้รับเชิญมาช่วยบรรยายในสาขาวิชาการตลาดที่ศศินทร์มาตั้งแต่ปี 2532 และกับความภาคภูมิใจล่าสุด ที่ศาสตราจารย์เจน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานศาสตราจารย์ด้านการตลาดของ INSEAD และดำรงตำแหน่งคณบดีของ INSEAD ที่เมืองฟอนเตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี 2554-2556 ด้วย

     

                ด้าน ศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ได้กล่าวถึงผู้อำนวยการศศินทร์คนใหม่ว่า เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะนำพาศศินทร์ให้ก้าวสู่ทศวรรษที่สี่อย่างสวยงามต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาศาสตราจารย์เจน ได้เข้ามาร่วมงานกับศศินทร์โดยเริ่มเข้ามาสอนตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา จึงมีนิสิตศศินทร์ทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์การเรียนกับท่าน ซึ่งแทบทุกคนล้วนให้ฟีดแบกกลับมาว่า ศาสตราจารย์เจนมีวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้อย่างดี ส่วนในด้านงานบริหารด้วยโปรไฟล์ที่ท่านมี ศาสตราจารย์เติมศักดิ์มั่นใจว่าศาสตราจารย์เจนจะมาสืบสานปณิธานของศศินทร์ต่อและนำพาศศินทร์ให้ก้าวเข้าสู่สถาบันด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนต่อไปได้ไม่ยาก

                ในโอกาสการรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ศาสตราจารย์เจน ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสมาสานต่องานของศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผมนับถือเพราะท่านได้ให้คำแนะนำดีมาตลอด 25 ปีที่ผมได้รู้จักกับศศินทร์ และรู้สึกตื่นเต้น ภูมิใจมาก ที่จะได้ร่วมงานกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันแห่งนี้ ผมตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ผมมีมาใช้พัฒนาและสร้างบัณฑิตคุณภาพให้กับศศินทร์ต่อไป”

                นอกจากนั้นศาสตราจารย์เจนยังเผยเพิ่มเติมว่า จากการที่ศศินทร์ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้นานาชาติแห่งใหม่ (ศศภูมิ) ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อีกว่าศศินทร์จะรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกการศึกษาสาขาวิชาการจัดการและเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนได้ในเวลาไม่ช้าอย่างแน่นอน

  • Jun 18 , 2014

    กรุงเทพฯ 17 มิถุนายน 2557 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม ภายใต้แนวคิดของไมโครซอฟท์เป็นที่แรกของโลก  โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเตรียมโครงการมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และถือเป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ และสองโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี  ในการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการฝึกฝนทักษะสำคัญในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป

    แนวคิด สมาร์ท คลาสรูม ของไมโครซอฟท์ ประกอบไปด้วยการผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ความพร้อมของบุคลากรครู  2) เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล  3) ซอฟต์แวร์และบริการ และ 4) ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทั้งสองโรงเรียน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน (พฤษภาคมถึงกันยายน)

    “ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์  ได้มุ่งมั่นและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพการศึกษาทั่วโลก โดยเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาทักษะครูและบุคลากรในภาคการศึกษาไปแล้วกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15 ปีทีผ่านมา และหากมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว การลงทุนด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 323.8 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้” นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

    ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทักษะความสามารถอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ หรือการสื่อสารและประสานงานกับผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงมีความตั้งใจที่จะวางรากฐานด้านการศึกษาที่มั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอน

    “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนนั้น จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ครอบคลุมถึงทุกด้านของการเรียนรู้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียน และเมื่อเร็วๆ นี้  ไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน 8 ล้านคน และบุคลากรครูอีก 4 แสนคนสามารถเข้าถึง Office 365 เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศไทยอย่างยั่งยืน  โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Making 70 Million Lives Better’ และสำหรับโครงการนำร่องในครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันและหน่วยงานด้านการศึกษา พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคอนเทนท์หรือผู้ผลิตดีไวซ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างรอบด้านและทั่วถึง” นายฮาเรซกล่าวเสริม

    “การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นเท่านั้น”  ดร. สุนีย์ สอนตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี กล่าว “เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนให้เชื่อมถึงกันผ่านโลกดิจิตอล เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกสมองและทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการทำงานต่อไปในอนาคตของเด็กไทย”

    นายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา เสริมอีกว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้เราได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดในการใช้งานจริง โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนทั่วประเทศ และเราหวังว่าผลสรุปของโครงการนี้ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จะช่วยส่งเสริมเด็กไทยในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบ”

    นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนแล้ว โซลูชั่นเพื่อการศึกษาแบบครบวงจรในโครงการนำร่องนี้ยังเน้นการมอบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียนอีกด้วย

    นายฮาเรซเผยอีกว่า “จากการสำรวจโดย SafeGov.org องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ชี้ให้เห็นว่ากว่า 87% ของผู้ปกครองคนไทยมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า สำหรับไมโครซอฟท์เอง เรามีจุดยืนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงทำให้ระบบ สมาร์ท คลาสรูม ของเราสามารถรักษาข้อมูลของทั้งครูและนักเรียนให้ปลอดภัย ไม่รั่วไหลออกไปภายนอก”

       

    ภายใต้โครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม นี้ นักเรียนและครูจากทั้งสองโรงเรียนจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการคลาวด์ต่างๆ ของไมโครซอฟท์ พร้อมด้วยเนื้อหาและเครื่องมือเพื่อการศึกษาจากผู้พัฒนาคอนเทนท์และพันธมิตรชั้นนำ บนอุปกรณ์แท็บเล็ตจากเอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ASUSTek Computer) นอกจากนี้ โครงการ สมาร์ท คลาสรูม ยังได้รับการสนับสนุนจากอินเทลในด้านการวางแผนและจัดทำระบบการเรียนรู้อีกด้วย

    ทั้งนี้ โครงการนำร่องของไมโครซอฟท์ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการศึกษาไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำโครงการ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริติช เคานซิล ประเทศไทย ทั้งนี้ ทางไมโครซอฟท์และโรงเรียนจะมีการประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนลงในเดือนกันยายน 2557 ก่อนจะจัดทำรายงานสรุปประสิทธิผลของโครงการให้กับ สพฐ. ต่อไป

    ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการนำร่องในครั้งนี้  ไมโครซอฟท์ได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อทดลองและสำรวจความเป็นไปได้ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา เช่น โครงการมาเจลแลน (Magellan) ที่สร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในระบบการศึกษาของประเทศโปรตุเกส  และเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนในรูปของคะแนนการประเมินผลนักเรียนในโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development)

  • Jun 10 , 2014

     
     
    ไมโครซอฟท์ เปิดอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มอบสิทธิ์การใช้งานระบบคลาวด์เพื่อการทำงานและสื่อสาร Offi ce 365 for Education ให้แก่นักเรียน 8 ล้านคนและบุคลากรครูอีก 400,000 คนทั่วประเทศไทย โดยข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการยืดเวลาและครอบคลุมไปถึงการสานต่อความสำเร็จของโครงการ Partners in Learning ไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางระบบคลาวด์เพื่อการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ทั่วโลกทีเดียว
     
      
     
    ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวหลังการลงนามความร่วมมือย้ำถึงปณิธานของไมโครซอฟท์ว่า “ไมโครซอฟท์เชื่อเสมอมาว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดนี้ถือเป็นการเน้นย้ำความมุ่งมั่นของเราในการร่วมพัฒนาประเทศไทย โดยการยกระดับระบบการศึกษาในภาพรวมด้วยเทคโนโลยี ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ลงทุนด้านการศึกษาในประเทศไทยไปแล้วกว่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (156 ล้านบาท) ภายใต้วิสัยทัศน์ “We Make70 Million Lives Better” โดยนอกเหนือจากการศึกษาภายในโรงเรียนแล้ว โครงการMicrosoft YouthSpark ยังมอบโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีความพร้อมสำหรับชีวิตการทำงานในอนาคต หรือการเปิดกิจการเป็นของตนเองด้วย”

     

  • Jun 10 , 2014

     

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดโครงการวิจัยกิจกรรมนำร่อง “โครงการ ยลเสน่ห์...ตำนานตลาดพลู Talad Phlu Chronicle” พาผู้สนใจและสื่อมวลชนสัมผัสเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าในชุมชนบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีพื้นที่ที่มีตำ นานเก่าซึ่งยังลมหายใจนาม “ตลาดพลู” โดยการศึกษาวิจัยได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

      
    ในวันงาน แม้อากาศจะร้อนแรง แต่ด้วยสีสันของตลาดพลู ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ วัดวาอารามที่สวยงาม รวมถึงภูมิทัศน์ของความเป็นชุมชนโบราณไมตรีจิตของชาวชุมชนที่ส่งยิ้มทักทายอยู่ตลอดการเดินชมชุมชน รวมถึงของอร่อยขึ้นชื่อของย่านนี้ อย่างหมี่กรอบ ร.5 ขนมเบื้องโบราณ ขนมกุยช่ายตลาดพลูเลื่องชื่อ พาให้ผู้ร่วมเดินชุมชน และผู้ปั่นจักรยานชมชุมชนเพลิดเพลินจนลืมร้อนกันไปเลย และโอกาสนี้ก่อนปิดงาน ยังมีการมอบประกาศนียบัตรโครงการหนูน้อยนำเที่ยวฯ ให้กับเยาวชนชาวตลาดพลูที่มาให้ข้อมูลดีๆ ตลอดการนำเที่ยวครั้งนี้อีกด้วย

     

  • Jun 09 , 2014

    เผยเป็นงานวิจัยที่ให้ความรู้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุนนิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ คว้ารางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” จากงานวิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  เผยเป็นงานวิจัยที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีและความเสี่ยงต่ำ  ทั้งยังเป็นการให้ความรู้พื้นฐานสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งรายย่อยและสถาบัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพและช่วยลดโอกาสที่หุ้นในตลาดจะมีราคาสูงมากเกินมูลค่าที่แท้จริง

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ในฐานะผู้วิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (Selection of Investment Strategies in Thai Stock Market) เปิดเผยถึงเนื้อหาของผลงานวิจัยดังกล่าวว่า  ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมหลายๆรูปแบบ  แล้วนำมาทดลองในแบบจำลอง ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548  ถึงเดือนพฤษภาคม 2556  ผลปรากฏว่ากลยุทธ์การลงทุนพอร์ตโฟลิโอของหุ้นตัวเล็กแบบเน้นคุณค่าเป็นกลยุทธ์เดียวที่สามารถชนะตลาดได้  ซึ่งมีค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe ratio) สูงกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พบว่าถ้านำเอาเรื่องคุณภาพของหุ้น เช่น ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์  มาพิจารณาเพิ่มเติมในกลยุทธ์การลงทุนเหล่านั้น จะส่งผลทำให้การลงทุนหลายกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นและมีความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถชนะตลาดได้  นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องคุณภาพยังช่วยบรรเทาการลดลงของผลตอบแทน ในช่วงตลาดขาลงได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุนระดับบัณฑิตศึกษา” ที่ศศินทร์ได้เข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีก 16 สถาบันทั่วประเทศ  เช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และสถาบันอื่น ๆ ที่สอนเกี่ยวกับวิชาการเงิน  โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยดังกล่าว  และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น  รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละปี  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้วิจัยนำมาศึกษาและนำเสนอผลงานวิจัย เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกผลงานวิจัย โดยมีคณะกรรมการจากสถาบันการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการเงิน คัดเลือกว่าผลงานวิจัยใดเหมาะสมกับการได้รับรางวัล  โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท  คือ รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาเอก รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาโท และรางวัลงานวิจัยขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย

    โดยในปีนี้ ผลงานวิจัยของนายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ได้รับรางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” โดยได้รับการโหวตสูงสุดจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการต่างๆที่อยู่ในธุรกิจการเงินทั่วประเทศ 

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  เปิดเผยว่าผลงานวิจัยดังกล่าวโดนใจคณะกรรมการน่าจะเป็นเพราะผลงานวิจัยนี้ให้ความรู้เรื่องกลยุทธ์การลงทุนกับนักลงทุนทุกกลุ่ม ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนักลงทุนรายย่อย  และสถาบันรวมทั้งกองทุนต่างๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ เนื้อหาของผลงานวิจัยนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว  เพื่อให้นักลงทุนและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาได้  และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์การลงทุนได้เข้าใจมากขึ้น

    ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  มีมุมมองเพิ่มเติมว่าการนำเสนอเนื้อหาของงานวิจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยให้นักลงทุนทั่วไปตระหนักถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆของหลักทรัพย์ที่ควรนำมาพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนบางกลุ่มที่ขาดความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง แปรปรวนไปตามกระแสข่าวลือต่างๆในตลาดได้ ซึ่งเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเลือกลงทุนด้วยการวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นแล้ว นักลงทุนเหล่านั้นจะรู้ว่าหุ้นแต่ละตัวควรมีราคาที่เหมาะสมอย่างไร  เป็นการช่วยให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะพบหุ้นที่มีราคาสูงมากเกินความจริงก็จะมีน้อยลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหุ้นอีกด้วย

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Feb 26 , 2014

    วันแรกที่เดินทางไปถึง “เวียงจันทน์” เรามีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง พูดคุยกับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมืด ก็สัมผัสได้ถึงความมีไมตรีจิตของคนลาว ยิ่งได้ไปเดินริมโขง เห็นคนลาวจำนวนมากมาออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน แล้วก็รอดูพระอาทิตย์ตกร่วมกัน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องเร่งรีบของคนที่นี่ทำให้เวลาเดินช้ากว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย