TBANK ควบ SCIB “เราจะโต”

 alt

 

หากใครที่เคยดูหนัง Gung Ho (1986) ของผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด นำแสดงโดย ไมเคิล คีตัน คงจะได้เห็นความแตกต่างของ 2 วัฒนธรรมการทำงานที่อยู่คนละซีกโลก ระหว่าง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” ที่ต้องอาศัยความพยายามยิ่งยวด ในการจูนคลื่นเข้าหากัน

 

 

หนังเรื่องนี้ พูดถึงบริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไป take over บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกา ซึ่งในห้วงเวลานั้นกำลังเจอพิษวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างแรง จนทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องปิดฉากลง ผู้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว Gung Ho ทำให้เราเห็นว่า ระเบียบ กฎเกณฑ์การทำงาน และสไตล์การบริหารคนของญี่ปุ่นกับอเมริกันนั้น ช่างแตกต่างกันมากมาย การทำงานที่ไม่ยอมปรับตัวเองเข้าหากัน นำมาซึ่งความแตกแยกย่ำแย่มากขึ้น ซึ่งกว่าทั้ง 2 จะปรับเข้าหากันได้ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกัน

 

นั่นคือภาพสะท้อนในโลกความเป็นจริง ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ของการควบรวมกิจการ และความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นหัวใจนำพาให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้ภายหลังการควบรวมกิจการ

 

ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าไม่มีเส้นทางไหนอีกแล้วที่จะทำให้ธุรกิจโตพรวดพราดได้เท่ากับการควบรวมกิจการ และไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือไม่ดีอะไรในการควบรวมกิจการ เพราะบางองค์กร ควบเพื่อรอด ควบแล้วโต แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม 

 

ถ้าจะว่าไปกลยุทธ์การซื้อขายกิจการถือกันว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายลามไปยังส่วนต่างๆ ของโลก สำหรับในบ้านเราการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกปี 2533 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 
ธนสยาม จำกัด เข้าซื้อหุ้น บริษัท สามชัยอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จนครอบครองหุ้นกว่า 10% แต่ถ้าพูดถึงสถาบันการเงิน ขอยกตัวอย่าง การควบรวมที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ในการควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังการรวมตัวกันเป็นผลให้ธนาคารทหารไทยกลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านบาท เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของธนาคารรัตนสิน และซื้อหุ้นของธนาคารเอเชีย จาก ABN Amro

 

และล่าสุดการควบรวมของ ธนาคารธนชาต ที่ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ ธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนฟื้นฟู ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในเชิงธุรกิจ เพราะแต่ละฝ่ายมีความชำนาญที่ต่างกันออกไป

 

ว่ากันถึงอายุอานาม ธนาคารนครหลวงไทย ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานถึง 69 ปี ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ธนาคารแห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมาจนจะปิดแบงก์ก็หลายครั้ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ถือเป็นแบงก์ขนาดกลาง มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 7

 

ขณะที่ทางด้านธนาคารธนชาต แม้อายุจะยังเยาว์เพียงแค่ 8 ปี และมาจากการรวมกันของสถาบันการเงิน 5 แห่ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นแบงก์ขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนต้องจับตามอง

 

และเมื่อทั้ง 2 แบงก์รวมกันจะทำให้ขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 แสนล้านบาท โตพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กลายเป็นแบงก์ใหญ่ที่น่ากลัวไม่เบา แต่จะน่ากลัวแค่ไหน ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียดของแต่ละแบงก์ ว่าจะเข้ากันได้ดีเพียงใด

 

 

ต่างคนต่างเก่ง

 

หากจะพูดถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การควบรวมกิจการแล้ว มีตั้งแต่การรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergies) บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในอนาคต

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด การควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่พลาดที่จะดูความสอดคล้องต้องกันในทางธุรกิจด้วย

 

ย้อนปูมไปเมื่อก่อตั้งธนาคารธนชาตเมื่อปี 2547 นั้น ธนชาตเป็นธนาคารขนาดเล็กที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำให้ธนาคารธนชาตเลือกที่จะปักธงไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

 

“คือ เราคิดว่าจะโตอย่างไร ขณะนั้นคิดว่าต้องสร้าง niche market เราก็ไปทางสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แล้วเราก็ทำได้ดีโตไปได้” สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นนั้นกับ MBA

 

แล้วกลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์ 25% เรียกว่า เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มาแรงทีเดียว แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับโอกาสเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เช่นนั้นดูจะเริ่มตีบตันไปเสียแล้ว

 

alt

 

ขณะที่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2484 ในชื่อ “ธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทย” ภายหลังได้มีการควบรวมกับธนาคารศรีนครในปี 2545 ปัจจุบันธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 47.58%

 

ทั้งนี้ ถ้าดูพอร์ตสินเชื่อของทั้ง 2 ธนาคาร จะเห็นว่า ส่วนใหญ่สินเชื่อของธนาคารธนชาตจะเป็นรายย่อย โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 95% ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิตเพียงนิดหน่อย ส่วนธนาคารนครหลวงไทย โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ฉะนั้น ภาพในเชิงธุรกิจของทั้ง 2 ธนาคาร จึงแทบจะไม่ซ้ำซ้อนกันเลย แถมโครงสร้างธุรกิจยังเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย

 

“ถ้ารวมกันแล้วประมาณ 50% เป็นสินเชื่อบุคคล คือรถ บ้าน บัตรเครดิต อีก 50% เป็นสินเชื่อธุรกิจ และเอสเอ็มอี ทำให้ balance กันดี สินเชื่อธุรกิจ เวลาปล่อยๆ ก้อนใหญ่ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยดี ความเสี่ยงกระจาย หลักการใหญ่ๆ เป็นฐานที่ทำให้เราสู้กับคู่แข่งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันมีฐานะลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะไม่ใช่เงินกู้เงินผ่อนอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นด้วยอย่างประกันชีวิต”

 

นอกจากนี้ การควบรวมยังทำให้โครงสร้างธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเชิงรายได้ เพราะสินเชื่อรถยนต์ จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งในแง่เวลาที่ดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวการซื้อธนาคารนครหลวงไทย ก็มีคำถามตามมาว่า “ซื้อนครหลวงไป แล้วทำ corporate loan เป็นหรือ?”

 

“ต้องบอกว่าจริงๆ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เราทำสินเชื่อ corporate มา เราซื้อหนี้ ปรส. เราเอาบริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราช่วยระดมทุนธนาคารใหญ่ๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน เราก็ทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าตอนต้มยำกุ้งมา เราตั้งต้นใหม่ เราจำเป็นต้อง niche market ขึ้น ฉะนั้นเราทำเป็น ไม่มีปัญหา”

 

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารธนชาตสนใจธนาคารนครหลวงไทย โดยใช้เวลาศึกษานานร่วม 2 ปีก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ

 

“ดูต่อเนื่องกันมา 2 ปี ศึกษาและรอจนกระทั่งกองทุนฟื้นฟูประกาศขาย อันนี้เราพิจารณาร่วมกับโนวาสโกเทีย หุ้นส่วนด้วย 
ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ในการขยาย แล้วเราใหญ่ขึ้น บริการการเงินครบถ้วนขึ้น เป็นประโยชน์กับลูกค้า ความที่เราใหญ่ขึ้นทำให้สามารถพัฒนาเงินทุนในระบบดีขึ้น”

 

ไม่เพียงแค่นั้น สมเจตน์ ยังบอก
อีกด้วยว่า จริงๆ แล้ว ดีทั้งในเชิงธุรกิจของ
ธนชาต และยังเป็นการสนองตอบนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการควบรวมกิจการภายในประเทศเพื่อให้มีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้สถาบันการเงินสามารถลงทุนได้ดีขึ้น มี economy of scale ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่สำคัญ คือการนำไปสู่ความมั่นคง

 

สำหรับสาขา ซึ่งเป็นเสมือนแขนขาในการทำธุรกิจนั้น ดูเหมือนว่าธนาคารธนชาต จะใช้เวลาอันรวดเร็วในการสร้างสาขาถึง 200 กว่าสาขา ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยมี 400 กว่าสาขา ทันทีที่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้นประมาณปี 2554 จะมีสาขารวม 687 แห่ง และตู้เอทีเอ็มอีก 2,101 เครื่อง

 

“อย่างสาขาแม้จะซ้อนกันบ้างก็รวม แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดโต เราก็จะโตอีก ดังนั้น สาขายังจำเป็น”

 

สมเจตน์ เชื่อมั่นว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การทำให้ลูกค้าเห็นว่าธนาคารมีความมั่นคง และเมื่อมีความมั่นคงก็จะสามารถระดมเงินฝากมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ดีขึ้น “รายการนี้ทั้งสองแห่งไม่มีใครเป็นน้ำเสีย เขาแข็งแรง เราไปดูแล้ว เรียกว่าเอาเก่งสองคนมาร่วมกัน เก่งเล็กสองคนรวมเป็นเก่งใหญ่ โดยมีโนวาสโกเทียสนับสนุนอยู่ มันเป็นการผสมสานระหว่าง local expertise กับ international expertise จากโนวาสโกเทีย” 

 

 

Due Diligence ผ่าน

 

กลยุทธ์ในการเข้าควบรวมกิจการ มักจะพิจารณาหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดราคา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายหลังการซื้อหรือควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งจะทำทั้งในด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านการประเมินราคาทรัพย์สินที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำหนดราคานั้นมีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริง

 

หลายครั้งที่เมื่อทำ Due Diligence แล้วทำให้โครงการควบรวมต้องล้มเลิกไป อันเนื่องมาจากการตรวจพบว่า มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

 

“ตอนทำ Due Diligence ทางธนาคารธนชาตประเมิน 2 ด้านหลัก คือ 1. ดูทรัพย์สินปัจจุบันราคาจริงเป็นเท่าไร และ 2. ต่างคนต่างอยู่แบงก์จะเติบโตยังไง แต่ถ้ารวมกันแล้วด้วยเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ด้วยทรัพยากรบุคคลที่รวมกัน ด้วยฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ฐานต้นทุนดีขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมเอาไปขายเรียกว่า cross sale มูลค่าที่เพิ่ม เราพิจารณาจากพวกนี้ คำนวณตีค่าออกมาเป็นราคา ฉะนั้น ราคา 32.50 บาท/หุ้น ไม่แพง”

 

ดีลนี้ธนาคารธนชาต ต้องทุ่มทุน 68,000 ล้านบาท โดยจ่ายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1,005 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.58% ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 32,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์

 

ทั้งนี้ การจะตอบว่า คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น คงต้องดูต่อจากนี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่ดูกันไว้นั้นจะร่วมกันสร้างให้เป็นจริงหรือไม่?

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือหนี้เน่าที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสมเจตน์ กล่าวยอมรับว่า 
เรื่องเอ็นพีแอลยังไม่จบ และตอนทำ Due Diligence พอจะรู้อยู่ ก็ได้มีการหารือกันว่าวิธีที่จะได้ผลเร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คืออะไร

 

“มีหลายทางเลือก ใช้ทีมเก่าทำ หรือทีมเราก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เบื้องต้นหารือกันอยู่ มันจะแยกได้เป็นสองกลุ่ม corporate ก็เป็นรายๆ ไป ส่วนรายย่อยกระจายขนาดไหนก็ต้องดูกันต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ไม่หนักใจ เรื่องแก้หนี้เสีย สำหรับเราชิวๆ เพราะเราซื้อหนี้มาเยอะแล้ว ซื้อ ปรส. ผมเองเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บสท. แก้หนี้เสียระดับประเทศมาแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก”

 

alt

 

ไร้ปัญหาวัฒนธรรม

 

“หลักการควบรวมกิจการ ต้องดูว่าโมเดลชนกันไหม การสื่อสารเพียงพอที่จะสร้างความเข้าใจหรือไม่ และต้องมีความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ที่จะเดินต่อ” สมเจตน์ อธิบายถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบรวมกิจการ

 

ซึ่งโดยปกติการควบรวมกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จภายหลังการควบรวมแล้ว มักจะเกิดจากปัญหา เช่น การประเมินค่าสูงเกินไปสำหรับศักยภาพที่ได้จากการรวมกิจการนั้นๆ และการบริหารการรวมตัวกันหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างหนังเรื่อง Gung Ho ที่กล่าวถึงในตอนแรก

 

ว่ากันถึงสไตล์การบริหารงานของธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาต สมเจตน์ ฉายภาพให้เห็นว่า อันที่จริงไม่แตกต่างกันนัก โดยเหตุผลคือ ประการแรกทุกคนเห็นตรงกันว่าจะร่วมกันเพื่อขายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประการที่สอง การบริหารงานจะใช้หลักเลือกระบบงาน และผู้บริหารที่มีความสามารถ ประการที่สาม ทั้งคู่เป็นผู้บริหารมืออาชีพอยู่แล้ว

 

ประมวลจากคำพูดของ สมเจตน์ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างน่าจะราบรื่น เพราะ หนึ่ง ความขัดแย้งนั้นน้อยมาก และสอง ความซ้ำซ้อนในเชิงธุรกิจแทบไม่มี

 

“เราคนไทยด้วยกัน เราเข้าใจ คุยกันได้ ธุรกิจเหมือนกันไม่ตีกัน ก็จะมีเล็กๆ น้อยๆ ท่านประธานพูดชัดเจน เราใช้หลักฝีมือ ดูความสามารถ อย่างธนาคารนครหลวงไทยจัดเจนเรื่องสินเชื่อบ้าน คุณทำเลย เราจะเป็นฝ่ายตาม เพราะเป้าหมายของเราคืออะไรก็ได้ที่ดีกับลูกค้าและผู้ถือหุ้น”

 

ที่สำคัญ ทั้งธนาคารนครหลวงไทยเองเคยผ่านการควบรวมกับธนาคารศรีนครมาก่อนแล้ว ขณะที่ฝั่งธนาคารธนชาตเองก็ผ่านการร่วมกิจการกับโนวาสโกเทียเช่นเดียวกัน

 

 

“ผมว่าไทยกับไทยเนี่ยง่ายกว่าฝรั่งกับไทย เรามีประสบการณ์กับโนวาสโกเทีย ว่าเป็นฝรั่งที่เข้าใจไทย ปัญหาน้อย เขียนไทยได้เขียนไทย เขียนอังฤษได้เขียน เวลาพรีเซ็นต์พูดอังกฤษไม่ได้ ก็พูดไทย เดี๋ยวมีคนแปล เราไม่ให้ภาษาเป็นปัญหาอุปสรรค และที่สำคัญ ประธานกรรมการบันเทิง ตันติวิท พูดชัดเจนว่า ซื้อราคานี้เพราะเราเห็นค่าของทรัพยากรบุคคล แบงก์นครหลวงไทยไม่ได้มีแต่โต๊ะเก้าอี้ ฉะนั้นเรื่องคน อยู่ที่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญสร้างโพรดักท์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าหรือเปล่า”

 

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่ามีประสบการณ์ด้านธนาคารพาณิชย์มายาวนาน ดังนั้น ทรัพยากรบุคคลของแบงก์ย่อมมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญ การได้รวมกันจึงเป็นการประสานความเชี่ยวชาญของคน 2 กลุ่มซึ่งมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน

 

ทั้งนี้ โดยภาพรวมในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็คือการทำคำเสนอซื้อหุ้นคืน (tender offer) จากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารธนชาตจะเสนอรับซื้อหุ้นในราคาเดียวกับที่ซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

จากนั้น โดยภาพใหญ่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 2 ธนาคารไปอีกระยะหนึ่งจนกระทั่งทำแผนควบรวมแล้วได้รับอนุมัติจากแบงก์ชาติ คาดว่าต้นปี 2554 ก็จะเกิดการควบรวมจริงเหลือหนึ่งธนาคาร

 

โดยขณะนี้ผู้บริหารสองแห่งอยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อที่จะเปรียบเทียบ 
โพรดักท์เสนอลูกค้า ระบบงาน ระบบการตลาด ว่าตรงไหนที่เหมือนและต่างกัน แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเสนอผู้บริหารสูงสุดพิจารณาว่าควรจะใช้โพรดักท์แบบใด ใช้ระบบงานแบบไหน และระบบตลาดจะเป็นอย่างไร จากนั้นจะปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ธนาคารให้มีระบบที่ว่าเหมือนกัน เพื่อให้สามารถออกไปบริการลูกค้าได้ การวิเคราะห์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในแผนที่จะเสนอขออนุมัติจากแบงก์ชาติ นอกเหนือจากการนำเสนอสภาพคล่องของธนาคาร ความเพียงพอของเงินทุน ความราบรื่นของระบบ เพื่อมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการต่อเนื่อง

 

และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ปี 2554 ธนาคารธนชาตก็พร้อมที่จะทะยานออกไปต่อกรกับแบงก์ยักษ์ต่อไป

 

...........................................................

 

เรื่อง  รัชนี  พันธ์รุ่งจิตติ

ภาพ ฐิติวุฒิ บางขาม
 

 

MAGAZINE

 

 



New News

  • May 29 , 2015

    ครั้งแรกของประเทศกับการประกวดออกแบบผลงานจากเทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ โดย เชฟรอนประเทศไทย และ สวทช. ชิงรางวัลตั๋วเครื่องบิน พร้อมที่พักเพื่อเข้าชมงาน Maker Faire ประเทศเยอรมนี และชุดเครื่องพิมพ์แบบสามมิติ รวมรางวัลมูลค่ากว่า 600,000 บาท ขยายเวลารับสมัครถึง 22 มิถุนายน นี้ 

  • May 28 , 2015

     

    “โฮมโปร” มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ  ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ปรับกลุ่มสินค้า  พื้นที่  รองรับลูกค้าโซนกรุงเทพตะวันออก  เสริมทัพศูนย์การค้า มาร์เก็ตวิลเลจ ให้สมบูรณ์ ครบ สะดวกสบาย  ทุกความต้องการ คาดโกยยอดขายกว่า 100 ล้านบาท

    นายณัฏฐ์ จริตชนะ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมวัสดุ และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยว่า โฮมโปร ยังคงเดินหน้าในการปรับโฉมสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับลูกค้าที่มีความต้องการ เรื่องบ้าน ให้เป็นศูนย์รวมสินค้าเรื่องบ้านที่ครบวงจร และทันสมัยชัดเจนยิ่งขึ้น รองรับอัตราการเติบโตในภาคเศรษฐกิจ และอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นในย่านนี้โดยเฉพาะ โดยล่าสุดใช้งบประมาณกว่า 150 ล้านบาท ปรับโฉม โฮมโปร สุวรรณภูมิ ด้วยรูปแบบดีไซน์ใหม่ทันสมัยมากขึ้น ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ให้คุณช้อปได้มากกว่าเรื่องบ้าน 

    ขยายพื้นที่ทุกความสุขให้มากขึ้น บนดีไซน์ที่ทันสมัยให้คุณสนุกกับการตกแต่งบ้านได้ทุกวัน โดยได้มีการปรับ Zoning จัดแนวทางเดินเข้า - ออก ปรับตำแหน่งกลุ่มสินค้าใหม่ ให้สะดวกในการจับจ่าย และเข้าถึงแผนกต่างๆ ในการเลือกซื้อสินค้า Grouping จัดสินค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีการจัดเรียงสินค้าทุกหมวดเป็นระบบ สะดวกต่อการเลือกซื้อมากขึ้น Decoration การตกแต่ง และบรรยากาศ มีความทันสมัย เปิดโล่ง ปรับโทนสีให้ดูสบายตา เพื่อให้คุณสนุกกับการช้อปเรื่องบ้านได้ทุกวัน ความสะดวกสบาย เดินทางสะดวกสบายหลากหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางบางนา – ตราด(ออกทางคู่ขนาน),ถนนเทพารักษ์(กลับรถใต้สะพาน),ถนนกิ่งแก้ว (ข้ามสะพาน)สะดวกสบายกับที่จอดรถในร่มมากกว่า 2,000 คัน ร้านอาหารกว่า 20 แบรนด์ดัง เทรนด์แฟชั่นร้านค้าแบรนด์ดัง ครบทุกเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย และครบทุกการเรียนรู้ ของคุณหนูๆ ทั้งร้านหนังสือ โรงเรียนกวดวิชา สถาบันสอนดนตรี เพิ่มพื้นที่ โซน Gadget ซึ่งเป็นโซนใหม่ ด้านหน้า The Power ชั้น 1 ครบทุกเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้คุณไม่พลาดแก็ดเจ็ตใหม่ๆ หรือทุกเทรนด์ล้ำๆ “โฮมโปร” มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ  ยังรองรับความสุขที่มากกว่า กับหลากร้านค้าและบริการต่างๆ  ภายใน  โฮมโปร ยังเชื่อมต่อกับอาคารศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ  ซึ่งมีร้านอาหารกว่า 20 ร้านค้า  และ ธนาคาร ต่าง ๆ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมการเงิน ได้อย่างสะดวกสบาย  

     

  • May 27 , 2015

    คณะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี มีมติอนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง เพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ ดังนี้

    นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การบริหารกลาง ไปดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ แทนนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

     

    นายยุทธนา เจียมตระการ เป็น ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี โดยตำแหน่งเดิมคือ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจ – Compound & Formulation บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เคมิคอลส์ จำกัด

    นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ยังคงดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

    อนึ่ง การแต่งตั้งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไป

School Move

  • May 28 , 2015

    AIM ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมรับฟังรายละเอียดการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจ รวมถึงทุนการศึกษาในงาน "AIM MBA Chat" วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2558 เวลา 18.30 - 20.00 น. ที่โรงแรม The Courtyard by Marriott (ราชดำริ) กับ อาจารย์ปาจรีย์ อัครเดชเรืองศรี  อาจารย์ด้านการตลาด ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจ และรับทราบถึงรูปแบบการเรียนการสอนแบบ Harvard Case Methodology ซึ่งเป็นเอกลักษณ์แห่งเดียวในเอเชีย

    Asian Institute of Management (AIM) สถาบันชั้นนำแห่งเอเชียที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1968 ด้วยความร่วมมือของฮาร์วาร์ดบิสซิเนสสคูล นักวิชาการและกลุ่มนักธุรกิจในเอเชีย  เน้นการเรียนการสอนโดยใช้กรณีศึกษา ผสมผสานหลักการบริหารทางตะวันตกและการปรับใช้ตามแนวทางของตะวันออก เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระบวนการคิด วิเคราะห์และตัดสินใจในวิถีของเอเชีย

    AIM ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) มอบทุนการศึกษาให้กับผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และในปี 2558 นี้ AIM จัดสรรทุนการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จำนวน 25 ทุนทั้งแบบเต็มจำนวน และบางส่วน โดยผู้รับทุนมีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก

    สนใจสำรองที่นั่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ คุณปฐมา 081-582-8685 / คุณรุจี 085-056-5145

  • May 20 , 2015

     

    ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับกิจกรรมดีๆ “FF7 Fast & Fun by Stamford” ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดจัดขึ้นเพื่อแนะนำการวางแผนการเรียนในอนาคตสำหรับน้องๆม.ปลายเมื่อวันก่อน   งานวันนั้นเรียกได้ว่ารวมเหล่าดารา  นักแสดง  นักร้อง และติวเตอร์ชื่อดังไปร่วมแชร์ประสบการณ์การเรียนในสังคมนานาชาติอย่างออกรส  หนึ่งในนั้นคือ นางเอกสาวหน้าหวาน  น้องมิ้นต์ ชาลิดา  วิจิตรวงศ์ทอง  นักแสดงสังกัดช่อง 3  

    โดยสาวมิ้นต์เปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า “ตัวมิ้นต์เองตอนนี้เรียนที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด  สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (IBM) หลักสูตร Bilingual 2 ภาษาค่ะ   มิ้นต์มองว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญเสมือนภาษากลางที่เราไว้ใช้สื่อสารกันทั่วโลก      ยิ่งโลกของเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด   ภาษาก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น   เพราะภาษาไม่เพียงแต่จะทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ  แต่ภาษาจะเป็นเครื่องมือให้เราพบเจอเพื่อนใหม่ๆได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดทัศนคติซึ่งทำให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อื่นๆตามมา  มิ้นต์เลือกเรียนที่แสตมฟอร์ดเพราะสามารถตอบโจทย์เป้าหมายด้านการศึกษาของมิ้นต์ได้ค่ะ"

    "การเลือกที่เรียนสำคัญในแง่ของสถานศึกษานั้นต้องมีมาตรฐานการเรียนการสอนที่ดีและมีคุณภาพ การเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ที่จะได้ผลที่สุดคือการเรียนในคลาสที่มีอาจารย์เป็นชาวต่างชาติจริงๆและเรียนอยู่ท่ามกลางเพื่อนนักศึกษาจากทั่วโลก ซึ่งแสตมฟอร์ดสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ค่ะ ที่นี่น้องๆจะได้เรียนภาษาอังกฤษจากในคลาสเรียนและยังมีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นชาวต่างชาติอีกด้วยค่ะ โดยไม่ต้องบินไปไกลถึงต่างประเทศก็ได้เรียนรู้ในสังคมนานาชาติได้อย่างแท้จริงค่ะ” น้องมิ้นต์ได้กล่าวปิดท้าย

    งานนี้ทำให้เราทราบว่าไม่ว่านางเอกสาวจะงานชุกและรัดตัวแค่ไหนแต่สาวมิ้นต์ก็แบ่งเวลาสำหรับการเรียนเสมอและบริหารทั้งสองบทบาททั้งเรียนและการทำงานได้อย่างลงตัว แถมยังเป็นห่วงน้องๆที่กำลังวางแผนการศึกษาต่ออีกด้วย สวยและเก่งแบบนี้น้องๆควรเอาเป็นตัวอย่างนะคะ

  • Apr 21 , 2015

    คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นับเป็น Business School ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เพราะได้สถาปนาเป็นสถาบันการศึกษามาตั้งแต่ปี 2509 ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ได้มีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรเพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในแต่ละยุคสมัยมาตลอด และยังมีบทบาทเป็นผู้ผลิตนักคิดและนักบริหารธุรกิจ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Management

  • May 28 , 2015

    ทำงานบริษัทไหน ใครๆ ก็อยากมีความสุขกับงาน กับหัวหน้างาน กับเพื่อนร่วมงาน แต่บริษัทหรือองค์กรใดจะทำให้พนักงานของตนรู้สึกรัก ผูกพันกับองค์กร (engagement) และทำงานด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ไม่ใช่เรื่องง่าย

  • Apr 21 , 2015

    มีคำถามหนึ่งที่ผู้เขียนมักได้ตอบอยู่เรื่อยๆ คือ เคล็ดลับความสำเร็จของบริษัทญี่ปุ่นคืออะไร กับคำถามสั้นๆ เช่นนี้ ถ้าจะตอบให้ผู้ถามสิ้นสงสัยนั้นอาจต้องใช้เวลายาวนาน จึงขอเลือกหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญที่เป็นจุดแข็งของการบริหารธุรกิจในแบบญี่ปุ่นแท้ๆ คือ การใช้ Bottom up Policy หรือการบริหารจากระดับล่างสู่บน มุ่งเน้นการสร้างบุคลากรคุณภาพก่อนนั่นเอง

  • Mar 12 , 2015

    องค์กรทุกองค์กรล้วนขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่อยู่ภายในองค์กร การจะทำให้องค์กรเติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญคือการสร้างความผูกพันต่อองค์กรให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงาน ซึ่งในธุรกิจครอบครัวมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว สมาชิกในครอบครัวรู้จักนิสัยใจคอกันและกันมาตั้งแต่เกิด ความผูกพันจึงเกิดมาพร้อมกับการเป็นสมาชิกของครอบครัว พร้อมกับความรู้สึกเป็นเจ้าของ

Cool Tech

  • May 28 , 2015

    ไอเอฟเอส บริษัทผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับองค์กรชั้นนำระดับโลกเปิดตัว “ไอเอฟเอส แอพพลิเคชั่น 9” (IFS Applications 9) เวอร์ชั่นหลักใหม่ล่าสุดในแอพพลิเคชั่นสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ (enterprise) ที่พัฒนาต่อยอดอีกขั้น ไอเอฟเอส แอพพลิเคชั่น 9 จะช่วยให้ลูกค้าได้รับความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง โดยทำให้ลูกค้าสามารถควบคุมธุรกิจได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นและให้พวกเขามีความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ต้องขอบคุณนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอใช้งานใหม่ที่ดึงดูดด้วยฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ ความสามารถ ในการปรับแต่งให้ดีขึ้นและโครงสร้างสถาปัตยกรรมของแอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่

  • Jan 15 , 2015

     บริษัท เอ็นไอไอที เทคโนโลยี จำกัด (NIIT Technologies Ltd. / NSE: NIITTECH) องค์กรผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านไอทีชั้นนำระดับโลก เฉลิมฉลอง 15 ปีแห่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเซีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด  ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ทำงานร่วมกัน เอ็นไอไอทีให้บริการที่ครอบคลุมหลายด้านที่เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ใช้ในการบริหารจัดการการทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่น การดูแลรักษา และการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายให้กับโตโยต้า ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ของเอ็นไอไอที และยังได้ขยายความร่วมมือไปยังประเทศอินโดนีเซีย และอินเดียอีกด้วย

     

  • May 27 , 2014
    4G บนดีแทค ไตรเน็ต พร้อมให้บริการแล้วที่อาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกเหนือจากพื้นที่กรุงเทพชั้นใน พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นอีกขั้นกับประสิทธิภาพการสื่อสารที่เร็วกว่า แรงกว่า บนโครงข่ายอัจฉริยะหนึ่งเดียวของไทยที่มีแบนด์วิธีที่กว้างที่สุด ตอบสนองทุกการใช้งานของผู้บริโภคที่ชื่นชอบเทคโนโลยีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการใช้งานโทรศัพท์ที่ชัดเจนกว่า และการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่รวดเร็ว ราบรื่นไม่มีสะดุด ทั้งการชมทีวีถ่ายทอดสด ภาพยนตร์แบบสตรีมมิ่ง หรือคอนเทนต์ออนไลน์แบบความละเอียดสูง (HD) หรือการเล่นเกมออนไลน์แบบ Multiplayer สำหรับลูกค้าดีแทค ไตรเน็ต สามารถรับสิทธิ์ลองใช้ 4G ฟรี เดือนละ 4GB นาน 4 เดือน เพียงกด *2014# แล้วโทรออกสามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2557 หรือลูกค้าสามารถเลือกสมัคร 4G แพ็กเกจเพิมได้ทั้งโปรโมชั่นหลักและโปรโมชั่นเสริม รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.dtac.co.th/

Cool Life Style

  • May 28 , 2015

    อยากมีสำนักงาน อยากเป็นเจ้าของรีสอร์ต อยากได้ห้องน้ำสักห้อง แต่ไม่อยากรอเวลาก่อสร้าง

    ตู้อเนกประสงค์สำเร็จรูป ซีส์เทรด มีคำตอบ

  • Apr 21 , 2015

    ธนากร สุทธิธรรม หรือ โอ๊ต ชายหนุ่มชาวหาดใหญ่ที่สนใจเล่นกีตาร์ตามเพื่อนตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เขาฝึกเล่นจนเป็นนักกีตาร์โซโล่สายร็อค แล้วไปสอนคนอื่นเล่นกีตาร์ตามบ้าน เมื่อมีคนต่างจังหวัดติดต่อให้สอน จึงลองอัพคลิปสอนลงยูทูบ 

  • Mar 12 , 2015

    “คุณอยากอ่านอะไร อยู่จังหวัดไหน แล้วที่นั่นมีอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า”

    ในยุคดิจิทัล ไม่ว่า ‘นักอ่าน’ จะอยู่ที่ กรุงเทพฯ เชียงราย สงขลา กาฬสินธุ์ เหนือสุดใต้สุดของไทย หากไม่ได้เดินร้านหนังสือก็สามารถสั่งซื้อผ่านเว็บได้ และหลังจากคลิก ‘สั่งซื้อ’ แล้วมีหนังสือลอยมาถึงหน้าประตูบ้านในเวลาไม่กี่วัน ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า ‘ชีวิตดี๊ดี’