TBANK ควบ SCIB “เราจะโต”

 alt

 

หากใครที่เคยดูหนัง Gung Ho (1986) ของผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด นำแสดงโดย ไมเคิล คีตัน คงจะได้เห็นความแตกต่างของ 2 วัฒนธรรมการทำงานที่อยู่คนละซีกโลก ระหว่าง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” ที่ต้องอาศัยความพยายามยิ่งยวด ในการจูนคลื่นเข้าหากัน

 

 

หนังเรื่องนี้ พูดถึงบริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไป take over บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกา ซึ่งในห้วงเวลานั้นกำลังเจอพิษวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างแรง จนทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องปิดฉากลง ผู้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว Gung Ho ทำให้เราเห็นว่า ระเบียบ กฎเกณฑ์การทำงาน และสไตล์การบริหารคนของญี่ปุ่นกับอเมริกันนั้น ช่างแตกต่างกันมากมาย การทำงานที่ไม่ยอมปรับตัวเองเข้าหากัน นำมาซึ่งความแตกแยกย่ำแย่มากขึ้น ซึ่งกว่าทั้ง 2 จะปรับเข้าหากันได้ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกัน

 

นั่นคือภาพสะท้อนในโลกความเป็นจริง ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ของการควบรวมกิจการ และความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นหัวใจนำพาให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้ภายหลังการควบรวมกิจการ

 

ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าไม่มีเส้นทางไหนอีกแล้วที่จะทำให้ธุรกิจโตพรวดพราดได้เท่ากับการควบรวมกิจการ และไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือไม่ดีอะไรในการควบรวมกิจการ เพราะบางองค์กร ควบเพื่อรอด ควบแล้วโต แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม 

 

ถ้าจะว่าไปกลยุทธ์การซื้อขายกิจการถือกันว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายลามไปยังส่วนต่างๆ ของโลก สำหรับในบ้านเราการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกปี 2533 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 
ธนสยาม จำกัด เข้าซื้อหุ้น บริษัท สามชัยอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จนครอบครองหุ้นกว่า 10% แต่ถ้าพูดถึงสถาบันการเงิน ขอยกตัวอย่าง การควบรวมที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ในการควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังการรวมตัวกันเป็นผลให้ธนาคารทหารไทยกลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านบาท เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของธนาคารรัตนสิน และซื้อหุ้นของธนาคารเอเชีย จาก ABN Amro

 

และล่าสุดการควบรวมของ ธนาคารธนชาต ที่ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ ธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนฟื้นฟู ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในเชิงธุรกิจ เพราะแต่ละฝ่ายมีความชำนาญที่ต่างกันออกไป

 

ว่ากันถึงอายุอานาม ธนาคารนครหลวงไทย ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานถึง 69 ปี ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ธนาคารแห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมาจนจะปิดแบงก์ก็หลายครั้ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ถือเป็นแบงก์ขนาดกลาง มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 7

 

ขณะที่ทางด้านธนาคารธนชาต แม้อายุจะยังเยาว์เพียงแค่ 8 ปี และมาจากการรวมกันของสถาบันการเงิน 5 แห่ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นแบงก์ขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนต้องจับตามอง

 

และเมื่อทั้ง 2 แบงก์รวมกันจะทำให้ขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 แสนล้านบาท โตพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กลายเป็นแบงก์ใหญ่ที่น่ากลัวไม่เบา แต่จะน่ากลัวแค่ไหน ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียดของแต่ละแบงก์ ว่าจะเข้ากันได้ดีเพียงใด

 

 

ต่างคนต่างเก่ง

 

หากจะพูดถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การควบรวมกิจการแล้ว มีตั้งแต่การรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergies) บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในอนาคต

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด การควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่พลาดที่จะดูความสอดคล้องต้องกันในทางธุรกิจด้วย

 

ย้อนปูมไปเมื่อก่อตั้งธนาคารธนชาตเมื่อปี 2547 นั้น ธนชาตเป็นธนาคารขนาดเล็กที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำให้ธนาคารธนชาตเลือกที่จะปักธงไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

 

“คือ เราคิดว่าจะโตอย่างไร ขณะนั้นคิดว่าต้องสร้าง niche market เราก็ไปทางสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แล้วเราก็ทำได้ดีโตไปได้” สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นนั้นกับ MBA

 

แล้วกลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์ 25% เรียกว่า เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มาแรงทีเดียว แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับโอกาสเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เช่นนั้นดูจะเริ่มตีบตันไปเสียแล้ว

 

alt

 

ขณะที่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2484 ในชื่อ “ธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทย” ภายหลังได้มีการควบรวมกับธนาคารศรีนครในปี 2545 ปัจจุบันธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 47.58%

 

ทั้งนี้ ถ้าดูพอร์ตสินเชื่อของทั้ง 2 ธนาคาร จะเห็นว่า ส่วนใหญ่สินเชื่อของธนาคารธนชาตจะเป็นรายย่อย โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 95% ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิตเพียงนิดหน่อย ส่วนธนาคารนครหลวงไทย โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ฉะนั้น ภาพในเชิงธุรกิจของทั้ง 2 ธนาคาร จึงแทบจะไม่ซ้ำซ้อนกันเลย แถมโครงสร้างธุรกิจยังเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย

 

“ถ้ารวมกันแล้วประมาณ 50% เป็นสินเชื่อบุคคล คือรถ บ้าน บัตรเครดิต อีก 50% เป็นสินเชื่อธุรกิจ และเอสเอ็มอี ทำให้ balance กันดี สินเชื่อธุรกิจ เวลาปล่อยๆ ก้อนใหญ่ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยดี ความเสี่ยงกระจาย หลักการใหญ่ๆ เป็นฐานที่ทำให้เราสู้กับคู่แข่งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันมีฐานะลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะไม่ใช่เงินกู้เงินผ่อนอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นด้วยอย่างประกันชีวิต”

 

นอกจากนี้ การควบรวมยังทำให้โครงสร้างธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเชิงรายได้ เพราะสินเชื่อรถยนต์ จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งในแง่เวลาที่ดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวการซื้อธนาคารนครหลวงไทย ก็มีคำถามตามมาว่า “ซื้อนครหลวงไป แล้วทำ corporate loan เป็นหรือ?”

 

“ต้องบอกว่าจริงๆ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เราทำสินเชื่อ corporate มา เราซื้อหนี้ ปรส. เราเอาบริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราช่วยระดมทุนธนาคารใหญ่ๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน เราก็ทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าตอนต้มยำกุ้งมา เราตั้งต้นใหม่ เราจำเป็นต้อง niche market ขึ้น ฉะนั้นเราทำเป็น ไม่มีปัญหา”

 

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารธนชาตสนใจธนาคารนครหลวงไทย โดยใช้เวลาศึกษานานร่วม 2 ปีก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ

 

“ดูต่อเนื่องกันมา 2 ปี ศึกษาและรอจนกระทั่งกองทุนฟื้นฟูประกาศขาย อันนี้เราพิจารณาร่วมกับโนวาสโกเทีย หุ้นส่วนด้วย 
ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ในการขยาย แล้วเราใหญ่ขึ้น บริการการเงินครบถ้วนขึ้น เป็นประโยชน์กับลูกค้า ความที่เราใหญ่ขึ้นทำให้สามารถพัฒนาเงินทุนในระบบดีขึ้น”

 

ไม่เพียงแค่นั้น สมเจตน์ ยังบอก
อีกด้วยว่า จริงๆ แล้ว ดีทั้งในเชิงธุรกิจของ
ธนชาต และยังเป็นการสนองตอบนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการควบรวมกิจการภายในประเทศเพื่อให้มีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้สถาบันการเงินสามารถลงทุนได้ดีขึ้น มี economy of scale ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่สำคัญ คือการนำไปสู่ความมั่นคง

 

สำหรับสาขา ซึ่งเป็นเสมือนแขนขาในการทำธุรกิจนั้น ดูเหมือนว่าธนาคารธนชาต จะใช้เวลาอันรวดเร็วในการสร้างสาขาถึง 200 กว่าสาขา ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยมี 400 กว่าสาขา ทันทีที่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้นประมาณปี 2554 จะมีสาขารวม 687 แห่ง และตู้เอทีเอ็มอีก 2,101 เครื่อง

 

“อย่างสาขาแม้จะซ้อนกันบ้างก็รวม แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดโต เราก็จะโตอีก ดังนั้น สาขายังจำเป็น”

 

สมเจตน์ เชื่อมั่นว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การทำให้ลูกค้าเห็นว่าธนาคารมีความมั่นคง และเมื่อมีความมั่นคงก็จะสามารถระดมเงินฝากมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ดีขึ้น “รายการนี้ทั้งสองแห่งไม่มีใครเป็นน้ำเสีย เขาแข็งแรง เราไปดูแล้ว เรียกว่าเอาเก่งสองคนมาร่วมกัน เก่งเล็กสองคนรวมเป็นเก่งใหญ่ โดยมีโนวาสโกเทียสนับสนุนอยู่ มันเป็นการผสมสานระหว่าง local expertise กับ international expertise จากโนวาสโกเทีย” 

 

 

Due Diligence ผ่าน

 

กลยุทธ์ในการเข้าควบรวมกิจการ มักจะพิจารณาหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดราคา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายหลังการซื้อหรือควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งจะทำทั้งในด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านการประเมินราคาทรัพย์สินที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำหนดราคานั้นมีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริง

 

หลายครั้งที่เมื่อทำ Due Diligence แล้วทำให้โครงการควบรวมต้องล้มเลิกไป อันเนื่องมาจากการตรวจพบว่า มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

 

“ตอนทำ Due Diligence ทางธนาคารธนชาตประเมิน 2 ด้านหลัก คือ 1. ดูทรัพย์สินปัจจุบันราคาจริงเป็นเท่าไร และ 2. ต่างคนต่างอยู่แบงก์จะเติบโตยังไง แต่ถ้ารวมกันแล้วด้วยเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ด้วยทรัพยากรบุคคลที่รวมกัน ด้วยฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ฐานต้นทุนดีขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมเอาไปขายเรียกว่า cross sale มูลค่าที่เพิ่ม เราพิจารณาจากพวกนี้ คำนวณตีค่าออกมาเป็นราคา ฉะนั้น ราคา 32.50 บาท/หุ้น ไม่แพง”

 

ดีลนี้ธนาคารธนชาต ต้องทุ่มทุน 68,000 ล้านบาท โดยจ่ายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1,005 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.58% ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 32,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์

 

ทั้งนี้ การจะตอบว่า คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น คงต้องดูต่อจากนี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่ดูกันไว้นั้นจะร่วมกันสร้างให้เป็นจริงหรือไม่?

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือหนี้เน่าที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสมเจตน์ กล่าวยอมรับว่า 
เรื่องเอ็นพีแอลยังไม่จบ และตอนทำ Due Diligence พอจะรู้อยู่ ก็ได้มีการหารือกันว่าวิธีที่จะได้ผลเร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คืออะไร

 

“มีหลายทางเลือก ใช้ทีมเก่าทำ หรือทีมเราก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เบื้องต้นหารือกันอยู่ มันจะแยกได้เป็นสองกลุ่ม corporate ก็เป็นรายๆ ไป ส่วนรายย่อยกระจายขนาดไหนก็ต้องดูกันต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ไม่หนักใจ เรื่องแก้หนี้เสีย สำหรับเราชิวๆ เพราะเราซื้อหนี้มาเยอะแล้ว ซื้อ ปรส. ผมเองเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บสท. แก้หนี้เสียระดับประเทศมาแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก”

 

alt

 

ไร้ปัญหาวัฒนธรรม

 

“หลักการควบรวมกิจการ ต้องดูว่าโมเดลชนกันไหม การสื่อสารเพียงพอที่จะสร้างความเข้าใจหรือไม่ และต้องมีความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ที่จะเดินต่อ” สมเจตน์ อธิบายถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบรวมกิจการ

 

ซึ่งโดยปกติการควบรวมกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จภายหลังการควบรวมแล้ว มักจะเกิดจากปัญหา เช่น การประเมินค่าสูงเกินไปสำหรับศักยภาพที่ได้จากการรวมกิจการนั้นๆ และการบริหารการรวมตัวกันหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างหนังเรื่อง Gung Ho ที่กล่าวถึงในตอนแรก

 

ว่ากันถึงสไตล์การบริหารงานของธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาต สมเจตน์ ฉายภาพให้เห็นว่า อันที่จริงไม่แตกต่างกันนัก โดยเหตุผลคือ ประการแรกทุกคนเห็นตรงกันว่าจะร่วมกันเพื่อขายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประการที่สอง การบริหารงานจะใช้หลักเลือกระบบงาน และผู้บริหารที่มีความสามารถ ประการที่สาม ทั้งคู่เป็นผู้บริหารมืออาชีพอยู่แล้ว

 

ประมวลจากคำพูดของ สมเจตน์ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างน่าจะราบรื่น เพราะ หนึ่ง ความขัดแย้งนั้นน้อยมาก และสอง ความซ้ำซ้อนในเชิงธุรกิจแทบไม่มี

 

“เราคนไทยด้วยกัน เราเข้าใจ คุยกันได้ ธุรกิจเหมือนกันไม่ตีกัน ก็จะมีเล็กๆ น้อยๆ ท่านประธานพูดชัดเจน เราใช้หลักฝีมือ ดูความสามารถ อย่างธนาคารนครหลวงไทยจัดเจนเรื่องสินเชื่อบ้าน คุณทำเลย เราจะเป็นฝ่ายตาม เพราะเป้าหมายของเราคืออะไรก็ได้ที่ดีกับลูกค้าและผู้ถือหุ้น”

 

ที่สำคัญ ทั้งธนาคารนครหลวงไทยเองเคยผ่านการควบรวมกับธนาคารศรีนครมาก่อนแล้ว ขณะที่ฝั่งธนาคารธนชาตเองก็ผ่านการร่วมกิจการกับโนวาสโกเทียเช่นเดียวกัน

 

 

“ผมว่าไทยกับไทยเนี่ยง่ายกว่าฝรั่งกับไทย เรามีประสบการณ์กับโนวาสโกเทีย ว่าเป็นฝรั่งที่เข้าใจไทย ปัญหาน้อย เขียนไทยได้เขียนไทย เขียนอังฤษได้เขียน เวลาพรีเซ็นต์พูดอังกฤษไม่ได้ ก็พูดไทย เดี๋ยวมีคนแปล เราไม่ให้ภาษาเป็นปัญหาอุปสรรค และที่สำคัญ ประธานกรรมการบันเทิง ตันติวิท พูดชัดเจนว่า ซื้อราคานี้เพราะเราเห็นค่าของทรัพยากรบุคคล แบงก์นครหลวงไทยไม่ได้มีแต่โต๊ะเก้าอี้ ฉะนั้นเรื่องคน อยู่ที่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญสร้างโพรดักท์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าหรือเปล่า”

 

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่ามีประสบการณ์ด้านธนาคารพาณิชย์มายาวนาน ดังนั้น ทรัพยากรบุคคลของแบงก์ย่อมมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญ การได้รวมกันจึงเป็นการประสานความเชี่ยวชาญของคน 2 กลุ่มซึ่งมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน

 

ทั้งนี้ โดยภาพรวมในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็คือการทำคำเสนอซื้อหุ้นคืน (tender offer) จากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารธนชาตจะเสนอรับซื้อหุ้นในราคาเดียวกับที่ซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

จากนั้น โดยภาพใหญ่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 2 ธนาคารไปอีกระยะหนึ่งจนกระทั่งทำแผนควบรวมแล้วได้รับอนุมัติจากแบงก์ชาติ คาดว่าต้นปี 2554 ก็จะเกิดการควบรวมจริงเหลือหนึ่งธนาคาร

 

โดยขณะนี้ผู้บริหารสองแห่งอยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อที่จะเปรียบเทียบ 
โพรดักท์เสนอลูกค้า ระบบงาน ระบบการตลาด ว่าตรงไหนที่เหมือนและต่างกัน แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเสนอผู้บริหารสูงสุดพิจารณาว่าควรจะใช้โพรดักท์แบบใด ใช้ระบบงานแบบไหน และระบบตลาดจะเป็นอย่างไร จากนั้นจะปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ธนาคารให้มีระบบที่ว่าเหมือนกัน เพื่อให้สามารถออกไปบริการลูกค้าได้ การวิเคราะห์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในแผนที่จะเสนอขออนุมัติจากแบงก์ชาติ นอกเหนือจากการนำเสนอสภาพคล่องของธนาคาร ความเพียงพอของเงินทุน ความราบรื่นของระบบ เพื่อมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการต่อเนื่อง

 

และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ปี 2554 ธนาคารธนชาตก็พร้อมที่จะทะยานออกไปต่อกรกับแบงก์ยักษ์ต่อไป

 

...........................................................

 

เรื่อง  รัชนี  พันธ์รุ่งจิตติ

ภาพ ฐิติวุฒิ บางขาม
 

MAGAZINE

 

 

 



Biz Move

  • Jul 01 , 2016

    ไดอาน่า บิวตี้ อินสปายเรชั่น พลัส เมลา-ไบรท์ เอ็กซ์ตร้า รีแพร์ ครีม มีสารสำคัญในการปรนนิบัติผิวให้ขาว กระจ่างใส เทียบเท่าเสาวรสฮาวาย 8 ผล อุดมไปด้วยวิตามินซี แร่ธาตุ และสารแอนตี้-ออกซิแดนท์หลายชนิด ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส เรียบเนียน อ่อนเยาว์ขึ้น คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ สำหรับผู้ที่มีปัญหาฝ้าแดด จุดด่างดำ รอยคล้ำจากสิว สีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยสารสกัดเสาวรสฮาวายเข้มข้น แอลฟ่า อาร์บูติน และวิตามินซีจะตรงเข้าทำงานยังบริเวณที่เกิดปัญหาผิวอย่างตรงจุด ให้ฝ้าแดดและจุดด่างดำดูจางลง สีผิวดูกระจ่างใส สม่ำเสมอและเรียบเนียนขึ้น คืนความนุ่มชุ่มชื้นให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวาชวนสัมผัสอีกครั้ง

     

    ไดอาน่า บิวตี้ อินสปายเรชั่น พลัส โปร-ริงเคิ้ล เอ็กซ์ตร้า รีแพร์ ครีม ใน 1 หลอด ผสานนมผึ้ง 300,000 ng. อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งวิตามินบี วิตามินเอ วิตามินซี แร่ธาตุนานาชนิด รวมไปถึงกรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งนมผึ้งนั้นเป็นสารอาหารของราชินีผึ้ง ทำให้ราชินีผึ้งมีอายุยืนยาวกว่าผึ้งงานถึง 30 เท่า และออกไข่ได้กว่าวันละ 2,000 ฟอง นมผึ้งยังช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น ริ้วรอยดูลดเลือนลง ผิวดูกระชับใสขึ้น คิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณสำหรับป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย คืนความอ่อนเยาว์ถึงขีดสุดให้ผิว

     

    ไดอาน่า บิวตี้ อินสปายเรชั่น พลัส พรี & โพส แอคเน่ สมูท เจล  เจลครีมสูตรเข้มข้นพิเศษ ใน 1 หลอด เสริมประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการดูแลผิวที่มีปัญหาสิว ด้วยสารสกัดที่มีประสิทธิภาพจากธรรมชาติด้วยสารสกัดจากดอกดาวเรืองฝรั่งเศสและอโลเวร่าเข้มข้น 99.5% โดยสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านผิวพรรณมายาวนานนับ 100 ปี โดยเฉพาะผิวที่เป็นสิวง่าย โดดเด่นในการช่วยปลอบประโลมสิวอักเสบ รอยแดง พร้อมช่วยให้รอยสิวดูจางลง หลุมสิวดูตื้นขึ้น ผิวดูเนียน เรียบ นุ่ม ชุ่มชื้น น่าสัมผัส นอกจากนั้นยังผสานพลังของซิงค์ พีซีเอ ช่วยกันเสริมประสิทธิภาพ ควบคุมความมันส่วนเกินระหว่างวัน 

    มีวางจำหน่ายที่แผนกเซเว่นแค๊ตตาล็อค ที่ร้าน 7-ELEVEN ร้านขายยาเพียว (ในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี) และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเครื่องสำอางใกล้บ้าน หรือสั่งซื้อได้ที่ Call Center 0-2806-0300, 081-353-3800 ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 – 17.00 น. www.facebook.com/dianainspiration  

  • Jun 29 , 2016

    สถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมมือกับภาคเอกชน 14 ราย ขับเคลื่อนธุรกิจที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-Friendly Business) ภายใต้รูปแบบ CSR-in-process และ Social Enterprise 

  • Jun 29 , 2016

     

          โฮมโปร ตอกย้ำความเป็นผู้นำ ด้วยการผลิตรายการ “HOME MAKEOVER ปรับบ้าน เปลี่ยนชีวิต” รายการเรียลลิตี้ปรับโฉมบ้านรายการแรกของเมืองไทย ที่จะเปลี่ยนโฉมบ้านให้ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตของคุณ เพื่อทำให้บ้านเป็นที่รวมความสุขของทุกคนในครอบครัว หวังเพิ่มยอดขายกระตุ้นให้กลุ่มลูกค้าปรับปรุงที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้นเริ่มตอนแรก 10 ก.ค. 2559 เวลา 18.30 น. ทางช่อง 21Voice TV.

         นายณัฏฐ์ จริตชนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปัจจุบันประชากรไทยอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยที่เป็นบ้านใหม่เพียงแค่ 20% ที่เหลือเป็นบ้านเก่าถึง 80%โดยบ้านที่อยู่อาศัยนั้นอาจไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนในบ้านที่เปลี่ยนไป โฮมโปร จึงเห็นโอกาส ที่จะทำให้เราเปลี่ยนชีวิตได้ และนี่ก็คือที่มาของโฮมโปรในการนำเสนอ “Reality Show” ครั้งแรกในประเทศไทย “HOME MAKEOVER ปรับบ้าน เปลี่ยนชีวิต” กับปรากฏการณ์ที่จะได้ชมการปรับปรุงบ้านในฝันให้เป็นจริง จากมัณฑนากรชั้นนำของเมืองไทย พร้อมทีมงานมืออาชีพ และการบริการที่ดีเยี่ยมจากโฮมโปร

        ติดตามชมเรียลลิตี้เรื่องบ้านจาก 10 ครอบครัวตัวอย่าง ครอบคลุมทุกปัญหา ที่จะทำให้คุณเกิดไอเดียใหม่ เพื่อปรับปรุงบ้านให้ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้นได้ใน รายการ HOME MAKEOVER ปรับบ้าน เปลี่ยนชีวิต ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ 18.30 น. ช่อง 21 เริ่มตอนแรก 10 กรกฏาคม 2559 แล้วคุณจะว๊าว 

 

School Move

  • Jun 28 , 2016

     

    คณะกรรมการอนุรักษ์ ส่งเสริม และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมการแสดง สืบสานงานศิลป์ ครั้งที่ 4 ฉลอง 30 ปี MUIC”ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 วิทยาลัยนานาชาติ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบปีที่ 30 ของการก่อตั้งวิทยาลัยฯและอนุรักษ์สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทย ผ่านการแสดงชุด “เพลงของเรา เดอะมิวสิคัล” บทเพลงในความทรงจำ โดยนักศึกษาชมรมดนตรีไทยและนาฎศิลป์ของวิทยาลัยฯ ก่อนจะสนุกครื้นเครงกับการแสดง “บทเพลงพื้นบ้าน” โดยคณะจำอวดหน้าม่าน น้าโย่ง,น้าพวง,น้านงค์ ภายในงานมีบุคลากรวิทยาลัยนานาชาติ นักศึกษา ตลอดจนบุคคลภายนอกให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 500 คน

  • Jun 28 , 2016

     

    มหาวิทยาลัยนครพนม ได้จัดกิจกรรม "อธิการบดีพบบุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม" ณ ห้องประชุมพนมศิลป์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี มหาวิทยาลัยนครพนม (พ.ศ. 2560 - 2563) แก่บุคลากรมหาวิทยาลัยนครพนม โดยมีแผนยุทธศาสตร์สำคัญ  5 ยุทธศาสตร์  ดังนี้

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 :  SMART LEARNER มีการพัฒนาผู้เรียนในทุกระดับชั้น เพื่อให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยนครพนมเป็นผู้ที่มีความตื่นรู้ สามารถที่จะพัฒนาตนเอง ออกสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยมีเป้าหมายผลิตบัณฑิตที่ทำงานเป็น สู้งาน มีคุณภาพ มีคุณธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม  รวมถึงเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการ โดยมีสิ่งที่ มหาวิทยาลัยนครพนมจะดำเนินการดังนี้ พัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง จากอาชีวศึกษาสู่อุดมศึกษาพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่มีคุณภาพ ปรับโครงสร้างการเรียนการสอนรายวิชาการศึกษาทั่วไป (Gen.Ed.) เสริมสร้างทักษะและผลการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เสริมทักษะการประกอบอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 :  SMART PEOPLE  การพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพของบุคลากรอยู่ในระดับสูงและชั้นนำ เป็นที่พึ่งของสังคมได้ โดยการพัฒนาคุณภาพอาจารย์ทั้งระบบ รวมทั้งการพัฒนาความก้าวหน้าของบุคลากรแต่ละสายงาน จัดตั้งศูนย์พัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีคุณภาพ

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 :  SMART CAMPUS คือ ปรับปรุงแผนแม่บทและภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัย ปรับปรุงอาคารและระบบห้องสมุดที่ทันสมัย ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปรับปรุงคุณภาพการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นในมหาวิทยาลัย และบริหารจัดการทรัพย์สินด้วยความโปร่งใส

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 :  SMART MISSION คือ การเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม (University-Social Responsibility) ส่งเสริมการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการวิจัย มีการส่งเสริมความเป็นมหาวิทยาลัยที่เด่นสง่าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและจัดตั้งสถาบันวิจัยศรีโคตรบูร พร้อมทั้ง จัดตั้งคณะใหม่เพื่อการพัฒนาและบริการในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  1.คณะวิศวกรรมศาสตร์ 2.คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ 3.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ 5.คณะทรัพยากรศาสตร์สิ่งแวดล้อม 6.วิทยาลัยนวัตกรรม

    ยุทธศาสตร์ที่ 5 : SMART  ORGANIZATION คือ ให้มหาวิทยาลัยนครพนมเป็นองค์กรที่มีคุณภาพ มีความโปร่งใส และเป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่งของสังคม และสามารถเป็นต้นแบบขององค์กรต่างๆ ได้ โดยครอบคลุมการทำงานด้านต่างๆต่อไปนี้ พัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กร ระบบศิษย์เก่าสัมพันธ์เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล พัฒนาระบบประกันคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเสริมสร้างเป็นองค์กรสุขภาพดีและมีความสุข

    ทั้งนี้การมีแผนยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ยุทธศาสตร์นั้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยนครพนมใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ2560 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยนครพนมเป็นมหาวิทยาลัยที่เด่นสง่าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งต้องการพัฒนามหาวิทยาลัยนครพนมให้เป็น SMART University นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยที่มีความเด่นสง่า เป็นที่ ภาคภูมิใจ และเป็นที่พึงของสังคม...

  • Jun 22 , 2016

    สถาบัน ลีด บิซิเนส เปิดตัวหลักสูตรผู้นำธุรกิจระดับโลก (Global Business Leaders) หรือ GBL อย่างเป็นทางการ โดยมี 50 ผู้บริหารไทยเข้าร่วมในครั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายนักธุรกิจชั้นแนวหน้ารับมือการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคโลกสากล ตามเจตนารมณ์ผู้ร่างหลักสูตร ดร. สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกิตติคุณของสถาบันฯ  ซึ่งหลักสูตร Global Business Leaders (GBL) มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารไทยให้มีความเป็นผู้นำและความแข็งแกร่งทัดเทียมกับระดับสากล โดยความร่วมมือกับวิทยาลัยอุตสาหกรรมและแรงงานสัมพันธ์ (The Industrial Labor Relations School – ILR) ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University)  จากสหรัฐอเมริกา ในการส่งวิทยากรระดับโลกมาบรรยาย ควบคู่กับวิทยากรชั้นนำทางธุรกิจ โดยเน้นองค์ความรู้ในหลักสูตรที่ครอบคลุมแนวความคิด และทฤษฎีทางธุรกิจใหม่ๆ รวมไปถึงเกร็ดความรู้และประสบการณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารระดับสูง ทั้งภาครัฐและเอกชน                   

Management

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

  • Feb 26 , 2016

    ช่วงกว่าสองทศวรรษมานี้ คณะบริหารธุรกิจทั่วโลกถูกตั้งคำถามจากประชาสังคมอย่างหนักว่า จัดการศึกษากันอย่างไร โลกจึงเต็มไปด้วยนักธุรกิจทุนนิยมสุดโต่งที่นำพาให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในทุกภูมิภาคอันเป็นผลจากธุรกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบ หรือการฉกฉวยประโยชน์ระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนบนพื้นฐานอันดีงาม

 
 

Cool Case

  • Jun 23 , 2016

           

            จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

            หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดดำเนินการ วิคเตอร์คลับ ที่ ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ ไป เมื่อปี 2555 วิคตอเรีย คลับ จึงเริ่มพัฒนาจากอาคารสำนักงานหันมาปรับทำธุรกิจแนวใหม่ปัจจุบันเป็นสาขาที่ 2  เพื่อต่อยอดบริการระดับพรีเมี่ยมในด้านดังกล่าว และสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ด้วยธุรกิจบริการให้เช่าสถานที่เพื่อการจัดงานขนาดเล็ก เป็นการประหยัดเวลา การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จัดประชุม สัมมนา งานเลี้ยงสังสรรค์ ถ้ามองในแง่ธุรกิจปัจจุบัน ห้องแบบจัดเลี้ยง จัดสัมมนาส่วนใหญ่มีการเปิดให้เช่าตามโรงแรมหรูระดับ 3 ดาวขึ้นไปเท่านั้น การปรับเปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งในแง่ธุรกิจเป็นการเจาะกลุ่มตลาดผู้เช่าภายในอาคาร จึงสามารถตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้นและรวดเร็ว อีกทั้งยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจด้วย

            ด้านมุมมองต่อเกี่ยวกับอนาคตของธุรกิจบริการให้เช่าสถานที่ ปิยะวัลย์ สร้อยน้อย กล่าวแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า “ปัจจุบันรูปแบบการจัดงานของประเทศไทย  เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม มีการทำในลักษณะปรับตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย (Customization) เพื่อเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมากขึ้น อาทิ การจัดขายสินค้าเฉพาะกับลูกค้า VIP, การจัดเวิร์คช็อปที่มีการแบ่งตามระดับ (Level) ของผู้เข้าร่วม จึงมีแนวโน้มที่จะใช้พื้นที่ในการจัดงานที่เล็กลงกว่าในอดีต ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องทันสมัย โดยเฉพาะเรื่องระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่ง ‘วิคเตอร์คลับ’ ได้ใส่ใจและพัฒนาส่วนนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค”

           “และในปีนี้ถือเป็นปีที่ธุรกิจบริการเช่าสถานที่มีสัญญาณเป็นบวกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจแรกเริ่ม (Startup Business) และกลุ่มอาชีพอิสระ (Freelance) เช่น นักลงทุน ที่มีอัตราการเช่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสตาร์ทอัพจะเป็นกระแสที่คนรุ่นใหม่หันมานิยมมากขึ้นด้วยวัฒนธรรมการเป็นเจ้าของธุรกิจ บวกกับกระแสนักลงทุนที่หันมาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ จะยิ่งสร้างความคึกคักให้แก่ธุรกิจบริการเช่าสถานที่เพิ่มขึ้น เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 70% ต่อปี”

     

            สิ่งที่เห็นในปี 2559 การพัฒนาธุรกิจในเช่าสถานที่มีการเติบโตขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดธุรกิจแบบ Co-working Space มีการบริการให้เช่าสถานที่ห้องทำงานหรือแม้แต่ห้องประชุมและห้องสัมมนาแบบขนาดไม่ใหญ่มาก หรือแม้แต่การปรับอาคารสำนักงานให้ครบวงจร อย่างวิคเตอร์ คลับ เพราะด้วยความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนี้ ความสะดวกสบายมีอุปกรณ์ที่ครบครัน จึงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น

     

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์

     

     

  • May 16 , 2016

    “พ่อเป็นช่างตัดสูท ไม่ชอบให้ลูกใส่ยีนส์ ดูไม่ดี แล้วบอกว่าอยากใส่ก็ทำเอง ตั้งแต่นั้นก็เริ่มตัดยีนส์มาเรื่อยๆ จนถึงระดับที่เพื่อนอยากจะซื้อ”

     

    เบน เวียเพียนา (Ben Viapiana) ช่างตัดยีนส์ที่เกิดในแคนาดา แต่มาอยู่เมืองไทยจนพูดไทยชัดถ้อยชัดคำเล่าอดีตให้เราฟังสั้นๆ

     

    ร้านรับตัดยีนส์ตามออร์เดอร์ของเบนชื่อเหมือนนามสกุลของเขาคือ Viapiana ตอนแรกเปิดร้านแถวปุณณวิถี ต่อมาย้ายมาอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 โดยสาเหตุที่เขามาเปิดร้านในไทยเพราะเห็นโอกาสทางธุรกิจ เห็นความพร้อมในด้านวัสดุ เครื่องจักร ช่างซ่อมจักร และไม่ต้องลงทุนทำร้านแพงแบบเมืองนอก

     

     

    “จริงๆ ประเทศไทยมีทุกอย่าง แต่คนไทยอาจจะหาไม่เจอ มองไม่เห็น เพราะคุณเกิดที่นี่ แต่ผมอยู่ที่นี่ ผมเห็นโอกาส แล้วสังคมยีนส์ที่นี่ใหญ่ มันมีโอกาสเยอะ”

     

    เบนเป็น Custom jeans tailor ที่ตัดกางเกงยีนส์ใส่เองมาตั้งแต่วัยรุ่น และถ้าใครจะเป็นลูกค้าของเขา อย่าสั่งคราวละมากๆ แบบยีนส์เหมาโหล

     

    “เอางี้ ถ้าผมอยากขายเยอะๆ ไปสยามแล้ว แต่ผมไม่อยากขายเยอะๆ ผมตรงข้ามกับ mass แต่อยู่ตรงนี้ อยู่ในที่ที่คนมาหาได้ และถ้าคุณมาแล้วสั่ง 30 ตัว ผมไม่ขายหรอก แต่ถ้าคุณมาสั่งตัวนึงแล้วอยากใส่จริงๆ ผมทำให้ ผมเป็น tailor-made รับสั่งตัด คุณมา คุณอยากได้ของ คุณเลือก ผมทำ ใช้เวลาตัวนึง ตัวครึ่งต่อวัน ตอนนี้ก็มีคิวอยู่ ถ้าสั่งต้องรอ 2 อาทิตย์ แต่ถ้าสั่งออนไลน์ก็ต้องใจกล้า ต้องมั่นใจในการวัด

    ตัวเองให้เป็น” เบนกล่าว

     

     

    Uniqueness of Viapiana

     

    กางเกงยีนส์ของเบนจะมีความพิเศษตรงที่ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุที่ชอบมามิกซ์ในยีนส์ตัวเดียวกันได้ เช่น ต้องการผ้ายีนส์แบบใด สีใด อยากติดกระดุมแบบไหน ต้องการตะเข็บแบบใด โดยวัสดุต่างๆ ที่มีให้เลือกในร้านและบนเว็บนั้น มีทั้งที่ซื้อในไทย สั่งซื้อและฝากเพื่อนซื้อจากเมืองนอก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อิตาลี ซึ่งเมื่อลูกค้าเลือกวัสดุแล้ว วัดตัวแล้ว เบนก็จะตัดกางเกงยีนส์เอง 

     

     

    “ผ้ายีนส์ ปกติคนมองเห็นแต่สีน้ำเงิน ไม่รู้ว่าต่างกันยังไง แต่ยีนส์มีการแยกตามน้ำหนักและความแน่นของผ้า และผมมีผ้า 50 กว่าแบบ มีหลายสี หลายเฉด ไม่ใช่แค่สี indigo เท่านั้น แต่ยังมีสีเขียว สีเทา และมาจากหลายที่ในโลก ถามว่ายีนส์ที่ไหนดีสุด ที่ญี่ปุ่น ผมจึงมีผ้ายีนส์ญี่ปุ่นเยอะ ส่วนกระดุมกับ rivets สามารถใช้ปนกันหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ของไทยและญี่ปุ่น เพราะของไทยซื้อจำนวนน้อยได้ ส่วนของญี่ปุ่นมีสีสวยงาม เส้นด้ายก็ใช้ของบริษัทอังกฤษที่ผลิตในไทย ข้อดีของการเลือกของที่ผลิตในไทยคือ ยอดไม่ต้องสูงมากก็ซื้อได้ 

    ต่างจากอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น ที่ต้องซื้อทีละหลายโหล”

     

    เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ เป็นชุดประจำตัวที่เรียบง่ายและสร้างเอกลักษณ์ให้เบน เพราะเขาใส่ทุกวันด้วยความชอบและความภาคภูมิใจ เพราะถ้าไม่รักไม่ชอบ คงอยู่กับยีนส์ทุกวันไม่ได้

     

    “คนที่เบื่อง่ายทำงานแบบนี้ไม่ได้ บางคนทำธุรกิจเพื่อเงิน เขาคิดว่าสิ่งที่จะซ่อมปัญหาคือ เงิน จึงทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้เงิน แต่ผมมองว่าเงินมันมีทุกที่ เดี๋ยวก็มา ไม่ต้องรีบหา ให้ทำในสิ่งที่คุณรัก แล้วเงินก็จะมาหาเอง” 

     

     

    Passion ของการได้ทำงานที่รักนั้น ทำให้เบนมีความสุข แต่ในเรื่องความสนุก เขาบอกว่าสนุกที่ได้เจอโจทย์ใหม่ๆ ที่ลูกค้าต้องการให้คัสตอมเมดอยู่เสมอ เป็นสีสันของการทำงานพร้อมๆ กับความท้าทายว่าจะทำได้ถูกใจลูกค้าหรือไม่ เช่นที่เคยมีคนนำลีวายส์ ปี 1933 มาที่ร้าน บอกว่าเอาดีเทลแบบนี้เป๊ะ ซึ่งการที่เขาชอบทำงาน accurate หรือเป๊ะตามรายละเอียดที่สั่ง จึงรับทำ และลูกค้าก็ชื่นชอบ

     

    “ถ้าทำให้เขาได้ เขาเป็นลูกค้าเรานิจนิรันดร์แล้ว”

     

    เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายของ Viapiana เบนบอกว่ามี 3 กลุ่ม 

     

    กลุ่มแรก คนรักยีนส์ คนที่อยากได้ยีนส์ที่มีดีเทลต่างๆ

    กลุ่มที่สอง ลูกค้าที่มีร่างกายพิเศษ เช่น คนอ้วนมาก คนที่ตัวเล็กมากๆ

    กลุ่มที่สาม คนที่รักงานสั่งตัด เป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยสนเรื่องแบรนด์ อยากได้อะไรเป็นของตัวเอง 

     

     

    ลูกค้า Viapiana กระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เมื่อสอบถามราคาขั้นต่ำของสินค้า เบนบอกว่าขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุและความต้องการ ซึ่งหลังจากที่เขาตัดกางเกงยีนส์ให้ลูกค้าแล้ว ยังรับซ่อมยีนส์ตามอายุ ตามเหตุผลของการใช้งาน และยีนส์บางตัวที่ลูกค้าใส่แล้วแต่สวยถูกใจ เบนก็จะขอซื้อคืน

     

    ถามถึงความชอบของลูกค้าคนไทย เบนตอบว่า คนไทยติดแบรนด์ แม้ว่าจะมีคนสนใจงานแฮนด์เมดบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยซื้อ เพราะมักจะเจอคำถามจากเพื่อนว่า แบรนด์อะไร ดูไม่รู้ว่าของอะไร คนไทยจึงไม่นิยมใช้สินค้าแฮนด์เมด

     

     

    "ยีนส์" ที่ทำให้ยิ้มได้

     

    ออร์เดอร์ที่เข้ามาส่วนใหญ่ของเบนมาจากการบอกต่อ (Word of mouth) จากคนที่เขียนลงเว็บไซต์ เว็บบล็อก และถ้าใครได้ไปเยือนที่ร้านของเขา ก็จะเห็นห้องที่ทอดตัวตามแนวยาว เต็มไปด้วยด้ายสารพัดสี ผ้ายีนส์สารพัดแบบ และจักรเย็บผ้าที่เรียงรายเป็นแถว

     

    “ผมทำแบบคลาสสิก ก่อนที่ผมทำเนี่ย ผมก็ขัดส้วมเป็นอาชีพอยู่ที่เมืองนอก เก็บเงินซื้อจักรแล้วก็ทำเลย ผมเห็นจักรแล้วชอบ ก็ซื้อเต็มที่ เห็นของละไม่ซื้อไม่ได้ เป็นของสะสมด้วย Singer, Dürkopp Adler ทุกตัวใช้ได้หมดนะ ปกติยีนส์ตัวนึงจะใช้จักร 14 คัน แต่ตอนนี้ ในร้านนี้มีเครื่องมือทั้งหมด 33 ชิ้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ใช้ทั้งหมด แต่มีไว้มันสนุก ฝีเข็มที่ออกมาจากจักรเก่าก็ไม่เหมือนกับจักรใหม่ มันเป็นศิลปะ”

     

    ในวันที่ MBA ไปสัมภาษณ์ เบนบอกเราว่ากำลังจะทำยีนส์ลำดับที่ 1,200 

     

    “ผมชอบที่ผมนั่งทำ และจะดีใจมากที่ได้ยินลูกค้าบอก ‘โอ้ว ใช่เลย’ อารมณ์ดีแล้ว พอแล้ววันนั้น รู้สึกดี” เบนพูดจบแล้วยิ้มกว้าง