TBANK ควบ SCIB “เราจะโต”

 alt

 

หากใครที่เคยดูหนัง Gung Ho (1986) ของผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด นำแสดงโดย ไมเคิล คีตัน คงจะได้เห็นความแตกต่างของ 2 วัฒนธรรมการทำงานที่อยู่คนละซีกโลก ระหว่าง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” ที่ต้องอาศัยความพยายามยิ่งยวด ในการจูนคลื่นเข้าหากัน

 

 

หนังเรื่องนี้ พูดถึงบริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไป take over บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกา ซึ่งในห้วงเวลานั้นกำลังเจอพิษวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างแรง จนทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องปิดฉากลง ผู้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว Gung Ho ทำให้เราเห็นว่า ระเบียบ กฎเกณฑ์การทำงาน และสไตล์การบริหารคนของญี่ปุ่นกับอเมริกันนั้น ช่างแตกต่างกันมากมาย การทำงานที่ไม่ยอมปรับตัวเองเข้าหากัน นำมาซึ่งความแตกแยกย่ำแย่มากขึ้น ซึ่งกว่าทั้ง 2 จะปรับเข้าหากันได้ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกัน

 

นั่นคือภาพสะท้อนในโลกความเป็นจริง ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ของการควบรวมกิจการ และความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นหัวใจนำพาให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้ภายหลังการควบรวมกิจการ

 

ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าไม่มีเส้นทางไหนอีกแล้วที่จะทำให้ธุรกิจโตพรวดพราดได้เท่ากับการควบรวมกิจการ และไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือไม่ดีอะไรในการควบรวมกิจการ เพราะบางองค์กร ควบเพื่อรอด ควบแล้วโต แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม 

 

ถ้าจะว่าไปกลยุทธ์การซื้อขายกิจการถือกันว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายลามไปยังส่วนต่างๆ ของโลก สำหรับในบ้านเราการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกปี 2533 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 
ธนสยาม จำกัด เข้าซื้อหุ้น บริษัท สามชัยอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จนครอบครองหุ้นกว่า 10% แต่ถ้าพูดถึงสถาบันการเงิน ขอยกตัวอย่าง การควบรวมที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ในการควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังการรวมตัวกันเป็นผลให้ธนาคารทหารไทยกลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านบาท เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของธนาคารรัตนสิน และซื้อหุ้นของธนาคารเอเชีย จาก ABN Amro

 

และล่าสุดการควบรวมของ ธนาคารธนชาต ที่ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ ธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนฟื้นฟู ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในเชิงธุรกิจ เพราะแต่ละฝ่ายมีความชำนาญที่ต่างกันออกไป

 

ว่ากันถึงอายุอานาม ธนาคารนครหลวงไทย ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานถึง 69 ปี ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ธนาคารแห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมาจนจะปิดแบงก์ก็หลายครั้ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ถือเป็นแบงก์ขนาดกลาง มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 7

 

ขณะที่ทางด้านธนาคารธนชาต แม้อายุจะยังเยาว์เพียงแค่ 8 ปี และมาจากการรวมกันของสถาบันการเงิน 5 แห่ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นแบงก์ขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนต้องจับตามอง

 

และเมื่อทั้ง 2 แบงก์รวมกันจะทำให้ขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 แสนล้านบาท โตพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กลายเป็นแบงก์ใหญ่ที่น่ากลัวไม่เบา แต่จะน่ากลัวแค่ไหน ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียดของแต่ละแบงก์ ว่าจะเข้ากันได้ดีเพียงใด

 

 

ต่างคนต่างเก่ง

 

หากจะพูดถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การควบรวมกิจการแล้ว มีตั้งแต่การรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergies) บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในอนาคต

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด การควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่พลาดที่จะดูความสอดคล้องต้องกันในทางธุรกิจด้วย

 

ย้อนปูมไปเมื่อก่อตั้งธนาคารธนชาตเมื่อปี 2547 นั้น ธนชาตเป็นธนาคารขนาดเล็กที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำให้ธนาคารธนชาตเลือกที่จะปักธงไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

 

“คือ เราคิดว่าจะโตอย่างไร ขณะนั้นคิดว่าต้องสร้าง niche market เราก็ไปทางสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แล้วเราก็ทำได้ดีโตไปได้” สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นนั้นกับ MBA

 

แล้วกลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์ 25% เรียกว่า เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มาแรงทีเดียว แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับโอกาสเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เช่นนั้นดูจะเริ่มตีบตันไปเสียแล้ว

 

alt

 

ขณะที่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2484 ในชื่อ “ธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทย” ภายหลังได้มีการควบรวมกับธนาคารศรีนครในปี 2545 ปัจจุบันธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 47.58%

 

ทั้งนี้ ถ้าดูพอร์ตสินเชื่อของทั้ง 2 ธนาคาร จะเห็นว่า ส่วนใหญ่สินเชื่อของธนาคารธนชาตจะเป็นรายย่อย โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 95% ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิตเพียงนิดหน่อย ส่วนธนาคารนครหลวงไทย โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ฉะนั้น ภาพในเชิงธุรกิจของทั้ง 2 ธนาคาร จึงแทบจะไม่ซ้ำซ้อนกันเลย แถมโครงสร้างธุรกิจยังเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย

 

“ถ้ารวมกันแล้วประมาณ 50% เป็นสินเชื่อบุคคล คือรถ บ้าน บัตรเครดิต อีก 50% เป็นสินเชื่อธุรกิจ และเอสเอ็มอี ทำให้ balance กันดี สินเชื่อธุรกิจ เวลาปล่อยๆ ก้อนใหญ่ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยดี ความเสี่ยงกระจาย หลักการใหญ่ๆ เป็นฐานที่ทำให้เราสู้กับคู่แข่งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันมีฐานะลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะไม่ใช่เงินกู้เงินผ่อนอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นด้วยอย่างประกันชีวิต”

 

นอกจากนี้ การควบรวมยังทำให้โครงสร้างธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเชิงรายได้ เพราะสินเชื่อรถยนต์ จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งในแง่เวลาที่ดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวการซื้อธนาคารนครหลวงไทย ก็มีคำถามตามมาว่า “ซื้อนครหลวงไป แล้วทำ corporate loan เป็นหรือ?”

 

“ต้องบอกว่าจริงๆ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เราทำสินเชื่อ corporate มา เราซื้อหนี้ ปรส. เราเอาบริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราช่วยระดมทุนธนาคารใหญ่ๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน เราก็ทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าตอนต้มยำกุ้งมา เราตั้งต้นใหม่ เราจำเป็นต้อง niche market ขึ้น ฉะนั้นเราทำเป็น ไม่มีปัญหา”

 

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารธนชาตสนใจธนาคารนครหลวงไทย โดยใช้เวลาศึกษานานร่วม 2 ปีก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ

 

“ดูต่อเนื่องกันมา 2 ปี ศึกษาและรอจนกระทั่งกองทุนฟื้นฟูประกาศขาย อันนี้เราพิจารณาร่วมกับโนวาสโกเทีย หุ้นส่วนด้วย 
ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ในการขยาย แล้วเราใหญ่ขึ้น บริการการเงินครบถ้วนขึ้น เป็นประโยชน์กับลูกค้า ความที่เราใหญ่ขึ้นทำให้สามารถพัฒนาเงินทุนในระบบดีขึ้น”

 

ไม่เพียงแค่นั้น สมเจตน์ ยังบอก
อีกด้วยว่า จริงๆ แล้ว ดีทั้งในเชิงธุรกิจของ
ธนชาต และยังเป็นการสนองตอบนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการควบรวมกิจการภายในประเทศเพื่อให้มีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้สถาบันการเงินสามารถลงทุนได้ดีขึ้น มี economy of scale ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่สำคัญ คือการนำไปสู่ความมั่นคง

 

สำหรับสาขา ซึ่งเป็นเสมือนแขนขาในการทำธุรกิจนั้น ดูเหมือนว่าธนาคารธนชาต จะใช้เวลาอันรวดเร็วในการสร้างสาขาถึง 200 กว่าสาขา ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยมี 400 กว่าสาขา ทันทีที่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้นประมาณปี 2554 จะมีสาขารวม 687 แห่ง และตู้เอทีเอ็มอีก 2,101 เครื่อง

 

“อย่างสาขาแม้จะซ้อนกันบ้างก็รวม แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดโต เราก็จะโตอีก ดังนั้น สาขายังจำเป็น”

 

สมเจตน์ เชื่อมั่นว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การทำให้ลูกค้าเห็นว่าธนาคารมีความมั่นคง และเมื่อมีความมั่นคงก็จะสามารถระดมเงินฝากมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ดีขึ้น “รายการนี้ทั้งสองแห่งไม่มีใครเป็นน้ำเสีย เขาแข็งแรง เราไปดูแล้ว เรียกว่าเอาเก่งสองคนมาร่วมกัน เก่งเล็กสองคนรวมเป็นเก่งใหญ่ โดยมีโนวาสโกเทียสนับสนุนอยู่ มันเป็นการผสมสานระหว่าง local expertise กับ international expertise จากโนวาสโกเทีย” 

 

 

Due Diligence ผ่าน

 

กลยุทธ์ในการเข้าควบรวมกิจการ มักจะพิจารณาหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดราคา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายหลังการซื้อหรือควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งจะทำทั้งในด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านการประเมินราคาทรัพย์สินที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำหนดราคานั้นมีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริง

 

หลายครั้งที่เมื่อทำ Due Diligence แล้วทำให้โครงการควบรวมต้องล้มเลิกไป อันเนื่องมาจากการตรวจพบว่า มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

 

“ตอนทำ Due Diligence ทางธนาคารธนชาตประเมิน 2 ด้านหลัก คือ 1. ดูทรัพย์สินปัจจุบันราคาจริงเป็นเท่าไร และ 2. ต่างคนต่างอยู่แบงก์จะเติบโตยังไง แต่ถ้ารวมกันแล้วด้วยเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ด้วยทรัพยากรบุคคลที่รวมกัน ด้วยฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ฐานต้นทุนดีขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมเอาไปขายเรียกว่า cross sale มูลค่าที่เพิ่ม เราพิจารณาจากพวกนี้ คำนวณตีค่าออกมาเป็นราคา ฉะนั้น ราคา 32.50 บาท/หุ้น ไม่แพง”

 

ดีลนี้ธนาคารธนชาต ต้องทุ่มทุน 68,000 ล้านบาท โดยจ่ายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1,005 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.58% ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 32,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์

 

ทั้งนี้ การจะตอบว่า คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น คงต้องดูต่อจากนี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่ดูกันไว้นั้นจะร่วมกันสร้างให้เป็นจริงหรือไม่?

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือหนี้เน่าที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสมเจตน์ กล่าวยอมรับว่า 
เรื่องเอ็นพีแอลยังไม่จบ และตอนทำ Due Diligence พอจะรู้อยู่ ก็ได้มีการหารือกันว่าวิธีที่จะได้ผลเร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คืออะไร

 

“มีหลายทางเลือก ใช้ทีมเก่าทำ หรือทีมเราก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เบื้องต้นหารือกันอยู่ มันจะแยกได้เป็นสองกลุ่ม corporate ก็เป็นรายๆ ไป ส่วนรายย่อยกระจายขนาดไหนก็ต้องดูกันต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ไม่หนักใจ เรื่องแก้หนี้เสีย สำหรับเราชิวๆ เพราะเราซื้อหนี้มาเยอะแล้ว ซื้อ ปรส. ผมเองเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บสท. แก้หนี้เสียระดับประเทศมาแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก”

 

alt

 

ไร้ปัญหาวัฒนธรรม

 

“หลักการควบรวมกิจการ ต้องดูว่าโมเดลชนกันไหม การสื่อสารเพียงพอที่จะสร้างความเข้าใจหรือไม่ และต้องมีความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ที่จะเดินต่อ” สมเจตน์ อธิบายถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบรวมกิจการ

 

ซึ่งโดยปกติการควบรวมกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จภายหลังการควบรวมแล้ว มักจะเกิดจากปัญหา เช่น การประเมินค่าสูงเกินไปสำหรับศักยภาพที่ได้จากการรวมกิจการนั้นๆ และการบริหารการรวมตัวกันหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างหนังเรื่อง Gung Ho ที่กล่าวถึงในตอนแรก

 

ว่ากันถึงสไตล์การบริหารงานของธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาต สมเจตน์ ฉายภาพให้เห็นว่า อันที่จริงไม่แตกต่างกันนัก โดยเหตุผลคือ ประการแรกทุกคนเห็นตรงกันว่าจะร่วมกันเพื่อขายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประการที่สอง การบริหารงานจะใช้หลักเลือกระบบงาน และผู้บริหารที่มีความสามารถ ประการที่สาม ทั้งคู่เป็นผู้บริหารมืออาชีพอยู่แล้ว

 

ประมวลจากคำพูดของ สมเจตน์ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างน่าจะราบรื่น เพราะ หนึ่ง ความขัดแย้งนั้นน้อยมาก และสอง ความซ้ำซ้อนในเชิงธุรกิจแทบไม่มี

 

“เราคนไทยด้วยกัน เราเข้าใจ คุยกันได้ ธุรกิจเหมือนกันไม่ตีกัน ก็จะมีเล็กๆ น้อยๆ ท่านประธานพูดชัดเจน เราใช้หลักฝีมือ ดูความสามารถ อย่างธนาคารนครหลวงไทยจัดเจนเรื่องสินเชื่อบ้าน คุณทำเลย เราจะเป็นฝ่ายตาม เพราะเป้าหมายของเราคืออะไรก็ได้ที่ดีกับลูกค้าและผู้ถือหุ้น”

 

ที่สำคัญ ทั้งธนาคารนครหลวงไทยเองเคยผ่านการควบรวมกับธนาคารศรีนครมาก่อนแล้ว ขณะที่ฝั่งธนาคารธนชาตเองก็ผ่านการร่วมกิจการกับโนวาสโกเทียเช่นเดียวกัน

 

 

“ผมว่าไทยกับไทยเนี่ยง่ายกว่าฝรั่งกับไทย เรามีประสบการณ์กับโนวาสโกเทีย ว่าเป็นฝรั่งที่เข้าใจไทย ปัญหาน้อย เขียนไทยได้เขียนไทย เขียนอังฤษได้เขียน เวลาพรีเซ็นต์พูดอังกฤษไม่ได้ ก็พูดไทย เดี๋ยวมีคนแปล เราไม่ให้ภาษาเป็นปัญหาอุปสรรค และที่สำคัญ ประธานกรรมการบันเทิง ตันติวิท พูดชัดเจนว่า ซื้อราคานี้เพราะเราเห็นค่าของทรัพยากรบุคคล แบงก์นครหลวงไทยไม่ได้มีแต่โต๊ะเก้าอี้ ฉะนั้นเรื่องคน อยู่ที่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญสร้างโพรดักท์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าหรือเปล่า”

 

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่ามีประสบการณ์ด้านธนาคารพาณิชย์มายาวนาน ดังนั้น ทรัพยากรบุคคลของแบงก์ย่อมมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญ การได้รวมกันจึงเป็นการประสานความเชี่ยวชาญของคน 2 กลุ่มซึ่งมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน

 

ทั้งนี้ โดยภาพรวมในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็คือการทำคำเสนอซื้อหุ้นคืน (tender offer) จากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารธนชาตจะเสนอรับซื้อหุ้นในราคาเดียวกับที่ซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

จากนั้น โดยภาพใหญ่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 2 ธนาคารไปอีกระยะหนึ่งจนกระทั่งทำแผนควบรวมแล้วได้รับอนุมัติจากแบงก์ชาติ คาดว่าต้นปี 2554 ก็จะเกิดการควบรวมจริงเหลือหนึ่งธนาคาร

 

โดยขณะนี้ผู้บริหารสองแห่งอยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อที่จะเปรียบเทียบ 
โพรดักท์เสนอลูกค้า ระบบงาน ระบบการตลาด ว่าตรงไหนที่เหมือนและต่างกัน แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเสนอผู้บริหารสูงสุดพิจารณาว่าควรจะใช้โพรดักท์แบบใด ใช้ระบบงานแบบไหน และระบบตลาดจะเป็นอย่างไร จากนั้นจะปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ธนาคารให้มีระบบที่ว่าเหมือนกัน เพื่อให้สามารถออกไปบริการลูกค้าได้ การวิเคราะห์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในแผนที่จะเสนอขออนุมัติจากแบงก์ชาติ นอกเหนือจากการนำเสนอสภาพคล่องของธนาคาร ความเพียงพอของเงินทุน ความราบรื่นของระบบ เพื่อมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการต่อเนื่อง

 

และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ปี 2554 ธนาคารธนชาตก็พร้อมที่จะทะยานออกไปต่อกรกับแบงก์ยักษ์ต่อไป

 

...........................................................

 

เรื่อง  รัชนี  พันธ์รุ่งจิตติ

ภาพ ฐิติวุฒิ บางขาม
 

 

MAGAZINE

 

 



New News

  • Apr 20 , 2015

     

     

    ครบรอบ 25 ปีทั้งที เอปสัน ผู้นำตลาดพรินเตอร์และโปรเจ็คเตอร์ของเมืองไทยเลยออกแคมเปญใหญ่ “25 Years of Trust” ส่วนพรีเซนเตอร์ที่หมายปองก็ต้องเป็นคนที่อบอุ่น น่าเชื่อถือ มีเสน่ห์ งานนี้เลยต้องเป็น "ก้อง สหรัถ สังคปรีชา" เท่านั้น แถมแหล่งข่าววงในแอบกระซิบอีกว่าพรีเซนเตอร์สุดหล่อรายนี้ยังเป็นซี้เก่า บิ๊กบอสของเอปสัน ยรรยง มุนีมงคลทร อีกด้วย

  • Apr 02 , 2015

     

    บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ “ผลิตภัณฑ์ CP Balance” เมนูอาหารพร้อมรับประทานเพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพและต้องการควบคุมปริมาณแคลอรี่ในมื้ออาหาร ด้วย 4 ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ซีพี ได้แก่ ข้าวกล้องแกงส้ม ปลาแพนกาเซียส ดอร์รี่, ข้าวกล้องปลาแพนกาเซียส ดอร์รี่ ผัดพริกทรงเครื่อง, สปาเก็ตตี้โฮลวีตผัดขี้เมา และข้าวกล้องต้มทรงเครื่อง เพียงทาน CP Balance เป็นจานหลัก คุณก็ยังมีแคลอรี่เหลือไปเอ็นจอยกับอาหารจานโปรดได้อีก โดยสินค้ามีจำหน่ายแล้วที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป 

     

     

  • Mar 26 , 2015

    LPN พร้อมเดินหน้าโครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 กำหนดเปิดขาย เฟส 2 เสาร์ที่ 4 เม.ย.นี้หลังผ่าน EIA เรียบร้อยแล้วเร่งเครื่องงานขายและก่อสร้างเต็มสูบเสริมทัพด้วยคอมมูนิตี้มอลล์หน้าโครงการจาก SFมืออาชีพด้านรีเทลเชื่อชาวทาวน์ชิปจะได้รับความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันสามารถเป็นเจ้าของบ้านหลังแรกได้ในราคาเพียง 5 แสนเศษ จากแนวคิดในการพัฒนา “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่ต่อยอดจาก “ชุมชนน่าอยู่” ที่เป็นทั้งจุดแข็งและได้รับการยอมรับในวงกว้าง เสริมความสะดวกด้วยการขยายสะพานข้ามคลองด้านหน้า มั่นใจศักยภาพเมืองรังสิตและความตั้งใจที่ LPN ส่งมอบจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่…วัยเริ่มต้นชีวิตได้ง่ายๆ ด้วยราคาสบายกระเป๋า

School Move

  • Mar 05 , 2015

    กลุ่มบริษัท เดอะ รีเจ้นท์ กรุ๊ป ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และมีประสบการณ์ด้านการโรงแรมมากว่า 30 ปี จัดพิธีเปิดโรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ โดยมี กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนฯ ดำเนินการโดย ปิยะมาน เตชะไพบูลย์  กรรมการบริหารโรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ และมีบุคคลในวงการท่องเที่ยวมาร่วม แสดงความยินดี อาทิ สันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย และมณเฑียร ทองนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ณ โรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    โรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการโรงแรมมากว่า 30 ปี เป็นผู้บุกเบิก ด้านธุรกิจโรงแรมในพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี และยังเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในชะอำ มีจิตสำนึกที่อยากจะช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรระดับปฏิบัติการของธุรกิจโรงแรม ในระยะยาว ซึ่งในแต่ละปีจะขาดแคลนกว่า 100,000 คน จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสอนด้านการโรงแรม โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนการโรงแรมและท่องเที่ยว รีเจ้นท์ ชะอำ” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตของโรงแรมรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท เน้นการผลิตบุคลากรคุณภาพระดับปฏิบัติการใน 4 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรบริการส่วนหน้า, หลักสูตรแม่บ้านโรงแรม, หลักสูตรการบริการอาหารและเครื่องดื่ม และหลักสูตรการประกอบอาหาร เป็นหลักสูตร 9 เดือน แบ่งเป็นภาคทฤษฎี 6 เดือน และภาคปฏิบัติ 3 เดือน เรียนจบสามารถทำงานได้ทันที เมื่อเรียนจบจะได้รับวุฒิบัตร และสามารถสอบวัดแบบสมรรถนะ (Competency Base) ตามมาตรฐานของอาเซียน ทำให้สามารถย้ายไปทำงานในประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ โดยในหนึ่งปีจะเปิดเรียน 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคม และกันยายน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนได้ทั้งปี

    สำหรับผู้ที่สนใจต้องมีอายุระหว่าง 17 - 28 ปี จบการศึกษาขั้นต่ำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม. 6) หรือปวช. / ปวส. หรือเทียบเท่า และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานเข้าสู่อาชีพการโรงแรม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวันจันทร์ - เสาร์ เวลา 8.30 - 17.00 น. ที่โทร. 0-2255-2821-4 หรือ 032-508-136-9 และเว็บไซต์ www.rhsschool.com / www.facebook.com/pages/RHS-School

     

  • Feb 03 , 2015

    แคปแลนหนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในประเทศสิงคโปร์พร้อมด้วยสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA) เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายทุนการศึกษาต่อต่างประเทศระดับอุดมศึกษาและทุนการศึกษาภาษาอังกฤษจำนวน 11 ทุน เพื่อสนับสนุนของโครงการฯ ทุนการศึกษาในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารชัยพัฒนา พระราชวังสวนจิตรลดา

    แคปแลน ได้จัดหาโครงการการศึกษาให้กับนักเรียนไทยระดับอุดมศึกษาในประเทศสิงคโปร์ เป็นระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมาและได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศไทย ด้วยหนึ่งในเป้าหมายของแคปแลน คือ ไม่เพียงส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยแต่ยังสนับสนุนโอกาสในการศึกษาระดับอุดมศึกษาและโอกาสในการประสบความสำเร็จด้านอาชีพด้วย จากเป้าหมายดังกล่าว แคปแลน จึงได้มอบทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 6 ทุน และทุนการศึกษาภาษาอังกฤษจำนวน 5 ทุน

    ลีออง ชุง รองประธานกรรมการบริหารแคปแลน สิงคโปร์ เปิดเผยว่า “ในฐานะตัวแทนของแคปแลน สิงคโปร์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งในการเข้าเฝ้าฯ ถวายทุนการศึกษาของเรา  แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แคปแลนเป็นสถาบันฯ จากต่างประเทศแห่งแรกที่มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาซึ่งจะช่วยให้นักเรียนไทยที่มีความสนใจได้รับโอกาสในการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสิงคโปร์ เราได้ทำงานร่วมกับสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (TIECA) อย่างใกล้ชิด และจะยังคงร่วมงานกับพวกเขาเช่นนี้ต่อไปเพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนในประเทศไทย”

    แคปแลนได้จัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลายได้แก่หลักสูตรประกาศนียบัตรขั้นสูงหลักสูตร อุดมศึกษาหลักสูตรการฝึกอบรมมืออาชีพและโครงการภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนในสิงคโปร์ทั้งระดับเด็กและผู้ใหญ่ โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินการ แคปแลนได้มอบโอกาสให้กับเด็กนักเรียนมาแล้วราว 24,000 คนจากประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทย แล้วจากทั่วทวีปเอเชีย

  • Dec 17 , 2014

    โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรทวิภาษาแบบองค์รวม  (Unified Bilingual Curriculum) โดยนำหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ มาบูรณาการเข้ากับหลักสูตรนานาชาติ เตรียมความพร้อมการศึกษาสู่อนาคต จัดงาน "นวัตกรรมการเรียนรู้ สู่อาชีพผู้นำแห่งอนาคต” พร้อมเปิดตัว หลักสูตรการศึกษาใหม่ “สายศิลปะการประกอบอาหาร (เชฟ)” ในระดับชั้นมัธยมปลาย ครั้งแรกในประเทศไทยกับหลักสูตร 2 ภาษา เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักเรียนที่สนใจก้าวสู่การจะเป็นเชฟมืออาชีพในอนาคต โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยรังสิต

Management

  • Mar 12 , 2015

    องค์กรทุกองค์กรล้วนขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่อยู่ภายในองค์กร การจะทำให้องค์กรเติบโตก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่ทุกองค์กรให้ความสำคัญคือการสร้างความผูกพันต่อองค์กรให้เกิดขึ้นในหมู่พนักงาน ซึ่งในธุรกิจครอบครัวมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว สมาชิกในครอบครัวรู้จักนิสัยใจคอกันและกันมาตั้งแต่เกิด ความผูกพันจึงเกิดมาพร้อมกับการเป็นสมาชิกของครอบครัว พร้อมกับความรู้สึกเป็นเจ้าของ

  • Dec 29 , 2014

    ทุกวันนี้การบริหารจัดการบุคลากรในหลายๆ องค์กร มักจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยการแบ่งงาน HR ให้เป็น 2 ลักษณะงาน คือ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ HRM (Human Resources Management) และด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรือ HRD (Human Resources Development)

  • Dec 02 , 2014

     

    เพราะเชื่อมั่นมาตลอดว่าความสุขของคนทำงานทุกคน อยู่ที่การได้ทำงานในองค์กรซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ไม่เฉพาะการได้คิดสร้างสรรค์ แต่ยังสามารถนำสิ่งที่คิดไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตัดสินใจที่ยุ่งยาก

     

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Mar 12 , 2015

    “คุณอยากอ่านอะไร อยู่จังหวัดไหน แล้วที่นั่นมีอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า”

    ในยุคดิจิทัล ไม่ว่า ‘นักอ่าน’ จะอยู่ที่ กรุงเทพฯ เชียงราย สงขลา กาฬสินธุ์ เหนือสุดใต้สุดของไทย หากไม่ได้เดินร้านหนังสือก็สามารถสั่งซื้อผ่านเว็บได้ และหลังจากคลิก ‘สั่งซื้อ’ แล้วมีหนังสือลอยมาถึงหน้าประตูบ้านในเวลาไม่กี่วัน ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า ‘ชีวิตดี๊ดี’

  • Feb 18 , 2015

    งานอดิเรกสนุกๆ กลายเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรหลายสิบล้านบาท ให้ชายผู้มีปริญญา 6 ใบ ดร.สมรัช เรียงเครือ จากธุรกิจ “มินิคาร์ ไทยแลนด์” ซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะทำอะไร “สนอง Need” และกลายเป็นการผลิตมินิคาร์ในเชิงอุตสาหกรรมรายแรกของโลก

  • Feb 17 , 2015

    การพบรักในที่ทำงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกออฟฟิศ เพราะในเมื่อคนทำงานใช้เวลาอยู่ในออฟฟิศถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงมีโอกาสพบรักในที่ทำงานมากกว่าพบรักกับคนภายนอก จากการทำงานร่วมกัน อยู่ดึกเหมือนกัน สปาร์คกันในงานปาร์ตี้ของบริษัท หรือจากทริปของบริษัท เป็นต้น

    การคบกับคนในออฟฟิศมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร รักครั้งนี้จะเป็นน้ำผึ้ง หรือยาพิษ ขึ้นอยู่กับคนสองคน สำหรับวาเลนไทน์นี้ jobsDB.com มีสถิติและคำแนะนำหากคุณเลือกที่จะมีรักในที่ทำงานมาฝาก

     

     

     

     

    น้ำผึ้ง

    ยาพิษ

    41% เห็นด้วยกับการมีความรักในที่ทำงาน

    30% ต้องปกปิดความสัมพันธ์เมื่อมีความรักที่ทำงาน

    37% ของคนที่ถูกจีบในออฟฟิศ ตกลงเป็นแฟนกัน

    32% มีความสัมพันธ์ระยะสั้น ๆ เท่านั้น

    27% ลงเอยด้วยการแต่งงานกัน

    21% มองว่าการมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมักจบไม่สวย

    37% อาจจะมีรักในที่ทำงานในอนาคต

    10% มองว่าการมีรักในที่ทำงานมีผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน

                         ผลสำรวจโดย the Institute of Leadership & Management (ILM) ผู้ตอบแบบสำรวจ 1,005 คน

     

    ข้อดีของการมีรักในที่ทำงาน

    1. รู้นิสัยใจคอกันดีกว่าคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน - การเป็นคนคุ้นเคยกันมาก่อนมีข้อดีหลายประการ คุณไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องเสี่ยงกับคนที่คุณไม่รู้แบ็กกราวนด์เขามาก่อน

    2. ทำให้กระตือรือร้น อยากมาทำงานทุกวัน – เมื่อคบกับคนในที่ทำงานเดียวกัน จะทำให้คุณมีความกระตือรือร้น อยากมาทำงานทุกวัน รอคอยที่จะได้เจอคู่รักของคุณ

    3. มีกำลังใจในการทำงาน ผลงานดีขึ้น – คนรักของคุณเปรียบเสมือนกำลังใจอย่างดี ที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของคุณ เมื่อมีกำลังใจดี ผลงานก็ดีตามไปด้วย

    4. ชีวิตมีสีสัน ตื่นเต้นที่ได้แอบคบกัน – สำหรับคู่ที่ไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ ยังได้ตื่นเต้นกับการแอบนัดพบกัน ส่งโน้ตให้กันโดยไม่ให้คนอื่นรู้ ถือเป็นการเติมสีสันให้ชีวิตไปอีกแบบ

    5. มีกองเชียร์สนับสนุน หากคบกันแบบเปิดเผย –บางคู่ที่คบกันอย่างเปิดเผยจะมีกองเชียร์คอยสนับสนุน ทำให้ออฟฟิศมีชีวิตชีวามากขึ้น

    6. เคมีตรงกันยิ่งคบยิ่งใช่ สุดท้ายลงเอยด้วยการแต่งงาน – มีหลายคู่ที่คบหาดูใจกัน และพบว่าเคมีตรงกัน เข้ากันได้ดี มีโอกาสจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์ได้ในที่สุด

    ข้อเสียของการมีรักในที่ทำงาน 

    เมื่อคบกัน

    1. ความใกล้ชิดที่มากเกินไป ทะเลาะกันง่ายขึ้น – ความใกล้ชิดทำให้ยิ่งเห็นข้อเสียของกันและกัน หลายสิ่งไม่เป็นไปตามที่ความคาดหวัง จึงมีโอกาสทะเลาะกันง่ายขึ้น

    2. วางตัวลำบากทั้งเรื่องงานและความสัมพันธ์ – จะจัดการอย่างไรให้สมดุล ไม่เอาเรื่องงานมาปนกับความรัก และไม่เอาความรักมาทำให้งานเสีย

    3. เรื่องของเรา กลายเป็นเรื่องเม้าท์ของชาวบ้าน - เมื่อเรื่องของคนสองคน กลายเป็นเรื่องเม้าท์ของคนอื่น ความอึดอัดใจก็จะตามมา ยิ่งไปกว่านั้น หากความรักไม่ราบรื่นดังหวัง จากรักที่หวานชื่นกลายเป็นการเลิกราที่ขมขื่น

    เมื่อเลิกกัน

    1. วางตัวลำบาก มองหน้ากันไม่ติด – เป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก จากคนเคยรัก กลายเป็นคนอื่น เมื่อยังต้องเจอหน้ากันทุกวัน จะวางตัวอย่างไร

    2. เกิดดราม่าในออฟฟิศ ทำลายสภาพแวดล้อมที่ดี – เมื่อคุณสองคนมีปัญหากันในที่ทำงาน บรรยากาศในการทำงานที่ดีก็จะหายไป และยังทำลายบรรยากาศการทำงานของคนอื่นด้วย

    3. ไม่อยากมาทำงาน ผลงานแย่ลง – เมื่อไม่อยากเจอหน้ากัน คุณจึงไม่อยากมาทำงาน หรือมาทำงานแบบคนอกหัก ผลงานจะออกมาดีได้อย่างไร

    4. เกิดการซุบซิบนินทา กลายเป็น Talk of the Town – เรื่องของคุณจะกลายเป็นประเด็นฮอตในออฟฟิศให้ขาเม้าท์ได้วิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากไปเลย

    ข้อควรระวัง

    หากคิดจะมีรักในที่ทำงานแล้ว มีข้อควรระวังดังนี้ หากคบกับเพื่อนร่วมงาน ควรรักษาระยะห่าง อย่าสวีทกันมากเกินไป และไม่ควรใช้ความสัมพันธ์ที่มีในการปกปิดความผิดให้กัน หากคบกับหัวหน้างาน คุณอาจถูกมองว่าพยายามไต่เต้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากความสัมพันธ์จบลง ให้ระวังว่าอาจจะถูกไล่ออกในไม่ช้า หากคบกับลูกน้อง ความสัมพันธ์อาจทำให้ลำเอียง ใช้หน้าที่การงานเอื้อประโยชน์ให้กับคู่รักของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกน้องคนอื่นของคุณอาจขาดความเขื่อถือในตัวคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างคู่รักของคุณเป็นพิเศษก็ตาม

     

    โดย : 

    บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด