TBANK ควบ SCIB “เราจะโต”

 alt

 

หากใครที่เคยดูหนัง Gung Ho (1986) ของผู้กำกับ รอน โฮเวิร์ด นำแสดงโดย ไมเคิล คีตัน คงจะได้เห็นความแตกต่างของ 2 วัฒนธรรมการทำงานที่อยู่คนละซีกโลก ระหว่าง “ตะวันออก” และ “ตะวันตก” ที่ต้องอาศัยความพยายามยิ่งยวด ในการจูนคลื่นเข้าหากัน

 

 

หนังเรื่องนี้ พูดถึงบริษัทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นที่ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไป take over บริษัทผลิตรถยนต์ของอเมริกา ซึ่งในห้วงเวลานั้นกำลังเจอพิษวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างแรง จนทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่งต้องปิดฉากลง ผู้คนตกงานเดือดร้อนกันทั่ว Gung Ho ทำให้เราเห็นว่า ระเบียบ กฎเกณฑ์การทำงาน และสไตล์การบริหารคนของญี่ปุ่นกับอเมริกันนั้น ช่างแตกต่างกันมากมาย การทำงานที่ไม่ยอมปรับตัวเองเข้าหากัน นำมาซึ่งความแตกแยกย่ำแย่มากขึ้น ซึ่งกว่าทั้ง 2 จะปรับเข้าหากันได้ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกัน

 

นั่นคือภาพสะท้อนในโลกความเป็นจริง ที่ไม่อาจเลี่ยงได้ของการควบรวมกิจการ และความสำคัญของวัฒนธรรมองค์กร ที่เป็นหัวใจนำพาให้บริษัท “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ได้ภายหลังการควบรวมกิจการ

 

ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่าไม่มีเส้นทางไหนอีกแล้วที่จะทำให้ธุรกิจโตพรวดพราดได้เท่ากับการควบรวมกิจการ และไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือไม่ดีอะไรในการควบรวมกิจการ เพราะบางองค์กร ควบเพื่อรอด ควบแล้วโต แม้จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม 

 

ถ้าจะว่าไปกลยุทธ์การซื้อขายกิจการถือกันว่าสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ ก่อนจะขยายลามไปยังส่วนต่างๆ ของโลก สำหรับในบ้านเราการควบรวมกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกปี 2533 โดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 
ธนสยาม จำกัด เข้าซื้อหุ้น บริษัท สามชัยอิเลคโทรนิคส์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จนครอบครองหุ้นกว่า 10% แต่ถ้าพูดถึงสถาบันการเงิน ขอยกตัวอย่าง การควบรวมที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ ในการควบรวมกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังการรวมตัวกันเป็นผลให้ธนาคารทหารไทยกลายเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ด้วยมูลค่าของสินทรัพย์กว่า 7 แสนล้านบาท เมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังมีการรวมและโอนกิจการระหว่างธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน) และธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของธนาคารรัตนสิน และซื้อหุ้นของธนาคารเอเชีย จาก ABN Amro

 

และล่าสุดการควบรวมของ ธนาคารธนชาต ที่ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 6.8 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อ ธนาคารนครหลวงไทย จากกองทุนฟื้นฟู ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีในเชิงธุรกิจ เพราะแต่ละฝ่ายมีความชำนาญที่ต่างกันออกไป

 

ว่ากันถึงอายุอานาม ธนาคารนครหลวงไทย ผ่านร้อนผ่านหนาว มานานถึง 69 ปี ซึ่งถ้ายังจำกันได้ ธนาคารแห่งนี้ล้มลุกคลุกคลานมาจนจะปิดแบงก์ก็หลายครั้ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท ถือเป็นแบงก์ขนาดกลาง มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 7

 

ขณะที่ทางด้านธนาคารธนชาต แม้อายุจะยังเยาว์เพียงแค่ 8 ปี และมาจากการรวมกันของสถาบันการเงิน 5 แห่ง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท แต่ถือว่าเป็นแบงก์ขนาดเล็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนต้องจับตามอง

 

และเมื่อทั้ง 2 แบงก์รวมกันจะทำให้ขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 8 แสนล้านบาท โตพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย กลายเป็นแบงก์ใหญ่ที่น่ากลัวไม่เบา แต่จะน่ากลัวแค่ไหน ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียดของแต่ละแบงก์ ว่าจะเข้ากันได้ดีเพียงใด

 

 

ต่างคนต่างเก่ง

 

หากจะพูดถึงแรงจูงใจที่นำไปสู่การควบรวมกิจการแล้ว มีตั้งแต่การรวมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergies) บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในอนาคต

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุใด การควบรวมกิจการที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่พลาดที่จะดูความสอดคล้องต้องกันในทางธุรกิจด้วย

 

ย้อนปูมไปเมื่อก่อตั้งธนาคารธนชาตเมื่อปี 2547 นั้น ธนชาตเป็นธนาคารขนาดเล็กที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำให้ธนาคารธนชาตเลือกที่จะปักธงไปที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

 

“คือ เราคิดว่าจะโตอย่างไร ขณะนั้นคิดว่าต้องสร้าง niche market เราก็ไปทางสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แล้วเราก็ทำได้ดีโตไปได้” สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวเช่นนั้นกับ MBA

 

แล้วกลยุทธ์นี้ก็ประสบความสำเร็จ ดูได้จากตัวเลขการเติบโตของมาร์เก็ตแชร์ 25% เรียกว่า เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มาแรงทีเดียว แต่เมื่อมาถึงนาทีนี้ ต้องยอมรับโอกาสเติบโตในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เช่นนั้นดูจะเริ่มตีบตันไปเสียแล้ว

 

alt

 

ขณะที่ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2484 ในชื่อ “ธนาคารนครหลวงแห่งประเทศไทย” ภายหลังได้มีการควบรวมกับธนาคารศรีนครในปี 2545 ปัจจุบันธนาคารมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 47.58%

 

ทั้งนี้ ถ้าดูพอร์ตสินเชื่อของทั้ง 2 ธนาคาร จะเห็นว่า ส่วนใหญ่สินเชื่อของธนาคารธนชาตจะเป็นรายย่อย โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 95% ที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อบัตรเครดิตเพียงนิดหน่อย ส่วนธนาคารนครหลวงไทย โดยส่วนมากเป็นสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อบ้าน ฉะนั้น ภาพในเชิงธุรกิจของทั้ง 2 ธนาคาร จึงแทบจะไม่ซ้ำซ้อนกันเลย แถมโครงสร้างธุรกิจยังเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย

 

“ถ้ารวมกันแล้วประมาณ 50% เป็นสินเชื่อบุคคล คือรถ บ้าน บัตรเครดิต อีก 50% เป็นสินเชื่อธุรกิจ และเอสเอ็มอี ทำให้ balance กันดี สินเชื่อธุรกิจ เวลาปล่อยๆ ก้อนใหญ่ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยดี ความเสี่ยงกระจาย หลักการใหญ่ๆ เป็นฐานที่ทำให้เราสู้กับคู่แข่งได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันมีฐานะลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น เพราะไม่ใช่เงินกู้เงินผ่อนอย่างเดียว แต่มีอย่างอื่นด้วยอย่างประกันชีวิต”

 

นอกจากนี้ การควบรวมยังทำให้โครงสร้างธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเชิงรายได้ เพราะสินเชื่อรถยนต์ จะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่วนสินเชื่อธุรกิจจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น จึงเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งในแง่เวลาที่ดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่มีข่าวการซื้อธนาคารนครหลวงไทย ก็มีคำถามตามมาว่า “ซื้อนครหลวงไป แล้วทำ corporate loan เป็นหรือ?”

 

“ต้องบอกว่าจริงๆ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เราทำสินเชื่อ corporate มา เราซื้อหนี้ ปรส. เราเอาบริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ เราช่วยระดมทุนธนาคารใหญ่ๆ เป็นหมื่นๆ ล้าน เราก็ทำมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าตอนต้มยำกุ้งมา เราตั้งต้นใหม่ เราจำเป็นต้อง niche market ขึ้น ฉะนั้นเราทำเป็น ไม่มีปัญหา”

 

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารธนชาตสนใจธนาคารนครหลวงไทย โดยใช้เวลาศึกษานานร่วม 2 ปีก่อนตัดสินใจเข้าซื้อ

 

“ดูต่อเนื่องกันมา 2 ปี ศึกษาและรอจนกระทั่งกองทุนฟื้นฟูประกาศขาย อันนี้เราพิจารณาร่วมกับโนวาสโกเทีย หุ้นส่วนด้วย 
ก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ในการขยาย แล้วเราใหญ่ขึ้น บริการการเงินครบถ้วนขึ้น เป็นประโยชน์กับลูกค้า ความที่เราใหญ่ขึ้นทำให้สามารถพัฒนาเงินทุนในระบบดีขึ้น”

 

ไม่เพียงแค่นั้น สมเจตน์ ยังบอก
อีกด้วยว่า จริงๆ แล้ว ดีทั้งในเชิงธุรกิจของ
ธนชาต และยังเป็นการสนองตอบนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการควบรวมกิจการภายในประเทศเพื่อให้มีขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้สถาบันการเงินสามารถลงทุนได้ดีขึ้น มี economy of scale ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่สำคัญ คือการนำไปสู่ความมั่นคง

 

สำหรับสาขา ซึ่งเป็นเสมือนแขนขาในการทำธุรกิจนั้น ดูเหมือนว่าธนาคารธนชาต จะใช้เวลาอันรวดเร็วในการสร้างสาขาถึง 200 กว่าสาขา ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทยมี 400 กว่าสาขา ทันทีที่การควบรวมกิจการเสร็จสิ้นประมาณปี 2554 จะมีสาขารวม 687 แห่ง และตู้เอทีเอ็มอีก 2,101 เครื่อง

 

“อย่างสาขาแม้จะซ้อนกันบ้างก็รวม แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดโต เราก็จะโตอีก ดังนั้น สาขายังจำเป็น”

 

สมเจตน์ เชื่อมั่นว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การทำให้ลูกค้าเห็นว่าธนาคารมีความมั่นคง และเมื่อมีความมั่นคงก็จะสามารถระดมเงินฝากมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ดีขึ้น “รายการนี้ทั้งสองแห่งไม่มีใครเป็นน้ำเสีย เขาแข็งแรง เราไปดูแล้ว เรียกว่าเอาเก่งสองคนมาร่วมกัน เก่งเล็กสองคนรวมเป็นเก่งใหญ่ โดยมีโนวาสโกเทียสนับสนุนอยู่ มันเป็นการผสมสานระหว่าง local expertise กับ international expertise จากโนวาสโกเทีย” 

 

 

Due Diligence ผ่าน

 

กลยุทธ์ในการเข้าควบรวมกิจการ มักจะพิจารณาหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดราคา ไปจนถึงการบริหารจัดการภายหลังการซื้อหรือควบรวมกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งจะทำทั้งในด้านการเงิน ด้านกฎหมาย และด้านการประเมินราคาทรัพย์สินที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำหนดราคานั้นมีความสมเหตุสมผลตามความเป็นจริง

 

หลายครั้งที่เมื่อทำ Due Diligence แล้วทำให้โครงการควบรวมต้องล้มเลิกไป อันเนื่องมาจากการตรวจพบว่า มีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

 

“ตอนทำ Due Diligence ทางธนาคารธนชาตประเมิน 2 ด้านหลัก คือ 1. ดูทรัพย์สินปัจจุบันราคาจริงเป็นเท่าไร และ 2. ต่างคนต่างอยู่แบงก์จะเติบโตยังไง แต่ถ้ารวมกันแล้วด้วยเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น ด้วยทรัพยากรบุคคลที่รวมกัน ด้วยฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น ฐานต้นทุนดีขึ้น สามารถคิดค้นนวัตกรรมเอาไปขายเรียกว่า cross sale มูลค่าที่เพิ่ม เราพิจารณาจากพวกนี้ คำนวณตีค่าออกมาเป็นราคา ฉะนั้น ราคา 32.50 บาท/หุ้น ไม่แพง”

 

ดีลนี้ธนาคารธนชาต ต้องทุ่มทุน 68,000 ล้านบาท โดยจ่ายให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู 1,005 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 47.58% ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 32,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือรองรับการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์

 

ทั้งนี้ การจะตอบว่า คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น คงต้องดูต่อจากนี้ว่า มูลค่าเพิ่มที่ดูกันไว้นั้นจะร่วมกันสร้างให้เป็นจริงหรือไม่?

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือหนี้เน่าที่ซ่อนอยู่ ซึ่งสมเจตน์ กล่าวยอมรับว่า 
เรื่องเอ็นพีแอลยังไม่จบ และตอนทำ Due Diligence พอจะรู้อยู่ ก็ได้มีการหารือกันว่าวิธีที่จะได้ผลเร็วที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คืออะไร

 

“มีหลายทางเลือก ใช้ทีมเก่าทำ หรือทีมเราก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เบื้องต้นหารือกันอยู่ มันจะแยกได้เป็นสองกลุ่ม corporate ก็เป็นรายๆ ไป ส่วนรายย่อยกระจายขนาดไหนก็ต้องดูกันต่อไปอีก แต่ที่แน่ๆ ไม่หนักใจ เรื่องแก้หนี้เสีย สำหรับเราชิวๆ เพราะเราซื้อหนี้มาเยอะแล้ว ซื้อ ปรส. ผมเองเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการ บสท. แก้หนี้เสียระดับประเทศมาแล้ว เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก”

 

alt

 

ไร้ปัญหาวัฒนธรรม

 

“หลักการควบรวมกิจการ ต้องดูว่าโมเดลชนกันไหม การสื่อสารเพียงพอที่จะสร้างความเข้าใจหรือไม่ และต้องมีความชัดเจนเรื่องกลยุทธ์ที่จะเดินต่อ” สมเจตน์ อธิบายถึงปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการควบรวมกิจการ

 

ซึ่งโดยปกติการควบรวมกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จภายหลังการควบรวมแล้ว มักจะเกิดจากปัญหา เช่น การประเมินค่าสูงเกินไปสำหรับศักยภาพที่ได้จากการรวมกิจการนั้นๆ และการบริหารการรวมตัวกันหลังจากมีการควบรวมกิจการแล้วทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ดังตัวอย่างหนังเรื่อง Gung Ho ที่กล่าวถึงในตอนแรก

 

ว่ากันถึงสไตล์การบริหารงานของธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาต สมเจตน์ ฉายภาพให้เห็นว่า อันที่จริงไม่แตกต่างกันนัก โดยเหตุผลคือ ประการแรกทุกคนเห็นตรงกันว่าจะร่วมกันเพื่อขายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประการที่สอง การบริหารงานจะใช้หลักเลือกระบบงาน และผู้บริหารที่มีความสามารถ ประการที่สาม ทั้งคู่เป็นผู้บริหารมืออาชีพอยู่แล้ว

 

ประมวลจากคำพูดของ สมเจตน์ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างน่าจะราบรื่น เพราะ หนึ่ง ความขัดแย้งนั้นน้อยมาก และสอง ความซ้ำซ้อนในเชิงธุรกิจแทบไม่มี

 

“เราคนไทยด้วยกัน เราเข้าใจ คุยกันได้ ธุรกิจเหมือนกันไม่ตีกัน ก็จะมีเล็กๆ น้อยๆ ท่านประธานพูดชัดเจน เราใช้หลักฝีมือ ดูความสามารถ อย่างธนาคารนครหลวงไทยจัดเจนเรื่องสินเชื่อบ้าน คุณทำเลย เราจะเป็นฝ่ายตาม เพราะเป้าหมายของเราคืออะไรก็ได้ที่ดีกับลูกค้าและผู้ถือหุ้น”

 

ที่สำคัญ ทั้งธนาคารนครหลวงไทยเองเคยผ่านการควบรวมกับธนาคารศรีนครมาก่อนแล้ว ขณะที่ฝั่งธนาคารธนชาตเองก็ผ่านการร่วมกิจการกับโนวาสโกเทียเช่นเดียวกัน

 

 

“ผมว่าไทยกับไทยเนี่ยง่ายกว่าฝรั่งกับไทย เรามีประสบการณ์กับโนวาสโกเทีย ว่าเป็นฝรั่งที่เข้าใจไทย ปัญหาน้อย เขียนไทยได้เขียนไทย เขียนอังฤษได้เขียน เวลาพรีเซ็นต์พูดอังกฤษไม่ได้ ก็พูดไทย เดี๋ยวมีคนแปล เราไม่ให้ภาษาเป็นปัญหาอุปสรรค และที่สำคัญ ประธานกรรมการบันเทิง ตันติวิท พูดชัดเจนว่า ซื้อราคานี้เพราะเราเห็นค่าของทรัพยากรบุคคล แบงก์นครหลวงไทยไม่ได้มีแต่โต๊ะเก้าอี้ ฉะนั้นเรื่องคน อยู่ที่เราสามารถสร้างโอกาสให้เขาได้ใช้ความเชี่ยวชาญสร้างโพรดักท์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าหรือเปล่า”

 

อาจกล่าวได้ว่า ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่ามีประสบการณ์ด้านธนาคารพาณิชย์มายาวนาน ดังนั้น ทรัพยากรบุคคลของแบงก์ย่อมมีคุณภาพ มีความเชี่ยวชาญ การได้รวมกันจึงเป็นการประสานความเชี่ยวชาญของคน 2 กลุ่มซึ่งมีความเชี่ยวชาญคนละด้าน

 

ทั้งนี้ โดยภาพรวมในขั้นตอนต่อไปนั้น ก็คือการทำคำเสนอซื้อหุ้นคืน (tender offer) จากนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารธนชาตจะเสนอรับซื้อหุ้นในราคาเดียวกับที่ซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้

 

จากนั้น โดยภาพใหญ่จะดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 2 ธนาคารไปอีกระยะหนึ่งจนกระทั่งทำแผนควบรวมแล้วได้รับอนุมัติจากแบงก์ชาติ คาดว่าต้นปี 2554 ก็จะเกิดการควบรวมจริงเหลือหนึ่งธนาคาร

 

โดยขณะนี้ผู้บริหารสองแห่งอยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อที่จะเปรียบเทียบ 
โพรดักท์เสนอลูกค้า ระบบงาน ระบบการตลาด ว่าตรงไหนที่เหมือนและต่างกัน แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อเสนอผู้บริหารสูงสุดพิจารณาว่าควรจะใช้โพรดักท์แบบใด ใช้ระบบงานแบบไหน และระบบตลาดจะเป็นอย่างไร จากนั้นจะปรับเปลี่ยนทั้ง 2 ธนาคารให้มีระบบที่ว่าเหมือนกัน เพื่อให้สามารถออกไปบริการลูกค้าได้ การวิเคราะห์ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่อยู่ในแผนที่จะเสนอขออนุมัติจากแบงก์ชาติ นอกเหนือจากการนำเสนอสภาพคล่องของธนาคาร ความเพียงพอของเงินทุน ความราบรื่นของระบบ เพื่อมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับบริการต่อเนื่อง

 

และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ปี 2554 ธนาคารธนชาตก็พร้อมที่จะทะยานออกไปต่อกรกับแบงก์ยักษ์ต่อไป

 

...........................................................

 

เรื่อง  รัชนี  พันธ์รุ่งจิตติ

ภาพ ฐิติวุฒิ บางขาม
 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Feb 03 , 2016

     

    บริษัทยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมพนักงานยูนิโคล่ ส่งมอบเสื้อผ้ากว่า 15,000 ชิ้น ที่ได้รับบริจาคผ่านโครงการพิเศษ “10 Million Ways to HELP” นับเป็นโครงการภายใต้โครงการ “All Recycling” ที่รับบริจาคเสื้อผ้าเพื่อนำมามอบให้แก่ผู้อพยพและเยาวชนผู้ขาดแคลนที่อาศัยตามชายแดนไทย-พม่า ณ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผ่านความร่วมมือจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรอย่างมูลนิธิสิกขาเอเชีย

    สำหรับโครงการ “10 Million Ways to HELP” เป็นโครงการพิเศษภายใต้โครงการ All Recycling ของยูนิโคล่ที่มุ่งสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมที่ดีกว่าผ่าน “พลังแห่งเสื้อผ้า” (Power of Clothing) โดย บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ได้ดำเนินการรวบรวมเสื้อผ้า ยูนิโคล่ที่ใช้แล้ว แต่ยังคงอยู่ในสภาพดีผ่านกล่องรับบริจาค ณ ร้านยูนิโคล่ ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ขาดแคลนมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ได้ส่งมอบเสื้อผ้าผ่านไปยังผู้ด้อยโอกาสแล้วกว่า 20,000 ชิ้น

  • Feb 03 , 2016

     

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยให้สถานที่ในการเปิดสอนหลักสูตรสมาธิชั้นสูง (High-class) รุ่น 2 (พญาฉัตทันต์) สถาบันพลังจิตตานุภาพ  สาขา 1  ระหว่างวันที่ 18 ม.ค.- 7 มี.ค 2559 สอนโดยพระธรรมมงคงญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนเกือบ 150 คน

  • Feb 03 , 2016

     

    โซนี่ไทยร่วมฉลองต้อนรับเทศกาลตรุษจีนทั่วประเทศ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับทีวี บราเวีย จำกัดเพียง 3 รุ่นยอดนิยม ให้แก่ลูกค้าที่กำลังมองหาทีวีคุณภาพสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 14 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เท่านั้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    •ทีวีบราเวีย Full HD ขนาด 40 นิ้ว รุ่น KDL-40R350C
    ราคาปกติ 14,990 บาท *ลดพิเศษ 3,000 บาท เหลือเพียง 11,990 บาท*
    •ทีวีบราเวีย Full HD ขนาด 40 นิ้ว สามารถเล่น You Tube ได้ รุ่น KDL-40R550C
    ราคาปกติ 17,490 บาท *ลดพิเศษ 4,500 บาท เหลือเพียง 12,990 บาท*
    •ทีวีบราเวีย 4K จอโค้งอินเทอร์เน็ต 3D ขนาด 65 นิ้ว รุ่น KD-65S8500C
    ราคาปกติ 109,990 บาท *ลดพิเศษ 25,000 บาท เหลือเพียง 84,990 บาท*
    *เงื่อนไข – ราคาพิเศษนี้สำหรับการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดเท่านั้น

    ผู้สนใจสามารถซื้อทีวีบราเวียในราคาพิเศษนี้ได้ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดเท่านั้น โดยสามารถซื้อได้ที่ร้านโซนี่สโตร์ ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ ทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th

 

School Move

  • Jan 21 , 2016

    นิด้ายืนยัน อนาคตประเทศอยู่ในกำมือนักบริหารยุคใหม่ พร้อมเดินหน้าเป็นกำลังสำคัญ สร้างมหาบัณฑิตด้วยหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA) ให้มีความพร้อมสำหรับงานบริหารในโลกความเป็นจริง คาดตอบโจทย์การสร้างอนาคตของประเทศได้ตรงจุด

  • Jan 06 , 2016

     

     

    ตามที่เกิดความวุ่นวายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จนเป็นข่าวครึกโครมทางสื่อต่าง ๆช่วงวันที่ 28-31 ธันวาคม 2558 ได้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดี นำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่มหาวิทยาลัยนั้น

    พวกเรากลุ่มคณบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ เดือนเมษายน 2558 ที่สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีมติด้วยเสียงข้างมากตั้งกรรมการสอบสวนอธิการบดี สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี และแต่งตั้งรักษาการอธิการบดี ซึ่งพวกเราไม่คัดค้านมติ ให้สอบสวนอธิการบดี แต่มีข้อสังเกตเรื่องคณะกรรมการสอบสวนที่สภาแต่งตั้งว่าไม่มีบุคคลที่เป็นกลางร่วมในคณะกรรมการ และความจำเป็นที่จะต้องพักการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ซึ่งสองเรื่องดังกล่าวพวกเราเพียงตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อ ติดตามพฤติกรรม แต่สิ่งที่พวกเราคัดค้านมาโดยตลอดและไม่ยินยอมคือการตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นรักษาการอธิการบดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งที่มีนัยผิดปกติกล่าวคือ การแต่งตั้งสภามหาวิทยาลัย ใช้อำนาจตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งๆ ที่วรรคหนึ่ง ในมาตราเดียวกันกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้รองอธิการบดีคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน และที่สำคัญคือแต่งตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งเป็นคู่กรณีหรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่สอบสวนอธิการบดี และควรจะเป็นหนึ่งในผู้ถูกสอบสวนกรณีจัดตั้งบริษัท/ซื้อเครืองฝึกบินจำลองร่วมกับอธิการบดีด้วย นี่คือเหตุผลที่พวกเราร่วมกันต่อต้าน และไม่ยอมให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นผลให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ไม่สามารถเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ได้ จนปัจจุบัน ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายประชุมเมื่อ 13 ตุลาคม 2558 ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อสอบข้อเท็จจริง ซึ่งรัฐมนตรีท่านได้มีคำสั่งที่ สป.1512/2558 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการตามที่ตกลงกัน ซึ่งพวกเราได้ทราบทางสื่อว่ารัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าการสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว จะนัดทั้งสองฝ่ายแจ้งผลราวต้นเดือนมกราคม 2559

    แต่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2558 นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ได้นำกำลังซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ กว่า 20 คน อ้างคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ว่าแต่งตั้งตนให้เป็นอธิการบดี บุกไปที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญวิทยาเขตหัวหมาก แต่ถูกต่อต้านไม่ให้เข้า จึงนำกำลังชายฉกรรจ์กว่า 100 คน บุกไปที่วิทยาเขตสุวรรณภูมิ วางกำลังตามจุดต่างๆ เป็นที่หวาดวิตกแก่พวกเรา บุคลากรและนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องประกาศปิดทำการในวันที่ 29-30 ธันวาคม 2558 จนในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ได้ไปที่วิทยาเขตหัวหมากอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้นำกำลังซึ่งเป็นชายฉกรรจ์กว่า 30 คน พยายามพังประตูเพื่อเข้าไป แต่ได้รับการต่อต้านจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย พวกเราบางคนทราบข่าวจึงรีบไป และพยายามเจรจาต่อรองให้รอฟังผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ซึ่งจะนัดราวต้นเดือนมกราคม 2559 ตามที่ท่านให้ข่าว แต่นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ไม่ยอม และพยายามจะพังประตูเข้ามาให้ได้ จนต้องให้พนักงานรักษาความปลอดภัยใช้เครื่องดับเพลิงฉีดสกัด เกิดความวุ่นวายต่อหน้าสื่อมวลชนที่มาสังเกตการณ์ ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าหากปล่อยไว้จะเกิดการปะทะกันจนเป็นเหตุรุนแรง จึงผลักดันให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล และพรรคพวกออกจากพื้นที่ในที่สุด

    พวกเราได้ประชุม ตรวจสอบ ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ แล้วพบว่าหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าให้ตั้งคณะกรรมการกลางสอบสวนข้อเท็จจริง และทั้งสามฝ่ายคือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมาก อธิการบดี/นายกสภามหาวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการ เห็นด้วยกับรายชื่อของคณะกรรมการ จนรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทุกฝ่ายควรยุติบทบาทเพื่อรอฟังผลการตรวจสอบ แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยกลับไม่เคารพในข้อตกลงที่ประชุมร่วมกับรัฐมนตรี ในขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปฏิบัติหน้าที่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมากกลับเรียกประชุมสภามหาวิทยาลัย อ้างเสียงข้างมากพักการปฎิบัติหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย แต่งตั้งรักษาการนายกสภามหาวิทยาลัย และมีมติสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วย 2 ท่าน ซึ่งมติดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ/ให้อำนาจ จากนั้นมีการจัดประชุมต่อเนื่องเพื่อลงมติ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดี มีมติสั่งปลดอธิการบดี และมีมติแต่งตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นอธิการบดีแทน

    พวกเราในนามของคณบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เห็นว่ามูลเหตุของปัญหาเกิดจากพฤติกรรมของกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคน ที่ลุแก่อำนาจ ไม่เคารพต่อข้อตกลงในการไกล่เกลี่ยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อทราบว่าจะเพลี่ยงพลํ้าเพราะรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ว่าผลการตรวจสอบบางประเด็นไม่ตรงกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการที่สภามหาวิทยาลัยตั้ง ก็พยายามบิดเบือนข้อกฎหมาย อ้างเสียงข้างมากลงมติเพื่อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลัย จนทำให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งพวกเราเห็นว่าเป็นคู่กรณีของอธิการบดี ลุแก่อำนาจ นำมติที่ไม่ถูกกฎหมายมาเป็นข้ออ้าง เมื่อไม่ได้รับการยอมรับกลับใช้กำลังเข้าข่มขู่ และทำลายทรัพย์สิน แทนการใช้กระบวนการตามกฎหมาย ดังเช่นผู้มีการศึกษา โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็นอาจารย์พึงกระทำ พวกเราจึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อสังคม สาธารณชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ได้พิจาณาพฤติกรรมดังกล่าวและร่วมกันช่วยกดดัน ประณาม หรือลงโทษ เพื่อไม่ให้เป็นกรณีตัวอย่างแก่นักศึกษาและเยาชนของชาติต่อไป

    6 มกราคม 2559 

  • Dec 09 , 2015

    จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว สำหรับโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นครั้งที่ 8 ประจำปี 2559 หรือ Best Employers Thailand 2016 ที่เอออน ฮิววิท บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารงานบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ร่วมมือกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

 

Management

  • Dec 15 , 2015

    ประเทศไทยต้องการการปรับเปลี่ยนกระบวนความคิด หรือ mindset ใหม่เพื่อที่จะก้าวข้ามไปสู่ยุคการสร้าง Innovation อย่างจริงจัง ซึ่ง Innovation หมายความรวมได้ทั้งกระบวนการคิด กระบวนการสร้าง และกระบวนการบริหารแบบใหม่ที่จะก่อเกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มขึ้น สิ่งต่างๆ ดีขึ้น และที่สำคัญช่วยลดทอนหรือขจัดอุปสรรคและปัญหาที่เรามีอยู่ให้น้อยลงหรือหมดไปได้

  • Nov 05 , 2015

    เพื่อนเก่าผมคนหนึ่ง เธอเป็นคนน่ารักและมองโลกในแง่ดีเธอทำงานอยู่ที่สำนักงาน FAO ของสหประชาชาติประจำประเทศไทย วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของเธอเกิดนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า “สายชำระ” ไม่ออก จึงลองใช้บริการของ Google Translation Service ดูบ้าง

    ทันทีที่เธอพิมพ์คำภาษาไทยลงไป แล้วคลิกไอคอน “Translate” บนหน้าจอก็ปรากฏคำว่า “Late Payments” หรา

    เรื่องนี้จึงได้กลายเป็น “โจ๊กประจำออฟฟิศ” นับแต่บัดนั้น

  • Nov 03 , 2015

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ชัยวุฒิ ตั้งสมชัย และผศ.ปิยพรรณ กลั่นกลิ่น ศูนย์เตือนภัยธุรกิจภาคเหนือ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ดำเนินการจัดสัมมนา “ก้าวข้ามปัญหา การค้าข้ามแดน” ณ ห้องประชุมไชยช้างคำ โรงแรมราชภัฏอินน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย

 

Cool Case

  • Jan 14 , 2016

    Inspiration เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราลุกมาทำอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว... ภูวดล ทองถาวร เป็นคนหนุ่มแห่งวงการสตาร์ตอัพที่มี Inspiration จากการเห็น www.etsy.com เว็บไซต์ e-commerce สัญชาติอเมริกันที่จำหน่ายงานศิลปะ สินค้าแฮนด์เมด และสินค้าวินเทจของคนทั่วโลก ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยการสร้างคอมมูนิตีให้ผู้ผลิตสินค้าและผู้ซื้อมาเลือกช็อปสินค้าบนโลกออนไลน์ได้จากทุกมุมโลก เขาจึงเรียนรู้การทำคอมมูนิตีนี้แบบ etsy ว่าทำอย่างไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน ใช้เทคโนโลยีอะไร แล้วสร้างคอมมูนิตีออนไลน์ขายสินค้าแฮนด์เมดและงานศิลปะฝีมือคนไทย ภายใต้ชื่อ Blisby 

  • Dec 07 , 2015

    อัพเดตสำคัญสำหรับ เดสก์ท็อปแอพ Creative Cloud ของอะโดบี ซึ่งได้รับการประกาศเมื่อเดือนตุลาคมที่งาน MAX 2015 ตอนนี้พร้อมใช้งานแล้วสำหรับสมาชิก Creative Cloud หลายล้านรายทั่วโลก

  • Dec 02 , 2015

    3 คน 3 อาชีพ ธนพัฒน์ สุขวิสุทธิ์ - สัตวแพทย์, กันยพรรษ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา - ดีไซเนอร์สาว และชัชวาลย์ สาระ - โปรแกรมเมอร์ เป็นทีม Tech Start-up หน้าใหม่ที่เดินเครื่องสนับสนุนวงการสัตวแพทย์ โดย น.สพ.ธนพัฒน์เป็นผู้คิด “www.vetside.net” โซเชียล เน็ตเวิร์กที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับสัตวแพทย์ขึ้นเมื่อปี 2556