วังขนาย ยุค Slim Smart & Innovation

 

เกร็ด ปูม ตำนาน เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ มีความสำคัญในฐานะเป็นร่องรอยความคิด และวิวัฒนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก กลุ่มบุคคล องค์กร ชุมชน ท้องถิ่นหรือระดับประเทศ

ตำนาน หรือประวัติศาสตร์ขององค์กรต่างๆ ที่มีให้เห็นหรืออ่านกันอย่างมากมายนั้นมิได้ตีวงแคบ จำกัดว่าเป็นเรื่องราวเฉพาะแต่องค์กรนั้นๆ หากแต่ยังเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของสังคม ณ ช่วงเวลานั้นด้วย

การบันทึกประวัติศาสตร์ขององค์กรธุรกิจก็ย่อมทำหน้าที่เช่นเดียวกันนี้

นิตยสาร MBA โดยความร่วมมือจากกลุ่มวังขนาย ได้จัดทำ Business Legend จำนวน 6 ตอน ซึ่งไม่เพียงเห็นร่องรอยความคิด วิถีธุรกิจของชาว

วังขนาย และอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนบางแง่มุมของธุรกิจโลกด้วย

บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย ประกาศนโยบายว่าต้องการให้องค์กรมีความ ‘Slim Smart & Innovation’

ผมอยากให้จากนี้ไปเวลาที่เราฟื้นแล้วเราออกวิ่งได้ไม่ใช่ออกวิ่งเดี๋ยวๆขาหักเดี๋ยวๆป่วย บุญญฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย กล่าวกับพนักงานที่โรงงานน้ำตาลหลายแห่งในช่วงฤดูกาลปิดหีบ ที่เขาและบิดา –อารีย์ ชุ้นฟุ้ง ต้องเดินสายไปพบกับพนักงานเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไปเพื่อพบปะ ได้เจอหน้าค่าตา ถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดคุยทั้งเป้าหมายและแผนงานปีหน้า มีบททั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ

การเปลี่ยนแปลงในระยะ 3 – 4 ปีมานี้ จึงมีความเกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ความร่วมมือกับ Toyota Tsusho การนำระบบ Kaizen มาใช้ภายในองค์กร การคิดค้นนวัตกรรมการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การทำให้ผลผลิตบางส่วนเป็นออร์แกนิกที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ (Traceability) การรวม 12 สหกรณ์เป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวังขนาย จำกัด การปรับอัตรากำลัง ฯลฯ

กิจกรรมทั้งหมดข้างต้น ล้วนต้องอาศัย คน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำได้เพียงคนหนึ่งคนใด หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เหมือนวงดนตรีวงใหญ่ที่มีลูกรับ-ลูกส่งต่อเนื่องกันไป ฝ่ายทรัพยากรบุคคลในฐานะที่เป็นผู้ดูแลกำลังคนจึงมีความสำคัญ

จิตต์สุภา สุขเจตนี อดีตผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ ภารกิจการพัฒนาระเบียบราชการส่วนภูมิภาคและความสัมพันธ์กับองค์กรปกครองท้องถิ่น สำนักงาน ก.พ.ร. ที่เข้ามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มวังขนาย ตั้งแต่ปี 2549 ก็เช่นเดียวกับอดีตข้าราชการอย่าง ชาญชัย ตั้งชู ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจสหกรณ์ ดร.ณรงค์ ชินบุตร อดีตข้าราชการกรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน และอีกหลายคนที่ตกลงใจเข้ามาทำงานในวังขนาย ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายคือ ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวังขนายให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ แข่งได้ในระยะยาว

 

แข่งด้วยนวัตกรรม

กว่า 60 ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีรัฐช่วยโอบอุ้มตลอดมา Business Cycle จะวนเวียนประมาณว่า ราคาน้ำตาลในโลกสูง - ชาวไร่อ้อยแห่กันปลูก - ผลิตผลล้นตลาด ราคาตก - รัฐเข้าอุ้มด้วยการประกันราคาซื้ออ้อย และปกป้องผู้ผลิตน้ำตาลด้วยการตั้งกำแพงภาษีลดการนำเข้า - ตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นแขนขาทำตลาดส่งออก - ราคาตลาดโลกสูง จำหน่ายได้ราคาดี - น้ำตาลในประเทศขาดแคลน - เกิดภัยแล้งซ้ำผลผลิตจึงได้น้อย ราคาถีบตัวสูงขึ้น – ชาวไร่อ้อยแห่ปลูก – ปริมาณอ้อยล้นตลาด – รัฐเข้าช่วยเหลือ (อ่านรายละเอียดได้ในฉบับกรกฎาคม 2553)

แต่การค้าเสรีที่คืบคลานเข้ามา จะเปิดให้น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ดีมานด์ - ซัพพลายในประเทศเปลี่ยนไป หรือหากบริษัทต้องการออกไปแข่งขันในต่างประเทศ ก็จะไปแบบไร้อาวุธ ไร้นวัตกรรมก็ย่อมแข่งขันได้ยากเช่นกัน

อันที่จริง ไม่ใช่ครั้งแรก (และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่วังขนาย และอุตสาหกรรมน้ำตาลต้องเผชิญกับภาวะท้าทายอันยากลำบาก ตราบใดที่ประกอบธุรกิจ ความเสี่ยง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากพลิกดูประวัติศาสตร์อุตสา-หกรรมน้ำตาลไทย วังขนายและบริษัทน้ำตาลอีกหลายแห่ง เคยปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว โดยเฉพาะในปี 2528 ถึงขั้นธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ธนาคารและรัฐบาลต้องนั่งเจรจากับบริษัทน้ำตาลทั้งหลาย และสร้าง ข้อตกลง 3 กันยายน ให้บริษัทน้ำตาลทั้งหลายยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องเป็นภาระวิ่งเต้นนำเงินมาไถ่น้ำตาลที่จำนำไว้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อส่งให้ลูกค้าต่างประเทศตามสัญญาซื้อที่มีเข้ามา ไม่ให้เสียหายต่อการค้าของประเทศ

วังขนายสมัยนั้น มีหนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท จากแผนขยายโรงงานและกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธนาคารทหารไทย จนสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดการหนี้ที่พอกพูนด้วยการส่งคนเข้ามานั่งบริหาร

นอกจากเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อีกประการหนึ่ง คือ สุขภาพทางการเงินของวังขนาย มูลเหตุของการเกิดปัญหารอบนี้ เกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้มูลหนี้จาก 7,000- 8,000 ล้านบาท ทวีเท่าตัวเป็น 15,000 ล้านบาท วังขนายมีชะตากรรมไม่ต่างจากองค์กรอื่นๆ ที่ต้องกัดฟันใช้หนี้ที่พอกพูน

เหตุสะดุดทางการเงินเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีนโยบายปรับปรุงเครื่องจักรขนานใหญ่ มูลค่า 800 ล้านบาท ราวปี 2548 เมื่อดำเนินการไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน จึงต้องนำเงินทุนหมุนเวียนมาใช้การซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง ประจวบกับสถานการณ์อ้อยพบภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตและรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมาย หลังจากพยายามด้วยการจำหน่ายน้ำตาลไปยังต่างประเทศในราคาลด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่อง

 

วังขนายจึงตัดสินใจเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2550 ซึ่งกฎหมายคุ้มครองบริษัทที่อยู่ระหว่างแผนฟื้นฟู มิให้เจ้าหนี้บังคับขายทรัพย์สินทอดตลาด และ ภาระดอกเบี้ยต่างๆ ก็จะมีการเจรจาผ่อนผัน ปรับลดกันตามกำลัง ความสามารถ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าสู่แผนฟื้นฟูไปก่อนแล้ว แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การจะก่อหนี้ใดๆ หรือ การทำธุรกรรมใดๆ จะต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าหนี้ คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องแผนฟื้นฟู โดยมีที่บริษัทวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analyst) และธนาคารดูแลใกล้ชิด

บางครั้งจะปล่อยเงินเกี๊ยวเราต้องจ่ายเช็คให้ชาวไร่ล่วงหน้าทางสถาบันการเงินก็ต้องพิจารณารัดกุมขึ้นก็อาจทำให้มีความล่าช้าไปบ้างซึ่งทั้งเกษตรกรและเราจะได้รับผลกระทบสหกรณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรานำสิ่งที่เราดำเนินการอยู่แล้วมาแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เรวัตร ตันติวิริยางกูร ผู้อำนวยการประจำสำนักประธานกรรมการบริหาร (สายงานนโยบายและแผนบัญชี) กลุ่มวังขนาย เล่าถึงการเข้าสู่แผนฟื้นฟู (เงินเกี๊ยว หรือ เงินบำรุงอ้อย ก็คือ เงินมัดจำในการขายอ้อยล่วงหน้า โดยโรงงานจะจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าให้ชาวไร่ และชาวไร่มักนำไปขายลดกับธนาคารที่มีดีลกับโรงงาน หรือ ไม่ก็รอขึ้นเงินเมื่อตอนที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานครบตามกำหนดแล้ว)

นอกจากผู้บริหารต้องทำใจ และทำความเข้าใจกับวิกฤตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งว่ามาขโมยโอกาส และ ลดทอนความมั่งคั่งไปแล้ว ในรายที่คิดยืนหยัดสู้ ก็ต้องฟื้นชีพองค์กรให้แข่งขันได้อีกครั้ง

บุญญฤทธิ์ ย่อมรู้ประวัติศาสตร์องค์กรดี จาก อารีย์ ชุ้นฟุ้ง บิดา และ ธีระ ณ วังขนาย พี่ชายคนโต ซึ่งยังร่วมบริหารกลุ่มวังขนายในปัจจุบัน เขาไม่ต้องการให้วงจรนี้วนเวียน และการจะกระโดดออกจากวงจรได้ต้องอาศัย นวัตกรรม เป็นสำคัญ

การมีพันธมิตรอย่างโตโยต้าที่มีเป้าหมายจะส่งออกด้านอาหารมากขึ้น ญี่ปุ่นส่งสินค้าบุกตลาดทั่วโลกได้อย่างไร วังขนายก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความร่วมมือนี้ ความพยายามในการหาวิธีปลูกอ้อยให้ได้ 100 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยออร์แกนิกซึ่งจะได้น้ำตาลและ by product อื่นๆ เช่น ขี้หม้อกรองไปทำปุ๋ย เยื่ออ้อยไปทำกระดาษ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ การนำสหกรณ์ 12 แห่งมารวมกันและเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนแหล่งใหญ่สำหรับพนักงาน และหากการชักชวนชาวไร่เข้าเป็นสมาชิกขยายจำนวนเพิ่ม ต่อไปบริษัทอาจไม่จำเป็นต้องใช้เช็คเงินเกี๊ยวจากสถาบันการเงินอื่น และชาวไร่ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ สิ่งเหล่านี้คือเรื่อง คิดใหม่ทำใหม่ ที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการสร้างผลผลิต เปลี่ยนวิธีการทำตลาด เปลี่ยนวิธีการขายของในอนาคต

ฟื้นองค์กรด้วยคน

ทุกปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนเวียนมาถึง จะเป็นช่วงเปิดหีบอ้อย เครื่องและคนในโรงงานน้ำตาลของกลุ่มวังขนายในจังหวัดต่างๆ จะทำงานจากนี้ไปราว 4 เดือน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พอหมดฤดูหีบ พนักงานชั่วคราวก็เวียนออกไปรับจ้างที่อื่น หรือเป็นกองหนุนในงานอื่นๆ บ้าง

การบริหารจัดการอัตรากำลัง จึงเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของกลุ่มน้ำตาลวังขนายที่ต้องรื้อแก้ขนานใหญ่ จากเดิมที่การรับคน ประเมินผลงานต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายโรงงาน แต่ล่าสุด วังขนายใช้การรวมศูนย์ การพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ต้องผ่านส่วนกลาง และ ทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้นเคย และ ศึกษาสภาพงานที่แท้จริง เพื่อประเมินเรื่องอัตรากำลังด้วย

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องการล้างขนบเดิมในการรับและประเมินพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานในต่างจังหวัด คุณสมบัติและความสามารถบางครั้งเป็นเรื่องรอง แต่จะมีระบบอุปถัมภ์และเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องสูง มีการกันตำแหน่งให้คนสนิทชิดเชื้อบ้าง ให้คนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝากมาบ้าง ยังไม่นับเรื่องการว่างงานแฝง แอบหลับระหว่างงาน กินเหล้าเมาไม่มาทำงาน ฯลฯ เฉพาะพนักงานชั่วคราวที่แต่ละโรงงานจ้างเพิ่มในฤดูหีบก็มีร่วม 100 คน พนักงานประจำทั้งไทยและต่างประเทศอีกราว 1,200 คน ถ้าคนไร้ประ-สิทธิภาพก็คือการแบกต้นทุนไว้เสียเปล่า

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายทรัพยากร-บุคคลเองก็ถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการทำงานด้วยเช่นกัน

ราชการที่เขาทำมาหลายอย่างเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้วเอกชนเสียอีกที่บางครั้งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จิตต์สุภา หรือที่บุญญฤทธิ์เรียกว่า เจ๊แดง เล่าถึงงานของแผนก เราลองให้น้องๆในทีมไปแจกสลิปถึงโต๊ะทุกคนเขาก็จะรู้สึกแปลกใหม่เจออะไรเขาก็กล้าถามมากขึ้นไม่ได้คิดว่าเราไปจับผิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่รวมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นเชิงรุก

นอกจากทีมของจิตต์สุภา 4 คน ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรบุคคลแล้ว ยังมีทีมงานอีก 6 คนภายใต้การดูแลของ Mr.Junichiro Azuma ชาวญี่ปุ่นจาก Toyota Tsusho ที่เข้ามาวางแผนร่วมกันในฐานะผู้อำนวยการอาวุโสในส่วนพัฒนาองค์กร (Organization Development)

Check List งาน และ Zoning คือ คำที่ชาววังขนายได้ยินถี่มากในช่วงการปรับเปลี่ยนองค์กร เพราะคือการวางหน้าที่รับผิดชอบขอบเขตงาน (Job Description) ของแต่ละคน ว่าถืองานอะไรบ้างในมือ และควรทำ

และควรทำภายใต้เงื่อนไขเวลาเท่าใด การวัดประเมินผล การให้รางวัล การลงโทษ อันเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ก็จะมีเครื่องชี้วัดชัดเจน ไม่ใช่การประเมินตามความพึงใจหรือตามความรู้สึกของหัวหน้างาน

พนักงานชั่วคราวอาจเคยผ่านงานที่โรงงานในฤดูหีบที่แล้วถ้าอยากบรรจุต้องมีการสอบวัดทักษะความสามารถตามแบบข้อสอบที่เราออกแบบไว้ จิตต์สุภาเล่าถึงการรับคนที่เข้มงวดขึ้น

ตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากช่าง ก็เช่นกัน จะเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่ออฟฟิศส่วนกลาง แผนกบัญชี แผนกจัดซื้อ ฝ่ายจัดหาอ้อย ผู้จัดการโรงงาน ต่างมี check list ในงานของตัวเอง และมีข้อสอบมาตรฐานในการรับคนเข้าทำงานและการประเมินอยู่เป็นระยะๆ คนเก่าคนแก่อย่าง ธิปโรจนกิจผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มวังขนาย เคยเล่าว่า ตัวเขาเองก็ต้องร่วมออกข้อสอบสำหรับฝ่ายวิศวกร สำหรับคนวุฒิน้อย ก็สามารถใช้ประสบการณ์เป็นตัวไต่ระดับในสายงานได้ อาจมีความยุ่งยากและเหนื่อยตอนจัดระบบตอนต้น แต่เมื่อลงตัว ก็จะเป็นการช่วยกรองคนคุณภาพในระยะยาว

บางงานก็คืองานที่ทำอยู่แล้วแต่แบ่งหมวดหมู่งานวางเป้าหมายที่จับต้องได้เช่นงานซ่อมเครื่องจักรเราจะทำกัน 8 เดือนในช่วงฤดูปิดหีบฝ่ายซ่อมก็ซ่อมไปตอนนี้เราจะกำหนดชัดเจนเช่นซ่อมเครื่องหนึ่ง 3 คน 3 วันก็คือ 9 Man-day แล้วต้องเสร็จ บรรเจิด จรูญชนม์ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอู่ทอง ยกตัวอย่างถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่การเป็นผู้บริหาร บรรเจิดก็พึงพอใจกับการประเมินนี้ เพราะคนที่ทำงานอย่างรับผิดชอบดีอยู่แล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบอันใด ในแง่ของจิตต์สุภาเอง ต้องลงศึกษาหน้างานต่างๆ ให้รู้กระจ่างเรื่องการผลิตน้ำตาล ส่วนพนักงานแผนกอื่นๆ ในระยะ 2- 3 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าคอร์สอบรมสม่ำเสมอ

นอกจากนั้น การประเมินความสามารถตามวิชาชีพแล้ว ตามการบริหารระบบ Kaizen ที่พันธมิตร Toyota Tsusho นำเข้ามาในวังขนาย ทำให้แต่ละคนต้องมีการประเมินขีดความสามารถ (Competency) 7 ด้านด้วยกัน คือ

การปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ

การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analythical Thinking)

การปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง (Change Action)

การสื่อสาร (Communication)

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

การประสานงาน (Coordination)

การให้ความร่วมมือ (Cooperation)

จิตสำนึกด้านต้นทุน (Cost Awareness)

ขณะเดียวกัน สวัสดิการดีๆ ที่ผู้บริหารสร้างไว้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักพนักงานกว้างขวาง (ในส่วนโรงงานต่างจังหวัด) โรงอาหารที่ดี มีสนามกีฬา ห้องน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน

ที่นี่ดูแลพนักงานดีมากทุกคนจะรู้สึกว่าอยู่ใน Comfort Zone ตอนมาครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้วบ้านพักต่างจังหวัดดีมากด้วยความที่มีพื้นที่ห้องพักก็จะกว้างสะดวกสบายดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯอีกสนามกีฬาก็มีโรงอาหารก็พร้อม จิตต์สุภา เล่าถึงแง่มุมดีๆ ที่เห็น อะไรที่ผู้บริหารให้เป็นสวัสดิการทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิม

นโยบายด้านบุคลากรอันเป็นประกาศิตจากบุญญฤทธิ์ ที่ย้ำกับพนักงานทุกส่วน ทุกโรง ทั้งสำนักงานในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ก็คือ จากนี้ไป เดิมธุรกิจนี้ไม่ต้องแข่งอะไรทำแบบช่างหัวมันบรรยากาศการทำงานแบบโคตรพี่โคตรน้องที่ทำมาร่วม 20-30 ปีจะดำเนินควบคู่ไปกับระบบประเมินผลและตรวจสอบที่วัดผลได้

เพราะอย่างน้อย เมื่อเจอวิกฤตซึ่งขยันมาแวะเวียนคนทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมี มันสมองและกำลังคนที่จะช่วยฟื้นวิกฤตที่เข้ามาได้ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Feb 03 , 2016

     

    บริษัทยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด นำทีมพนักงานยูนิโคล่ ส่งมอบเสื้อผ้ากว่า 15,000 ชิ้น ที่ได้รับบริจาคผ่านโครงการพิเศษ “10 Million Ways to HELP” นับเป็นโครงการภายใต้โครงการ “All Recycling” ที่รับบริจาคเสื้อผ้าเพื่อนำมามอบให้แก่ผู้อพยพและเยาวชนผู้ขาดแคลนที่อาศัยตามชายแดนไทย-พม่า ณ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผ่านความร่วมมือจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรอย่างมูลนิธิสิกขาเอเชีย

    สำหรับโครงการ “10 Million Ways to HELP” เป็นโครงการพิเศษภายใต้โครงการ All Recycling ของยูนิโคล่ที่มุ่งสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมที่ดีกว่าผ่าน “พลังแห่งเสื้อผ้า” (Power of Clothing) โดย บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ได้ดำเนินการรวบรวมเสื้อผ้า ยูนิโคล่ที่ใช้แล้ว แต่ยังคงอยู่ในสภาพดีผ่านกล่องรับบริจาค ณ ร้านยูนิโคล่ ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ขาดแคลนมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันยูนิโคล่ (ประเทศไทย) ได้ส่งมอบเสื้อผ้าผ่านไปยังผู้ด้อยโอกาสแล้วกว่า 20,000 ชิ้น

  • Feb 03 , 2016

     

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยให้สถานที่ในการเปิดสอนหลักสูตรสมาธิชั้นสูง (High-class) รุ่น 2 (พญาฉัตทันต์) สถาบันพลังจิตตานุภาพ  สาขา 1  ระหว่างวันที่ 18 ม.ค.- 7 มี.ค 2559 สอนโดยพระธรรมมงคงญาณ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร) มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนเกือบ 150 คน

  • Feb 03 , 2016

     

    โซนี่ไทยร่วมฉลองต้อนรับเทศกาลตรุษจีนทั่วประเทศ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับทีวี บราเวีย จำกัดเพียง 3 รุ่นยอดนิยม ให้แก่ลูกค้าที่กำลังมองหาทีวีคุณภาพสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 14 กุมภาพันธ์ ศกนี้ เท่านั้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    •ทีวีบราเวีย Full HD ขนาด 40 นิ้ว รุ่น KDL-40R350C
    ราคาปกติ 14,990 บาท *ลดพิเศษ 3,000 บาท เหลือเพียง 11,990 บาท*
    •ทีวีบราเวีย Full HD ขนาด 40 นิ้ว สามารถเล่น You Tube ได้ รุ่น KDL-40R550C
    ราคาปกติ 17,490 บาท *ลดพิเศษ 4,500 บาท เหลือเพียง 12,990 บาท*
    •ทีวีบราเวีย 4K จอโค้งอินเทอร์เน็ต 3D ขนาด 65 นิ้ว รุ่น KD-65S8500C
    ราคาปกติ 109,990 บาท *ลดพิเศษ 25,000 บาท เหลือเพียง 84,990 บาท*
    *เงื่อนไข – ราคาพิเศษนี้สำหรับการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดเท่านั้น

    ผู้สนใจสามารถซื้อทีวีบราเวียในราคาพิเศษนี้ได้ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะการชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดเท่านั้น โดยสามารถซื้อได้ที่ร้านโซนี่สโตร์ ร้านโซนี่ เซ็นเตอร์ ทุกสาขา และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th

 

School Move

  • Jan 21 , 2016

    นิด้ายืนยัน อนาคตประเทศอยู่ในกำมือนักบริหารยุคใหม่ พร้อมเดินหน้าเป็นกำลังสำคัญ สร้างมหาบัณฑิตด้วยหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (MPA) ให้มีความพร้อมสำหรับงานบริหารในโลกความเป็นจริง คาดตอบโจทย์การสร้างอนาคตของประเทศได้ตรงจุด

  • Jan 06 , 2016

     

     

    ตามที่เกิดความวุ่นวายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จนเป็นข่าวครึกโครมทางสื่อต่าง ๆช่วงวันที่ 28-31 ธันวาคม 2558 ได้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดี นำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่มหาวิทยาลัยนั้น

    พวกเรากลุ่มคณบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ เดือนเมษายน 2558 ที่สภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีมติด้วยเสียงข้างมากตั้งกรรมการสอบสวนอธิการบดี สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี และแต่งตั้งรักษาการอธิการบดี ซึ่งพวกเราไม่คัดค้านมติ ให้สอบสวนอธิการบดี แต่มีข้อสังเกตเรื่องคณะกรรมการสอบสวนที่สภาแต่งตั้งว่าไม่มีบุคคลที่เป็นกลางร่วมในคณะกรรมการ และความจำเป็นที่จะต้องพักการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ซึ่งสองเรื่องดังกล่าวพวกเราเพียงตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อ ติดตามพฤติกรรม แต่สิ่งที่พวกเราคัดค้านมาโดยตลอดและไม่ยินยอมคือการตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นรักษาการอธิการบดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นการแต่งตั้งที่มีนัยผิดปกติกล่าวคือ การแต่งตั้งสภามหาวิทยาลัย ใช้อำนาจตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งๆ ที่วรรคหนึ่ง ในมาตราเดียวกันกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้รองอธิการบดีคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน และที่สำคัญคือแต่งตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งเป็นคู่กรณีหรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่สอบสวนอธิการบดี และควรจะเป็นหนึ่งในผู้ถูกสอบสวนกรณีจัดตั้งบริษัท/ซื้อเครืองฝึกบินจำลองร่วมกับอธิการบดีด้วย นี่คือเหตุผลที่พวกเราร่วมกันต่อต้าน และไม่ยอมให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นผลให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ไม่สามารถเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ได้ จนปัจจุบัน ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการ พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายประชุมเมื่อ 13 ตุลาคม 2558 ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อสอบข้อเท็จจริง ซึ่งรัฐมนตรีท่านได้มีคำสั่งที่ สป.1512/2558 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการตามที่ตกลงกัน ซึ่งพวกเราได้ทราบทางสื่อว่ารัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าการสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว จะนัดทั้งสองฝ่ายแจ้งผลราวต้นเดือนมกราคม 2559

    แต่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2558 นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ได้นำกำลังซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ กว่า 20 คน อ้างคำสั่งสภามหาวิทยาลัย ว่าแต่งตั้งตนให้เป็นอธิการบดี บุกไปที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญวิทยาเขตหัวหมาก แต่ถูกต่อต้านไม่ให้เข้า จึงนำกำลังชายฉกรรจ์กว่า 100 คน บุกไปที่วิทยาเขตสุวรรณภูมิ วางกำลังตามจุดต่างๆ เป็นที่หวาดวิตกแก่พวกเรา บุคลากรและนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เป็นผลให้มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องประกาศปิดทำการในวันที่ 29-30 ธันวาคม 2558 จนในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ได้ไปที่วิทยาเขตหัวหมากอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้นำกำลังซึ่งเป็นชายฉกรรจ์กว่า 30 คน พยายามพังประตูเพื่อเข้าไป แต่ได้รับการต่อต้านจากพนักงานรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย พวกเราบางคนทราบข่าวจึงรีบไป และพยายามเจรจาต่อรองให้รอฟังผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ซึ่งจะนัดราวต้นเดือนมกราคม 2559 ตามที่ท่านให้ข่าว แต่นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ไม่ยอม และพยายามจะพังประตูเข้ามาให้ได้ จนต้องให้พนักงานรักษาความปลอดภัยใช้เครื่องดับเพลิงฉีดสกัด เกิดความวุ่นวายต่อหน้าสื่อมวลชนที่มาสังเกตการณ์ ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าหากปล่อยไว้จะเกิดการปะทะกันจนเป็นเหตุรุนแรง จึงผลักดันให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล และพรรคพวกออกจากพื้นที่ในที่สุด

    พวกเราได้ประชุม ตรวจสอบ ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ แล้วพบว่าหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าให้ตั้งคณะกรรมการกลางสอบสวนข้อเท็จจริง และทั้งสามฝ่ายคือ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมาก อธิการบดี/นายกสภามหาวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการ เห็นด้วยกับรายชื่อของคณะกรรมการ จนรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทุกฝ่ายควรยุติบทบาทเพื่อรอฟังผลการตรวจสอบ แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยกลับไม่เคารพในข้อตกลงที่ประชุมร่วมกับรัฐมนตรี ในขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปฏิบัติหน้าที่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมากกลับเรียกประชุมสภามหาวิทยาลัย อ้างเสียงข้างมากพักการปฎิบัติหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัย แต่งตั้งรักษาการนายกสภามหาวิทยาลัย และมีมติสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วย 2 ท่าน ซึ่งมติดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ/ให้อำนาจ จากนั้นมีการจัดประชุมต่อเนื่องเพื่อลงมติ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิการบดี มีมติสั่งปลดอธิการบดี และมีมติแต่งตั้งนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล เป็นอธิการบดีแทน

    พวกเราในนามของคณบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เห็นว่ามูลเหตุของปัญหาเกิดจากพฤติกรรมของกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคน ที่ลุแก่อำนาจ ไม่เคารพต่อข้อตกลงในการไกล่เกลี่ยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อทราบว่าจะเพลี่ยงพลํ้าเพราะรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ว่าผลการตรวจสอบบางประเด็นไม่ตรงกับผลการสอบสวนของคณะกรรมการที่สภามหาวิทยาลัยตั้ง ก็พยายามบิดเบือนข้อกฎหมาย อ้างเสียงข้างมากลงมติเพื่อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของมหาวิทยาลัย จนทำให้นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งพวกเราเห็นว่าเป็นคู่กรณีของอธิการบดี ลุแก่อำนาจ นำมติที่ไม่ถูกกฎหมายมาเป็นข้ออ้าง เมื่อไม่ได้รับการยอมรับกลับใช้กำลังเข้าข่มขู่ และทำลายทรัพย์สิน แทนการใช้กระบวนการตามกฎหมาย ดังเช่นผู้มีการศึกษา โดยเฉพาะ ผู้ที่เป็นอาจารย์พึงกระทำ พวกเราจึงออกแถลงการณ์ฉบับนี้เพื่อเรียกร้องต่อสังคม สาธารณชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ได้พิจาณาพฤติกรรมดังกล่าวและร่วมกันช่วยกดดัน ประณาม หรือลงโทษ เพื่อไม่ให้เป็นกรณีตัวอย่างแก่นักศึกษาและเยาชนของชาติต่อไป

    6 มกราคม 2559 

  • Dec 09 , 2015

    จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว สำหรับโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นครั้งที่ 8 ประจำปี 2559 หรือ Best Employers Thailand 2016 ที่เอออน ฮิววิท บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารงานบุคคลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ร่วมมือกับ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

 

Management

  • Dec 15 , 2015

    ประเทศไทยต้องการการปรับเปลี่ยนกระบวนความคิด หรือ mindset ใหม่เพื่อที่จะก้าวข้ามไปสู่ยุคการสร้าง Innovation อย่างจริงจัง ซึ่ง Innovation หมายความรวมได้ทั้งกระบวนการคิด กระบวนการสร้าง และกระบวนการบริหารแบบใหม่ที่จะก่อเกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น มูลค่าเพิ่มขึ้น สิ่งต่างๆ ดีขึ้น และที่สำคัญช่วยลดทอนหรือขจัดอุปสรรคและปัญหาที่เรามีอยู่ให้น้อยลงหรือหมดไปได้

  • Nov 05 , 2015

    เพื่อนเก่าผมคนหนึ่ง เธอเป็นคนน่ารักและมองโลกในแง่ดีเธอทำงานอยู่ที่สำนักงาน FAO ของสหประชาชาติประจำประเทศไทย วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของเธอเกิดนึกคำศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า “สายชำระ” ไม่ออก จึงลองใช้บริการของ Google Translation Service ดูบ้าง

    ทันทีที่เธอพิมพ์คำภาษาไทยลงไป แล้วคลิกไอคอน “Translate” บนหน้าจอก็ปรากฏคำว่า “Late Payments” หรา

    เรื่องนี้จึงได้กลายเป็น “โจ๊กประจำออฟฟิศ” นับแต่บัดนั้น

  • Nov 03 , 2015

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ชัยวุฒิ ตั้งสมชัย และผศ.ปิยพรรณ กลั่นกลิ่น ศูนย์เตือนภัยธุรกิจภาคเหนือ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ดำเนินการจัดสัมมนา “ก้าวข้ามปัญหา การค้าข้ามแดน” ณ ห้องประชุมไชยช้างคำ โรงแรมราชภัฏอินน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จังหวัดเชียงราย

 

Cool Case

  • Jan 14 , 2016

    Inspiration เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราลุกมาทำอะไรได้มากมาย โดยเฉพาะในวัยหนุ่มสาว... ภูวดล ทองถาวร เป็นคนหนุ่มแห่งวงการสตาร์ตอัพที่มี Inspiration จากการเห็น www.etsy.com เว็บไซต์ e-commerce สัญชาติอเมริกันที่จำหน่ายงานศิลปะ สินค้าแฮนด์เมด และสินค้าวินเทจของคนทั่วโลก ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยการสร้างคอมมูนิตีให้ผู้ผลิตสินค้าและผู้ซื้อมาเลือกช็อปสินค้าบนโลกออนไลน์ได้จากทุกมุมโลก เขาจึงเรียนรู้การทำคอมมูนิตีนี้แบบ etsy ว่าทำอย่างไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน ใช้เทคโนโลยีอะไร แล้วสร้างคอมมูนิตีออนไลน์ขายสินค้าแฮนด์เมดและงานศิลปะฝีมือคนไทย ภายใต้ชื่อ Blisby 

  • Dec 07 , 2015

    อัพเดตสำคัญสำหรับ เดสก์ท็อปแอพ Creative Cloud ของอะโดบี ซึ่งได้รับการประกาศเมื่อเดือนตุลาคมที่งาน MAX 2015 ตอนนี้พร้อมใช้งานแล้วสำหรับสมาชิก Creative Cloud หลายล้านรายทั่วโลก

  • Dec 02 , 2015

    3 คน 3 อาชีพ ธนพัฒน์ สุขวิสุทธิ์ - สัตวแพทย์, กันยพรรษ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา - ดีไซเนอร์สาว และชัชวาลย์ สาระ - โปรแกรมเมอร์ เป็นทีม Tech Start-up หน้าใหม่ที่เดินเครื่องสนับสนุนวงการสัตวแพทย์ โดย น.สพ.ธนพัฒน์เป็นผู้คิด “www.vetside.net” โซเชียล เน็ตเวิร์กที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับสัตวแพทย์ขึ้นเมื่อปี 2556