วังขนาย ยุค Slim Smart & Innovation

 

เกร็ด ปูม ตำนาน เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ มีความสำคัญในฐานะเป็นร่องรอยความคิด และวิวัฒนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก กลุ่มบุคคล องค์กร ชุมชน ท้องถิ่นหรือระดับประเทศ

ตำนาน หรือประวัติศาสตร์ขององค์กรต่างๆ ที่มีให้เห็นหรืออ่านกันอย่างมากมายนั้นมิได้ตีวงแคบ จำกัดว่าเป็นเรื่องราวเฉพาะแต่องค์กรนั้นๆ หากแต่ยังเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของสังคม ณ ช่วงเวลานั้นด้วย

การบันทึกประวัติศาสตร์ขององค์กรธุรกิจก็ย่อมทำหน้าที่เช่นเดียวกันนี้

นิตยสาร MBA โดยความร่วมมือจากกลุ่มวังขนาย ได้จัดทำ Business Legend จำนวน 6 ตอน ซึ่งไม่เพียงเห็นร่องรอยความคิด วิถีธุรกิจของชาว

วังขนาย และอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนบางแง่มุมของธุรกิจโลกด้วย

บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย ประกาศนโยบายว่าต้องการให้องค์กรมีความ ‘Slim Smart & Innovation’

ผมอยากให้จากนี้ไปเวลาที่เราฟื้นแล้วเราออกวิ่งได้ไม่ใช่ออกวิ่งเดี๋ยวๆขาหักเดี๋ยวๆป่วย บุญญฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย กล่าวกับพนักงานที่โรงงานน้ำตาลหลายแห่งในช่วงฤดูกาลปิดหีบ ที่เขาและบิดา –อารีย์ ชุ้นฟุ้ง ต้องเดินสายไปพบกับพนักงานเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไปเพื่อพบปะ ได้เจอหน้าค่าตา ถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดคุยทั้งเป้าหมายและแผนงานปีหน้า มีบททั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ

การเปลี่ยนแปลงในระยะ 3 – 4 ปีมานี้ จึงมีความเกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ความร่วมมือกับ Toyota Tsusho การนำระบบ Kaizen มาใช้ภายในองค์กร การคิดค้นนวัตกรรมการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การทำให้ผลผลิตบางส่วนเป็นออร์แกนิกที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ (Traceability) การรวม 12 สหกรณ์เป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวังขนาย จำกัด การปรับอัตรากำลัง ฯลฯ

กิจกรรมทั้งหมดข้างต้น ล้วนต้องอาศัย คน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำได้เพียงคนหนึ่งคนใด หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เหมือนวงดนตรีวงใหญ่ที่มีลูกรับ-ลูกส่งต่อเนื่องกันไป ฝ่ายทรัพยากรบุคคลในฐานะที่เป็นผู้ดูแลกำลังคนจึงมีความสำคัญ

จิตต์สุภา สุขเจตนี อดีตผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ ภารกิจการพัฒนาระเบียบราชการส่วนภูมิภาคและความสัมพันธ์กับองค์กรปกครองท้องถิ่น สำนักงาน ก.พ.ร. ที่เข้ามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มวังขนาย ตั้งแต่ปี 2549 ก็เช่นเดียวกับอดีตข้าราชการอย่าง ชาญชัย ตั้งชู ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจสหกรณ์ ดร.ณรงค์ ชินบุตร อดีตข้าราชการกรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน และอีกหลายคนที่ตกลงใจเข้ามาทำงานในวังขนาย ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายคือ ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวังขนายให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ แข่งได้ในระยะยาว

 

แข่งด้วยนวัตกรรม

กว่า 60 ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีรัฐช่วยโอบอุ้มตลอดมา Business Cycle จะวนเวียนประมาณว่า ราคาน้ำตาลในโลกสูง - ชาวไร่อ้อยแห่กันปลูก - ผลิตผลล้นตลาด ราคาตก - รัฐเข้าอุ้มด้วยการประกันราคาซื้ออ้อย และปกป้องผู้ผลิตน้ำตาลด้วยการตั้งกำแพงภาษีลดการนำเข้า - ตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นแขนขาทำตลาดส่งออก - ราคาตลาดโลกสูง จำหน่ายได้ราคาดี - น้ำตาลในประเทศขาดแคลน - เกิดภัยแล้งซ้ำผลผลิตจึงได้น้อย ราคาถีบตัวสูงขึ้น – ชาวไร่อ้อยแห่ปลูก – ปริมาณอ้อยล้นตลาด – รัฐเข้าช่วยเหลือ (อ่านรายละเอียดได้ในฉบับกรกฎาคม 2553)

แต่การค้าเสรีที่คืบคลานเข้ามา จะเปิดให้น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ดีมานด์ - ซัพพลายในประเทศเปลี่ยนไป หรือหากบริษัทต้องการออกไปแข่งขันในต่างประเทศ ก็จะไปแบบไร้อาวุธ ไร้นวัตกรรมก็ย่อมแข่งขันได้ยากเช่นกัน

อันที่จริง ไม่ใช่ครั้งแรก (และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่วังขนาย และอุตสาหกรรมน้ำตาลต้องเผชิญกับภาวะท้าทายอันยากลำบาก ตราบใดที่ประกอบธุรกิจ ความเสี่ยง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากพลิกดูประวัติศาสตร์อุตสา-หกรรมน้ำตาลไทย วังขนายและบริษัทน้ำตาลอีกหลายแห่ง เคยปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว โดยเฉพาะในปี 2528 ถึงขั้นธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ธนาคารและรัฐบาลต้องนั่งเจรจากับบริษัทน้ำตาลทั้งหลาย และสร้าง ข้อตกลง 3 กันยายน ให้บริษัทน้ำตาลทั้งหลายยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องเป็นภาระวิ่งเต้นนำเงินมาไถ่น้ำตาลที่จำนำไว้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อส่งให้ลูกค้าต่างประเทศตามสัญญาซื้อที่มีเข้ามา ไม่ให้เสียหายต่อการค้าของประเทศ

วังขนายสมัยนั้น มีหนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท จากแผนขยายโรงงานและกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธนาคารทหารไทย จนสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดการหนี้ที่พอกพูนด้วยการส่งคนเข้ามานั่งบริหาร

นอกจากเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อีกประการหนึ่ง คือ สุขภาพทางการเงินของวังขนาย มูลเหตุของการเกิดปัญหารอบนี้ เกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้มูลหนี้จาก 7,000- 8,000 ล้านบาท ทวีเท่าตัวเป็น 15,000 ล้านบาท วังขนายมีชะตากรรมไม่ต่างจากองค์กรอื่นๆ ที่ต้องกัดฟันใช้หนี้ที่พอกพูน

เหตุสะดุดทางการเงินเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีนโยบายปรับปรุงเครื่องจักรขนานใหญ่ มูลค่า 800 ล้านบาท ราวปี 2548 เมื่อดำเนินการไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน จึงต้องนำเงินทุนหมุนเวียนมาใช้การซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง ประจวบกับสถานการณ์อ้อยพบภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตและรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมาย หลังจากพยายามด้วยการจำหน่ายน้ำตาลไปยังต่างประเทศในราคาลด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่อง

 

วังขนายจึงตัดสินใจเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2550 ซึ่งกฎหมายคุ้มครองบริษัทที่อยู่ระหว่างแผนฟื้นฟู มิให้เจ้าหนี้บังคับขายทรัพย์สินทอดตลาด และ ภาระดอกเบี้ยต่างๆ ก็จะมีการเจรจาผ่อนผัน ปรับลดกันตามกำลัง ความสามารถ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าสู่แผนฟื้นฟูไปก่อนแล้ว แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การจะก่อหนี้ใดๆ หรือ การทำธุรกรรมใดๆ จะต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าหนี้ คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องแผนฟื้นฟู โดยมีที่บริษัทวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analyst) และธนาคารดูแลใกล้ชิด

บางครั้งจะปล่อยเงินเกี๊ยวเราต้องจ่ายเช็คให้ชาวไร่ล่วงหน้าทางสถาบันการเงินก็ต้องพิจารณารัดกุมขึ้นก็อาจทำให้มีความล่าช้าไปบ้างซึ่งทั้งเกษตรกรและเราจะได้รับผลกระทบสหกรณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรานำสิ่งที่เราดำเนินการอยู่แล้วมาแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เรวัตร ตันติวิริยางกูร ผู้อำนวยการประจำสำนักประธานกรรมการบริหาร (สายงานนโยบายและแผนบัญชี) กลุ่มวังขนาย เล่าถึงการเข้าสู่แผนฟื้นฟู (เงินเกี๊ยว หรือ เงินบำรุงอ้อย ก็คือ เงินมัดจำในการขายอ้อยล่วงหน้า โดยโรงงานจะจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าให้ชาวไร่ และชาวไร่มักนำไปขายลดกับธนาคารที่มีดีลกับโรงงาน หรือ ไม่ก็รอขึ้นเงินเมื่อตอนที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานครบตามกำหนดแล้ว)

นอกจากผู้บริหารต้องทำใจ และทำความเข้าใจกับวิกฤตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งว่ามาขโมยโอกาส และ ลดทอนความมั่งคั่งไปแล้ว ในรายที่คิดยืนหยัดสู้ ก็ต้องฟื้นชีพองค์กรให้แข่งขันได้อีกครั้ง

บุญญฤทธิ์ ย่อมรู้ประวัติศาสตร์องค์กรดี จาก อารีย์ ชุ้นฟุ้ง บิดา และ ธีระ ณ วังขนาย พี่ชายคนโต ซึ่งยังร่วมบริหารกลุ่มวังขนายในปัจจุบัน เขาไม่ต้องการให้วงจรนี้วนเวียน และการจะกระโดดออกจากวงจรได้ต้องอาศัย นวัตกรรม เป็นสำคัญ

การมีพันธมิตรอย่างโตโยต้าที่มีเป้าหมายจะส่งออกด้านอาหารมากขึ้น ญี่ปุ่นส่งสินค้าบุกตลาดทั่วโลกได้อย่างไร วังขนายก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความร่วมมือนี้ ความพยายามในการหาวิธีปลูกอ้อยให้ได้ 100 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยออร์แกนิกซึ่งจะได้น้ำตาลและ by product อื่นๆ เช่น ขี้หม้อกรองไปทำปุ๋ย เยื่ออ้อยไปทำกระดาษ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ การนำสหกรณ์ 12 แห่งมารวมกันและเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนแหล่งใหญ่สำหรับพนักงาน และหากการชักชวนชาวไร่เข้าเป็นสมาชิกขยายจำนวนเพิ่ม ต่อไปบริษัทอาจไม่จำเป็นต้องใช้เช็คเงินเกี๊ยวจากสถาบันการเงินอื่น และชาวไร่ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ สิ่งเหล่านี้คือเรื่อง คิดใหม่ทำใหม่ ที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการสร้างผลผลิต เปลี่ยนวิธีการทำตลาด เปลี่ยนวิธีการขายของในอนาคต

ฟื้นองค์กรด้วยคน

ทุกปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนเวียนมาถึง จะเป็นช่วงเปิดหีบอ้อย เครื่องและคนในโรงงานน้ำตาลของกลุ่มวังขนายในจังหวัดต่างๆ จะทำงานจากนี้ไปราว 4 เดือน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พอหมดฤดูหีบ พนักงานชั่วคราวก็เวียนออกไปรับจ้างที่อื่น หรือเป็นกองหนุนในงานอื่นๆ บ้าง

การบริหารจัดการอัตรากำลัง จึงเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของกลุ่มน้ำตาลวังขนายที่ต้องรื้อแก้ขนานใหญ่ จากเดิมที่การรับคน ประเมินผลงานต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายโรงงาน แต่ล่าสุด วังขนายใช้การรวมศูนย์ การพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ต้องผ่านส่วนกลาง และ ทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้นเคย และ ศึกษาสภาพงานที่แท้จริง เพื่อประเมินเรื่องอัตรากำลังด้วย

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องการล้างขนบเดิมในการรับและประเมินพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานในต่างจังหวัด คุณสมบัติและความสามารถบางครั้งเป็นเรื่องรอง แต่จะมีระบบอุปถัมภ์และเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องสูง มีการกันตำแหน่งให้คนสนิทชิดเชื้อบ้าง ให้คนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝากมาบ้าง ยังไม่นับเรื่องการว่างงานแฝง แอบหลับระหว่างงาน กินเหล้าเมาไม่มาทำงาน ฯลฯ เฉพาะพนักงานชั่วคราวที่แต่ละโรงงานจ้างเพิ่มในฤดูหีบก็มีร่วม 100 คน พนักงานประจำทั้งไทยและต่างประเทศอีกราว 1,200 คน ถ้าคนไร้ประ-สิทธิภาพก็คือการแบกต้นทุนไว้เสียเปล่า

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายทรัพยากร-บุคคลเองก็ถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการทำงานด้วยเช่นกัน

ราชการที่เขาทำมาหลายอย่างเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้วเอกชนเสียอีกที่บางครั้งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จิตต์สุภา หรือที่บุญญฤทธิ์เรียกว่า เจ๊แดง เล่าถึงงานของแผนก เราลองให้น้องๆในทีมไปแจกสลิปถึงโต๊ะทุกคนเขาก็จะรู้สึกแปลกใหม่เจออะไรเขาก็กล้าถามมากขึ้นไม่ได้คิดว่าเราไปจับผิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่รวมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นเชิงรุก

นอกจากทีมของจิตต์สุภา 4 คน ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรบุคคลแล้ว ยังมีทีมงานอีก 6 คนภายใต้การดูแลของ Mr.Junichiro Azuma ชาวญี่ปุ่นจาก Toyota Tsusho ที่เข้ามาวางแผนร่วมกันในฐานะผู้อำนวยการอาวุโสในส่วนพัฒนาองค์กร (Organization Development)

Check List งาน และ Zoning คือ คำที่ชาววังขนายได้ยินถี่มากในช่วงการปรับเปลี่ยนองค์กร เพราะคือการวางหน้าที่รับผิดชอบขอบเขตงาน (Job Description) ของแต่ละคน ว่าถืองานอะไรบ้างในมือ และควรทำ

และควรทำภายใต้เงื่อนไขเวลาเท่าใด การวัดประเมินผล การให้รางวัล การลงโทษ อันเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ก็จะมีเครื่องชี้วัดชัดเจน ไม่ใช่การประเมินตามความพึงใจหรือตามความรู้สึกของหัวหน้างาน

พนักงานชั่วคราวอาจเคยผ่านงานที่โรงงานในฤดูหีบที่แล้วถ้าอยากบรรจุต้องมีการสอบวัดทักษะความสามารถตามแบบข้อสอบที่เราออกแบบไว้ จิตต์สุภาเล่าถึงการรับคนที่เข้มงวดขึ้น

ตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากช่าง ก็เช่นกัน จะเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่ออฟฟิศส่วนกลาง แผนกบัญชี แผนกจัดซื้อ ฝ่ายจัดหาอ้อย ผู้จัดการโรงงาน ต่างมี check list ในงานของตัวเอง และมีข้อสอบมาตรฐานในการรับคนเข้าทำงานและการประเมินอยู่เป็นระยะๆ คนเก่าคนแก่อย่าง ธิปโรจนกิจผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มวังขนาย เคยเล่าว่า ตัวเขาเองก็ต้องร่วมออกข้อสอบสำหรับฝ่ายวิศวกร สำหรับคนวุฒิน้อย ก็สามารถใช้ประสบการณ์เป็นตัวไต่ระดับในสายงานได้ อาจมีความยุ่งยากและเหนื่อยตอนจัดระบบตอนต้น แต่เมื่อลงตัว ก็จะเป็นการช่วยกรองคนคุณภาพในระยะยาว

บางงานก็คืองานที่ทำอยู่แล้วแต่แบ่งหมวดหมู่งานวางเป้าหมายที่จับต้องได้เช่นงานซ่อมเครื่องจักรเราจะทำกัน 8 เดือนในช่วงฤดูปิดหีบฝ่ายซ่อมก็ซ่อมไปตอนนี้เราจะกำหนดชัดเจนเช่นซ่อมเครื่องหนึ่ง 3 คน 3 วันก็คือ 9 Man-day แล้วต้องเสร็จ บรรเจิด จรูญชนม์ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอู่ทอง ยกตัวอย่างถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่การเป็นผู้บริหาร บรรเจิดก็พึงพอใจกับการประเมินนี้ เพราะคนที่ทำงานอย่างรับผิดชอบดีอยู่แล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบอันใด ในแง่ของจิตต์สุภาเอง ต้องลงศึกษาหน้างานต่างๆ ให้รู้กระจ่างเรื่องการผลิตน้ำตาล ส่วนพนักงานแผนกอื่นๆ ในระยะ 2- 3 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าคอร์สอบรมสม่ำเสมอ

นอกจากนั้น การประเมินความสามารถตามวิชาชีพแล้ว ตามการบริหารระบบ Kaizen ที่พันธมิตร Toyota Tsusho นำเข้ามาในวังขนาย ทำให้แต่ละคนต้องมีการประเมินขีดความสามารถ (Competency) 7 ด้านด้วยกัน คือ

การปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ

การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analythical Thinking)

การปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง (Change Action)

การสื่อสาร (Communication)

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

การประสานงาน (Coordination)

การให้ความร่วมมือ (Cooperation)

จิตสำนึกด้านต้นทุน (Cost Awareness)

ขณะเดียวกัน สวัสดิการดีๆ ที่ผู้บริหารสร้างไว้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักพนักงานกว้างขวาง (ในส่วนโรงงานต่างจังหวัด) โรงอาหารที่ดี มีสนามกีฬา ห้องน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน

ที่นี่ดูแลพนักงานดีมากทุกคนจะรู้สึกว่าอยู่ใน Comfort Zone ตอนมาครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้วบ้านพักต่างจังหวัดดีมากด้วยความที่มีพื้นที่ห้องพักก็จะกว้างสะดวกสบายดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯอีกสนามกีฬาก็มีโรงอาหารก็พร้อม จิตต์สุภา เล่าถึงแง่มุมดีๆ ที่เห็น อะไรที่ผู้บริหารให้เป็นสวัสดิการทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิม

นโยบายด้านบุคลากรอันเป็นประกาศิตจากบุญญฤทธิ์ ที่ย้ำกับพนักงานทุกส่วน ทุกโรง ทั้งสำนักงานในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ก็คือ จากนี้ไป เดิมธุรกิจนี้ไม่ต้องแข่งอะไรทำแบบช่างหัวมันบรรยากาศการทำงานแบบโคตรพี่โคตรน้องที่ทำมาร่วม 20-30 ปีจะดำเนินควบคู่ไปกับระบบประเมินผลและตรวจสอบที่วัดผลได้

เพราะอย่างน้อย เมื่อเจอวิกฤตซึ่งขยันมาแวะเวียนคนทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมี มันสมองและกำลังคนที่จะช่วยฟื้นวิกฤตที่เข้ามาได้ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

 

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

  • Jul 23 , 2014

    สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (Asian Productivity Organization – APO) ขอเชิญร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ “Get Ready for an Innovation Explosion” เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรด้วย นวัตกรรม” สำหรับเป็นแนวคิด แนวทางและตัวอย่างของการค้นหาและสร้างนวัตกรรมในองค์กรเพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุคทองของการแข่งขันด้วยนวัตกรรม โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ (บรรยายเป็นภาษาอังกฤษโดยมีการสรุปเป็นภาษาไทย)

    ระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม2557 เวลา 08.30-17.00 น. ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรม อโนมา  

    พบกับ หัวข้อการสัมมนา จาก วิทยากร

    วันที่ 24 กรกฎาคม 2557

    -   Benchmarking: The effective tool for the Innovative organization   
        By Dr. Holger Kohl, Director of Corporate Management at Fraunhofer Institute  
        for Production Systems and Design Technology (IPK), Berlin/Germany
     

    -   Innovation and Thinking Process 
        โดย ดร.ต่อเกียรติ น้อยสำลี  วิทยากรที่ปรึกษา สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

    วันที่ 25 กรกฎาคม 2557

    -   Leading Innovation 
        โดย  คุณจำลักษณ์  ขุนพลแก้ว  รองผู้อำนวยการ สถาบันวิวัฒน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล
     

    -   Innovation Management in CP ALL   
       โดย คุณพูลสวัสดิ์ เผ่าประพัธน์รองกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารนโยบายธุรกิจ สำนัก BPI  
        และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมกลุ่ม ซีพี ออลล์ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

  • Jul 22 , 2014

    กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ขอเชิญผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าประกวดศิลปกรรม "นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต" ครั้งที่ 26 ประจำปี 2557 ในหัวข้อ “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ผู้ที่ชนะการประกวด จะได้เข้ารับโล่รางวัลเกียรติคุณพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 พร้อมลุ้นรับเงินรางวัลและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา โดยประเภทของการประกวดแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับนักเรียนชั้นอนุบาลไปจึงถึงระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป รวมทั้งได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก กรมศิลปากร, พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหอศิลป ถนนเจ้าฟ้า, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลป์ยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

    เปิดรับสมัครและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฏาคม 2557 ที่บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด หรือสมัครและส่งผลงานในวันที่ 1- 5 สิงหาคม 2557 ได้ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ประกาศผลการตัดสินวันที่ 13 สิงหาคม 2557 สามารถเข้าไปดาวน์โหลดใบสมัครพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toshiba.co.th เข้าเมนูหลัก “กิจกรรมเพื่อสังคม”

  • Jul 21 , 2014

    กรุงเทพฯ (18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557) – มาสเตอร์การ์ด จับมือพันธมิตร บอร์เดอร์ฟรี ผู้นำการให้บริการด้านการค้าข้ามประเทศ มอบข้อเสนอสุดพิเศษให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากร้านค้าชั้นนำในสหรัฐอเมริกาที่ร่วมรายการ กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันเป็นปีที่สามระหว่างมาสเตอร์การ์ด และบอร์เดอร์ฟรี เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสเตอร์การ์ด ในการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร และเพื่อให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่คุ้มค่า ราบรื่น และปลอดภัย  

    ขอเสนอสุดพิเศษนี้ เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 14 กรกฎาคม 2557 ซึ่งตรงกับเทศกาลลดราคาช่วงฤดูร้อนในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดในประเทศไทย จะได้รับสิทธิในการจัดส่งฟรีเมื่อสั่งสินค้ามากว่า 100 เหรียญสหรัฐ จาก 9 ร้านค้าที่ร่วมรายการ*  

    ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดสามารถพิมพ์รหัส MCSHOP ก่อนทำรายการผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ด กับร้านค้าออนไลน์ร่วมรายการ  ได้แก่  Aéropostale, Adriano Goldschmied, Bloomingdale’s, Eileen Fisher, Elie Tahari, Jos A. Bank, Lands’ End, Lane Bryant และ MotoSport โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ จำนวนเงินทั้งหมดจะแสดงในค่าเงินบาท และสินค้าจะถูกส่งมาที่บ้านโดยไม่ต้องรอนาน

    มร.เดวิด ชาน รองประธานการพัฒนาตลาดของ มาสเตอร์การ์ดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เมื่อโลกของเรามีการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะหาซื้อสินค้าจากร้านค้า หรือแบรนด์จากต่างประเทศมากขึ้นผ่านการช็อปปิ้งทางออนไลน์ การร่วมมือของเรากับ บอร์เดอร์ฟรี จะสามารถช่วยให้ผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ด สามารถประหยัดค่าขนส่งสินค้า และยังช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ดีๆ แห่งการช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์ของลูกค้าให้เป็นไปอย่างสะดวกสบาย ราบรื่น และปลอดภัยที่สุด”

    “การร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องกับมาสเตอร์การ์ด ไม่เพียงแต่ทำให้เราสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ด แต่ยังเป็นประโยชน์แก่ร้านค้าที่เป็นพันธมิตรกับ บอร์เดอร์ฟรี ที่พร้อมจะเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชีบตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย” มร.ไมเคิล เดอซิโมน ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บอร์เดอร์ฟรี กล่าว “เรายังคงมีแผนที่จะเป็นคู่ค้าสำคัญกับมาสเตอร์การ์ดต่อไปอีก เพื่อมอบสิทธิพิเศษดีๆ จากแบรนด์ดังต่างๆ ในสหัฐอเมริกา ให้กับผู้บริโภคจากทั่วทุกมุมโลก"

School Move

  • Jul 09 , 2014

    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.ดีพัค ซีเจน เป็นผู้อำนวยการคนที่สองของศศินทร์ ต่อจาก ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหมายเลขหนึ่งของสถาบันฯ ซึ่งดูแลศศินทร์มาตลอด 32 ปี

                สำหรับผู้อำนวยการคนใหม่ของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศไทยท่านนี้ ได้ผ่านประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะนักศึกษาและผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในระดับนานาชาติ อย่างการดำรงตำแหน่งคณบดีของสถาบันการจัดการเคลลอก์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในปี 2544-2552 ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังได้รับเชิญมาช่วยบรรยายในสาขาวิชาการตลาดที่ศศินทร์มาตั้งแต่ปี 2532 และกับความภาคภูมิใจล่าสุด ที่ศาสตราจารย์เจน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานศาสตราจารย์ด้านการตลาดของ INSEAD และดำรงตำแหน่งคณบดีของ INSEAD ที่เมืองฟอนเตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี 2554-2556 ด้วย

     

                ด้าน ศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ได้กล่าวถึงผู้อำนวยการศศินทร์คนใหม่ว่า เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะนำพาศศินทร์ให้ก้าวสู่ทศวรรษที่สี่อย่างสวยงามต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาศาสตราจารย์เจน ได้เข้ามาร่วมงานกับศศินทร์โดยเริ่มเข้ามาสอนตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา จึงมีนิสิตศศินทร์ทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์การเรียนกับท่าน ซึ่งแทบทุกคนล้วนให้ฟีดแบกกลับมาว่า ศาสตราจารย์เจนมีวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้อย่างดี ส่วนในด้านงานบริหารด้วยโปรไฟล์ที่ท่านมี ศาสตราจารย์เติมศักดิ์มั่นใจว่าศาสตราจารย์เจนจะมาสืบสานปณิธานของศศินทร์ต่อและนำพาศศินทร์ให้ก้าวเข้าสู่สถาบันด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนต่อไปได้ไม่ยาก

                ในโอกาสการรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ศาสตราจารย์เจน ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสมาสานต่องานของศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผมนับถือเพราะท่านได้ให้คำแนะนำดีมาตลอด 25 ปีที่ผมได้รู้จักกับศศินทร์ และรู้สึกตื่นเต้น ภูมิใจมาก ที่จะได้ร่วมงานกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันแห่งนี้ ผมตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ผมมีมาใช้พัฒนาและสร้างบัณฑิตคุณภาพให้กับศศินทร์ต่อไป”

                นอกจากนั้นศาสตราจารย์เจนยังเผยเพิ่มเติมว่า จากการที่ศศินทร์ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้นานาชาติแห่งใหม่ (ศศภูมิ) ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อีกว่าศศินทร์จะรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกการศึกษาสาขาวิชาการจัดการและเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนได้ในเวลาไม่ช้าอย่างแน่นอน

  • Jun 18 , 2014

    กรุงเทพฯ 17 มิถุนายน 2557 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม ภายใต้แนวคิดของไมโครซอฟท์เป็นที่แรกของโลก  โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเตรียมโครงการมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และถือเป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ และสองโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี  ในการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการฝึกฝนทักษะสำคัญในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป

    แนวคิด สมาร์ท คลาสรูม ของไมโครซอฟท์ ประกอบไปด้วยการผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ความพร้อมของบุคลากรครู  2) เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล  3) ซอฟต์แวร์และบริการ และ 4) ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทั้งสองโรงเรียน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน (พฤษภาคมถึงกันยายน)

    “ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์  ได้มุ่งมั่นและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพการศึกษาทั่วโลก โดยเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาทักษะครูและบุคลากรในภาคการศึกษาไปแล้วกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15 ปีทีผ่านมา และหากมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว การลงทุนด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 323.8 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้” นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

    ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทักษะความสามารถอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ หรือการสื่อสารและประสานงานกับผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงมีความตั้งใจที่จะวางรากฐานด้านการศึกษาที่มั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอน

    “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนนั้น จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ครอบคลุมถึงทุกด้านของการเรียนรู้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียน และเมื่อเร็วๆ นี้  ไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน 8 ล้านคน และบุคลากรครูอีก 4 แสนคนสามารถเข้าถึง Office 365 เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศไทยอย่างยั่งยืน  โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Making 70 Million Lives Better’ และสำหรับโครงการนำร่องในครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันและหน่วยงานด้านการศึกษา พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคอนเทนท์หรือผู้ผลิตดีไวซ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างรอบด้านและทั่วถึง” นายฮาเรซกล่าวเสริม

    “การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นเท่านั้น”  ดร. สุนีย์ สอนตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี กล่าว “เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนให้เชื่อมถึงกันผ่านโลกดิจิตอล เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกสมองและทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการทำงานต่อไปในอนาคตของเด็กไทย”

    นายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา เสริมอีกว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้เราได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดในการใช้งานจริง โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนทั่วประเทศ และเราหวังว่าผลสรุปของโครงการนี้ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จะช่วยส่งเสริมเด็กไทยในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบ”

    นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนแล้ว โซลูชั่นเพื่อการศึกษาแบบครบวงจรในโครงการนำร่องนี้ยังเน้นการมอบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียนอีกด้วย

    นายฮาเรซเผยอีกว่า “จากการสำรวจโดย SafeGov.org องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ชี้ให้เห็นว่ากว่า 87% ของผู้ปกครองคนไทยมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า สำหรับไมโครซอฟท์เอง เรามีจุดยืนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงทำให้ระบบ สมาร์ท คลาสรูม ของเราสามารถรักษาข้อมูลของทั้งครูและนักเรียนให้ปลอดภัย ไม่รั่วไหลออกไปภายนอก”

       

    ภายใต้โครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม นี้ นักเรียนและครูจากทั้งสองโรงเรียนจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการคลาวด์ต่างๆ ของไมโครซอฟท์ พร้อมด้วยเนื้อหาและเครื่องมือเพื่อการศึกษาจากผู้พัฒนาคอนเทนท์และพันธมิตรชั้นนำ บนอุปกรณ์แท็บเล็ตจากเอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ASUSTek Computer) นอกจากนี้ โครงการ สมาร์ท คลาสรูม ยังได้รับการสนับสนุนจากอินเทลในด้านการวางแผนและจัดทำระบบการเรียนรู้อีกด้วย

    ทั้งนี้ โครงการนำร่องของไมโครซอฟท์ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการศึกษาไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำโครงการ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริติช เคานซิล ประเทศไทย ทั้งนี้ ทางไมโครซอฟท์และโรงเรียนจะมีการประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนลงในเดือนกันยายน 2557 ก่อนจะจัดทำรายงานสรุปประสิทธิผลของโครงการให้กับ สพฐ. ต่อไป

    ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการนำร่องในครั้งนี้  ไมโครซอฟท์ได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อทดลองและสำรวจความเป็นไปได้ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา เช่น โครงการมาเจลแลน (Magellan) ที่สร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในระบบการศึกษาของประเทศโปรตุเกส  และเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนในรูปของคะแนนการประเมินผลนักเรียนในโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development)

  • Jun 10 , 2014

     
     
    ไมโครซอฟท์ เปิดอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มอบสิทธิ์การใช้งานระบบคลาวด์เพื่อการทำงานและสื่อสาร Offi ce 365 for Education ให้แก่นักเรียน 8 ล้านคนและบุคลากรครูอีก 400,000 คนทั่วประเทศไทย โดยข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการยืดเวลาและครอบคลุมไปถึงการสานต่อความสำเร็จของโครงการ Partners in Learning ไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางระบบคลาวด์เพื่อการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ทั่วโลกทีเดียว
     
      
     
    ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวหลังการลงนามความร่วมมือย้ำถึงปณิธานของไมโครซอฟท์ว่า “ไมโครซอฟท์เชื่อเสมอมาว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดนี้ถือเป็นการเน้นย้ำความมุ่งมั่นของเราในการร่วมพัฒนาประเทศไทย โดยการยกระดับระบบการศึกษาในภาพรวมด้วยเทคโนโลยี ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ลงทุนด้านการศึกษาในประเทศไทยไปแล้วกว่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (156 ล้านบาท) ภายใต้วิสัยทัศน์ “We Make70 Million Lives Better” โดยนอกเหนือจากการศึกษาภายในโรงเรียนแล้ว โครงการMicrosoft YouthSpark ยังมอบโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีความพร้อมสำหรับชีวิตการทำงานในอนาคต หรือการเปิดกิจการเป็นของตนเองด้วย”

     

  • Jun 10 , 2014

     

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดโครงการวิจัยกิจกรรมนำร่อง “โครงการ ยลเสน่ห์...ตำนานตลาดพลู Talad Phlu Chronicle” พาผู้สนใจและสื่อมวลชนสัมผัสเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าในชุมชนบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีพื้นที่ที่มีตำ นานเก่าซึ่งยังลมหายใจนาม “ตลาดพลู” โดยการศึกษาวิจัยได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

      
    ในวันงาน แม้อากาศจะร้อนแรง แต่ด้วยสีสันของตลาดพลู ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ วัดวาอารามที่สวยงาม รวมถึงภูมิทัศน์ของความเป็นชุมชนโบราณไมตรีจิตของชาวชุมชนที่ส่งยิ้มทักทายอยู่ตลอดการเดินชมชุมชน รวมถึงของอร่อยขึ้นชื่อของย่านนี้ อย่างหมี่กรอบ ร.5 ขนมเบื้องโบราณ ขนมกุยช่ายตลาดพลูเลื่องชื่อ พาให้ผู้ร่วมเดินชุมชน และผู้ปั่นจักรยานชมชุมชนเพลิดเพลินจนลืมร้อนกันไปเลย และโอกาสนี้ก่อนปิดงาน ยังมีการมอบประกาศนียบัตรโครงการหนูน้อยนำเที่ยวฯ ให้กับเยาวชนชาวตลาดพลูที่มาให้ข้อมูลดีๆ ตลอดการนำเที่ยวครั้งนี้อีกด้วย

     

  • Jun 09 , 2014

    เผยเป็นงานวิจัยที่ให้ความรู้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุนนิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ คว้ารางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” จากงานวิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  เผยเป็นงานวิจัยที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีและความเสี่ยงต่ำ  ทั้งยังเป็นการให้ความรู้พื้นฐานสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งรายย่อยและสถาบัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพและช่วยลดโอกาสที่หุ้นในตลาดจะมีราคาสูงมากเกินมูลค่าที่แท้จริง

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ในฐานะผู้วิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (Selection of Investment Strategies in Thai Stock Market) เปิดเผยถึงเนื้อหาของผลงานวิจัยดังกล่าวว่า  ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมหลายๆรูปแบบ  แล้วนำมาทดลองในแบบจำลอง ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548  ถึงเดือนพฤษภาคม 2556  ผลปรากฏว่ากลยุทธ์การลงทุนพอร์ตโฟลิโอของหุ้นตัวเล็กแบบเน้นคุณค่าเป็นกลยุทธ์เดียวที่สามารถชนะตลาดได้  ซึ่งมีค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe ratio) สูงกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พบว่าถ้านำเอาเรื่องคุณภาพของหุ้น เช่น ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์  มาพิจารณาเพิ่มเติมในกลยุทธ์การลงทุนเหล่านั้น จะส่งผลทำให้การลงทุนหลายกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นและมีความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถชนะตลาดได้  นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องคุณภาพยังช่วยบรรเทาการลดลงของผลตอบแทน ในช่วงตลาดขาลงได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุนระดับบัณฑิตศึกษา” ที่ศศินทร์ได้เข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีก 16 สถาบันทั่วประเทศ  เช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และสถาบันอื่น ๆ ที่สอนเกี่ยวกับวิชาการเงิน  โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยดังกล่าว  และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น  รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละปี  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้วิจัยนำมาศึกษาและนำเสนอผลงานวิจัย เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกผลงานวิจัย โดยมีคณะกรรมการจากสถาบันการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการเงิน คัดเลือกว่าผลงานวิจัยใดเหมาะสมกับการได้รับรางวัล  โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท  คือ รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาเอก รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาโท และรางวัลงานวิจัยขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย

    โดยในปีนี้ ผลงานวิจัยของนายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ได้รับรางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” โดยได้รับการโหวตสูงสุดจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการต่างๆที่อยู่ในธุรกิจการเงินทั่วประเทศ 

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  เปิดเผยว่าผลงานวิจัยดังกล่าวโดนใจคณะกรรมการน่าจะเป็นเพราะผลงานวิจัยนี้ให้ความรู้เรื่องกลยุทธ์การลงทุนกับนักลงทุนทุกกลุ่ม ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนักลงทุนรายย่อย  และสถาบันรวมทั้งกองทุนต่างๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ เนื้อหาของผลงานวิจัยนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว  เพื่อให้นักลงทุนและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาได้  และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์การลงทุนได้เข้าใจมากขึ้น

    ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  มีมุมมองเพิ่มเติมว่าการนำเสนอเนื้อหาของงานวิจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยให้นักลงทุนทั่วไปตระหนักถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆของหลักทรัพย์ที่ควรนำมาพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนบางกลุ่มที่ขาดความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง แปรปรวนไปตามกระแสข่าวลือต่างๆในตลาดได้ ซึ่งเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเลือกลงทุนด้วยการวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นแล้ว นักลงทุนเหล่านั้นจะรู้ว่าหุ้นแต่ละตัวควรมีราคาที่เหมาะสมอย่างไร  เป็นการช่วยให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะพบหุ้นที่มีราคาสูงมากเกินความจริงก็จะมีน้อยลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหุ้นอีกด้วย

School Idea

  • Jul 23 , 2014

    ใครจะรู้บ้างว่า ในห้องสัมภาษณ์งานอันเคร่งเครียดฝ่าย HR หรือผู้สัมภาษณ์จะได้พบเจอกับพฤติกรรมทั้งชวนยิ้มและชวนยี้ไปพร้อมๆ กัน วันนี้ jobsDB.com จะขอเปิดห้องสัมภาษณ์งานให้เห็นกันว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้งาน อย่าเผลอทำพฤติกรรม สุดยี้เหล่านี้เด็ดขาด...

    1.   มนุษย์ซุปเปอร์แมน คือ พฤติกรรมที่ผู้สมัครงานแสดงพลังและศักยภาพอย่างเต็มที่ โอ้อวดคุณสมบัติมากเกินไป ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะถามถึงความสามารถใดๆ พวกเขาก็จะตอบว่า ทำได้ทุกอย่าง” “ทำได้หมด  แต่เมื่อเวลาให้ทดสอบฝีมือจริงๆ กลับทำไม่ได้อย่างที่พูด ซึ่งนอกจากจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือแล้ว คงจะไม่ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไปด้วย

    2.   หลุดประเด็น เป็นพฤติกรรมที่ HR มักจะเจออยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงประเด็นนี้ แต่ผู้สมัครงานกลับตอบประเด็นนั้น บ้างก็เฉียดไปเฉียดมา ตอบไม่ตรงคำถามสักที นาทีนี้ก็ต้อง Say Goodbye กันไป

    3.   ตื่นเกร็ง ความตื่นเต้นจนทำให้คุณเกร็งและไม่มีสมาธิ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ขณะสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่ HR มักจะเจอเสมอ โดยเฉพาะผู้สมัครงานมือใหม่ นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว ยังจะทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพด้วย ดังนั้น ควรมีสติและความมั่นใจในการตอบคำถามทุกครั้ง

    4.   ไม่มีมารยาท บ่อยครั้งที่ HR กลับต้องอึ้งเมื่อเจอกับพฤติกรรมของผู้สมัครงานที่ ไม่ไหว้ ไม่กล่าวคำทักทาย ตอบคำถามไม่มีหางเสียง รับโทรศัพท์ขณะสัมภาษณ์งาน พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่อาจเป็นผลที่ทำให้ผู้สมัครงานหลายคนพลาดงานที่ใช่กับองค์กรที่ชอบได้เลย

    5.   นักโจมตีมือหนึ่ง ผู้สมัครงานหลายคนอาจมีพฤติกรรมเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อ HR ถามถึงสาเหตุที่ลาออกจากที่ทำงานเดิม ก็เผลอพูดโจมตีบริษัทเก่า หรือหัวหน้าเก่าอย่างเมามัน นั่นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติด้านลบ ซึ่งไม่ดีต่อการสัมภาษณ์งานกับที่ใหม่อย่างแน่นอน

    6.   จอมลวงโลก พฤติกรรมนี้ถือว่าร้ายแรงมากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน เพราะเมื่อใดที่ HR จับได้ว่าคุณโกหก ตอบคำถามไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ที่เคยรับผิดชอบ อัตราเงินเดือนเก่า ตำแหน่งงานเดิม ฯลฯ คุณอาจจะโดน Blacklist จนไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่นได้เลยทีเดียวเชียว

    7.   นักวิจารณ์ชั้นยอด พฤติกรรมนี้มักจะพบได้จากผู้สมัครมือเก๋าสุดเกรียนเสียส่วนใหญ่ ที่ชอบวิจารณ์บริษัทที่ตนกำลังสัมภาษณ์งานหรือบริษัทที่เคยไปสัมภาษณ์งาน เกี่ยวกับบรรยากาศ สถานที่ หรือพนักงานในบริษัทแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่รู้มั้ยว่า HR กำลังจับตามองคุณอยู่ถึงความไม่สำรวมและไม่เหมาะสมในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้อยู่นะ

    8.   สมองว่างเปล่า พฤติกรรมนี้อันตรายต่อผู้สมัครงานอย่างมาก เพราะผู้สมัครงานหลายคนมักไม่ศึกษาข้อมูลบริษัทที่ตนกำลังจะไปสัมภาษณ์ ขาดความรู้รอบตัว ขาดการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งไม่รู้ถึงจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง แน่นอนว่า คงไม่มีบริษัทไหนสามารถรับคุณเข้าทำงานได้อย่างแน่นอน

    9.   สารพัดข้ออ้าง อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ผู้สมัครงานไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมาสัมภาษณ์งานสาย ไม่ตรงเวลา HR หลายท่านมักจะได้รับฟังสารพัดข้ออ้างอันแสนดราม่าจากการเดินทาง เช่น    หลงทาง รถติด ปิดถนน วนผิดซอย เพราะข้ออ้างเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยให้ HR เห็นใจคุณแต่อย่างใด    แต่กลับบ่งบอกว่าคุณไม่มีการวางแผนในการเดินทาง และไม่พร้อมที่จะทำงานกับบริษัทนี้เสียมากกว่า

    10. แต่งกายสไตล์ฉัน หลายครั้งที่ผู้สมัครงานตกม้าตายด้วยเรื่องการแต่งกาย เพราะคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มักจะแต่งกายในสไตล์ที่ตัวเองชอบ โดยไม่ดูวาระและโอกาส บ้างก็ล่อแหลม บ้างก็ไม่สุภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมและไม่ให้เกียรติต่อองค์กรที่กำลังสัมภาษณ์งาน ก็อาจทำให้พลาดโอกาสงานดีๆ ไปได้เช่นกัน

     

    ** jobsDB Tip

    รู้หรือไม่ว่า 5 อันดับความสำคัญในการให้คะแนนจาก HR ขณะสัมภาษณ์งานคืออะไร

    1.   ประสบการณ์ในการทำงาน

    2.   ความคิด ทัศนคติในการตอบคำถาม

    3.   บุคลิกภาพโดยรวม (การแต่งกาย การนำเสนอ มารยาท)

    4.   ทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงาน (ภาษา คอมพิวเตอร์ โปรแกรมต่างๆ)

    5.   ความพร้อม การเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการสัมภาษณ์

    *ข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นจาก HR ในบริษัทชั้นนำ

  • Jul 22 , 2014

    ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ 
    อาจารย์ประจำสาขาการตลาด
    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin)

    เมื่อสื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น จะเห็นได้จากกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน ผู้บริโภคพึ่งพาสื่อดังกล่าวจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทั้งเรื่องการสื่อสารและตอบสนองพฤติกรรมการบริโภค ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ หันมาใช้สื่อดิจิตอลในการสร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค เพราะเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และมีศักยภาพในการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อ สิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคต คือ กลยุทธ์ Digital Marketing มีแนวโน้มการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอีจะหันมาใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น

    ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการให้บริการและเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนเมือง หรือแม้กระทั่งคนในต่างจังหวัดไปแล้ว การใช้กลยุทธ์ Digital Marketing จึงต้องเลือกใช้สื่อที่เหมาะกับการสร้างแบรนด์รวมทั้งการขายสินค้าและบริการต่างๆ ปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภค เช่น ไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ โดยเฉพาะไลน์พบว่าคนไทยใช้กว่า 30 ล้านคน หาก แบรนด์ใดสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นโดนใจกลุ่มเป้าหมาย จะมีโอกาสเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของลูกค้า นอกจากนี้ Social Media ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเกิดการสร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ 

    โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลต่างๆ สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ความสะดวก รวดเร็วของสื่อดิจิตอลทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ แม้ว่ากลุ่มคนที่ติดตามกิจกรรมของแบรนด์ผ่านสื่อดิจิตอลยังไม่ซื้อหรือเป็นลูกค้า แต่ในอนาคตคนกลุ่มนี้ คือเป้าหมายสำคัญการสร้างยอดขาย นักการตลาดจะต้องสร้างความบันเทิงและกิจกรรมที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแจกของรางวัล กิจกรรมชิงโชค รวมทั้งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญควรมีโปรโมชั่นพิเศษเป็นตัวดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาพูดคุยกับแบรนด์ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อมีการสื่อสารในลักษณะต่างๆ เกิดขึ้นระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น รู้ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือต้องการซื้อสินค้าและบริการแบบไหนฯลฯ

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแบรนด์ต่างๆ ได้ใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบสติ๊กเกอร์ดึงดูดลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ และผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นทำสติกเกอร์เพื่อบุกตลาดจะต้องเน้นเรื่องการดีไซน์ให้สวยงาม สะดุดตา มีความหมายโดนใจนำมาใช้แสดงอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ การเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาดาวน์โหลดได้ฟรีทำให้เกิดการติดตาม เกิดการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์ Digital Marketing ต้องทราบว่าสื่อ Social Media เป็นดาบ 2 คม เมื่อใช้ประโยชน์จากสื่อในเชิงบวกได้ ในขณะเดียวกันอาจมีผลสะท้อนกลับในเชิงลบได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นสื่อที่ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงได้อย่างเสรี หากมีการร้องเรียนจะทำให้กลุ่มคนจำนวนมากคิดว่าแบรนด์มีจุดอ่อน

    โดยเฉพาะ Facebook ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้ร้องเรียนสูงถึง 90% ดังนั้น ทุกขั้นตอนการผลิตจะต้องเน้นเรื่องคุณภาพ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการร้องเรียน หากเกิดปัญหากับลูกค้า ผู้ประกอบการจะต้องแก้ไขและตอบคำถาม ให้ลูกค้าเข้าใจภายในเวลารวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และผู้บริโภคคนอื่น ๆ เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้า นับเป็นส่วนหนึ่งของการบริการหลังการขาย ต้องไม่ลืมว่าหากทำให้ลูกค้าคนเดียวไม่พอใจจะทำให้ลูกค้าจำนวนมากรับรู้ในเรื่อง นั้นๆด้วย

    นอกจากนี้การใช้กลยุทธ์ Digital Marketing เป็นการเพิ่มความสะดวก รวดเร็วให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะใช้สื่อทำกิจกรรมใด ต้องสอดคล้องกับช่องทางเดิม ๆ ที่ลูกค้าเคยทำ แล้วสื่อสารให้ทราบว่าช่องทางใหม่นั้นสะดวกสบายกว่าเดิม เช่น ก่อนหน้านี้ประชาชนต้องเดินทางไปฝากและถอนเงินที่ธนาคาร การพัฒนานวัตกรรมความสะดวกสบายต่าง ๆ ของธนาคารจึงต้องเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการฝากถอนและโอนเงิน โดยไม่ต้องไปถึงธนาคาร ดังนั้น “แอพพลิเคชั่น” มีความจำเป็นกับการตลาดยุคดิจิตอล ต้องตอบสนองพฤติกรรมการทำธุรกรรมของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายสินค้าและบริการ หรือแม้แต่ธุรกิจกรรมการเงิน ควรสื่อสารให้ลูกค้ารับรู้ถึงความปลอดภัย มิเช่นนั้นจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและไม่ไว้วางใจที่จะใช้บริการ ไม่เฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการขายสินค้าหรือการสร้างแบรนด์ผ่าน Social Media รวมทั้งการเพิ่มความสะดวกสบายบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน จะต้องให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าถึงความง่าย สะดวกสบาย ทันสมัย และปลอดภัย
    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและนักการตลาดควรมีความพร้อม เรื่องการพัฒนาระบบและเทคโนโลยี บุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ยุคดิจิตอลทุกอย่างมีความรวดเร็ว ลูกค้าจาก Social Media มีหลากหลายกลุ่ม จึงมีโอกาสเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าการทำงานกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แบรนด์ใดสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างยาวนาน ผ่านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้จะเป็นสาวกของแบรนด์ในระยะยาว แต่สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดต้องเข้าใจตรงกัน ลูกค้ามักจะเบื่อในสิ่งที่จำเจ ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น และมีโอกาสรับรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคู่แข่ง การเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าจะตอบโจทย์การ ทำงานสื่อ Social Media ทำให้นักการตลาดเรียนรู้ผู้บริโภคได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเรียนรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ซึ่งมีความสำคัญกับกลยุทธ์ Digital Marketing เชื่อว่าในเร็วๆ นี้แบรนด์ส่วนใหญ่ทั้งของคนไทยและเพื่อนบ้าน จะหันมาใช้กลยุทธ์ Digital Marketing อย่างแพร่หลายมากขึ้น ผู้ประกอบการและนักการตลาดจะต้องใช้กลยุทธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ศึกษาการใช้สื่อโฆษณาดิจิตอล พิจารณาถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง การกดไลค์ของลูกค้าอาจไม่ได้สร้างยอดขาย
    ดังนั้นเมื่อมีการกดไลค์จะเปลี่ยนจากสถิติดังกล่าวมาเป็นยอดขายได้อย่างไร ต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของสื่อแต่ละประเภท เช่น หากเฟสบุ๊คและไลน์ไม่สร้างยอดขาย แต่การส่ง SMS มียอดสั่งซื้อเข้ามามากกว่า ผู้ประกอบการต้องประเมินผล

    เลือกสื่อที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า สื่อ Social Media มีอิทธิพลแตกต่างกัน บางสื่อมีบทบาททำให้ลูกค้ารู้จัก ทำให้ทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร บางสื่อสร้างกระแสให้กับตลาด บางสื่อสร้างยอดขาย ผู้ประกอบการควรทำการตลาดให้ชัดเจนว่าต้องการอะไรจากสื่อดังกล่าว

     

     

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Feb 26 , 2014

    วันแรกที่เดินทางไปถึง “เวียงจันทน์” เรามีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง พูดคุยกับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมืด ก็สัมผัสได้ถึงความมีไมตรีจิตของคนลาว ยิ่งได้ไปเดินริมโขง เห็นคนลาวจำนวนมากมาออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน แล้วก็รอดูพระอาทิตย์ตกร่วมกัน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องเร่งรีบของคนที่นี่ทำให้เวลาเดินช้ากว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย