วังขนาย ยุค Slim Smart & Innovation

 

เกร็ด ปูม ตำนาน เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ มีความสำคัญในฐานะเป็นร่องรอยความคิด และวิวัฒนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก กลุ่มบุคคล องค์กร ชุมชน ท้องถิ่นหรือระดับประเทศ

ตำนาน หรือประวัติศาสตร์ขององค์กรต่างๆ ที่มีให้เห็นหรืออ่านกันอย่างมากมายนั้นมิได้ตีวงแคบ จำกัดว่าเป็นเรื่องราวเฉพาะแต่องค์กรนั้นๆ หากแต่ยังเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของสังคม ณ ช่วงเวลานั้นด้วย

การบันทึกประวัติศาสตร์ขององค์กรธุรกิจก็ย่อมทำหน้าที่เช่นเดียวกันนี้

นิตยสาร MBA โดยความร่วมมือจากกลุ่มวังขนาย ได้จัดทำ Business Legend จำนวน 6 ตอน ซึ่งไม่เพียงเห็นร่องรอยความคิด วิถีธุรกิจของชาว

วังขนาย และอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนบางแง่มุมของธุรกิจโลกด้วย

บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย ประกาศนโยบายว่าต้องการให้องค์กรมีความ ‘Slim Smart & Innovation’

ผมอยากให้จากนี้ไปเวลาที่เราฟื้นแล้วเราออกวิ่งได้ไม่ใช่ออกวิ่งเดี๋ยวๆขาหักเดี๋ยวๆป่วย บุญญฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย กล่าวกับพนักงานที่โรงงานน้ำตาลหลายแห่งในช่วงฤดูกาลปิดหีบ ที่เขาและบิดา –อารีย์ ชุ้นฟุ้ง ต้องเดินสายไปพบกับพนักงานเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไปเพื่อพบปะ ได้เจอหน้าค่าตา ถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดคุยทั้งเป้าหมายและแผนงานปีหน้า มีบททั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ

การเปลี่ยนแปลงในระยะ 3 – 4 ปีมานี้ จึงมีความเกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ความร่วมมือกับ Toyota Tsusho การนำระบบ Kaizen มาใช้ภายในองค์กร การคิดค้นนวัตกรรมการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การทำให้ผลผลิตบางส่วนเป็นออร์แกนิกที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ (Traceability) การรวม 12 สหกรณ์เป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวังขนาย จำกัด การปรับอัตรากำลัง ฯลฯ

กิจกรรมทั้งหมดข้างต้น ล้วนต้องอาศัย คน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำได้เพียงคนหนึ่งคนใด หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เหมือนวงดนตรีวงใหญ่ที่มีลูกรับ-ลูกส่งต่อเนื่องกันไป ฝ่ายทรัพยากรบุคคลในฐานะที่เป็นผู้ดูแลกำลังคนจึงมีความสำคัญ

จิตต์สุภา สุขเจตนี อดีตผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ ภารกิจการพัฒนาระเบียบราชการส่วนภูมิภาคและความสัมพันธ์กับองค์กรปกครองท้องถิ่น สำนักงาน ก.พ.ร. ที่เข้ามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มวังขนาย ตั้งแต่ปี 2549 ก็เช่นเดียวกับอดีตข้าราชการอย่าง ชาญชัย ตั้งชู ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจสหกรณ์ ดร.ณรงค์ ชินบุตร อดีตข้าราชการกรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน และอีกหลายคนที่ตกลงใจเข้ามาทำงานในวังขนาย ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายคือ ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวังขนายให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ แข่งได้ในระยะยาว

 

แข่งด้วยนวัตกรรม

กว่า 60 ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีรัฐช่วยโอบอุ้มตลอดมา Business Cycle จะวนเวียนประมาณว่า ราคาน้ำตาลในโลกสูง - ชาวไร่อ้อยแห่กันปลูก - ผลิตผลล้นตลาด ราคาตก - รัฐเข้าอุ้มด้วยการประกันราคาซื้ออ้อย และปกป้องผู้ผลิตน้ำตาลด้วยการตั้งกำแพงภาษีลดการนำเข้า - ตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นแขนขาทำตลาดส่งออก - ราคาตลาดโลกสูง จำหน่ายได้ราคาดี - น้ำตาลในประเทศขาดแคลน - เกิดภัยแล้งซ้ำผลผลิตจึงได้น้อย ราคาถีบตัวสูงขึ้น – ชาวไร่อ้อยแห่ปลูก – ปริมาณอ้อยล้นตลาด – รัฐเข้าช่วยเหลือ (อ่านรายละเอียดได้ในฉบับกรกฎาคม 2553)

แต่การค้าเสรีที่คืบคลานเข้ามา จะเปิดให้น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ดีมานด์ - ซัพพลายในประเทศเปลี่ยนไป หรือหากบริษัทต้องการออกไปแข่งขันในต่างประเทศ ก็จะไปแบบไร้อาวุธ ไร้นวัตกรรมก็ย่อมแข่งขันได้ยากเช่นกัน

อันที่จริง ไม่ใช่ครั้งแรก (และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่วังขนาย และอุตสาหกรรมน้ำตาลต้องเผชิญกับภาวะท้าทายอันยากลำบาก ตราบใดที่ประกอบธุรกิจ ความเสี่ยง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากพลิกดูประวัติศาสตร์อุตสา-หกรรมน้ำตาลไทย วังขนายและบริษัทน้ำตาลอีกหลายแห่ง เคยปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว โดยเฉพาะในปี 2528 ถึงขั้นธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ธนาคารและรัฐบาลต้องนั่งเจรจากับบริษัทน้ำตาลทั้งหลาย และสร้าง ข้อตกลง 3 กันยายน ให้บริษัทน้ำตาลทั้งหลายยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องเป็นภาระวิ่งเต้นนำเงินมาไถ่น้ำตาลที่จำนำไว้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อส่งให้ลูกค้าต่างประเทศตามสัญญาซื้อที่มีเข้ามา ไม่ให้เสียหายต่อการค้าของประเทศ

วังขนายสมัยนั้น มีหนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท จากแผนขยายโรงงานและกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธนาคารทหารไทย จนสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดการหนี้ที่พอกพูนด้วยการส่งคนเข้ามานั่งบริหาร

นอกจากเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อีกประการหนึ่ง คือ สุขภาพทางการเงินของวังขนาย มูลเหตุของการเกิดปัญหารอบนี้ เกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้มูลหนี้จาก 7,000- 8,000 ล้านบาท ทวีเท่าตัวเป็น 15,000 ล้านบาท วังขนายมีชะตากรรมไม่ต่างจากองค์กรอื่นๆ ที่ต้องกัดฟันใช้หนี้ที่พอกพูน

เหตุสะดุดทางการเงินเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีนโยบายปรับปรุงเครื่องจักรขนานใหญ่ มูลค่า 800 ล้านบาท ราวปี 2548 เมื่อดำเนินการไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน จึงต้องนำเงินทุนหมุนเวียนมาใช้การซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง ประจวบกับสถานการณ์อ้อยพบภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตและรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมาย หลังจากพยายามด้วยการจำหน่ายน้ำตาลไปยังต่างประเทศในราคาลด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่อง

 

วังขนายจึงตัดสินใจเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2550 ซึ่งกฎหมายคุ้มครองบริษัทที่อยู่ระหว่างแผนฟื้นฟู มิให้เจ้าหนี้บังคับขายทรัพย์สินทอดตลาด และ ภาระดอกเบี้ยต่างๆ ก็จะมีการเจรจาผ่อนผัน ปรับลดกันตามกำลัง ความสามารถ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าสู่แผนฟื้นฟูไปก่อนแล้ว แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การจะก่อหนี้ใดๆ หรือ การทำธุรกรรมใดๆ จะต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าหนี้ คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องแผนฟื้นฟู โดยมีที่บริษัทวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analyst) และธนาคารดูแลใกล้ชิด

บางครั้งจะปล่อยเงินเกี๊ยวเราต้องจ่ายเช็คให้ชาวไร่ล่วงหน้าทางสถาบันการเงินก็ต้องพิจารณารัดกุมขึ้นก็อาจทำให้มีความล่าช้าไปบ้างซึ่งทั้งเกษตรกรและเราจะได้รับผลกระทบสหกรณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรานำสิ่งที่เราดำเนินการอยู่แล้วมาแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เรวัตร ตันติวิริยางกูร ผู้อำนวยการประจำสำนักประธานกรรมการบริหาร (สายงานนโยบายและแผนบัญชี) กลุ่มวังขนาย เล่าถึงการเข้าสู่แผนฟื้นฟู (เงินเกี๊ยว หรือ เงินบำรุงอ้อย ก็คือ เงินมัดจำในการขายอ้อยล่วงหน้า โดยโรงงานจะจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าให้ชาวไร่ และชาวไร่มักนำไปขายลดกับธนาคารที่มีดีลกับโรงงาน หรือ ไม่ก็รอขึ้นเงินเมื่อตอนที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานครบตามกำหนดแล้ว)

นอกจากผู้บริหารต้องทำใจ และทำความเข้าใจกับวิกฤตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งว่ามาขโมยโอกาส และ ลดทอนความมั่งคั่งไปแล้ว ในรายที่คิดยืนหยัดสู้ ก็ต้องฟื้นชีพองค์กรให้แข่งขันได้อีกครั้ง

บุญญฤทธิ์ ย่อมรู้ประวัติศาสตร์องค์กรดี จาก อารีย์ ชุ้นฟุ้ง บิดา และ ธีระ ณ วังขนาย พี่ชายคนโต ซึ่งยังร่วมบริหารกลุ่มวังขนายในปัจจุบัน เขาไม่ต้องการให้วงจรนี้วนเวียน และการจะกระโดดออกจากวงจรได้ต้องอาศัย นวัตกรรม เป็นสำคัญ

การมีพันธมิตรอย่างโตโยต้าที่มีเป้าหมายจะส่งออกด้านอาหารมากขึ้น ญี่ปุ่นส่งสินค้าบุกตลาดทั่วโลกได้อย่างไร วังขนายก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความร่วมมือนี้ ความพยายามในการหาวิธีปลูกอ้อยให้ได้ 100 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยออร์แกนิกซึ่งจะได้น้ำตาลและ by product อื่นๆ เช่น ขี้หม้อกรองไปทำปุ๋ย เยื่ออ้อยไปทำกระดาษ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ การนำสหกรณ์ 12 แห่งมารวมกันและเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนแหล่งใหญ่สำหรับพนักงาน และหากการชักชวนชาวไร่เข้าเป็นสมาชิกขยายจำนวนเพิ่ม ต่อไปบริษัทอาจไม่จำเป็นต้องใช้เช็คเงินเกี๊ยวจากสถาบันการเงินอื่น และชาวไร่ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ สิ่งเหล่านี้คือเรื่อง คิดใหม่ทำใหม่ ที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการสร้างผลผลิต เปลี่ยนวิธีการทำตลาด เปลี่ยนวิธีการขายของในอนาคต

ฟื้นองค์กรด้วยคน

ทุกปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนเวียนมาถึง จะเป็นช่วงเปิดหีบอ้อย เครื่องและคนในโรงงานน้ำตาลของกลุ่มวังขนายในจังหวัดต่างๆ จะทำงานจากนี้ไปราว 4 เดือน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พอหมดฤดูหีบ พนักงานชั่วคราวก็เวียนออกไปรับจ้างที่อื่น หรือเป็นกองหนุนในงานอื่นๆ บ้าง

การบริหารจัดการอัตรากำลัง จึงเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของกลุ่มน้ำตาลวังขนายที่ต้องรื้อแก้ขนานใหญ่ จากเดิมที่การรับคน ประเมินผลงานต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายโรงงาน แต่ล่าสุด วังขนายใช้การรวมศูนย์ การพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ต้องผ่านส่วนกลาง และ ทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้นเคย และ ศึกษาสภาพงานที่แท้จริง เพื่อประเมินเรื่องอัตรากำลังด้วย

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องการล้างขนบเดิมในการรับและประเมินพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานในต่างจังหวัด คุณสมบัติและความสามารถบางครั้งเป็นเรื่องรอง แต่จะมีระบบอุปถัมภ์และเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องสูง มีการกันตำแหน่งให้คนสนิทชิดเชื้อบ้าง ให้คนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝากมาบ้าง ยังไม่นับเรื่องการว่างงานแฝง แอบหลับระหว่างงาน กินเหล้าเมาไม่มาทำงาน ฯลฯ เฉพาะพนักงานชั่วคราวที่แต่ละโรงงานจ้างเพิ่มในฤดูหีบก็มีร่วม 100 คน พนักงานประจำทั้งไทยและต่างประเทศอีกราว 1,200 คน ถ้าคนไร้ประ-สิทธิภาพก็คือการแบกต้นทุนไว้เสียเปล่า

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายทรัพยากร-บุคคลเองก็ถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการทำงานด้วยเช่นกัน

ราชการที่เขาทำมาหลายอย่างเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้วเอกชนเสียอีกที่บางครั้งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จิตต์สุภา หรือที่บุญญฤทธิ์เรียกว่า เจ๊แดง เล่าถึงงานของแผนก เราลองให้น้องๆในทีมไปแจกสลิปถึงโต๊ะทุกคนเขาก็จะรู้สึกแปลกใหม่เจออะไรเขาก็กล้าถามมากขึ้นไม่ได้คิดว่าเราไปจับผิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่รวมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นเชิงรุก

นอกจากทีมของจิตต์สุภา 4 คน ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรบุคคลแล้ว ยังมีทีมงานอีก 6 คนภายใต้การดูแลของ Mr.Junichiro Azuma ชาวญี่ปุ่นจาก Toyota Tsusho ที่เข้ามาวางแผนร่วมกันในฐานะผู้อำนวยการอาวุโสในส่วนพัฒนาองค์กร (Organization Development)

Check List งาน และ Zoning คือ คำที่ชาววังขนายได้ยินถี่มากในช่วงการปรับเปลี่ยนองค์กร เพราะคือการวางหน้าที่รับผิดชอบขอบเขตงาน (Job Description) ของแต่ละคน ว่าถืองานอะไรบ้างในมือ และควรทำ

และควรทำภายใต้เงื่อนไขเวลาเท่าใด การวัดประเมินผล การให้รางวัล การลงโทษ อันเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ก็จะมีเครื่องชี้วัดชัดเจน ไม่ใช่การประเมินตามความพึงใจหรือตามความรู้สึกของหัวหน้างาน

พนักงานชั่วคราวอาจเคยผ่านงานที่โรงงานในฤดูหีบที่แล้วถ้าอยากบรรจุต้องมีการสอบวัดทักษะความสามารถตามแบบข้อสอบที่เราออกแบบไว้ จิตต์สุภาเล่าถึงการรับคนที่เข้มงวดขึ้น

ตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากช่าง ก็เช่นกัน จะเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่ออฟฟิศส่วนกลาง แผนกบัญชี แผนกจัดซื้อ ฝ่ายจัดหาอ้อย ผู้จัดการโรงงาน ต่างมี check list ในงานของตัวเอง และมีข้อสอบมาตรฐานในการรับคนเข้าทำงานและการประเมินอยู่เป็นระยะๆ คนเก่าคนแก่อย่าง ธิปโรจนกิจผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มวังขนาย เคยเล่าว่า ตัวเขาเองก็ต้องร่วมออกข้อสอบสำหรับฝ่ายวิศวกร สำหรับคนวุฒิน้อย ก็สามารถใช้ประสบการณ์เป็นตัวไต่ระดับในสายงานได้ อาจมีความยุ่งยากและเหนื่อยตอนจัดระบบตอนต้น แต่เมื่อลงตัว ก็จะเป็นการช่วยกรองคนคุณภาพในระยะยาว

บางงานก็คืองานที่ทำอยู่แล้วแต่แบ่งหมวดหมู่งานวางเป้าหมายที่จับต้องได้เช่นงานซ่อมเครื่องจักรเราจะทำกัน 8 เดือนในช่วงฤดูปิดหีบฝ่ายซ่อมก็ซ่อมไปตอนนี้เราจะกำหนดชัดเจนเช่นซ่อมเครื่องหนึ่ง 3 คน 3 วันก็คือ 9 Man-day แล้วต้องเสร็จ บรรเจิด จรูญชนม์ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอู่ทอง ยกตัวอย่างถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่การเป็นผู้บริหาร บรรเจิดก็พึงพอใจกับการประเมินนี้ เพราะคนที่ทำงานอย่างรับผิดชอบดีอยู่แล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบอันใด ในแง่ของจิตต์สุภาเอง ต้องลงศึกษาหน้างานต่างๆ ให้รู้กระจ่างเรื่องการผลิตน้ำตาล ส่วนพนักงานแผนกอื่นๆ ในระยะ 2- 3 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าคอร์สอบรมสม่ำเสมอ

นอกจากนั้น การประเมินความสามารถตามวิชาชีพแล้ว ตามการบริหารระบบ Kaizen ที่พันธมิตร Toyota Tsusho นำเข้ามาในวังขนาย ทำให้แต่ละคนต้องมีการประเมินขีดความสามารถ (Competency) 7 ด้านด้วยกัน คือ

การปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ

การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analythical Thinking)

การปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง (Change Action)

การสื่อสาร (Communication)

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

การประสานงาน (Coordination)

การให้ความร่วมมือ (Cooperation)

จิตสำนึกด้านต้นทุน (Cost Awareness)

ขณะเดียวกัน สวัสดิการดีๆ ที่ผู้บริหารสร้างไว้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักพนักงานกว้างขวาง (ในส่วนโรงงานต่างจังหวัด) โรงอาหารที่ดี มีสนามกีฬา ห้องน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน

ที่นี่ดูแลพนักงานดีมากทุกคนจะรู้สึกว่าอยู่ใน Comfort Zone ตอนมาครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้วบ้านพักต่างจังหวัดดีมากด้วยความที่มีพื้นที่ห้องพักก็จะกว้างสะดวกสบายดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯอีกสนามกีฬาก็มีโรงอาหารก็พร้อม จิตต์สุภา เล่าถึงแง่มุมดีๆ ที่เห็น อะไรที่ผู้บริหารให้เป็นสวัสดิการทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิม

นโยบายด้านบุคลากรอันเป็นประกาศิตจากบุญญฤทธิ์ ที่ย้ำกับพนักงานทุกส่วน ทุกโรง ทั้งสำนักงานในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ก็คือ จากนี้ไป เดิมธุรกิจนี้ไม่ต้องแข่งอะไรทำแบบช่างหัวมันบรรยากาศการทำงานแบบโคตรพี่โคตรน้องที่ทำมาร่วม 20-30 ปีจะดำเนินควบคู่ไปกับระบบประเมินผลและตรวจสอบที่วัดผลได้

เพราะอย่างน้อย เมื่อเจอวิกฤตซึ่งขยันมาแวะเวียนคนทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมี มันสมองและกำลังคนที่จะช่วยฟื้นวิกฤตที่เข้ามาได้ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Aug 23 , 2016

     

    กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ จัดงานประชุมนานาชาติด้านการออกแบบแฟชั่น “International Fashion C0-Design : Ride the Power of Asia” ภายใต้กิจกรรมสร้างนักออกแบบ Innoneering designers ยุคใหม่ ในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก (Global Reach) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ตั้งแต่กลุ่ม เอสเอ็มอี แฟชั่นแบรนด์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ให้เป็นผู้ผลิตสินค้าดีไซน์ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น สามารถแข่งขันในตลาดงานดีไซน์ระดับโลก ซึ่งภายในงานมีการถ่ายทอดความรู้โดยผู้ทรงอิทธิพลและนักออกแบบชื่อดังทั้งในประเทศและระดับโลก รวมทั้งนักออกแบบชั้นนำของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักออกแบบแฟชั่น ผู้ประกอบการ และบุคลากรสายงานต่างๆในวงการการออกแบบ ในการพัฒนาธุรกิจต่อไป

    ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายด้านการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมของไทย” นำร่องพัฒนาภาคการผลิตอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ ให้ปรับแนวคิดจากการรับจ้างผลิตสู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ไปเป็นการเพิ่มมูลค่า (High Value) ให้นักออกแบบไทยเตรียมพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนสู่เวทีระดับเอเชีย ผ่านกิจกรรมการสร้างนักออกแบบ Innoneering designers ยุคใหม่ ที่มาจากการผสมผสานแนวคิด Design Innovation Engineering เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกแบบยุคใหม่ของไทยให้โดดเด่นและแข่งขันเชิงธุรกิจในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ

    โดยการจัดงาน International Fashion Co-Design ภายใต้แนวคิด Ride the Power of ASIA จึงเป็นการรวมพลครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตกับธุรกิจความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเร่งกระแสการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่การออกแบบ ด้วยการผสานแนวคิดการพัฒนาร่วมกันตลอด supply chain โดยจะแบ่งกิจกรรมหลักออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1.International Symposium 2.Co-Design Workshop 3.Creatives-meet-Investor 4.Design Supporter Exhibition ให้ผู้ที่ร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมตามความสนใจ ดังนั้น โครงการนำร่องนี้จึงเป็นช่องทางลัดที่สร้างประโยชน์มหาศาลต่อทั้งฟากของนักออกแบบไทยและผู้ประกอบการ ที่จะได้เปิดมุมมอง เข้าถึง และรับการถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับแบรนด์ไทยสู่แบรนด์สากล ด้วยรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ ที่ผสานความร่วมมือแบบ ร่วมคิด ร่วมทำภายใต้กิจกรรม Co-Design, Co-Branding, Cross Industry และ Cross Culture ในโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ SMEs สู่ตลาดโลก (Global Reach ) ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับนักออกแบบและผู้ประกอบการไทยที่ได้เปิดมุมมองใหม่และรับคำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและบริการด้านออกแบบครบวงจร เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่อุตสาหกรรมแฟชั่นและการออกแบบไทยในอนาคต ถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือกันขับเคลื่อนทั้งระบบให้นโยบายที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของภาครัฐเกิดเป็นผลสำเร็จ และยั่งยืน

     

     

     

     

  • Aug 23 , 2016

    กระทรวงพาณิชย์จัด พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสามฝ่าย ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อส่งเสริมคลัสเตอร์เครื่องจักรกลเกษตรไทย ครอบคลุมสาระสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาอุตสาหกรรม 2.การส่งเสริมกิจกรรมด้านการค้าในงานแสดงสินค้า และ 3.การส่งเสริมกิจกรรมการตลาดในต่างประเทศ นำร่องด้วยความร่วมมือพัฒนางาน  “มหกรรมแทรกเตอร์และจักรกลการเกษตรไทย (Thailand Tractor & Agri-Machinery Show THAITAM)” เพื่อพัฒนาวงการอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย รวมถึงสร้างเครือข่ายและสร้างโอกาสทางธุรกิจในการบุกเจาะตลาดของสินค้าไทยสู่ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น  โดยเฉพาะตลาดจากแอฟริกา เอเชียใต้ และอาเซียน

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางอภิรดี  ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และ   นายพรชัย  ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวเป็นเกียรติ โดยมี นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและความสำคัญของความร่วมมือ พร้อมทั้งเป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ นายเจน  นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการอธิบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์

    สำหรับงาน THAITAM เป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของประเทศทางด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งในปีนี้ถูกยกระดับให้เป็นงานสากลมากขึ้น จัดระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคม 2559 ณ บริเวณภาควิชาเกษตรกลวิธาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน คาดว่าจะมีผู้จัดแสดงงานจากไทยและต่างประเทศจำนวนกว่า 150 บูท มีผู้เข้าร่วมชมงานประมาณ 50,000 ราย 

     

     

  • Aug 23 , 2016

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่สามารถครอบคลุมทุกความต้องการของกลุ่มลูกค้า ผู้ผลิตรถหรูระดับพรีเมี่ยม บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสปอร์ต 4 แบบ สุดยอดรถยนต์เปิดประทุนในกลุ่ม Dream Car ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unleash your senses” เอาใจกลุ่มค้าที่ชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต ในงานสตาร์เฟส 2016 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซน Central Court, Eden and Atrium

           มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สำหรับไตมาสที่ 3 ของปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้สร้างสีสันครั้งใหม่ในวงการรถหรูอีกครั้ง ด้วยการจัดงานแสดงรถยนต์ “สตาร์เฟส 2016” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unleash your senses” เปิดตัวด้วยยนตรกรรม 4 รุ่นในกลุ่ม Dream Car มาเพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่ชื่อชอบการขับขี่สไตล์สปอร์ต และท้าทายได้เลือกสรรกันอย่างครบคัน”

           มร. ฟรังค์ ชไตร์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “งานสตาร์เฟสในปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม Dream Car มากที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมกว่า 4 รุ่น ได้แก่

             - The new SLC 300 AMG Dynamic สปอร์ตโรดสเตอร์สุดโฉมเฉี่ยว เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ 245 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. สนนราคา 3.99 ล้านบาท

             - Mercedes-AMG SLC 43 คอมแพกต์โรดสเตอร์แบบ 2 ที่นั่ง จากค่ายเอเอ็มจี เครื่องยนต์เบนซิน แบบ V 6 เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 4.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. สนนราคา 4.99 ล้านบาท

             - The new generation SL 400 โรดสเตอร์หรูระดับตำนานรุ่นปรับโฉมใหม่ V6 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 367 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 4.9 วินาที สนนราคา 9.49 ล้านบาท

             - The new S 500 Cabriolet รถยนต์เปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง สไตล์ S-Class ให้ลูกค้าได้สัมผัสกันอย่างต่อเนื่องใกล้ชิด เครื่องยนต์เบนซิน V8 4.7 ลิตร เทอร์โบคู่ 455 แรงม้า ประกบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ราคาน่าจะอยู่ที่ 16 ล้านบาท

    ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 

School Move

  • Aug 23 , 2016

    สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และยังส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11%ของ GDP หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้าน

    ปัญหาการศึกษา ไม่สร้างโอกาสให้เด็กไทย หากย้อนดูปัญหาการศึกษาจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน5 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมอีกกว่า 1ใน3 ก็ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ จะเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จะจบมหาวิทยาลัยได้ หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40%ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งเงินเดือนไม่สูงนัก

    การที่เด็กไทยเสียโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้ทำการคำนวณว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จตั้งแต่ในอดีต วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิดก็คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ (ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10ปี) สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14%ต่อปีหรือคิดเป็น 1.1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งฟังดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้วเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้าน (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11%ของ GDP และในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้นเข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ผลการศึกษาบอกเราว่า “ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็ผลไม่มาก แต่ระยะยาวจะมีผลมหาศาล ซึ่งแม้เราจะเริ่มปฏิรูปการศึกษากันในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีก 10ปีกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดีจะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า เราต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้จะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

  • Aug 23 , 2016

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมมือกับ เว็บไซต์อาลีบาบา ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของจีน ภายใต้การบริหารของมหาเศรษฐีแจ็ค หม่า (Jack Ma) ลงนามความร่วมมือสร้างหลักสูตรอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพาร์ทเนอร์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างหลักสูตรประกาศนียบัตรอีคอมเมิร์ซแก่ผู้ประกอบการไทยและนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มุ่งสร้างเด็กหัวการค้ายุค 4.0 และร่วมจัด Exclusive Dream Trip เป็นครั้งแรกกับการเดินทางไปฝึกอบรมอีคอมเมิร์ซครบวงจรที่สำนักงานใหญ่ Alibaba.com หางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    รองศาสตราจารย์ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า Alibaba ประเทศไทย มีความตั้งใจเดียวกันกับมหาวิทยาลัยและหอการค้าไทย ที่จะช่วยส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ให้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งทิศทางในอนาคตอีคอมเมิร์ซเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ และซื้อขายเป็น เพราะจะทำให้สินค้าที่ขายมีหน้าร้านอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะต้องถูกปั้นให้เป็นเด็กหัวการค้ายุค 4.0 หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship)

    ด้าน Mr.Jerry Wu Country Manager for Alibaba.com Thailand เปิดเผยว่า Alibaba.com มีความมุ่งหวังที่จะช่วยส่งเสริม SMEs ไทยให้มีความรู้และความสามารในการส่งออกสินค้า คนไทยรู้จักอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดความเชื่อมั่นและไว้ใจระบบว่ามีความปลอดภัย รวมถึงความรู้ในการส่งออก Alibaba.com จึงต้องการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นแห่งแรกเพื่อสร้างคอร์สฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจในการซื้อขายแบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น สามารถขยายธุรกิจไปขายยังต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในภาพรวมด้วย โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีผู้ประกอบการ SMEs สมัครเป็นสมาชิกเข้าไปซื้อขายใน Alibaba.com ประมาณ 5,000 ราย ทั้งนี้  Alibaba.com เลือกพันธมิตรที่ดีอย่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพราะเล็งเห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการของไทยเหมือนกัน

    คุณสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ดีพอเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต การร่วมมือกันในวันนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับ Alibaba.com จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมาชิกของหอการค้าไทยซึ่งมีจำนวน 80,000 คนทั่วประเทศให้ขยายธุรกิจของตนเองไปขายทั่วโลกได้ในอนาคต

    โดยภายใต้การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านอีคอมเมิร์ซให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมถึงผู้ประกอบการชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมด้านการค้าออนไลน์ในแบบฉบับของ Alibaba.com เทคนิคการเปิดร้านออนไลน์ให้มีรายได้เป็นล้านต่อปี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ Alibaba Chinese Gold Members

     

  • Aug 23 , 2016

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่อันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยของโลก โดยตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 60 พร้อมเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์ไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปางตามลำดับ เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน (SustainableUniversity) อย่างแท้จริง

    ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมและพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกตระหนักและร่วมกันหาหนทางแก้ไข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะสถาบันการศึกษาจึงมีนโยบายมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University) โดยมีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหลากหลาย อาทิ โครงการไบค์แชร์ริ่งอัตโนมัติ สวนสาธารณะพลังงานแสงอาทิตย์ ร้านกาแฟพลังงานแสงอาทิตย์ ธนาคารขยะ การผลิตไบโอแก๊สจากเศษอาหาร เป็นต้น โดยโครงการที่ใหญ่ที่สุดที่เปิดตัวในวันนี้คือโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟ หรือ "ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร” ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยตั้งเป้าติดตั้งให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 15 เมกะวัตต์ภายในปี 2560

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ.กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด ไม่เกิดคาร์บอนที่เป็นสาเหตุของสภาวะเรือนกระจก โดยภายในปี 2559 นี้จะติดตั้งโซลาร์รูฟที่ผลิตไฟฟ้าได้ 6 เมกะวัตต์ และภายในปี 2560 ซึ่งจะติดตั้งได้อีก 9 เมะวัตต์ รวมเป็น 15 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด 3 อันดับแรกเป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาคือ Colby College 30 เมกะวัตต์   Arizona State University 24 เมกะวัตต์ และ University of California 16 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะผลิตได้ 15 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 4 ของโลก และจะเป็นอันดับ 1 ของเอเชียที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ใช้ไฟฟ้าปีละประมาณ 70 ล้านหน่วย เฉลี่ยเท่ากับวันละประมาณ 190,000 หน่วย ดังนั้น โครงการดังกล่าว จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยวันละ 75,000 หน่วย ซึ่งถือเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในมหาวิทยาลัยได้ถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ 

    รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และบริหารศูนย์รังสิต มธ. กล่าวว่า นอกจากการติดตั้งโซลาร์รูฟที่ศูนย์รังสิตแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีแผนงานเตรียมขยายพื้นที่การติดตั้งหลังคาโซลาร์ไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งหมด ได้แก่ ท่าพระจันทร์ ศูนย์พัทยา และศูนย์ลำปาง ตามลำดับ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านพลังงานและความยั่งยืน ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศต่อไป

     

     

Management

  • Jul 07 , 2016

    การบริหารจัดการพนักงานที่เป็นคนเก่ง หรือที่เรียกว่า Talent ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก สำหรับองค์กร ด้วยความเก่งที่มีจำนวนจำกัด บวกกับโอกาสที่มีเข้ามามากมาย ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เหตุผลคือ หนึ่ง เพื่อรักษาให้พวกเขาอยู่กับองค์กรได้ยาวนาน และสอง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดูแลคนเก่งขององค์กรจึงมีหลากหลายรูปแบบ

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

 
 

Cool Case

  • Jul 23 , 2016

           จัดเทสต์รถกันครั้งแรกและ 5 รุ่นรวด สำหรับ MINI แบรนด์รถคอมแพ็คหรูจากอังกฤษที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งทีมนิตยสาร MBA ได้ทดลองขับดูว่ามีความเป็น Go Kart Feeling มากน้อยแค่ไหน ในงาน MINI Driving Experience 2016 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

  • Jun 23 , 2016

           จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์