วังขนาย ยุค Slim Smart & Innovation

 

เกร็ด ปูม ตำนาน เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ มีความสำคัญในฐานะเป็นร่องรอยความคิด และวิวัฒนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นระดับปัจเจก กลุ่มบุคคล องค์กร ชุมชน ท้องถิ่นหรือระดับประเทศ

ตำนาน หรือประวัติศาสตร์ขององค์กรต่างๆ ที่มีให้เห็นหรืออ่านกันอย่างมากมายนั้นมิได้ตีวงแคบ จำกัดว่าเป็นเรื่องราวเฉพาะแต่องค์กรนั้นๆ หากแต่ยังเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของสังคม ณ ช่วงเวลานั้นด้วย

การบันทึกประวัติศาสตร์ขององค์กรธุรกิจก็ย่อมทำหน้าที่เช่นเดียวกันนี้

นิตยสาร MBA โดยความร่วมมือจากกลุ่มวังขนาย ได้จัดทำ Business Legend จำนวน 6 ตอน ซึ่งไม่เพียงเห็นร่องรอยความคิด วิถีธุรกิจของชาว

วังขนาย และอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทยแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสะท้อนบางแง่มุมของธุรกิจโลกด้วย

บุญญฤทธิ์ ณ วังขนาย ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย ประกาศนโยบายว่าต้องการให้องค์กรมีความ ‘Slim Smart & Innovation’

ผมอยากให้จากนี้ไปเวลาที่เราฟื้นแล้วเราออกวิ่งได้ไม่ใช่ออกวิ่งเดี๋ยวๆขาหักเดี๋ยวๆป่วย บุญญฤทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มวังขนาย กล่าวกับพนักงานที่โรงงานน้ำตาลหลายแห่งในช่วงฤดูกาลปิดหีบ ที่เขาและบิดา –อารีย์ ชุ้นฟุ้ง ต้องเดินสายไปพบกับพนักงานเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ไปเพื่อพบปะ ได้เจอหน้าค่าตา ถามสารทุกข์ สุกดิบ พูดคุยทั้งเป้าหมายและแผนงานปีหน้า มีบททั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ

การเปลี่ยนแปลงในระยะ 3 – 4 ปีมานี้ จึงมีความเกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ความร่วมมือกับ Toyota Tsusho การนำระบบ Kaizen มาใช้ภายในองค์กร การคิดค้นนวัตกรรมการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การทำให้ผลผลิตบางส่วนเป็นออร์แกนิกที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ (Traceability) การรวม 12 สหกรณ์เป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวังขนาย จำกัด การปรับอัตรากำลัง ฯลฯ

กิจกรรมทั้งหมดข้างต้น ล้วนต้องอาศัย คน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน เปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำได้เพียงคนหนึ่งคนใด หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่เหมือนวงดนตรีวงใหญ่ที่มีลูกรับ-ลูกส่งต่อเนื่องกันไป ฝ่ายทรัพยากรบุคคลในฐานะที่เป็นผู้ดูแลกำลังคนจึงมีความสำคัญ

จิตต์สุภา สุขเจตนี อดีตผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และอำนวยการ ภารกิจการพัฒนาระเบียบราชการส่วนภูมิภาคและความสัมพันธ์กับองค์กรปกครองท้องถิ่น สำนักงาน ก.พ.ร. ที่เข้ามารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลุ่มวังขนาย ตั้งแต่ปี 2549 ก็เช่นเดียวกับอดีตข้าราชการอย่าง ชาญชัย ตั้งชู ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจสหกรณ์ ดร.ณรงค์ ชินบุตร อดีตข้าราชการกรมวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน และอีกหลายคนที่ตกลงใจเข้ามาทำงานในวังขนาย ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายคือ ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวังขนายให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ แข่งได้ในระยะยาว

 

แข่งด้วยนวัตกรรม

กว่า 60 ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีรัฐช่วยโอบอุ้มตลอดมา Business Cycle จะวนเวียนประมาณว่า ราคาน้ำตาลในโลกสูง - ชาวไร่อ้อยแห่กันปลูก - ผลิตผลล้นตลาด ราคาตก - รัฐเข้าอุ้มด้วยการประกันราคาซื้ออ้อย และปกป้องผู้ผลิตน้ำตาลด้วยการตั้งกำแพงภาษีลดการนำเข้า - ตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นแขนขาทำตลาดส่งออก - ราคาตลาดโลกสูง จำหน่ายได้ราคาดี - น้ำตาลในประเทศขาดแคลน - เกิดภัยแล้งซ้ำผลผลิตจึงได้น้อย ราคาถีบตัวสูงขึ้น – ชาวไร่อ้อยแห่ปลูก – ปริมาณอ้อยล้นตลาด – รัฐเข้าช่วยเหลือ (อ่านรายละเอียดได้ในฉบับกรกฎาคม 2553)

แต่การค้าเสรีที่คืบคลานเข้ามา จะเปิดให้น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ดีมานด์ - ซัพพลายในประเทศเปลี่ยนไป หรือหากบริษัทต้องการออกไปแข่งขันในต่างประเทศ ก็จะไปแบบไร้อาวุธ ไร้นวัตกรรมก็ย่อมแข่งขันได้ยากเช่นกัน

อันที่จริง ไม่ใช่ครั้งแรก (และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย) ที่วังขนาย และอุตสาหกรรมน้ำตาลต้องเผชิญกับภาวะท้าทายอันยากลำบาก ตราบใดที่ประกอบธุรกิจ ความเสี่ยง เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากพลิกดูประวัติศาสตร์อุตสา-หกรรมน้ำตาลไทย วังขนายและบริษัทน้ำตาลอีกหลายแห่ง เคยปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว โดยเฉพาะในปี 2528 ถึงขั้นธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ธนาคารและรัฐบาลต้องนั่งเจรจากับบริษัทน้ำตาลทั้งหลาย และสร้าง ข้อตกลง 3 กันยายน ให้บริษัทน้ำตาลทั้งหลายยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้ และธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องเป็นภาระวิ่งเต้นนำเงินมาไถ่น้ำตาลที่จำนำไว้กับธนาคารพาณิชย์เพื่อส่งให้ลูกค้าต่างประเทศตามสัญญาซื้อที่มีเข้ามา ไม่ให้เสียหายต่อการค้าของประเทศ

วังขนายสมัยนั้น มีหนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท จากแผนขยายโรงงานและกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธนาคารทหารไทย จนสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดการหนี้ที่พอกพูนด้วยการส่งคนเข้ามานั่งบริหาร

นอกจากเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อีกประการหนึ่ง คือ สุขภาพทางการเงินของวังขนาย มูลเหตุของการเกิดปัญหารอบนี้ เกิดจากการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้มูลหนี้จาก 7,000- 8,000 ล้านบาท ทวีเท่าตัวเป็น 15,000 ล้านบาท วังขนายมีชะตากรรมไม่ต่างจากองค์กรอื่นๆ ที่ต้องกัดฟันใช้หนี้ที่พอกพูน

เหตุสะดุดทางการเงินเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีนโยบายปรับปรุงเครื่องจักรขนานใหญ่ มูลค่า 800 ล้านบาท ราวปี 2548 เมื่อดำเนินการไปแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน จึงต้องนำเงินทุนหมุนเวียนมาใช้การซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง ประจวบกับสถานการณ์อ้อยพบภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตและรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมาย หลังจากพยายามด้วยการจำหน่ายน้ำตาลไปยังต่างประเทศในราคาลด ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่อง

 

วังขนายจึงตัดสินใจเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2550 ซึ่งกฎหมายคุ้มครองบริษัทที่อยู่ระหว่างแผนฟื้นฟู มิให้เจ้าหนี้บังคับขายทรัพย์สินทอดตลาด และ ภาระดอกเบี้ยต่างๆ ก็จะมีการเจรจาผ่อนผัน ปรับลดกันตามกำลัง ความสามารถ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน เข้าสู่แผนฟื้นฟูไปก่อนแล้ว แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การจะก่อหนี้ใดๆ หรือ การทำธุรกรรมใดๆ จะต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าหนี้ คณะกรรมการที่ดูแลเรื่องแผนฟื้นฟู โดยมีที่บริษัทวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analyst) และธนาคารดูแลใกล้ชิด

บางครั้งจะปล่อยเงินเกี๊ยวเราต้องจ่ายเช็คให้ชาวไร่ล่วงหน้าทางสถาบันการเงินก็ต้องพิจารณารัดกุมขึ้นก็อาจทำให้มีความล่าช้าไปบ้างซึ่งทั้งเกษตรกรและเราจะได้รับผลกระทบสหกรณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เรานำสิ่งที่เราดำเนินการอยู่แล้วมาแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เรวัตร ตันติวิริยางกูร ผู้อำนวยการประจำสำนักประธานกรรมการบริหาร (สายงานนโยบายและแผนบัญชี) กลุ่มวังขนาย เล่าถึงการเข้าสู่แผนฟื้นฟู (เงินเกี๊ยว หรือ เงินบำรุงอ้อย ก็คือ เงินมัดจำในการขายอ้อยล่วงหน้า โดยโรงงานจะจ่ายเป็นเช็คล่วงหน้าให้ชาวไร่ และชาวไร่มักนำไปขายลดกับธนาคารที่มีดีลกับโรงงาน หรือ ไม่ก็รอขึ้นเงินเมื่อตอนที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานครบตามกำหนดแล้ว)

นอกจากผู้บริหารต้องทำใจ และทำความเข้าใจกับวิกฤตที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งว่ามาขโมยโอกาส และ ลดทอนความมั่งคั่งไปแล้ว ในรายที่คิดยืนหยัดสู้ ก็ต้องฟื้นชีพองค์กรให้แข่งขันได้อีกครั้ง

บุญญฤทธิ์ ย่อมรู้ประวัติศาสตร์องค์กรดี จาก อารีย์ ชุ้นฟุ้ง บิดา และ ธีระ ณ วังขนาย พี่ชายคนโต ซึ่งยังร่วมบริหารกลุ่มวังขนายในปัจจุบัน เขาไม่ต้องการให้วงจรนี้วนเวียน และการจะกระโดดออกจากวงจรได้ต้องอาศัย นวัตกรรม เป็นสำคัญ

การมีพันธมิตรอย่างโตโยต้าที่มีเป้าหมายจะส่งออกด้านอาหารมากขึ้น ญี่ปุ่นส่งสินค้าบุกตลาดทั่วโลกได้อย่างไร วังขนายก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความร่วมมือนี้ ความพยายามในการหาวิธีปลูกอ้อยให้ได้ 100 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยออร์แกนิกซึ่งจะได้น้ำตาลและ by product อื่นๆ เช่น ขี้หม้อกรองไปทำปุ๋ย เยื่ออ้อยไปทำกระดาษ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ การนำสหกรณ์ 12 แห่งมารวมกันและเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนแหล่งใหญ่สำหรับพนักงาน และหากการชักชวนชาวไร่เข้าเป็นสมาชิกขยายจำนวนเพิ่ม ต่อไปบริษัทอาจไม่จำเป็นต้องใช้เช็คเงินเกี๊ยวจากสถาบันการเงินอื่น และชาวไร่ก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ สิ่งเหล่านี้คือเรื่อง คิดใหม่ทำใหม่ ที่เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการสร้างผลผลิต เปลี่ยนวิธีการทำตลาด เปลี่ยนวิธีการขายของในอนาคต

ฟื้นองค์กรด้วยคน

ทุกปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนเวียนมาถึง จะเป็นช่วงเปิดหีบอ้อย เครื่องและคนในโรงงานน้ำตาลของกลุ่มวังขนายในจังหวัดต่างๆ จะทำงานจากนี้ไปราว 4 เดือน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พอหมดฤดูหีบ พนักงานชั่วคราวก็เวียนออกไปรับจ้างที่อื่น หรือเป็นกองหนุนในงานอื่นๆ บ้าง

การบริหารจัดการอัตรากำลัง จึงเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่งของกลุ่มน้ำตาลวังขนายที่ต้องรื้อแก้ขนานใหญ่ จากเดิมที่การรับคน ประเมินผลงานต่างๆ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการฝ่ายโรงงาน แต่ล่าสุด วังขนายใช้การรวมศูนย์ การพิจารณาตำแหน่งต่างๆ ต้องผ่านส่วนกลาง และ ทีมงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องมีการลงพื้นที่เพื่อสร้างความคุ้นเคย และ ศึกษาสภาพงานที่แท้จริง เพื่อประเมินเรื่องอัตรากำลังด้วย

ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ต้องการล้างขนบเดิมในการรับและประเมินพนักงาน โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานในต่างจังหวัด คุณสมบัติและความสามารถบางครั้งเป็นเรื่องรอง แต่จะมีระบบอุปถัมภ์และเครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้องสูง มีการกันตำแหน่งให้คนสนิทชิดเชื้อบ้าง ให้คนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ฝากมาบ้าง ยังไม่นับเรื่องการว่างงานแฝง แอบหลับระหว่างงาน กินเหล้าเมาไม่มาทำงาน ฯลฯ เฉพาะพนักงานชั่วคราวที่แต่ละโรงงานจ้างเพิ่มในฤดูหีบก็มีร่วม 100 คน พนักงานประจำทั้งไทยและต่างประเทศอีกราว 1,200 คน ถ้าคนไร้ประ-สิทธิภาพก็คือการแบกต้นทุนไว้เสียเปล่า

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายทรัพยากร-บุคคลเองก็ถูกเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการทำงานด้วยเช่นกัน

ราชการที่เขาทำมาหลายอย่างเขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้วเอกชนเสียอีกที่บางครั้งเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จิตต์สุภา หรือที่บุญญฤทธิ์เรียกว่า เจ๊แดง เล่าถึงงานของแผนก เราลองให้น้องๆในทีมไปแจกสลิปถึงโต๊ะทุกคนเขาก็จะรู้สึกแปลกใหม่เจออะไรเขาก็กล้าถามมากขึ้นไม่ได้คิดว่าเราไปจับผิด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ แต่รวมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เป็นเชิงรุก

นอกจากทีมของจิตต์สุภา 4 คน ที่ดูแลเรื่องทรัพยากรบุคคลแล้ว ยังมีทีมงานอีก 6 คนภายใต้การดูแลของ Mr.Junichiro Azuma ชาวญี่ปุ่นจาก Toyota Tsusho ที่เข้ามาวางแผนร่วมกันในฐานะผู้อำนวยการอาวุโสในส่วนพัฒนาองค์กร (Organization Development)

Check List งาน และ Zoning คือ คำที่ชาววังขนายได้ยินถี่มากในช่วงการปรับเปลี่ยนองค์กร เพราะคือการวางหน้าที่รับผิดชอบขอบเขตงาน (Job Description) ของแต่ละคน ว่าถืองานอะไรบ้างในมือ และควรทำ

และควรทำภายใต้เงื่อนไขเวลาเท่าใด การวัดประเมินผล การให้รางวัล การลงโทษ อันเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ก็จะมีเครื่องชี้วัดชัดเจน ไม่ใช่การประเมินตามความพึงใจหรือตามความรู้สึกของหัวหน้างาน

พนักงานชั่วคราวอาจเคยผ่านงานที่โรงงานในฤดูหีบที่แล้วถ้าอยากบรรจุต้องมีการสอบวัดทักษะความสามารถตามแบบข้อสอบที่เราออกแบบไว้ จิตต์สุภาเล่าถึงการรับคนที่เข้มงวดขึ้น

ตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากช่าง ก็เช่นกัน จะเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่ออฟฟิศส่วนกลาง แผนกบัญชี แผนกจัดซื้อ ฝ่ายจัดหาอ้อย ผู้จัดการโรงงาน ต่างมี check list ในงานของตัวเอง และมีข้อสอบมาตรฐานในการรับคนเข้าทำงานและการประเมินอยู่เป็นระยะๆ คนเก่าคนแก่อย่าง ธิปโรจนกิจผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มวังขนาย เคยเล่าว่า ตัวเขาเองก็ต้องร่วมออกข้อสอบสำหรับฝ่ายวิศวกร สำหรับคนวุฒิน้อย ก็สามารถใช้ประสบการณ์เป็นตัวไต่ระดับในสายงานได้ อาจมีความยุ่งยากและเหนื่อยตอนจัดระบบตอนต้น แต่เมื่อลงตัว ก็จะเป็นการช่วยกรองคนคุณภาพในระยะยาว

บางงานก็คืองานที่ทำอยู่แล้วแต่แบ่งหมวดหมู่งานวางเป้าหมายที่จับต้องได้เช่นงานซ่อมเครื่องจักรเราจะทำกัน 8 เดือนในช่วงฤดูปิดหีบฝ่ายซ่อมก็ซ่อมไปตอนนี้เราจะกำหนดชัดเจนเช่นซ่อมเครื่องหนึ่ง 3 คน 3 วันก็คือ 9 Man-day แล้วต้องเสร็จ บรรเจิด จรูญชนม์ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอู่ทอง ยกตัวอย่างถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่การเป็นผู้บริหาร บรรเจิดก็พึงพอใจกับการประเมินนี้ เพราะคนที่ทำงานอย่างรับผิดชอบดีอยู่แล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบอันใด ในแง่ของจิตต์สุภาเอง ต้องลงศึกษาหน้างานต่างๆ ให้รู้กระจ่างเรื่องการผลิตน้ำตาล ส่วนพนักงานแผนกอื่นๆ ในระยะ 2- 3 ปีที่ผ่านมา ต้องเข้าคอร์สอบรมสม่ำเสมอ

นอกจากนั้น การประเมินความสามารถตามวิชาชีพแล้ว ตามการบริหารระบบ Kaizen ที่พันธมิตร Toyota Tsusho นำเข้ามาในวังขนาย ทำให้แต่ละคนต้องมีการประเมินขีดความสามารถ (Competency) 7 ด้านด้วยกัน คือ

การปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบ

การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analythical Thinking)

การปฏิบัติการเปลี่ยนแปลง (Change Action)

การสื่อสาร (Communication)

การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

การประสานงาน (Coordination)

การให้ความร่วมมือ (Cooperation)

จิตสำนึกด้านต้นทุน (Cost Awareness)

ขณะเดียวกัน สวัสดิการดีๆ ที่ผู้บริหารสร้างไว้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักพนักงานกว้างขวาง (ในส่วนโรงงานต่างจังหวัด) โรงอาหารที่ดี มีสนามกีฬา ห้องน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน

ที่นี่ดูแลพนักงานดีมากทุกคนจะรู้สึกว่าอยู่ใน Comfort Zone ตอนมาครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้วบ้านพักต่างจังหวัดดีมากด้วยความที่มีพื้นที่ห้องพักก็จะกว้างสะดวกสบายดีกว่าอยู่ในกรุงเทพฯอีกสนามกีฬาก็มีโรงอาหารก็พร้อม จิตต์สุภา เล่าถึงแง่มุมดีๆ ที่เห็น อะไรที่ผู้บริหารให้เป็นสวัสดิการทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิม

นโยบายด้านบุคลากรอันเป็นประกาศิตจากบุญญฤทธิ์ ที่ย้ำกับพนักงานทุกส่วน ทุกโรง ทั้งสำนักงานในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ก็คือ จากนี้ไป เดิมธุรกิจนี้ไม่ต้องแข่งอะไรทำแบบช่างหัวมันบรรยากาศการทำงานแบบโคตรพี่โคตรน้องที่ทำมาร่วม 20-30 ปีจะดำเนินควบคู่ไปกับระบบประเมินผลและตรวจสอบที่วัดผลได้

เพราะอย่างน้อย เมื่อเจอวิกฤตซึ่งขยันมาแวะเวียนคนทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ก็ยังมี มันสมองและกำลังคนที่จะช่วยฟื้นวิกฤตที่เข้ามาได้ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า

 

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

  • Sep 17 , 2014

     เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (15 ก.ย.) ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นายรักษ์ศักดิ์ โชติชัยสถิตย์ พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประกันตน มอบเงินประโยชน์ทดแทน และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีพ ตามโครงการ "ประกันสังคมมอบสุข" ในจังหวัดชลบุรี จำนวน 3 ราย 

                     รายแรกเป็นทายาทซึ่งเป็นมารดาและลูกๆของลูกจ้างชาวพม่าที่มีใบอนุญาตทำงาน โดยชีวิตเนื่องจากการทำงาน จากเหตุเพลิงไหม้โรงงาน บริษัท ลีเวิลด์อินดัสตรี้ จำกัด ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทำศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนกรณีเสียชีวิต ระยะเวลา 8 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 889,436 บาท ทางประกันสังคมจังหวัดชลบุรีกำหนดแบ่งจ่ายให้ทายาทตามกฎหมาย 4 คน คนละ 211,680 บาท

                     หลังจากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมพร้อมมอบของให้กับนางพรรณปพร ศรีเสริม ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งป่วยด้วยโรคเนื้องอกกระดูกก้นกบและโรคหรือบาดเจ็บของไขสันหลัง เป็นเหตุให้ขาทั้ง 2 ข้างเดินไม่ได้ ทางประกันสังคมจังหวัดชลบุรีพิจารณาวินิจฉัยให้เป็นผู้ทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เดือนละ 3,135 บาท ต่อเดือนตลอดชีวิต และนายนริศร์ ไหลงาม ผู้ประกันตนทุพพลภาพ ที่สูญเสียสมรรถภาพจากอาการแขน ขา ซีกซ้ายอ่อนแรง และล้มในห้องน้ำ ส่งผลให้ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 โดยได้รับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เป็นเงิน 144,000 บาท

                     และนี่ก็เป็นโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการ ของทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ในดารดูแล และลงตรวจเยี่ยม เพื่อเป็นการมอบความสุขให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองชาวต่างชาติที่มาประกอบอาชีพอย่างถูกต้องให้ ประเทศไทย ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และได้รับสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย

  • Sep 15 , 2014

    กลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย ร่วมกับ สยามพารากอน ขอเชิญชวนเยาวชนในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 ร่วมประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” วาดภาพกล้วยไม้ไทย ครั้งที่ 8 ในงาน  8th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise หัวข้อ “วาดภาพมหัศจรรย์กล้วยไม้ไร้พรมแดน สีสันแห่งเอเชีย (PASSAGE TO ASEAN PARADISE)” ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา ในวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2557 เวลา 10.00 - 13.30 น. ณ ไลฟ์สไตล์ฮออล์ ชั้น 2  สยามพารากอน รับสมัครตั้งแต่วันนี้ -  26 กันยายน 2557 ขอรับสมัครและระเบียบการประกวดได้ที่สำนักบริหารและโครงการเพื่อสังคม บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด  โทร. 0-2511-7710-2 หรือที่ โตชิบา อินเทลลิเจนซ์ ช็อป ชั้น 2 (โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า) สยามพารากอน หรือดาวน์โหลดใบสมัครและระเบียบการได้ที่ www.toshiba.co.th เลือกเมนู “กิจกรรมเพื่อสังคม”

  • Sep 12 , 2014

    บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำโดย นายเอกชัย ภัคดุรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานกิจการองค์กร (แถวหลัง ที่ 4 จากขวา) ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ นิทรรศการอวกาศระดับโลก “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” ร่วมกับ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ (โรงเรียนสอนผู้บกพร่องทางการได้ยิน) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวโครงการ “ไทยคม-นาซา ไกด์อาสาพาท่องอวกาศ” กับภารกิจพิชิตอวกาศ เพื่อบริการให้ความรู้ด้านอวกาศ ลดข้อจำกัดด้านการสื่อสาร รวมถึงเปิดโอกาสให้แก่น้องๆ ผู้ด้อยโอกาสจากทั่วประเทศ ได้ท่องอวกาศไปในนิทรรศการ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” (NASA – A HUMAN ADVENTURE) โดยพิธีแถลงข่าวดังกล่าว จัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 2 โรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ

    การเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในนิทรรศการอวกาศระดับโลก “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” เป็นไปตามเจตนารมณ์ของไทยคม ในการสนับสนุนการศึกษา และเข้าถึงการสื่อสารอย่างเท่าเทียม รวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคม เพื่อสร้างให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ

    นิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” (NASA-A HUMAN ADVENTURE) นิทรรศการแห่งแรงบันดาลใจ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้สัมผัสกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ จะมีการจัดแสดงขึ้น ณ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ (Bangkok Convention Center) ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2558

School Move

  • Sep 10 , 2014

    เปิดตัวไปแล้วสำหรับหลักสูตร Non Degree Program คุณภาพคับแก้วจาก วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล กับหลักสูตรชื่อเก๋ๆ ว่า iLead ซึ่งเป็นหลักสูตรน้องใหม่ของวิทยาลัยฯ ภายใต้ slogan “From Rising Star to Change Agent”

    ในงานแถลงข่าว ผศ.ดร.วิชิตา รักธรรม รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้กล่าวแนะนำที่มาของการเปิดหลักสูตรนี้ว่า

    “ที่ผ่านมา ปัญหาที่สะท้อนจากกลุ่มผู้เรียนที่เป็นผู้บริหารในระดับสูง คือ หลายองค์กรยังขาดแคลนคนทำงานที่จะนำแนวคิดและไอเดียดีๆ นั้นลงไปปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จ CMMU ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาด้าน Management จึงได้เปิดหลักสูตร iLead ซึ่งเป็นหลักสูตร Mini Master of Management ขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้กลยุทธ์ขององค์กรประสบความสำเร็จ ด้วยการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) ให้มีความพร้อมที่จะสานต่อนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงและลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

    บรรยากาศในงาน แม้จะเป็นงานเล็กๆ แต่มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังไม่น้อย ใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรดีๆ นี้ ลองติดต่อไปขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยที่ CMMU โทร 0-2206-2000 ต่อ 4202 ในวันและเวลาราชการ

  • Sep 10 , 2014

    เวียนมาบรรจบอีกครั้งแล้ว สำหรับพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติของแวดวงนักวิจัยไทย ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งในปีนี้มีนักวิจัยผู้มีผลงานยอดเยี่ยมทั้งเชิงวิจัยและพัฒนา เชิงวิชาการ และเชิงพัฒนาท้องถิ่นและพื้นที่เข้ารับโล่เกียรติยศ รวม 16 รางวัล

    ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัยและประธานในพิธี ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของงานว่า 

    “พิธีมอบโล่เกียรติยศนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่นักวิจัยเจ้าของผลงาน อีกทั้งเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมสู่สาธารณะ โดยมุ่งหวังให้มีการขยายผลหรือต่อยอดการใช้ประโยชน์ทั้งในด้านสาธารณะ งานวิชาการ นโยบาย พาณิชย์ และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นให้สังคมตระหนักและมองเห็นความสำคัญตลอดจนประโยชน์ของงานวิจัย”

    ไม่เพียงเท่านั้น ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ยังเผยข้อมูลให้ร่วมยินดีด้วยว่า ที่ผ่านมา สกว. ประสบความสำเร็จในการยกระดับความเข้มแข็งของงานวิจัย โดยมุ่งสร้างความรู้ที่ไม่จำกัดเพียงด้านวิชาการ หากรวมถึงทุกภาคส่วนต่างๆ ของสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของคน ชุมชน และพื้นที่ ซึ่งเป็นรากฐานการผลิตของสังคมอย่างเกษตรกรและประชาชนธรรมดา รวมถึงการสร้างทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศและการพัฒนานวัตกรรมในการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์อีกด้วย

  • Sep 10 , 2014

    ขอปรบมือให้ดังๆ กับฝีมือของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่สร้างชื่อให้สถาบันอีกครั้ง ด้วยการกวาดเหรียญรางวัลมาครองได้ในหลายสาขาของการแข่งขัน “THE PATTAYA HOSPITALITY ART COMPETITION’ 14” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน  “PATTAYA FOOD & HOTELIERS EXPO’ 14” ครั้งที่ 8 โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาสุดยอดผู้สร้างสรรค์ศิลปะในธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว

    เริ่มตั้งแต่ รางวัลชนะเลิศ WINNER เหรียญเงิน FLORISTS COMPETITION BRIDAL BOUQUET โดย กำจร เริงสมุทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 แล้วมาต่อกันที่รางวัล เหรียญเงิน FLORISTS COMPETITION BRIDAL BOUQUET โดย ณัฐพงษ์ นาเครือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 กระทั่งมาปิดท้ายที่รางวัลชมเชย เหรียญทองแดง FLORISTS COMPETITION ประเภททีม และรางวัลชมเชย เหรียญทองแดง FREESTYLE FRUIT AND VEGETABLE CARVING SHOWPIECE

  • Sep 10 , 2014

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ จัดว่าเป็นกลุ่มตลาดการท่องเที่ยวที่มีลักษณะพิเศษ ที่ผสมผสานการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อนเข้าด้วยกัน และรูปแบบการเดินทางประเภทนี้เองที่สร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศนั้น จุดนี้เองที่ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนต้องให้ความใส่ใจในการพัฒนารูปแบบของสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

    ด้วยเหตุนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีดำริในการพัฒนาคู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่ ผู้ประสานงานไมซ์ ซึ่งมีหน้าที่เป็นทั้งพนักงานขายและพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และผู้วางแผนปฏิติการไมซ์ เพื่อใช้คู่มือนี้เป็นเครื่องมือในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ผ่านการยกระดับทุนมนุษย์ให้ทัดเทียมกับประเทศจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำได้ในที่สุด

    และในการพัฒนาคู่มือไมซ์นี้ สมาคมวิชาชีพไมซ์ในประเทศไทยได้จัดหาสถาบันอุดมศึกษามาร่วมพัฒนาคู่มือเล่มนี้ให้มีมาตรฐานอย่างยั่งยืน ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเลือกให้มารับภารกิจสำคัญนี้ โดยในงานแถลงข่าวและงานอบรมการใช้คู่มือมาตรฐานการปฏิบัติงานไมซ์ไทยที่จัดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิตและ เสรี วังส์ไพจิตร คณบดีวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เข้าร่วมพูดคุยถึงการจัดทำคู่มือมาตรฐานการปฏิติงาน และย้ำถึงพันธกิจที่มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการพัฒนาด้านการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและบริการของมหาวิทยาลัย นั่นคือ การเป็นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ การค้นคว้าวิจัย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการ
    ท่องเที่ยวไทย

  • Sep 10 , 2014

    ไอบีเอ็มจับมือ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วางโรดแมปสร้างความเป็นเลิศด้าน Business Analytics เสริมความแข็งแกร่งภาคการศึกษาไทย พร้อมผนึกกำลังสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) ต่อยอดขีดความสามารถภาคธุรกิจไทย ยกระดับความสามารถการแข่งขันของไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้สื่อได้เป็นอย่างดีถึงอีกหนึ่งพันธกิจที่ไอบีเอ็มให้ความสำคัญ กับการร่วมวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ระบบการศึกษาไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มจะถ่ายทอดทักษะความรู้ด้านการวิเคราะห์ให้แก่อาจารย์ผู้สอน พร้อมนำองค์ความรู้จากไอบีเอ็มเข้าร่วมพัฒนาวิชาในสาขาที่เกี่ยวข้อง 36 รายวิชา ซึ่งจะเผยแพร่ไปทางคณะที่สอนในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง นักศึกษาและอาจารย์จะได้รับประโยชน์จากทั้งศูนย์บ่มเพาะความเป็นเลิศ หลักสูตรการเรียนการสอน การอบรม การสอบรับประกาศนียบัตร และการฝึกงานในสิ่งแวดล้อมจริงทางธุรกิจ ทั้งยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์และคลาวด์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คาดว่าปีนี้จะมีนักศึกษากว่า 5,000 คน ที่ได้เรียนรู้ทักษะที่จะมีประโยชน์สำหรับอนาคตเหล่านี้ 

    ขณะเดียวกัน ไอบีเอ็มและทีเอ็มเอจะร่วมกันเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงบัณฑิตจบใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ากับองค์กรธุรกิจ พร้อมช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าใจและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ที่สามารถเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ 

    พรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือดีๆ ในครั้งนี้ว่า

    “ปัจจุบัน เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและอนาไลติกส์ทวีความสำคัญมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะการส่งผลให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านไอทีและธุรกิจที่มีศักยภาพสูงขึ้น  ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจไทยในการเสริมสร้างศักยภาพทางการแข่งขันที่แข็งแกร่ง โดยความร่วมมือในวันนี้ระหว่างมหาวิทยาลัยทั้ง 9 แห่ง ทีเอ็มเอ และไอบีเอ็ม จะเป็นก้าวย่างสำคัญของประเทศในการยกระดับความร่วมมือเพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และองค์กรธุรกิจไทยพร้อมแข่งขันทั้งในเวทีระดับชาติและนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้”

School Idea

  • Sep 09 , 2014

    สืบเนื่องจากบทความที่เคยนำเสนอไปในฉบับก่อนหน้านี้ ในเรื่องข้อแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกกรณีที่มีตำแหน่งระดับหัวหน้างานขึ้นไปจนถึงระดับบริหารขององค์กรว่างลง องค์กรจำเป็นต้องมองหาคนในองค์กรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาทำงานในตำแหน่งที่ว่าง ดังนั้นองค์กรควรจะตัดสินใจอย่างไรระหว่าง “พัฒนาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นก่อนที่จะโปรโมท หรือ เลือกที่จะโปรโมทพนักงานคนนั้นไปก่อนแล้วจึงค่อยพัฒนาเสริมเขี้ยวเล็บให้แข็งแกร่งเหมาะกับตำแหน่งทีหลัง”

  • Aug 20 , 2014

    การลาออกของพนักงานตำแหน่งใหญ่ย่อมสร้างปัญหาให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งที่บริษัทไม่ได้มีการเตรียมคนที่พร้อมสำหรับทดแทนในตำแหน่งหน้าที่นั้น

  • Aug 08 , 2014

    เหตุการณ์ภัยแล้งที่มาแบบไม่ธรรมดา มาไม่ตรงตามฤดูกาล มีความผิดแผกแตกต่างจากภัยแล้งในช่วงปรกติที่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน แต่ภัยแล้งที่จะพูดถึงนี้คือ "ปรากฏการณ์เอลนีโญ" ซึ่งจะเกิดขึ้นในห้วงช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน หรือบางทีก็ยาวนานไปถึงเดือนตุลาคม เหมือนในปี 2547-2548 ที่ก่อนจะเจอภัยแล้งเอลนีโญ ก็จะมีพายุฝนถล่มในหลายพื้นที่ก่อน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน ช่างเหมือนปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มาก จนน่ากลัว เพราะปรากฏการณ์เอลณิโญจะเกิดขึ้นทุก 4-5 ปี ซึ่งเมื่อปี 2547 นั้น ก็ได้รับผลกระทบในช่วงย่างเข้าเดือนตุลาคม พอดี

    จากภาวะปรกติ ลมสินค้าตะวันออก (Eastery trade winds) จะพัดจากประเทศเปรู (ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้) ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ ทำให้ป่าไม้ทุ่งหญ้า พืชไร่ไม้ผลมีความอุดมสมบูรณ์ จนกล่าวขานกันว่าดินแดนทางใต้ของเรานั้นมีฝนแปดแดดสี่ และเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ลมพัดหวนย้อนกลับกระแสน้ำอุ่นค่อยๆถูกพัดพาคืนย้อนไปทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปกดทับกระแสน้ำเย็นที่เคยลอยตัวขึ้นพัดพาเอาแร่ธาตุอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นตะกอนแร่ธาตุ เถ้าภูเขาไฟใต้ท้องทะเล ลอยขึ้นมาสู่ปากอ่าวของชิลี และเปรู ทำให้มีแพลงก์ตอนพืช และสัตว์  ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและนกชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดรายได้ส่งออก ปลาไส้ตัน ปลากระตัก ปลาชิงชัง อย่างมหาศาลให้แก่ประเทศชิลี และเปรู

    ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลังลง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำอุ่นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลกระทบให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้

     

     

     

    ผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ทำให้ความอุดมสมบูรณ์จากทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกหายไป พืชและสัตว์ล้มตายจากการขาดแหล่งอาหารและทุ่งหญ้าในการดำรงชีพ ส่งผลให้เกิดไฟป่าและควันไฟ จากเหตุการณ์ในปี 2541 ควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย ลุกลามมาถึงภาคใต้ของไทย จนเกิดความเสียหายต่อพืชผลทางเกษตร เช่น ปาล์ม ยางพารา และผลไม้อย่าง เงาะ ลองกอง ทุเรียน จากความเครียดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลั่งสารเอทธิลีนออกมา ทำให้ต้นโทรม ผลสุกและแก่เร็วขึ้น

    ในประเทศไทย ความเสียหายของพืชผลทางการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาในแต่ละปี ซึ่งเหตุการณ์ เอลนีโญ ในอดีตที่รุนแรงที่สุด คือในช่วงปี 2540-2542 และในปีนี้องค์การนาซ่าได้คาดการณ์ว่าจะรุนแรงพอๆกัน หรืออาจมากกว่า  เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนที่สำรองต่ำกว่าเกณฑ์มากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ สำหรับในช่วงนี้ขอให้ฝนตกเหนือเขื่อนทุกเขื่อนในประเทศไทยให้มากๆ เพื่อที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ไม่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง หรือไม่ก็ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดหน้าฝน หรือ เตรียมรับมือด้วยการทำสระน้ำประจำไร่นา ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรทั่วประเทศ มีแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรได้อย่างไม่ขาดแคลน โดยเฉพาะการขุดสระน้ำถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสำรวจอุดรอยรั่วซึมของน้ำ เพื่อการเก็บกักน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้สารอุดบ่อ อุดสระ ร่วมกับ เบนโธไนท์ หรือ สเม็คไทต์ ในการแก้ปัญหาเพื่อป้องกันการรั่วซึม รวมถึงการใช้สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์ มาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชผัก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้

 

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Sep 10 , 2014

    จะดีสักแค่ไหนถ้านวัตกรรมทำให้เรามี “ตัวเรา” หรือ “ครอบครัวของเรา”ที่ถูกโคลนออกมาได้ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม เป็นโมเดลตัวเล็กๆ ตั้งโชว์ในบ้าน แทนที่รูปถ่ายเรียบแบนที่อยู่ในกรอบ

    Twinkind เป็นแบรนด์ธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมาในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งโดย Timo Schaedel ภายใต้คำนิยามที่ว่า “The world´s finest 3D photo figurines” หมายถึง หุ่นภาพ 3 มิติที่ดีที่สุดในโลก 

    สินค้าและบริการของ Twinkind คือ การถ่ายภาพรูปร่างของคน สัตว์ ผ่านนวัตกรรม 3D Printing คือการพิมพ์แบบ 3 มิติ แบบเก็บรายละเอียดทั้งสีและพื้นผิวสัมผัส แล้วย่อสัดส่วนทำออกมาเป็นโมเดลตั้งโชว์ได้ 9 ขนาด ตั้งแต่สเกล 1:24 - 1:5 ขึ้นอยู่กับความสูงของคนคนนั้นและสเกลที่ต้องการ เช่น หุ่นภาพของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ขนาด 10 - 35 เซนติเมตร ส่วนราคาก็จะต่างกันไปตามขนาดที่ใหญ่ขึ้น 

    ลูกค้าที่จะใช้บริการต้องเริ่มจากการจองคิวก่อนไปที่สตูดิโอในเยอรมนี เมื่อไปถึงสตูดิโอ ก็จะมีกล้องหลายตัวคอยจับภาพและสแกนหมดตัวในชั่วพริบตาเดียว (in the blink of an eye) จากนั้นเข้าสู่การวิเคราะห์ขนาดรูปร่าง แล้วนำภาพสแกนที่ได้ไปใช้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยิงเลเซอร์ขึ้นรูปผงหินทรายเป็นหุ่น 3 มิติ เสร็จแล้วจัดส่งเป็นพัสดุถึงบ้านภายใน 2-5 สัปดาห์ หรือไปรับที่สตูดิโอ หรือฝากส่งเป็นของขวัญให้ใครก็ได้ 

     

     

    Twinkind Team said “The idea came when he learned about the possibilities of 3D color printing in the end of 2012 and looked for a new project in between two of his TV commercial director projects. Soon was clear, that he wanted to introduce real time 3D scanning to the world of 3D printing.” 

    ทีมงานของ Twinkind บอกเราว่า ไอเดียของหุ่นภาพนี้มาจากการที่ Timo เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ทำได้ของเทคโนโลยีงานพิมพ์สี 3 มิติ ในช่วงปลายปี 2012 และได้มองหาโปรเจ็คต์ใหม่ในขณะที่กำกับรายการทีวีเพื่อการค้า 2 โปรเจ็คต์ ไม่นานนักก็คิดออก เขาต้องการทำสิ่งใหม่ที่สแกนแบบ 3 มิติออกมาได้แบบเรียลไทม์ แล้วนำเสนอสู่โลกของงานพิมพ์ 3 มิติ

    ด้านกลุ่มเป้าหมายของหุ่นภาพ 3 มิติ ทีมงานบอกว่า เป็นใครก็ได้ ที่ชื่นชอบโมเมนต์ในช่วงเวลานั้นๆ และอยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำ

    “The target group is basically anybody. People love to freeze a moment of time for a memory.”

    ธุรกิจหุ่นภาพ 3 มิตินี้ได้รับความสนใจจากคนจำนวนมากและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะโมเดลที่ได้สวยงามและเสมือนจริง ทำให้มีลูกค้าจากทั่วโลกไปใช้บริการที่สตูดิโอในเยอรมนีไม่ขาดสาย 

    เป็นไอเดีย “แฝดเราในร่างจิ๋ว” ที่โดนใจในระดับสากล