“โออิชิ” เติบโตต่อเนื่อง เผยแผนธุรกิจปี 2556

“โออิชิ” เติบโตต่อเนื่อง เผยแผนธุรกิจปี 2556

ดันยอดขายทะลุ 15,300 ล้านบาท

 

โออิชิ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการปี 2555 หลังฟื้นตัวจากผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เผยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเดินหน้าตั้งเป้ายอดขายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มปี 2556 ทะลุ 15,300 ล้านบาท

นายแมทธิว กิจโอธาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้ปีที่ผ่านมา โออิชิยังคงประสบปัญหาเรื่องกำลังการผลิต แต่บริษัทฯ ก็สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย มีรายได้รวมในปี 2555 เพิ่มขึ้น 22% คิดเป็น 11,634 ล้านบาท โดยสายงานธุรกิจเครื่องดื่มเติบโต 18% ขณะที่สายงานธุรกิจอาหารเติบโต 29% กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 654 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการขาย คิดเป็นมูลค่า 650 ล้านบาท รวมถึงการสร้างครัวกลางชั่วคราวขึ้นมาใหม่ด้วยงบลงทุน 60 ล้านบาท พร้อมๆ ไปกับการก่อสร้างครัวกลางแห่งใหม่ นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาท ในการสร้างแบรนด์ขนมขบเคี้ยว สาหร่ายทอดกรอบ “โอโนริ” ที่เพิ่งเปิดตัวไปในปีที่ผ่านมา”

ในปี 2556 โออิชิ คาดการณ์การเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้น 32% คิดเป็น 15, 300 ล้านบาท โดยบริษัทฯ จะมุ่งสร้างการเติบโตด้วยกิจกรรมทางการตลาดที่โดดเด่นและหลากหลาย เพื่อการขยายตลาดให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สำหรับสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 33% โดยในฐานะผู้นำตลาด นอกจากจะมุ่งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและทุกโอกาสในการดื่ม เพื่อขับเคลื่อนตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ “โออิชิ ชาคูลล์ซ่า” ชาเขียวผสมโซดา ทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มอัดลม รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ โออิชิ กรีนที ขนาด 380 มล. จำหน่ายในราคา 15 บาท โออิชิ ฟรุตโตะ ใหม่ ขนาด 350 มล. จำหน่ายในราคา 12 บาท และโออิชิ ขวดแก้ว ขนาด 400 มล. จำหน่ายในราคา 12 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะช่วยสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2556 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ด้วยงบลงทุนมากถึง 1,100 ล้านบาท โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ โรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิต 15 ล้านขวดต่อเดือน พร้อมจัดสรรงบประมาณ 1,400 ล้านบาท สำหรับการโฆษณาและส่งเสริมการขายตลอดปี คิดเป็น 9.6% ของยอดขายโดยรวมในปี 2556 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง โออิชิ ยังได้ส่งโปรโมชั่นสุดร้อนแรงรับร้อน “รหัสโออิชิ ลุ้นรวย ทุกชั่วโมง” ที่ได้รับการพัฒนาจากความต้องการของผู้บริโภคให้ได้รับความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ได้ง่ายๆ เพียงส่งรหัสใต้ฝาหรือในกล่อง ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ให้ได้ลุ้นรับทองคำทุกชั่วโมง ทุกวัน และทุกเดือน โดยมีจำนวนรางวัลมากถึง 2,466 รางวัล รวมมูลค่าสูงถึง 90 ล้านบาท 

ด้านสายงานธุรกิจอาหาร โออิชิคาดว่าจะสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น 30% ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยวางแผนเปิดร้านอาหารใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50 สาขา มุ่งเน้นที่แบรนด์ “ชาบูชิ” “นิกุยะ” รวมทั้ง “คาคาชิ” ซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วน ที่เสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยมในราคาประหยัด นอกจากนี้ ยังพุ่งเป้าไปที่การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2556 รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่เย็น และอาหารแช่แข็ง

และเพื่อให้สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจอาหาร โออิชิได้ลงทุน 545 ล้านบาท ในการสร้างครัวกลางแห่งใหม่ ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะพร้อมเปิดใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2556 โดยปัจจุบัน โออิชิ มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมด 154 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจ 5 ปีของบริษัทฯ โออิชิจะมีร้านอาหารครอบคลุมทั่วประเทศ จำนวนรวม 275 แห่ง ภายในปี 2559

“แม้ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง มีคู่แข่งจำนวนมาก และสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ง่าย แต่เรามั่นใจว่าบริษัทฯ จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และปี 2556 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับโออิชิอย่างแน่นอน” นายแมทธิวกล่าวสรุป

 

 

MAGAZINE

 

 

 



New News

  • Aug 26 , 2016

                ผศ.ดร.ศุภโชค แสงสว่าง ผศ.ดร.ธัญญา ปรเมษฐานุวัฒน์  และ ดร.จิตติมณฑน์ วงษ์ษา นำนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเกษตรเพื่ออุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี เยี่ยมชมกระบวนการและการทำงานของเครื่องฉีดพลาสติก ยี่ห้อ ไห่เทียน พร้อมฟังบรรยายให้ความรู้   โดยมี โจ จันทร์ล้วน ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท เอสพี อินเตอร์แมค จำกัด  ให้การต้อนรับ ณ โชว์รูมไห่เทียน  ถนนมอเตอร์เวย์

  • Aug 26 , 2016

    มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย พร้อมด้วย มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ มิตซูบิชิ อิเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยพนักงานในกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็คทริค ประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ (Science Classroom)’  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีความสนใจในการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยครั้งนี้ ได้นำเยาวชนจากโครงการการศึกษาพหุภาษา  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กว่า 120 คน ร่วมเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนานในห้องเรียนซึ่งนักเรียนมีโอกาสได้ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง พร้อมนำชมเทคโนโลยีอันทันสมัยของ มิตซูบิชิ อิเล็คทริค อย่างใกล้ชิด  ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มิตซูบิชิ อิเล็คทริคได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย หลังจากที่ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมเช่นเดียวกันนี้มาอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ  มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ. ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

     

     

  • Aug 26 , 2016

    ดีแทค แอคเซอเลอเรท โดยบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด มหาชน หรือดีแทค เปิดเวทีนำเสนอแผนงาน Demo Day batch 4 ซึ่งปีนี้ dtac accelerate นำแผนงานจาก 14 ทีมสตาร์ทอัพ ขึ้นโชว์ต่อหน้าคณะกรรมการนักลงทุน VC และผู้มีชื่อเสียงในวงการสตาร์ทอัพทั้งภาครัฐและเอกชน  พร้อมได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศ 2 ทีมเข้ารับรางวัลในครั้งนี้

    สำหรับ งาน Demo Day batch 4 ในปีนี้มี VC ชั้นนำจากทั่วโลกเข้าร่วมงานถึง 65 คน และ มีเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 14 ทีมนำเสนอแผนงาน กับ VC ชั้นนำ เพื่อระดมเงินทุนในระดับ Series A Company, Seed Funding

    โดยกิจกรรมช่วงท้ายเป็นการประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศ แอนดริว กวาลเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มStrategy และ Innovation และสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด มหาชน หรือดีแทค เป็นผู้มอบรางวัล BlackBox Connect ให้กับ ทีม เฟรชเก็ต เพื่อเข้าคอร์สบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ดีที่สุดในซิลิคอนวัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา และทีม ฟาสต์เวิร์ค คว้ารางวัล เว็บ ซัมมิท (Web Summit 2016) ได้สิทธิ์เข้าร่วมงานแสดงผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพระดับโลก ที่กรุงลิสบอน โปรตุเกส และอีกหนึ่งรางวัลพิเศษจากกูเกิล Google launchpad  มอบให้ทีม เฟรชเก็ต  ที่ให้เข้าร่วมศูนย์บ่มเพาะพิเศษ ประเทศสหรัฐอเมริกา

    สำหรับความพิเศษของโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท ในปีนี้ สามารถรวมเอา co accelerators สตาร์ทอัพอีก 2 ประเทศ จาก ดิจิ มาเลเซีย และเทเลนอร์ เมียนมา  มาเข้าร่วมโครงการ พร้อมขึ้นเวทีนำเสนอแผนงานร่วมกับ VC ชั้นนำ

     

 

School Move

  • Aug 25 , 2016

    จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ในสังคมปัจจุบันนี้ มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 อันมีสาเหตุมาจากความอยากรู้ อยากลอง จนกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเรียน ที่ทำให้ผลการเรียนต่ำลง เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท ขาดสติ ยั้งคิด และส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดื่ม จากปัญหาดังกล่าวจึงได้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย บริติช เคานซิล (ประเทศไทย) และมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) จัดโครงการละครประเด็นศึกษา “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” กิจกรรมละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อยับยั้งการดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ สอดคล้องกับนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล  โดยมี 40 โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมโครงการ

    “Smashed วัยใสไกลแอลกอฮอล์” นับเป็นหนึ่งโครงการที่ช่วยรณรงค์การดื่มแอลกอฮอล์ในเยาวชนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย ที่ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่เยาวชน อายุระหว่าง 12-14 ปี โดยการเข้าไปพูดคุยกับเยาวชนในเวลาที่เหมาะสม เกิดขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2547  ซึ่งโครงการ Smashed ได้ใช้ศิลปะการแสดงละครเวทีร่วมกับการอมรมเชิงปฏิบัติการและการใช้สื่อการเรียนการสอนที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ทั้งยังมีวิธีการประเมินผลอย่างชัดเจน จนได้รับรางวัล “แนวทางการปฏิบัติที่ดี” (Good Practice Award)  จากรัฐบาลสหราชอาณาจักร เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว จึงได้มีการขยายโครงการไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก อาทิ เวียดนาม จาไมก้า โมซัมบิก และไต้หวัน โดยไทยเป็นประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการนี้

    แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า “บริติช เคานซิล เป็นองค์กรวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักรที่สร้างเสริมโอกาสและความร่วมมือทางการศึกษา ศิลปะ และภาษาอังกฤษ ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ โครงการ Smashed เป็นอีกหนึ่งโครงการที่บริติช เคานซิลได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรเพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และนำความรู้ด้านศิลปะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเราหวังว่าโครงการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการรับรู้และพฤติกรรมของเยาวชนและช่วยสร้างความเข้มแข็งให้สังคมอย่างยั่งยืน”

    อำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “ตามนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการศึกษาในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ความสามารถและมีทักษะในการใช้ชีวิต กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดนโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ เพื่อบริหารจัดการเวลาเรียนที่จะส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งโครงการ Smashed  ไม่เพียงช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ยังช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ เกิดทักษะชีวิต และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัย ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการในขณะนี้จะเป็นโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยให้โรงเรียนสมัครเข้ามา และทาง Smashed project จะทำการคัดเลือกก่อนส่งชื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นโครงการที่ดียิ่ง เพราะเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้จากภาพความเป็นจริง ถึงปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

    ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า “โครงการ Smashed เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของมูลนิธิฯ ในการดำเนินการตามกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลกในการลดปัญหาการดื่มอย่างเป็นอันตราย (Global strategy to reduce harmful use of alcohol) โดยมูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนจัดกิจกรรมให้ความรู้และรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องและอย่างแท้จริง โดยเน้น 3 เรื่องหลักๆ คือ ต่อต้านการดื่มแล้วขับ ยับยั้งนักดื่มก่อนวัย และความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งจากการสำรวจขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประเทศไทยมีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ประมาณร้อยละ 50 ซึ่งมีการเริ่มดื่มเมื่ออายุต่ำกว่า 15 ปี การป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัยจึงต้องปลูกฝังให้เยาวชนมีความรู้และตระหนักถึงโทษภัยของการดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดย 90.1% ของนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมบอกว่าเกิดความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น และ80บอกว่าจะปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เชื่อมั่นว่าโครงการ Smashed  จะช่วยให้นักเรียนที่เข้าอบรมมีความรู้และสามารถช่วยยับยั้งปัญหานักดื่มก่อนวัยในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    ณัฐธนนท์ นาคะศรีภิรมย์รองประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) กล่าวว่า  “ทุกวันนี้มีนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้น ส่วนนึงเป็นเพราะว่าขาดความรู้ ขาดการตระหนักรู้ ถึงโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเป้าหมายหลักๆ ของโครงการ Smashed คือการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์กฎหมาย โดยการสร้างพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และลดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการป้องกันปัญหานักดื่มก่อนวัย เรามองว่าต้องเน้นตั้งแต่เยาวชน ทำให้เยาวชนมีภูมิต้านทานต่อสิ่งยั่วยุ ไม่เพียงแต่มีทัศนคติและพฤติกรรมที่ถูกต้อง แต่ยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากโครงการ Smashed ส่งต่อไปยังคนรอบข้าง เพื่อหยุดยั้งวัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร และแก้ปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายได้อย่างยั่งยืน”

    ทั้งนี้ภายหลังการเปิดตัว โครงการ Smashed จะมีการเดินทางไปยังโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร 40 แห่ง ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2559 คาดว่าจะมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 4,000 คน จากโครงการดังกล่าว

     

  • Aug 25 , 2016

    ไม่น่าเชื่อว่ามีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะในปัจจุบันอาชีพด้านการวิเคราะห์และวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) กำลังเติบโตอย่างมาก จึงปรากฎว่ามีผู้สมัครขอรับการรับรองจากแซส (SAS® Certified) เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดของการศึกษาโปรไฟล์พนักงานที่มีจำนวนมากถึง 54 ล้านคนใน PayScale.com พบว่าองค์ความรู้และทักษะการใช้โปรแกรมแซสเป็นอาชีพอันดับหนึ่งที่มีผลต่อระดับเงินเดือนอย่างมาก

    ฌอน โอ ไบรอัน รองประธานฝ่ายการศึกษาและการฝึกอบรม บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “โปรแกรม SAS Global Certification เปิดตัวในปี 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อมอบการรับรองทักษะและองค์ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมแซส ซึ่งสถิติล่าสุดบ่งบอกว่า มีการออกใบรับรองเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าหลังจากเปิดตัวได้เพียงสามปีครึ่ง และปัจจุบันแซสได้ดำเนินการออกใบรับรองไปแล้วเป็นจำนวนมากถึง 100,000 ใบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ แซส เป็นเทคโนโลยีระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาอย่างยาวนาน และแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะของแซสได้ขยายครอบคลุมไปทุกอุตสาหกรรม”

    อรัน เคนส์ กล่าวในฐานะ ผู้มีทักษะการใช้โปรแกรมแซส ว่า “การได้รับการรับรองจากแซสช่วยผมอย่างมากในการประกอบอาชีพ  ทำให้ผมสามารถทำงานที่ท้าทายความสามารถตัวเอง และนับเป็นเวลาห้าปีติดต่อกันแล้วที่การออกใบรับรองแซสมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยใบรับรองแซสเป็นที่ต้องการของทั้งนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและพนักงานจากทั่วโลก ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของใบรับรองที่ออกให้เป็นการมอบให้กับบุคคลที่อยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกามากถึง 107 ประเทศ และขณะนี้มีองค์กรมากกว่า 80,000 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างนำระบบแซสเข้าไปปรับใช้ในองค์กร นักศึกษาที่มีใบรับรองจากแซสจึงมีโอกาสมีงานทำในองค์กรที่มีชื่อเสียงได้ไม่ยากเลย

    ฌอน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “โปรแกรม SAS Global Certification มีตัวเลือกการฝึกอบรมของแซสมากมายที่พร้อมช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในสายอาชีพของตน โดยมีหลายวิธีในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแซส ซึ่งรวมถึงตัวเลือกที่ไม่มีค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น SAS University Edition ที่พร้อมให้การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้การวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลอีเลิร์นนิ่งฟรีและบทช่วยสอนออนไลน์ที่สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างสะดวก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเริ่มต้นหรือรับความช่วยเหลือเกี่ยวกับงานที่เฉพาะเจาะจงในระบบแซสได้ โดยในขณะนี้ แซสได้ปรับอัตราค่าสมัครสอบใบรับรองของแซสใหม่ ให้อยู่ในช่วงราคาประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

    มาถึงในส่วนของ SAS OnDemand for Academics บนระบบคลาวด์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ยังช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สามารถรวมเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดของแซสไว้ในหลักสูตรของตน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะที่มีความต้องการสูงอย่างมากจากตลาดแรงงาน และด้วยพันธมิตรของแซสทั่วโลกที่เปิดโปรแกรมในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททั้งในหลักสูตรเดิมและใหม่เพื่อสร้างโปรแกรมการออกใบรับรองระดับปริญญา ยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างองค์กรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์สำหรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

    ไม่เพียงเท่านั้น ใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SAS Global Certification ยังได้เปิดตัวใบรับรองใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วยในนามของ SAS Academy for Data Science  ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่  การวิเคราะห์ขั้นสูง การเรียนรู้ด้านเครื่องจักรและเครื่องมือ การแสดงภาพข้อมูล พร้อมด้วยทักษะด้านการสื่อสารที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในปัจจุบัน โปรแกรมนี้แบ่งออกเป็นสองระดับและพร้อมให้ใบรับรองที่ได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเป็นจำนวนสามใบ โดยแต่ละระดับจะรวมการเรียนการสอนภายในห้องเรียน กรณีศึกษาจากการลงมือปฏิบัติ หรือการสร้างโปรเจ็คของทีม การเข้าถึงซอฟต์แวร์แซสที่เกี่ยวข้อง และมีโค้ชที่จะช่วยให้คำแนะนำผู้เรียนอย่างครอบคลุม เมื่อผ่านการสอบรับรองแล้ว ผู้เรียนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ที่แซสให้การรับรอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ขั้นสูงที่แซสให้การรับรอง และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่แซสให้การรับรอง

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกระแสการเรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะน่าจับตามอง แต่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกก็ว่าได้

     

     

  • Aug 23 , 2016

    สถาบันอนาคตไทยศึกษาเปิดผลการศึกษาชิ้นล่าสุดเรื่อง “โอกาสที่เสียไป: 12 ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ชี้ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อโอกาสของเด็กไทย และยังส่งผลต่ออัตราเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถึงปัจจุบัน ประเทศมีต้นทุนเสียโอกาสสะสมแล้ว 11%ของ GDP หรือคิดเป็น 1.5 ล้านล้าน

    ปัญหาการศึกษา ไม่สร้างโอกาสให้เด็กไทย หากย้อนดูปัญหาการศึกษาจะพบว่ามีปัญหาตั้งแต่เด็กวัยก่อนเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย เห็นได้จาก 1 ใน5 ของเด็กก่อนวัยเรียนมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าวัย เด็กชั้นประถมราว 140,000 คนอ่านหนังสือไม่ออก และราว 270,000 คนก็เขียนหนังสือไม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมอีกกว่า 1ใน3 ก็ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ และแม้ว่าตัวเลขจะบอกว่าโอกาสที่เด็กจะจบ ม.ปลาย มีไม่น้อย แต่การที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ก็ต้องเข้ามาเรียนในกรุงเทพ จะเห็นได้จากโรงเรียนที่คะแนนโอเน็ตสูงสุด 50 โรงเรียน 34 โรงเรียนอยู่ในกรุงเทพ หากดูต่อไปเมื่อเรียนจบ แม้จะจบมหาวิทยาลัยได้ หางานได้ แต่งานที่ได้ก็ต่ำกว่าวุฒิที่จบมา เป็นเสมียนและพนักงานขายกว่า 40%ของเด็กจบใหม่ระดับปริญญาตรี ซึ่งเงินเดือนไม่สูงนัก

    การที่เด็กไทยเสียโอกาสส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร แม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานาน แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เห็นผลสำเร็จดังที่หวังไว้ ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพของผลกระทบเท่าไรนัก ดังนั้นเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม สถาบันได้ทำการคำนวณว่า ถ้าเราสามารถปฏิรูปการศึกษากันสำเร็จตั้งแต่ในอดีต วันนี้เศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร โดยแนวคิดก็คือ การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จจะเพิ่มทักษะแรงงาน ทำให้ productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาสำเร็จทำให้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น 50 คะแนนภายใน 10ปี เหมือนประเทศโปแลนด์เคยทำได้ (ไทยทำได้แค่เพิ่มขึ้น 3 คะแนนภายใน 10ปี) สิ่งที่เราจะเห็นก็คือ อัตราการเติบโตของ GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.14%ต่อปีหรือคิดเป็น 1.1 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งฟังดูตัวเลขอาจไม่มาก แต่ถ้าดูผลที่สะสมมาถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าไทยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสะสมแล้วเป็นจำนวนมากถึง 1.5 ล้านล้าน (มูลค่าปัจจุบัน) หรือคิดเป็น 11%ของ GDP และในอนาคตตัวเลขต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณเมื่อจำนวนแรงงานที่มีทักษะดีขึ้นเข้าสู่กำลังแรงงานทดแทนแรงงานรุ่นเก่า

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวเสริมว่า “ ผลการศึกษาบอกเราว่า “ผลกระทบของปัญหาการศึกษา ถ้ามองระยะสั้นก็ผลไม่มาก แต่ระยะยาวจะมีผลมหาศาล ซึ่งแม้เราจะเริ่มปฏิรูปการศึกษากันในวันนี้ ก็ต้องใช้เวลาอีก 10ปีกว่าจะปฏิรูปสำเร็จ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงจะเห็นผลสำเร็จ คือ เห็นว่าสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะดีจะเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่า เราต้องรีบและเร่งทำการปฏิรูปการศึกษาให้เร็ว เพราะกว่าจะเห็นผลนาน และวิธีนี้จะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ต่อเนื่อง ยั่งยืนที่สุด”

Management

  • Jul 07 , 2016

    การบริหารจัดการพนักงานที่เป็นคนเก่ง หรือที่เรียกว่า Talent ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายนัก สำหรับองค์กร ด้วยความเก่งที่มีจำนวนจำกัด บวกกับโอกาสที่มีเข้ามามากมาย ทำให้องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่คนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เหตุผลคือ หนึ่ง เพื่อรักษาให้พวกเขาอยู่กับองค์กรได้ยาวนาน และสอง เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภารกิจดูแลคนเก่งขององค์กรจึงมีหลากหลายรูปแบบ

  • Apr 19 , 2016

    1. สถานการณ์...แห่งสายลมโลกใบนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แปรปรวน” (The wind of change) และพยายามที่จะแสวงหาการเติมเต็มด้วย “ภูมิปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (The Wisdoms for change)

  • Feb 29 , 2016

    ชีวิตคือการเดินทาง...และทุกครั้งของการเดินทางคือการเรียนรู้...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าชีวิตคนเรานั้นเป็นการเรียนรู้อยู่เสมอ

    เมื่อต้นปีนี้...เป็นการเดินทางที่ไปเป็นแขกรับเชิญงานรับปริญญาของนักศึกษาปริญญาโท-เอกของ Kingston University ที่กรุงลอนดอน

 
 

Cool Case

  • Jul 23 , 2016

           จัดเทสต์รถกันครั้งแรกและ 5 รุ่นรวด สำหรับ MINI แบรนด์รถคอมแพ็คหรูจากอังกฤษที่มีความคล่องตัวสูง ซึ่งทีมนิตยสาร MBA ได้ทดลองขับดูว่ามีความเป็น Go Kart Feeling มากน้อยแค่ไหน ในงาน MINI Driving Experience 2016 ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์

  • Jun 23 , 2016

           จากแนวคิดที่ อยากให้อาคารสำนักงาน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบวงจร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วันของผู้เช่าภายในอาคาร และใกล้เคียง วิคเตอร์คลับเดินหน้าทุ่มงบ 40 ล้านบาท เปิดตัว ‘วิคเตอร์คลับ สาทรสแควร์’ (Victor Club - Sathorn Square) สาขาที่ 2 ซึ่งทำให้ดีมานต์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ โดยการเน้นย้ำจุดขายด้านราคา และการบริการ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางศูนย์กลางธุรกิจ ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สวยงาม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย

  • Jun 06 , 2016

    หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดของไทยจากการจัดอันดับของฟอร์บส์ ปี 2008 คุณวิกรม กรมดิษฐ์  มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากและต้องดิ้นรน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ

     

    ด้วยความมุมานะ คุณวิกรมได้สร้างแผนลงทุนที่เป็นธุรกิจแรกของตัวเองขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะงานของเขาทำให้เขาต้องพบกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นก็คือภาษาอังกฤษ เพราะในขณะที่เขาได้ร่วมงานกับชาวต่างชาตินั้น เขาพบว่าเขาไม่สามารถพูดคุยกับผู้ร่วมงานได้อย่างเข้าใจ

    การที่เขาพบกับปัญหานี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าการสื่อสารที่ไม่เข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของเขาได้ เขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เชี่ยวชาญให้ได้ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่เคยหยุดที่จะฝึกฝนและเรียนภาษาอังกฤษเลยเป็นระยะเวลา 3 เดือนจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาสามารถติดต่อธุรกิจกับต่างชาติและได้รับใบอนุญาตการส่งออกจากคณะกรรมการอาหารและยาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกวันนี้คุณวิกรมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจและคล่องแคล่ว

    ทรัพย์สินของคุณวิกรมมีมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมกว่า 900 แห่ง และบริษัทที่มีมูลค่าที่สามารถคิดเป็น GDP ต่อปีของไทยได้ถึง10%  ความลับสู่ความสำเร็จของเขาคือการลงทุนไปกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ความอดทน และความซื่อสัตย์ ที่นำไปใช้กับการปรับตัวในสภาพแวดล้อมและองค์กรใหม่ๆ ในการทำงาน

     

    คนหนุ่มสาวในเอเชียต้องเก่งภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการทำงาน              

    จากการวิจัยของ International Herald Tribune ปี 2007 พบว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มากกว่า 400 ล้านคน ในขณะที่อีก 300 ถึง 500  ล้านคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง  นั่นเท่ากับว่ามีผู้ใช้ภาษาอังกฤษในปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1.5 พันล้านคนบนโลก

    ภาษาอังกฤษคือกุญแจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว เพราะภาษาอังกฤษถือว่าเป็นอาวุธที่มีประโยชน์มากในสนามแข่งขันของการหางาน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

    นอกจากนั้น ตลาดเอเชียกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจโลก มีความต้องการบุคลากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำการติดต่อกับบริษัทต่างชาติ การไม่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่เป็นอุปสรรคในการติดต่อกับต่างชาติ จึงอาจเป็นตัวขัดขวางความสำเร็จของธุรกิจได้ แม้คุณจะยุ่งจากงานหรือการดูแลครอบครัวมากแค่ไหน แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องหาเวลาในการฝึกภาษาอังกฤษให้เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยคุณให้สามารถเรียนภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพได้

     เพียงใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ ด้วยเวลาเรียน โมงเช้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน สอนโดยอาจารย์เจ้าของภาษาจากยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ผ่านห้องเรียนออนไลน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อช่วยในกระบวนการเรียนรู้ให้รู้สึกเสมือนจริง นอกจากนั้น คุณไม่จำเป็นต้องรอเวลาเข้าเรียน คุณสามารถเริ่มเรียนได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการสมัครและการทดสอบ

    นวัตกรรมการเรียนการสอนนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และ TOPICA ถือเป็นผู้นำด้านการให้บริการการศึกษาออนไลน์ในภูมิภาค โดย TOPICA Edtech Group ให้บริการการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า TOPICA Native ที่ทำให้คุณสามารถร่วมประสบการณ์ครั้งแรกของโลกด้วยการเรียนผ่าน Google Glass โดยมีนักเรียนจำนวนมากที่สามารถพัฒนาทักษะด้านการพูดและทำคะแนนได้มากถึง 300 ถึง 1000 คะแนน หลังจากเรียนเพียงหนึ่งคอร์ส และส่วนมากมีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

     

    คลิก: http://english.topicanative.asia/ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์