“โออิชิ” เติบโตต่อเนื่อง เผยแผนธุรกิจปี 2556

“โออิชิ” เติบโตต่อเนื่อง เผยแผนธุรกิจปี 2556

ดันยอดขายทะลุ 15,300 ล้านบาท

 

โออิชิ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ประกาศผลประกอบการปี 2555 หลังฟื้นตัวจากผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เผยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 22 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเดินหน้าตั้งเป้ายอดขายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มปี 2556 ทะลุ 15,300 ล้านบาท

นายแมทธิว กิจโอธาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้ปีที่ผ่านมา โออิชิยังคงประสบปัญหาเรื่องกำลังการผลิต แต่บริษัทฯ ก็สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย มีรายได้รวมในปี 2555 เพิ่มขึ้น 22% คิดเป็น 11,634 ล้านบาท โดยสายงานธุรกิจเครื่องดื่มเติบโต 18% ขณะที่สายงานธุรกิจอาหารเติบโต 29% กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 654 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ยังคงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการขาย คิดเป็นมูลค่า 650 ล้านบาท รวมถึงการสร้างครัวกลางชั่วคราวขึ้นมาใหม่ด้วยงบลงทุน 60 ล้านบาท พร้อมๆ ไปกับการก่อสร้างครัวกลางแห่งใหม่ นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาท ในการสร้างแบรนด์ขนมขบเคี้ยว สาหร่ายทอดกรอบ “โอโนริ” ที่เพิ่งเปิดตัวไปในปีที่ผ่านมา”

ในปี 2556 โออิชิ คาดการณ์การเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้น 32% คิดเป็น 15, 300 ล้านบาท โดยบริษัทฯ จะมุ่งสร้างการเติบโตด้วยกิจกรรมทางการตลาดที่โดดเด่นและหลากหลาย เพื่อการขยายตลาดให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สำหรับสายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 33% โดยในฐานะผู้นำตลาด นอกจากจะมุ่งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและทุกโอกาสในการดื่ม เพื่อขับเคลื่อนตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ “โออิชิ ชาคูลล์ซ่า” ชาเขียวผสมโซดา ทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มอัดลม รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ โออิชิ กรีนที ขนาด 380 มล. จำหน่ายในราคา 15 บาท โออิชิ ฟรุตโตะ ใหม่ ขนาด 350 มล. จำหน่ายในราคา 12 บาท และโออิชิ ขวดแก้ว ขนาด 400 มล. จำหน่ายในราคา 12 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะช่วยสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2556 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ด้วยงบลงทุนมากถึง 1,100 ล้านบาท โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ โรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิต 15 ล้านขวดต่อเดือน พร้อมจัดสรรงบประมาณ 1,400 ล้านบาท สำหรับการโฆษณาและส่งเสริมการขายตลอดปี คิดเป็น 9.6% ของยอดขายโดยรวมในปี 2556 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง โออิชิ ยังได้ส่งโปรโมชั่นสุดร้อนแรงรับร้อน “รหัสโออิชิ ลุ้นรวย ทุกชั่วโมง” ที่ได้รับการพัฒนาจากความต้องการของผู้บริโภคให้ได้รับความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ได้ง่ายๆ เพียงส่งรหัสใต้ฝาหรือในกล่อง ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ให้ได้ลุ้นรับทองคำทุกชั่วโมง ทุกวัน และทุกเดือน โดยมีจำนวนรางวัลมากถึง 2,466 รางวัล รวมมูลค่าสูงถึง 90 ล้านบาท 

ด้านสายงานธุรกิจอาหาร โออิชิคาดว่าจะสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น 30% ด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยวางแผนเปิดร้านอาหารใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50 สาขา มุ่งเน้นที่แบรนด์ “ชาบูชิ” “นิกุยะ” รวมทั้ง “คาคาชิ” ซึ่งเป็นร้านอาหารประเภทจานด่วน ที่เสนอทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยมในราคาประหยัด นอกจากนี้ ยังพุ่งเป้าไปที่การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2556 รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่เย็น และอาหารแช่แข็ง

และเพื่อให้สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจอาหาร โออิชิได้ลงทุน 545 ล้านบาท ในการสร้างครัวกลางแห่งใหม่ ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะพร้อมเปิดใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2556 โดยปัจจุบัน โออิชิ มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมด 154 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจ 5 ปีของบริษัทฯ โออิชิจะมีร้านอาหารครอบคลุมทั่วประเทศ จำนวนรวม 275 แห่ง ภายในปี 2559

“แม้ว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจะมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง มีคู่แข่งจำนวนมาก และสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ง่าย แต่เรามั่นใจว่าบริษัทฯ จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และปี 2556 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับโออิชิอย่างแน่นอน” นายแมทธิวกล่าวสรุป

 

 

 

MAGAZINE

 
 

 

New News

  • Jul 31 , 2014

    กรุงเทพฯ -  คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดตัวโครงการวิทยาลัยนานาชาติจีน และหลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ) เตรียมพร้อมรับ ASEAN+3 เผยความร่วมมือกับโรงเรียนมัธยมในประเทศจีนกว่า 10 โรงเรียน ป้อนนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ พร้อมผลิตนักศึกษาตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจท่องเที่ยวและบริการก่อนเปิด AEC

    รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยมีจุดแข็ง เรื่องการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียนด้านการคมนาคมทางบก ทางอากาศ การค้า การลงทุน และศูนย์แสดงสินค้า มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อม ด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และเพื่อก้าวไปสู่การเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านธุรกิจในเอเชีย มหาวิทยาลัยฯ จัดตั้งโครงการวิทยาลัยนานาชาติจีน พร้อมเปิดหลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศขึ้น โดยเริ่มจากการร่วมมือกับ Chengdu University of Information Technology (CUIT) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิด AEC ซึ่งจะเป็นอาเซียน+3 ซึ่งจะเพิ่มประเทศ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือการสร้างและพัฒนาบุคลากร ให้มีศักยภาพ และมีคุณภาพ เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงเพิ่มโอกาสในการทำงานในด้านธุรกิจการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้นด้วย”

    ด้าน ผศ.ดร. ธเนศ เวศร์ภาดา คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ ได้กล่าวถึงรายละเอียดของหลักสูตรนี้ว่า “หลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ (หลักสูตรนานาชาติ)นี้ เป็นหลักสูตรแห่งแรกในประเทศไทย ที่เปิดรับนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างประเทศที่สามารถพูด ฟัง อ่าน เขียน และเข้าใจภาษาจีนเป็นอย่างดี แบ่งเป็นหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี และหลักสูตรปริญญาต่อเนื่อง 3 ปี โดยในช่วงแรกนั้นจะเปิดรับเฉพาะนักศึกษาชาวจีนก่อน โดยกลุ่มผู้เรียนในประเทศจีนนอกจากจะเป็นนักศึกษาระดับปวส.ของ Chengdu University of Information Technology (CUIT) มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) แล้ว ยังมาจากนักเรียนในมณฑลต่างๆ อาทิ มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) เขตปกครองตนเองกว่างซี (กวางสี) มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทั้งนี้มหาวิทยาลัยฯ ได้จัดทำหลักสูตรเป็นวิชาพื้นฐานส่งไปยังโรงเรียนมัธยมต่างๆ ในประเทศจีนกว่า 10 โรงเรียน เพื่อให้เริ่มศึกษาหลักสูตรนี้ล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า และกำหนดรับผู้เรียนในรุ่นแรกจำนวน  80 คน และเริ่มทำการเรียนการสอนในเดือนกันยายน 2557 นี้”

    รศ.ดร. เสาวณีย์ กล่าวสรุปว่า "ในการเปิดหลักสูตรการจัดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้เชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านการจัดการการท่องเที่ยวจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมาเป็นผู้สอนด้วย และในปีการศึกษา 2558 โครงการวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับChengdu University of Information Technology (CUIT) และสถาบันอุดมศึกษาชื่อดังในประเทศจะเปิดเพิ่มอีก 2 หลักสูตรคือ หลักสูตรการจัดการการโรงแรม และหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ พร้อมทั้งเตรียมเปิดหลักสูตรอื่นๆที่ทันสมัยในอนาคตอีกด้วย"

  • Jul 30 , 2014

    สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดการแข่งขันสุดยอดเชฟอาหารไทยชิงแชมป์โลกครั้งที่ 2 หรือ The 2nd Thailand Culinary World Challenge 2014 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลมูลค่ารวม 17,500  เหรียญสหรัฐ ร่วมสนับสนุนการจัดงานโดยธนาคารกรุงเทพ เซ็นทรัล ชิดลม นิตยสารฟู้ดสไตลิสท์ สมาคมเชฟประเทศไทย และองค์กรที่เกี่ยวข้อง หวังรณรงค์ให้ใช้วัตถุดิบไทยในการปรุงอาหารไทยและอาหารนานาชาติผ่านเชฟระดับอินเตอร์ที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันแล้วจาก 10 ประเทศทั่วโลก

    หนึ่งในกิจกรรมพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวโลก ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย พร้อมเลือกชิม เลือกช็อปสินค้าอาหารจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน พบสุดยอดไฮไลท์ อาหาร 60 เมนูสุดพิเศษสร้างสรรค์จากเชฟชื่อดัง จำหน่ายเพียง 60 บาททุกเมนู มอบรายได้ให้มูลนิธิรามาธิบดี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เลือกชมนิทรรศการ 60 นวัตกรรมอาหารแห่งภูมิปัญญาไทย และสาธิตการปรุงอาหารไทยโดยเซเลบริตี้เชฟจากทั่วฟ้าเมืองไทยระหว่างวันที่ 1 - 3 สิงหาคม 2557เวลา 15.00–21.00 น. ณ ลานมรกต เซ็นทรัล ชิดลม

  • Jul 30 , 2014

    ผู้บริหารมหาวิทยาลัยคริสเตียน เข้าเฝ้าถวายพระพรพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ
    อาจารย์ ดร. เสาวนีย์  กานต์เดชารักษ์  รองอธิการบดีอาวุโสได้รับมอบหมายให้นำคณะผู้บริหารและผู้แทนนักศึกษา ระดับปริญญาเอก ระดับปริญญาโทและระดับปริญญาตรี  เข้าเฝ้าถวายพระพร  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี  พระวรราชาทินัดดามาตุ  เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ  เพื่อการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557  ณ อาคารใหม่สวนอัมพร

     

    นักศึกษาสาขาวิชา แอนิเมชันและมัลติมีเดีย สร้างผลงานสร้างสรรค์ผ่านรอบคัดเลือก  “Asean  Animation Contest 2014”

    นักศึกษาสาขาวิชาแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมการแข่งขัน  “ASEAN Animation Contest  2014” หัวข้อ  “Increase Copyright Awareness” โดยมีอาจารย์ ปรีชา พินชุนศรี เป็นหัวหน้าทีมและมีนักศึกษา 4 คน ได้แก่ นายกฤชกร ศรคุ้ม นายนนทกานต์  บุญยงค์  นางสาวอรัญญา ประทุม  และนางสาวอัญชลี  หินอ่อน  นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ในหัวข้อ  “Missisppi”  โดยกรมทรัพย์สิน  ทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์จัดการแข่งขันขึ้นร่วมกับคณะทำงานด้านความร่วมมือเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียน ทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคริสเตียน ได้ผ่านการแข่งขันเข้ารอบ 1 ใน 5 ทีมระดับประเทศ  จากผู้เข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 30 ทีม เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยที่จะไปแข่งขันกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ในวันที่ 18 – 19  กรกรฎาคม พ.ศ. 2557

     

    คณะพยาบาลศาสตร์ ลงนามตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับโรงพยาบาลนครคริสเตียน
     อาจารย์ ดร. พรทิพย์ กวินสุพร คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์   มหาวิทยาลัยคริสเตียนได้รับอนุมัติให้  ลงนามตกลงความร่วมมือทางวิชาการ  กับคุณประเวธ   คุปตะสิน ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารโรงพยาบาลนครคริสเตียน  จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขยายเครือข่ายโรงพยาบาลในการรับนักศึกษาที่สำเร็จหลักสูตรพยาบาลศาสตรเข้าไปปฏิบัติงาน  เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารศรีสิรินธร  มหาวิทยาลัยคริสเตียน

     

    มหาวิทยาลัยคริสเตียนร่วมพิธี “นครปฐม ปฐมนครแห่งความจงรักภักดี”
    อาจารย์ ด.เสาวนีย์  กานต์เดชารักษ์  รองอธิการบดีอาวุโส  ได้รับมอบหมายให้นำคณะผู้บริหาร และตัวแทนนักศึกษา  จำนวน  92 คน ไปร่วมกิจกรรม “นครปฐม ปฐมนครแห่งความจงรักภักดี” เพื่อการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคีและเสริมสร้างความมั่นคงแก่ประเทศชาติ นายวันชาติ  วงษ์ชัยชนะ                ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมให้เกียรติ เป็นธานกล่าวเปิดงาน พร้อมนำกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณร่วมปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ณ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

     

    มหาวิทยาลัยคริสเตียนจัดโครงการ  “จุดหมายที่ปลายฝัน”

    สภานักศึกษา  มหาวิทยาลัยคริสเตียนร่วมกับสโมสรนักศึกษา  ได้รับอนุมัติให้จัดโครงการ    “จุดหมายที่ปลายฝัน”  เมื่อวันจันทร์ที่  21  กรกฎาคม  พ.ศ.  2557  ณ  หอประชุมอาคารศรีสิรินธร   อาจารย์ ดร.  เสาวนีย์  กานต์เดชารักษ์  รองอธิการบดีอาวุโส  ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดโครงการฯโดยได้รับเกียรติจากพันเอกนายแพทย์  พงศ์ศักดิ์  ตั้งคณา  ประธานกรรมการบริษัท  พัฒนาเพื่อชีวิตและสังคม  จำกัด  เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง  “จุดหมายที่ปลายฝัน”  มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 325  คน

School Move

  • Jul 09 , 2014

    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.ดีพัค ซีเจน เป็นผู้อำนวยการคนที่สองของศศินทร์ ต่อจาก ศ.เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารหมายเลขหนึ่งของสถาบันฯ ซึ่งดูแลศศินทร์มาตลอด 32 ปี

                สำหรับผู้อำนวยการคนใหม่ของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศไทยท่านนี้ ได้ผ่านประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะนักศึกษาและผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจในระดับนานาชาติ อย่างการดำรงตำแหน่งคณบดีของสถาบันการจัดการเคลลอก์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ในปี 2544-2552 ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังได้รับเชิญมาช่วยบรรยายในสาขาวิชาการตลาดที่ศศินทร์มาตั้งแต่ปี 2532 และกับความภาคภูมิใจล่าสุด ที่ศาสตราจารย์เจน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานศาสตราจารย์ด้านการตลาดของ INSEAD และดำรงตำแหน่งคณบดีของ INSEAD ที่เมืองฟอนเตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี 2554-2556 ด้วย

     

                ด้าน ศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ได้กล่าวถึงผู้อำนวยการศศินทร์คนใหม่ว่า เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะนำพาศศินทร์ให้ก้าวสู่ทศวรรษที่สี่อย่างสวยงามต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาศาสตราจารย์เจน ได้เข้ามาร่วมงานกับศศินทร์โดยเริ่มเข้ามาสอนตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา จึงมีนิสิตศศินทร์ทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์การเรียนกับท่าน ซึ่งแทบทุกคนล้วนให้ฟีดแบกกลับมาว่า ศาสตราจารย์เจนมีวิธีการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนได้อย่างดี ส่วนในด้านงานบริหารด้วยโปรไฟล์ที่ท่านมี ศาสตราจารย์เติมศักดิ์มั่นใจว่าศาสตราจารย์เจนจะมาสืบสานปณิธานของศศินทร์ต่อและนำพาศศินทร์ให้ก้าวเข้าสู่สถาบันด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนต่อไปได้ไม่ยาก

                ในโอกาสการรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ ศาสตราจารย์เจน ได้กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสมาสานต่องานของศาสตราจารย์เติมศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผมนับถือเพราะท่านได้ให้คำแนะนำดีมาตลอด 25 ปีที่ผมได้รู้จักกับศศินทร์ และรู้สึกตื่นเต้น ภูมิใจมาก ที่จะได้ร่วมงานกับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของสถาบันแห่งนี้ ผมตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ผมมีมาใช้พัฒนาและสร้างบัณฑิตคุณภาพให้กับศศินทร์ต่อไป”

                นอกจากนั้นศาสตราจารย์เจนยังเผยเพิ่มเติมว่า จากการที่ศศินทร์ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้นานาชาติแห่งใหม่ (ศศภูมิ) ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อีกว่าศศินทร์จะรักษาความเป็นผู้นำในการบุกเบิกการศึกษาสาขาวิชาการจัดการและเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนได้ในเวลาไม่ช้าอย่างแน่นอน

  • Jun 18 , 2014

    กรุงเทพฯ 17 มิถุนายน 2557 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการร่วมปฏิรูปการศึกษาไทย เปิดตัวโครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม ภายใต้แนวคิดของไมโครซอฟท์เป็นที่แรกของโลก  โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเตรียมโครงการมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และถือเป็นความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ และสองโรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี  ในการพัฒนาห้องเรียนต้นแบบขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนการฝึกฝนทักษะสำคัญในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไป

    แนวคิด สมาร์ท คลาสรูม ของไมโครซอฟท์ ประกอบไปด้วยการผสาน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) ความพร้อมของบุคลากรครู  2) เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิตอล  3) ซอฟต์แวร์และบริการ และ 4) ดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน โดยทั้ง 4 องค์ประกอบมีพื้นฐานอยู่บนแนวคิดด้านทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร หรือความเข้าใจในเทคโนโลยี สำหรับในโครงการนำร่องนี้ จะมีการนำทั้ง 4 องค์ประกอบมาประกอบการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของทั้งสองโรงเรียน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ภาคเรียน (พฤษภาคมถึงกันยายน)

    “ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์  ได้มุ่งมั่นและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพการศึกษาทั่วโลก โดยเราได้ลงทุนไปกับการพัฒนาทักษะครูและบุคลากรในภาคการศึกษาไปแล้วกว่า 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.4 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 15 ปีทีผ่านมา และหากมองในภาพรวมทั่วโลกแล้ว การลงทุนด้านการศึกษาของไมโครซอฟท์ทั่วโลกสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 323.8 แสนล้านบาท) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้” นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

    ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทักษะความสามารถอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ หรือการสื่อสารและประสานงานกับผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จึงมีความตั้งใจที่จะวางรากฐานด้านการศึกษาที่มั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพของการเรียนการสอน

    “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนนั้น จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์และแนวคิดที่ครอบคลุมถึงทุกด้านของการเรียนรู้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำดีไวซ์ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานในห้องเรียน และเมื่อเร็วๆ นี้  ไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน 8 ล้านคน และบุคลากรครูอีก 4 แสนคนสามารถเข้าถึง Office 365 เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นระบบคลาวด์ระดับองค์กรที่มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพัฒนาการของประเทศไทยอย่างยั่งยืน  โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไมโครซอฟท์ได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Making 70 Million Lives Better’ และสำหรับโครงการนำร่องในครั้งนี้ เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันและหน่วยงานด้านการศึกษา พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาคอนเทนท์หรือผู้ผลิตดีไวซ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้อย่างรอบด้านและทั่วถึง” นายฮาเรซกล่าวเสริม

    “การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นเท่านั้น”  ดร. สุนีย์ สอนตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี กล่าว “เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนกิจกรรมต่างๆ ในห้องเรียนให้เชื่อมถึงกันผ่านโลกดิจิตอล เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกสมองและทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการทำงานต่อไปในอนาคตของเด็กไทย”

    นายไพฑูรย์ จารุสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา เสริมอีกว่า “โครงการนำร่องนี้ช่วยให้เราได้ลองสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดในการใช้งานจริง โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยาเป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้นโยบายการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนทั่วประเทศ และเราหวังว่าผลสรุปของโครงการนี้ ซึ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จะช่วยส่งเสริมเด็กไทยในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมหลายรูปแบบ”

    นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนแล้ว โซลูชั่นเพื่อการศึกษาแบบครบวงจรในโครงการนำร่องนี้ยังเน้นการมอบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของนักเรียนอีกด้วย

    นายฮาเรซเผยอีกว่า “จากการสำรวจโดย SafeGov.org องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหาผลกำไร ชี้ให้เห็นว่ากว่า 87% ของผู้ปกครองคนไทยมีความกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า สำหรับไมโครซอฟท์เอง เรามีจุดยืนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จึงทำให้ระบบ สมาร์ท คลาสรูม ของเราสามารถรักษาข้อมูลของทั้งครูและนักเรียนให้ปลอดภัย ไม่รั่วไหลออกไปภายนอก”

       

    ภายใต้โครงการนำร่อง สมาร์ท คลาสรูม นี้ นักเรียนและครูจากทั้งสองโรงเรียนจะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นและบริการคลาวด์ต่างๆ ของไมโครซอฟท์ พร้อมด้วยเนื้อหาและเครื่องมือเพื่อการศึกษาจากผู้พัฒนาคอนเทนท์และพันธมิตรชั้นนำ บนอุปกรณ์แท็บเล็ตจากเอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ASUSTek Computer) นอกจากนี้ โครงการ สมาร์ท คลาสรูม ยังได้รับการสนับสนุนจากอินเทลในด้านการวางแผนและจัดทำระบบการเรียนรู้อีกด้วย

    ทั้งนี้ โครงการนำร่องของไมโครซอฟท์ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการศึกษาไทยทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำโครงการ ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริติช เคานซิล ประเทศไทย ทั้งนี้ ทางไมโครซอฟท์และโรงเรียนจะมีการประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดภาคเรียนลงในเดือนกันยายน 2557 ก่อนจะจัดทำรายงานสรุปประสิทธิผลของโครงการให้กับ สพฐ. ต่อไป

    ก่อนที่จะเปิดตัวโครงการนำร่องในครั้งนี้  ไมโครซอฟท์ได้ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อทดลองและสำรวจความเป็นไปได้ในการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการศึกษา เช่น โครงการมาเจลแลน (Magellan) ที่สร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางในระบบการศึกษาของประเทศโปรตุเกส  และเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจนในรูปของคะแนนการประเมินผลนักเรียนในโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development)

  • Jun 10 , 2014

     
     
    ไมโครซอฟท์ เปิดอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาการศึกษาไทยด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มอบสิทธิ์การใช้งานระบบคลาวด์เพื่อการทำงานและสื่อสาร Offi ce 365 for Education ให้แก่นักเรียน 8 ล้านคนและบุคลากรครูอีก 400,000 คนทั่วประเทศไทย โดยข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นการยืดเวลาและครอบคลุมไปถึงการสานต่อความสำเร็จของโครงการ Partners in Learning ไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางระบบคลาวด์เพื่อการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ทั่วโลกทีเดียว
     
      
     
    ฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวหลังการลงนามความร่วมมือย้ำถึงปณิธานของไมโครซอฟท์ว่า “ไมโครซอฟท์เชื่อเสมอมาว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ข้อตกลงความร่วมมือล่าสุดนี้ถือเป็นการเน้นย้ำความมุ่งมั่นของเราในการร่วมพัฒนาประเทศไทย โดยการยกระดับระบบการศึกษาในภาพรวมด้วยเทคโนโลยี ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ลงทุนด้านการศึกษาในประเทศไทยไปแล้วกว่า 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (156 ล้านบาท) ภายใต้วิสัยทัศน์ “We Make70 Million Lives Better” โดยนอกเหนือจากการศึกษาภายในโรงเรียนแล้ว โครงการMicrosoft YouthSpark ยังมอบโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีความพร้อมสำหรับชีวิตการทำงานในอนาคต หรือการเปิดกิจการเป็นของตนเองด้วย”

     

  • Jun 10 , 2014

     

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดโครงการวิจัยกิจกรรมนำร่อง “โครงการ ยลเสน่ห์...ตำนานตลาดพลู Talad Phlu Chronicle” พาผู้สนใจและสื่อมวลชนสัมผัสเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าในชุมชนบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีพื้นที่ที่มีตำ นานเก่าซึ่งยังลมหายใจนาม “ตลาดพลู” โดยการศึกษาวิจัยได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

      
    ในวันงาน แม้อากาศจะร้อนแรง แต่ด้วยสีสันของตลาดพลู ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ วัดวาอารามที่สวยงาม รวมถึงภูมิทัศน์ของความเป็นชุมชนโบราณไมตรีจิตของชาวชุมชนที่ส่งยิ้มทักทายอยู่ตลอดการเดินชมชุมชน รวมถึงของอร่อยขึ้นชื่อของย่านนี้ อย่างหมี่กรอบ ร.5 ขนมเบื้องโบราณ ขนมกุยช่ายตลาดพลูเลื่องชื่อ พาให้ผู้ร่วมเดินชุมชน และผู้ปั่นจักรยานชมชุมชนเพลิดเพลินจนลืมร้อนกันไปเลย และโอกาสนี้ก่อนปิดงาน ยังมีการมอบประกาศนียบัตรโครงการหนูน้อยนำเที่ยวฯ ให้กับเยาวชนชาวตลาดพลูที่มาให้ข้อมูลดีๆ ตลอดการนำเที่ยวครั้งนี้อีกด้วย

     

  • Jun 09 , 2014

    เผยเป็นงานวิจัยที่ให้ความรู้กับนักลงทุนทุกกลุ่ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุนนิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ คว้ารางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” จากงานวิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”  เผยเป็นงานวิจัยที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีและความเสี่ยงต่ำ  ทั้งยังเป็นการให้ความรู้พื้นฐานสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งรายย่อยและสถาบัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อช่วยให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพและช่วยลดโอกาสที่หุ้นในตลาดจะมีราคาสูงมากเกินมูลค่าที่แท้จริง

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ในฐานะผู้วิจัยเรื่อง “การเลือกกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” (Selection of Investment Strategies in Thai Stock Market) เปิดเผยถึงเนื้อหาของผลงานวิจัยดังกล่าวว่า  ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การลงทุนต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมหลายๆรูปแบบ  แล้วนำมาทดลองในแบบจำลอง ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548  ถึงเดือนพฤษภาคม 2556  ผลปรากฏว่ากลยุทธ์การลงทุนพอร์ตโฟลิโอของหุ้นตัวเล็กแบบเน้นคุณค่าเป็นกลยุทธ์เดียวที่สามารถชนะตลาดได้  ซึ่งมีค่าผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (Sharpe ratio) สูงกว่าตลาด อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้พบว่าถ้านำเอาเรื่องคุณภาพของหุ้น เช่น ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์  มาพิจารณาเพิ่มเติมในกลยุทธ์การลงทุนเหล่านั้น จะส่งผลทำให้การลงทุนหลายกลยุทธ์ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นและมีความเสี่ยงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถชนะตลาดได้  นอกจากนี้การพิจารณาเรื่องคุณภาพยังช่วยบรรเทาการลดลงของผลตอบแทน ในช่วงตลาดขาลงได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการสนับสนุนทุนวิจัยด้านตลาดทุนระดับบัณฑิตศึกษา” ที่ศศินทร์ได้เข้าร่วมกับตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีก 16 สถาบันทั่วประเทศ  เช่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และสถาบันอื่น ๆ ที่สอนเกี่ยวกับวิชาการเงิน  โดยทางตลาดหลักทรัพย์ได้ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยดังกล่าว  และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น  รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละปี  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้วิจัยนำมาศึกษาและนำเสนอผลงานวิจัย เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกผลงานวิจัย โดยมีคณะกรรมการจากสถาบันการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์  และสถาบันการเงิน คัดเลือกว่าผลงานวิจัยใดเหมาะสมกับการได้รับรางวัล  โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท  คือ รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาเอก รางวัลงานวิจัยด้านตลาดทุน ระดับปริญญาโท และรางวัลงานวิจัยขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย

    โดยในปีนี้ ผลงานวิจัยของนายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  นิสิตปริญญาเอก สาขาการเงิน  สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ ได้รับรางวัล “ขวัญใจผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุนไทย” โดยได้รับการโหวตสูงสุดจากคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการต่างๆที่อยู่ในธุรกิจการเงินทั่วประเทศ 

    นายธนะชัย  บุญสายทรัพย์  เปิดเผยว่าผลงานวิจัยดังกล่าวโดนใจคณะกรรมการน่าจะเป็นเพราะผลงานวิจัยนี้ให้ความรู้เรื่องกลยุทธ์การลงทุนกับนักลงทุนทุกกลุ่ม ที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนักลงทุนรายย่อย  และสถาบันรวมทั้งกองทุนต่างๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้ เนื้อหาของผลงานวิจัยนี้ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้ว  เพื่อให้นักลงทุนและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปศึกษาได้  และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์การลงทุนได้เข้าใจมากขึ้น

    ดร.ชนวีร์  สุภัทรเกียรติ  มีมุมมองเพิ่มเติมว่าการนำเสนอเนื้อหาของงานวิจัยดังกล่าวมีส่วนช่วยให้นักลงทุนทั่วไปตระหนักถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆของหลักทรัพย์ที่ควรนำมาพิจารณาในการตัดสินใจลงทุน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนบางกลุ่มที่ขาดความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง แปรปรวนไปตามกระแสข่าวลือต่างๆในตลาดได้ ซึ่งเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่หันมาเลือกลงทุนด้วยการวิเคราะห์หุ้นตามปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นแล้ว นักลงทุนเหล่านั้นจะรู้ว่าหุ้นแต่ละตัวควรมีราคาที่เหมาะสมอย่างไร  เป็นการช่วยให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะพบหุ้นที่มีราคาสูงมากเกินความจริงก็จะมีน้อยลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดหุ้นอีกด้วย

School Idea

  • Jul 23 , 2014

    ใครจะรู้บ้างว่า ในห้องสัมภาษณ์งานอันเคร่งเครียดฝ่าย HR หรือผู้สัมภาษณ์จะได้พบเจอกับพฤติกรรมทั้งชวนยิ้มและชวนยี้ไปพร้อมๆ กัน วันนี้ jobsDB.com จะขอเปิดห้องสัมภาษณ์งานให้เห็นกันว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้งาน อย่าเผลอทำพฤติกรรม สุดยี้เหล่านี้เด็ดขาด...

    1.   มนุษย์ซุปเปอร์แมน คือ พฤติกรรมที่ผู้สมัครงานแสดงพลังและศักยภาพอย่างเต็มที่ โอ้อวดคุณสมบัติมากเกินไป ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะถามถึงความสามารถใดๆ พวกเขาก็จะตอบว่า ทำได้ทุกอย่าง” “ทำได้หมด  แต่เมื่อเวลาให้ทดสอบฝีมือจริงๆ กลับทำไม่ได้อย่างที่พูด ซึ่งนอกจากจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือแล้ว คงจะไม่ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไปด้วย

    2.   หลุดประเด็น เป็นพฤติกรรมที่ HR มักจะเจออยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงประเด็นนี้ แต่ผู้สมัครงานกลับตอบประเด็นนั้น บ้างก็เฉียดไปเฉียดมา ตอบไม่ตรงคำถามสักที นาทีนี้ก็ต้อง Say Goodbye กันไป

    3.   ตื่นเกร็ง ความตื่นเต้นจนทำให้คุณเกร็งและไม่มีสมาธิ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ขณะสัมภาษณ์งาน ก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่ HR มักจะเจอเสมอ โดยเฉพาะผู้สมัครงานมือใหม่ นอกจากจะเสียบุคลิกแล้ว ยังจะทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพด้วย ดังนั้น ควรมีสติและความมั่นใจในการตอบคำถามทุกครั้ง

    4.   ไม่มีมารยาท บ่อยครั้งที่ HR กลับต้องอึ้งเมื่อเจอกับพฤติกรรมของผู้สมัครงานที่ ไม่ไหว้ ไม่กล่าวคำทักทาย ตอบคำถามไม่มีหางเสียง รับโทรศัพท์ขณะสัมภาษณ์งาน พฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่อาจเป็นผลที่ทำให้ผู้สมัครงานหลายคนพลาดงานที่ใช่กับองค์กรที่ชอบได้เลย

    5.   นักโจมตีมือหนึ่ง ผู้สมัครงานหลายคนอาจมีพฤติกรรมเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว เมื่อ HR ถามถึงสาเหตุที่ลาออกจากที่ทำงานเดิม ก็เผลอพูดโจมตีบริษัทเก่า หรือหัวหน้าเก่าอย่างเมามัน นั่นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติด้านลบ ซึ่งไม่ดีต่อการสัมภาษณ์งานกับที่ใหม่อย่างแน่นอน

    6.   จอมลวงโลก พฤติกรรมนี้ถือว่าร้ายแรงมากที่สุดในการสัมภาษณ์งาน เพราะเมื่อใดที่ HR จับได้ว่าคุณโกหก ตอบคำถามไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ที่เคยรับผิดชอบ อัตราเงินเดือนเก่า ตำแหน่งงานเดิม ฯลฯ คุณอาจจะโดน Blacklist จนไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่นได้เลยทีเดียวเชียว

    7.   นักวิจารณ์ชั้นยอด พฤติกรรมนี้มักจะพบได้จากผู้สมัครมือเก๋าสุดเกรียนเสียส่วนใหญ่ ที่ชอบวิจารณ์บริษัทที่ตนกำลังสัมภาษณ์งานหรือบริษัทที่เคยไปสัมภาษณ์งาน เกี่ยวกับบรรยากาศ สถานที่ หรือพนักงานในบริษัทแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่รู้มั้ยว่า HR กำลังจับตามองคุณอยู่ถึงความไม่สำรวมและไม่เหมาะสมในการสัมภาษณ์งานครั้งนี้อยู่นะ

    8.   สมองว่างเปล่า พฤติกรรมนี้อันตรายต่อผู้สมัครงานอย่างมาก เพราะผู้สมัครงานหลายคนมักไม่ศึกษาข้อมูลบริษัทที่ตนกำลังจะไปสัมภาษณ์ ขาดความรู้รอบตัว ขาดการเตรียมตัวในการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งไม่รู้ถึงจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง แน่นอนว่า คงไม่มีบริษัทไหนสามารถรับคุณเข้าทำงานได้อย่างแน่นอน

    9.   สารพัดข้ออ้าง อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ผู้สมัครงานไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมาสัมภาษณ์งานสาย ไม่ตรงเวลา HR หลายท่านมักจะได้รับฟังสารพัดข้ออ้างอันแสนดราม่าจากการเดินทาง เช่น    หลงทาง รถติด ปิดถนน วนผิดซอย เพราะข้ออ้างเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยให้ HR เห็นใจคุณแต่อย่างใด    แต่กลับบ่งบอกว่าคุณไม่มีการวางแผนในการเดินทาง และไม่พร้อมที่จะทำงานกับบริษัทนี้เสียมากกว่า

    10. แต่งกายสไตล์ฉัน หลายครั้งที่ผู้สมัครงานตกม้าตายด้วยเรื่องการแต่งกาย เพราะคิดว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มักจะแต่งกายในสไตล์ที่ตัวเองชอบ โดยไม่ดูวาระและโอกาส บ้างก็ล่อแหลม บ้างก็ไม่สุภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงความไม่พร้อมและไม่ให้เกียรติต่อองค์กรที่กำลังสัมภาษณ์งาน ก็อาจทำให้พลาดโอกาสงานดีๆ ไปได้เช่นกัน

     

    ** jobsDB Tip

    รู้หรือไม่ว่า 5 อันดับความสำคัญในการให้คะแนนจาก HR ขณะสัมภาษณ์งานคืออะไร

    1.   ประสบการณ์ในการทำงาน

    2.   ความคิด ทัศนคติในการตอบคำถาม

    3.   บุคลิกภาพโดยรวม (การแต่งกาย การนำเสนอ มารยาท)

    4.   ทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงาน (ภาษา คอมพิวเตอร์ โปรแกรมต่างๆ)

    5.   ความพร้อม การเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการสัมภาษณ์

    *ข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นจาก HR ในบริษัทชั้นนำ

  • Jul 22 , 2014

    ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ 
    อาจารย์ประจำสาขาการตลาด
    สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin)

    เมื่อสื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น จะเห็นได้จากกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน ผู้บริโภคพึ่งพาสื่อดังกล่าวจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทั้งเรื่องการสื่อสารและตอบสนองพฤติกรรมการบริโภค ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ หันมาใช้สื่อดิจิตอลในการสร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค เพราะเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และมีศักยภาพในการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ช่วยให้เกิดการตัดสินใจซื้อ สิ่งที่กำลังจะเกิดในอนาคต คือ กลยุทธ์ Digital Marketing มีแนวโน้มการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอีจะหันมาใช้ประโยชน์จากสื่อดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น

    ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการให้บริการและเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นสิ่งสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนเมือง หรือแม้กระทั่งคนในต่างจังหวัดไปแล้ว การใช้กลยุทธ์ Digital Marketing จึงต้องเลือกใช้สื่อที่เหมาะกับการสร้างแบรนด์รวมทั้งการขายสินค้าและบริการต่างๆ ปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้บริโภค เช่น ไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ โดยเฉพาะไลน์พบว่าคนไทยใช้กว่า 30 ล้านคน หาก แบรนด์ใดสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นโดนใจกลุ่มเป้าหมาย จะมีโอกาสเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของลูกค้า นอกจากนี้ Social Media ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีส่วนช่วยสนับสนุนเกิดการสร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ 

    โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลต่างๆ สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ความสะดวก รวดเร็วของสื่อดิจิตอลทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างฐานลูกค้าใหม่ แม้ว่ากลุ่มคนที่ติดตามกิจกรรมของแบรนด์ผ่านสื่อดิจิตอลยังไม่ซื้อหรือเป็นลูกค้า แต่ในอนาคตคนกลุ่มนี้ คือเป้าหมายสำคัญการสร้างยอดขาย นักการตลาดจะต้องสร้างความบันเทิงและกิจกรรมที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแจกของรางวัล กิจกรรมชิงโชค รวมทั้งการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญควรมีโปรโมชั่นพิเศษเป็นตัวดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาพูดคุยกับแบรนด์ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อมีการสื่อสารในลักษณะต่างๆ เกิดขึ้นระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูล ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น รู้ว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือต้องการซื้อสินค้าและบริการแบบไหนฯลฯ

    อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแบรนด์ต่างๆ ได้ใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบสติ๊กเกอร์ดึงดูดลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ และผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นทำสติกเกอร์เพื่อบุกตลาดจะต้องเน้นเรื่องการดีไซน์ให้สวยงาม สะดุดตา มีความหมายโดนใจนำมาใช้แสดงอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ การเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาดาวน์โหลดได้ฟรีทำให้เกิดการติดตาม เกิดการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์ Digital Marketing ต้องทราบว่าสื่อ Social Media เป็นดาบ 2 คม เมื่อใช้ประโยชน์จากสื่อในเชิงบวกได้ ในขณะเดียวกันอาจมีผลสะท้อนกลับในเชิงลบได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นสื่อที่ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงได้อย่างเสรี หากมีการร้องเรียนจะทำให้กลุ่มคนจำนวนมากคิดว่าแบรนด์มีจุดอ่อน

    โดยเฉพาะ Facebook ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป็นช่องทางที่ลูกค้าใช้ร้องเรียนสูงถึง 90% ดังนั้น ทุกขั้นตอนการผลิตจะต้องเน้นเรื่องคุณภาพ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการร้องเรียน หากเกิดปัญหากับลูกค้า ผู้ประกอบการจะต้องแก้ไขและตอบคำถาม ให้ลูกค้าเข้าใจภายในเวลารวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และผู้บริโภคคนอื่น ๆ เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้า นับเป็นส่วนหนึ่งของการบริการหลังการขาย ต้องไม่ลืมว่าหากทำให้ลูกค้าคนเดียวไม่พอใจจะทำให้ลูกค้าจำนวนมากรับรู้ในเรื่อง นั้นๆด้วย

    นอกจากนี้การใช้กลยุทธ์ Digital Marketing เป็นการเพิ่มความสะดวก รวดเร็วให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะใช้สื่อทำกิจกรรมใด ต้องสอดคล้องกับช่องทางเดิม ๆ ที่ลูกค้าเคยทำ แล้วสื่อสารให้ทราบว่าช่องทางใหม่นั้นสะดวกสบายกว่าเดิม เช่น ก่อนหน้านี้ประชาชนต้องเดินทางไปฝากและถอนเงินที่ธนาคาร การพัฒนานวัตกรรมความสะดวกสบายต่าง ๆ ของธนาคารจึงต้องเน้นเรื่องความสะดวกสบายในการฝากถอนและโอนเงิน โดยไม่ต้องไปถึงธนาคาร ดังนั้น “แอพพลิเคชั่น” มีความจำเป็นกับการตลาดยุคดิจิตอล ต้องตอบสนองพฤติกรรมการทำธุรกรรมของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายสินค้าและบริการ หรือแม้แต่ธุรกิจกรรมการเงิน ควรสื่อสารให้ลูกค้ารับรู้ถึงความปลอดภัย มิเช่นนั้นจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและไม่ไว้วางใจที่จะใช้บริการ ไม่เฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการขายสินค้าหรือการสร้างแบรนด์ผ่าน Social Media รวมทั้งการเพิ่มความสะดวกสบายบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน จะต้องให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้าถึงความง่าย สะดวกสบาย ทันสมัย และปลอดภัย
    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและนักการตลาดควรมีความพร้อม เรื่องการพัฒนาระบบและเทคโนโลยี บุคลากรที่มีศักยภาพในการทำงานให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ยุคดิจิตอลทุกอย่างมีความรวดเร็ว ลูกค้าจาก Social Media มีหลากหลายกลุ่ม จึงมีโอกาสเกิดปัญหาได้ง่ายกว่าการทำงานกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม แบรนด์ใดสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างยาวนาน ผ่านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้จะเป็นสาวกของแบรนด์ในระยะยาว แต่สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดต้องเข้าใจตรงกัน ลูกค้ามักจะเบื่อในสิ่งที่จำเจ ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น และมีโอกาสรับรู้สิ่งใหม่ ๆ จากคู่แข่ง การเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าจะตอบโจทย์การ ทำงานสื่อ Social Media ทำให้นักการตลาดเรียนรู้ผู้บริโภคได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเรียนรู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ซึ่งมีความสำคัญกับกลยุทธ์ Digital Marketing เชื่อว่าในเร็วๆ นี้แบรนด์ส่วนใหญ่ทั้งของคนไทยและเพื่อนบ้าน จะหันมาใช้กลยุทธ์ Digital Marketing อย่างแพร่หลายมากขึ้น ผู้ประกอบการและนักการตลาดจะต้องใช้กลยุทธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ศึกษาการใช้สื่อโฆษณาดิจิตอล พิจารณาถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง การกดไลค์ของลูกค้าอาจไม่ได้สร้างยอดขาย
    ดังนั้นเมื่อมีการกดไลค์จะเปลี่ยนจากสถิติดังกล่าวมาเป็นยอดขายได้อย่างไร ต้องมีการประเมินประสิทธิภาพของสื่อแต่ละประเภท เช่น หากเฟสบุ๊คและไลน์ไม่สร้างยอดขาย แต่การส่ง SMS มียอดสั่งซื้อเข้ามามากกว่า ผู้ประกอบการต้องประเมินผล

    เลือกสื่อที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า สื่อ Social Media มีอิทธิพลแตกต่างกัน บางสื่อมีบทบาททำให้ลูกค้ารู้จัก ทำให้ทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร บางสื่อสร้างกระแสให้กับตลาด บางสื่อสร้างยอดขาย ผู้ประกอบการควรทำการตลาดให้ชัดเจนว่าต้องการอะไรจากสื่อดังกล่าว

     

     

Green

  • Jul 17 , 2014

    การที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงและค่อนข้างผันผวน และประเทศไทยต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลคือชานอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ล่าสุดผุดโปรเจ็กต์ใหม่ ใช้ “พลังงานจากแสงอาทิตย์” แหล่งพลังงานสะอาดที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย โดยเปิดตัว โครงการโซลาร์รูฟท็อป แห่งแรก ณ โรงไฟฟ้ามิตรผล ภูเขียว

  • Jan 15 , 2014

    “พลังงาน” เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่งภายใต้กรอบแนวคิดการบริหารเรื่อง “การพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (sustainable development)

Cool Life Style

  • Feb 26 , 2014

    วันแรกที่เดินทางไปถึง “เวียงจันทน์” เรามีโอกาสได้นั่งรถชมเมือง พูดคุยกับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดมืด ก็สัมผัสได้ถึงความมีไมตรีจิตของคนลาว ยิ่งได้ไปเดินริมโขง เห็นคนลาวจำนวนมากมาออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน แล้วก็รอดูพระอาทิตย์ตกร่วมกัน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายและไม่ต้องเร่งรีบของคนที่นี่ทำให้เวลาเดินช้ากว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย