ม.ศรีปทุม องค์กรพลวัต
User Rating: / 3
PoorBest 
 
 
alt
 
 
นักพยากรณ์เศรษฐกิจอย่าง “อัลวิน ทอฟเลอร์” เจ้าของหนังสือ “Revolutionary Wealth” สะท้อนนัยการเตือนเอาไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวของเขาว่า อนาคตอันใกล้เราจะเผชิญกับวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า
 
 
เพราะขณะที่เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทว่า องค์กรหลายแห่งกลับทำตัวประหนึ่งองค์กรที่เป็นผลพวงเมื่อยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอยู่ ซึ่งนั่นจะทำให้ทั้งปัจเจกชน บริษัท องค์กร หรือแม้แต่รัฐบาล เผชิญกับการวิ่งไปสู่อนาคตที่คึกคะนองที่สุดและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ได้อย่างยากลำบาก
 
 
จะเป็นด้วยความพ้องหรือประจวบเหมาะอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ที่สถาบันการศึกษาที่ตั้งมานานกว่า 40 ปี อย่างมหาวิทยาลัยศรีปทุม ก็ได้มีการปรับองค์กรให้มีความสอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น คณบดีวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม อธิบายถึงรูปแบบการปรับตัวในฐานะองค์กรทางการศึกษาของเอกชนได้อย่างน่าสนใจว่า
 
 
“การรู้จักตัวเอง ด้วยการสร้างจุดแข็งที่มีอยู่ให้เด่นยิ่งๆ ขึ้นไปนับเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การรู้เขา คือรู้จักโลกรู้จักสังคมเพื่อก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า” 
 
 
ด้วยเหตุนี้เอง ทางมหาวิทยาลัยศรีปทุม จึงปรับโครงสร้างการบริหารงานทางการศึกษาขึ้นมาใหม่ โดยนำเอาการศึกษาระดับปริญญาโทและเอก ทางด้านการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ PA, MBA, MS แยกตัวออกมาจากบัณฑิตวิทยาลัย มาไว้กับวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารหลักสูตรด้านการจัดการโดยเฉพาะ ซึ่ง ดร.วิชิต เน้นย้ำว่า 
 
 
“คนเรามีเวลาวันหนึ่งเท่ากันคือ 24 ชั่วโมง แต่ปัญหาคือใครจะสามารถสร้าง Valueได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง ซึ่งการลงทุนทางความรู้โดยการเรียน ป.โท ป.เอก ก็เป็น Solution หนึ่ง ในการ Upgrade ตัวเอง ฉะนั้น การปรับตัวขององค์กรทางการศึกษา จึงควรจับทิศทางการเคลื่อนตัวเหล่านี้ให้ถูกจุด”
 
 
กล่าวได้ว่า การปรับแต่งองค์กรขึ้นมาใหม่ ก็คือการเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการองค์กรที่มากขึ้นนั่นเอง แต่ถึงกระนั้น การออกแบบเพื่อรองรับนักศึกษาในระดับ Graduate เหล่านี้ ก็ยังพบว่ามีความจำเพาะกว่ากลุ่มอื่นๆ อยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ที่มาเรียนจะเป็นผู้ประกอบการ หรือไม่ก็ในตำแหน่งระดับผู้บริหาร (ทั้งภาครัฐและเอกชน) เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น อาคาร ห้องเรียน อุปกรณ์การสอน หรือแม้แต่ห้องพักผ่อนสนทนา ฯลฯ
 
 
จะเห็นได้ว่า รูปแบบการปรับตัวเช่นนี้ ล้วนสอดคล้องกับองค์กรทางการศึกษาหลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ Harvard Business School (HBS) หรือ Yale (เยล) ที่มีการปรับห้องเรียนและห้องสมุดให้ดูอลังการและมีความน่าสนใจสำหรับผู้ที่มาเรียนมากขึ้น หรือแม้แต่จะเป็นที่ Wharton ที่มีการปรับแต่งภูมิทัศน์ห้องพักผ่อนอันหลากหลายมุมมอง เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เนื่องด้วยองค์กรเหล่านี้ต่างตระหนักดีว่า แก่น (Core) ของพวกเขาคือการผลิตองค์ความรู้ แต่ทว่า รายละเอียดที่เล็กน้อยเหล่านี้ ก็คือส่วนสำคัญในการดึงดูดและชักนำลูกค้า (นักศึกษา) ให้เข้ามาสู่องค์กร (สถาบันการศึกษา) ได้มากขึ้นนั่นเอง
 
 
ไรก็ดี ดร.วิชิต ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้อีก 2 ประการในการปรับตัวในฐานะองค์กรทางการศึกษา นั่นคือการคำนึงถึงสถานที่ (Place) โดยเขากล่าวว่า “จุดตัดที่ทำให้ธุรกิจเฉือนกันตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คำว่าสถานที่ (Place) ด้วย ไม่เว้นแม้แต่การทำธุรกิจนั้นจะทำให้ฐานะองค์กรทางการศึกษาด้วยหรือไม่ก็ตาม”
 
 
ประการต่อมาก็คือการ Focus แนวทางการสอนให้มีความจำเพาะกับภูมิภาคทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ซึ่งจุดนี้ ดร.วิชิต เน้นย้ำว่ามีความสำคัญอย่างมากทีเดียวในแง่ของการสร้างองค์ความรู้ นั่นเพราะบริบทการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มกันมากขึ้นเพื่ออำนาจการต่อรอง และการลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในแบบพหุภาคี อาทิ อียู (EU) อาเซียน หรือแม้แต่จะเป็นรูปแบบทวิภาคีอย่างการทำ FTA เป็นต้น 
 
 
“ตอนนี้เรามีวิชาที่เปิดสอนภาษา อาเซียน โดยเฉพาะ เพราะแต่ละคนต่างก็รู้ว่าอาเซียนจะเปิดในแบบเต็มรูปแบบในไม่ช้า แต่ทว่า กลับไม่มีที่ใดเลยที่จะเน้นหนักในการสอนภาษาแต่ละภาษาในภูมิภาคของเรา ทั้งๆ ที่ต่างประเทศเขา Concern เรื่องนี้มาก และพบว่าส่วนใหญ่ของประเทศอาเซียนเริ่มมีการเรียนรู้ภาษาไทยได้พักใหญ่แล้ว”
 
 
อย่างไรก็ดี เมื่อถามเกี่ยวกับการเน้นศึกษาในเชิงรูปแบบพฤติกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ดร.วิชิต ตอบอย่างมั่นใจว่า เอเชีย คือพื้นที่ที่น่าจับตามองมากที่สุด ไม่ว่าจะมองในมุมมองปัจจุบัน หรือโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะ จีน และอินเดีย ฉะนั้น การเน้นเจาะไปในทางการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งต่างจากอดีต ที่ตำราการศึกษาธุรกิจมักเป็น Pattern เดียว เนื่องจากศูนย์กลางเศรษฐกิจอยู่ที่อเมริกา หรือไม่ก็ยุโรป ที่ต่างมีพฤติกรรมการบริโภคและกรอบทางความคิดคล้ายๆ กัน ดังนั้น แนวคิดต่างๆ ที่สั่งสมมาในอดีต จึงเป็นไปเพื่อตอบสนองกับกลุ่มค้าหลักคือฝรั่งเท่านั้น
 
 
กล่าวได้ว่า การปรับตัวองค์กรทางการศึกษาด้านการบริหารจัดการในปัจจุบัน มิได้มีเพียงการปรับรูปแบบองค์กรให้มีความคล่องตัวขึ้นเท่านั้น หากแต่ยังต้องกล้าที่จะ Focus องค์ความรู้ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อการเผชิญรูปแบบการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ “คลื่นลูกที่สาม” ตามที่ อัลวิน ทอฟเลอร์ ได้เสนอไว้ให้ได้นั่นเอง
 
..........................................................................................................................