ที่พักแหวกแนว Mystic Place
Tuesday, 05 July 2011 00:00

alt
 

 

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการมายาวนาน ตลาดการท่องเที่ยวของบ้านเราได้รับความนิยมจากต่างประเทศไม่ได้มาจากแค่สิ่งที่ธรรมชาติให้ทั้งผืนดินและผืนน้ำที่งดงาม แต่ต้องรวมองค์ประกอบด้านการบริการที่ฝังรากลึกในจิตใจของคนไทย

ที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคนยิ้มง่าย มีความอ่อนหวานละมุนละไมในจิตใจ

 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี พร้อมกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวการเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ก็มีตามมา โรงแรมที่พักเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รวมถึงเครือโรงแรมระดับโลกที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

 

ด้วยเหตุที่นักท่องเที่ยวผู้เข้ามาพักในประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยวในประเทศมีรสนิยม และความต้องการที่แตกต่าง จึงมีการจัดสร้างที่พักที่มีหลายระดับราคา อาทิ ถนนข้าวสารได้ชื่อว่าเป็นแห่งที่พักเกสต์เฮาส์ของนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คเกอร์ และขยายตัวออกไปโดยรอบบริเวณนั้น รองรับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกปี

 

ขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่มีความต้องการมากกว่าที่พักราคาถูก หากยังต้องการการบริการในรูปแบบโรงแรมแต่ไม่ต้องการการบริการดีเลิศห้าดาว ทางเลือกของคนเหล่านี้จึงเป็นโรงแรมระดับ 2-4 ดาว ที่มีเปิดให้บริการอยู่หลายแห่ง
 

 

Concept Kitsch Art
 

 

ริมถนนประดิพัทธ์ ตรงข้ามกับซอยประดิพัทธ์ 19 มีที่พักเล็กๆ ในแนวบูติกโฮเตล ที่มีความเก๋ ให้บริการนักท่องเที่ยวผู้ต้องการความสะดวกสบายและความตื่นเต้นกับการนอนในห้องที่ตกแต่งแตกต่างกัน มิสติก เพลส (Mystic Place) คือคำตอบสำหรับความต้องการนั้น

 

พิชาพัฒน์ (แดนนี่) รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการหนุ่มวัย 26 ปี คือผู้มาเปิดเผยความลึกลับของที่พักแห่งนี้ให้กับเราฟังว่า ที่ดินโรงแรมแห่งนี้เป็นของครอบครัว เดิมมีผู้เช่าทำโรงแรมมาก่อน แต่จากสถานการณ์ความวุ่นวายในประเทศไทยที่มีการประท้วง การจราจลทำให้เจ้าของเดิมตัดสินใจยกธุรกิจโรงแรมให้กับครอบครัว และตัวเขาเองเป็นผู้ที่มาดูแล

 

ความแตกต่างของโรงแรมแห่งนี้อยู่ที่สไตล์การตกแต่งห้องที่ไม่เหมือนกันในแต่ละห้อง แดนนี่บอกว่าสไตล์การแต่งโรงแรมนี้เรียกว่า “Kitsch Art คือศิลปะธรรมดาจะดูเรียบง่าย kitsch art จะเหมือนกับการเอาศิลปะ original มาดัดแปลงให้เป็นของตัวเอง เหมือนทำของปลอมแต่ไม่ใช่ของปลอม อย่างเช่นรูปมาริลีน มอนโร ที่ผมทองใส่สีขาว อะไรอย่างนี้ แล้วเอามาดัดแปลงก็จะกลายเป็นมาริลีน หลายสี พอร์ตเทรตของเหมาเจ๋อตุง ถ้าเป็น Kitsch Art จะเปลี่ยนแนวไป จะเห็นว่าโรงแรมนี้จะมีหลายสีสัน จะไม่ใช่ศิลปะที่ดูรกแต่ไม่ได้ดูเรียบร้อย คือดูแหวกแนว”

 

alt

 

การมารับช่วงกิจการที่เจ้าของเก่ามอบให้มาเพราะแดนนี่มองว่า ธุรกิจนี้ในระยะยาวยังไปได้ การที่มีสไตล์เป็นของตัวเองรวมถึงการบริการที่ทำให้เป็นระดับโรงแรม 4 ถึง 5 ดาว การมีตลาดของตัวเอง มีลูกค้าที่กลับมาเป็นขาประจำ ด้วยความรู้สึกที่มาพักที่มิสติก เพลส แล้วเหมือนกับการอยู่บ้าน สบายๆ ได้บรรยากาศ
 

 

ทำเลดี ใกล้รถไฟฟ้า
 

 

สถานที่ตั้งของมิสติก เพลส อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ระยะเวลาเดินประมาณ 10 นาที เป็นที่ชื่นชอบของนักเดินทางแบบแบ็คแพ็ก ที่ลงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ต่อรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ มาลงที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท แล้วต่อรถไฟฟ้า BTS มาที่สถานีสะพานควายได้ทันที 

 

นอกจากนี้ทางโรงแรมยังให้บริการรถสามล้อจากโรงแรมสู่สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT จตุจักรอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการท่องเที่ยวในกรุงเทพ หรือหากอยากไปท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ก็สามารถเดินทางไปทางรถในระยะทางที่ไม่ไกลนัก 

 

การมีทำเลที่เหมาะสมเช่นนี้เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกมิสติก เพลส เป็นที่พักในช่วงที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร 
 

 

ลูกค้าทั้งไทยและเทศ
 

 

ลูกค้าของโรงแรมแห่งนี้มีทั้งคนไทยและต่างชาติ แดนนี่ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้กลุ่มลูกค้าทั้งสองกลุ่มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วประมาณครึ่งต่อครึ่ง จากเดิมที่สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบของเหตุรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยในปีที่ผ่านมายังคงส่งผลต่อธุรกิจโรงแรมที่พัก ทั้งที่พื้นที่ถนนประดิพัทธ์ สะพานควายถือได้ว่าอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีความขัดแย้งพอสมควรก็ตาม

 

โดยครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักจะมาจากไต้หวัน มาเลเซีย ส่วนอีกครึ่งจะมาจากยุโรป สวีเดน อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี แขกที่มาพักอายุอยู่ในช่วง 20-35 ปี ผู้ที่ต้องการมาพักในสถานที่ที่ผสมผสานด้านศิลปะเข้าไปด้วย โดยแขกสามารถเลือกเปลี่ยนห้องนอนทุกคืนก็สามารถทำได้ โดยทางโรงแรมคิดค่าบริการเพิ่มเติมเพียง 250 บาท

 

แดนนี่อธิบายเพิ่มเติมถึงความต่างจากเกสต์เฮาส์แถบข้าวสารกับมิสติก เพลส ว่า “จะไฮเอนด์มากกว่า เพราะว่า ห้องก็ใหญ่กว่า และห้องก็ราคาแพงกว่า คือข้าวสารประมาณ 800 อะไรอย่างนี้ ที่นี่คือรวมภาษีก็ประมาณ 1,800 ขึ้นไป เป็นโรงแรมสำหรับแบ็คแพ็กเกอร์ที่ต้องการที่พักที่ดีขึ้น เป็นโรงแรมหน่อยหนึ่ง” 

 

ส่วนของแขกชาวไทยที่เข้ามาพัก แดนนี่ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ส่วนใหญ่เป็นคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครนี่เอง และมีแขกมาจากต่างจังหวัดบ้าง โดยคนกลุ่มนี้เป็นพวกที่อยากได้บรรยากาศแปลกใหม่ เป็นกลุ่มคนช่วงอายุประมาณ 25-35 ปี ที่ต้องการมาหาประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับชีวิต
 

 

Social Network & Word-of-Mouth Marketing
 

 

ในภาวะการแข่งขันที่สูง มีผู้ให้บริการมากมายการกระจายข่าวสารข้อมูลไปสู่กลุ่มเป้าหมายเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการต้องใช้ ที่มิสติกเพลสก็เช่นกัน นอกจากเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลของโรงแรม และรูปภาพของห้องพักแต่ละห้องแล้ว ที่นี่ยังสื่อสารเรื่องราวของตนเองผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ค รวมถึงสื่อต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงการมีชื่ออยู่ในหนังสือแนะนำท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Lonely Planet และหนังสือแนะนำท่องเที่ยวประเทศไทยในไต้หวัน

 

แดนนี่ให้ความเห็นว่าช่องทางเหล่านี้จะเปิดโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลแขกที่มาเข้าพักให้เป็นระบบเพื่อจัดเตรียมโปรโมชั่นให้มีการหมุนเวียนของลูกค้าที่เข้าพัก และการลงโฆษณาในเฟสบุ๊คที่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้โฆษณาไปปรากฏได้ก็เป็นอีกส่วนของแผนการตลาดที่เตรียมไว้ นอกเหนือจากรูปแบบการตลาดเดิมที่เคยทำมาเช่นการใช้ตัวแทนการท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จัก 

 

อีกส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าของที่นี่คือการบอกเล่ากันต่อ แดนนี่ยกตัวอย่างว่า คนไต้หวันชอบเขียนบล็อกขณะที่คนจีนชอบเขียนกระทู้ ทำให้มีคนมาอ่านแล้วเกิดความสนใจ เป็นปากต่อปากกันต่อไปในกลุ่มลูกค้า
 

 

alt

 

ปัญหาคือความไม่เข้าใจ
 

 

แดนนี่เล่าปัญหาของมิสติก เพลสให้ฟังว่า ปัญหาแรกคือการมาที่นี่ แท็กซี่เมื่อได้รับการบอกว่าตรงข้ามซอยประดิพัทธ์ 19 ก็มักจะเลี้ยวเข้าซอยไปทั้งที่เราอยู่ริมถนนเลย ซึ่งตรงนี้ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการบอกให้ชัดเจน แต่สำหรับแขกต่างชาติ ก็มีบริการรับส่งจากสนามบิน เป็นตัวช่วย และในอนาคตคงจะมีการปรับปรุงทำให้สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น

 

ปัญหาอีกข้อเกิดจากสถานการณ์ในประเทศไทยที่เคยเกิดความไม่เรียบร้อย ทำให้แขกต่างชาติบางส่วนยังเข้าใจผิดว่าอาจไม่ปลอดภัยหากมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการท่องเที่ยวคนหนึ่ง แดนนี่ใช้วิธีการอธิบายให้กับแขกเหล่านี้ให้รับรู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่เป็นอยู่ให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งเขาบอกว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาความเข้าใจในเรื่องนี้ก็ดีขึ้น เห็นได้จากยอดจองที่พักที่มีมากขึ้น แม้จะยังไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ก็ตาม
 

 

ผู้ประกอบการหนุ่ม 
 

 

ส่วนตัวผู้ประกอบการหนุ่มวัย 26 คนนี้ เขาเรียนจบด้าน Entrepreneurship จากสหรัฐอเมริกา และด้าน International Management จากอังกฤษ และด้วยความสนใจในด้านภาษานอกจากเรียนภาษาฝรั่งเศสสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขายังไปเรียนภาษาที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนอีกภาษาหนึ่ง เป็นแต้มต่อในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า

 

นอกจากนี้เขายังมีความสนใจด้านศิลปะ และดนตรี รวมถึงหน้าตาที่หล่อเหลา ทำให้มีคนชวนเข้าไปทำงานในวงการบันเทิง รวมถึงเป็นดีเจรายการวิทยุช่วงสุดสัปดาห์ ชีวิตผู้ประกอบการคนนี้จึงเหลือเวลาว่างในแต่ละสัปดาห์น้อยมาก

 

แดนนี่เล่าว่าสิ่งที่ร่ำเรียนมาสามารถนำมาใช้กับการประกอบกิจการด้วยการดัดแปลงสิ่งที่เคยรับรู้มาสู่การปฏิบัติ และด้วยเวลาที่มีไม่มากนัก ทำให้บางครั้งไม่มีเวลาไปเปิดตำราว่าควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์ใด หากแต่ต้องใช้ความคิดและวิจารณญาณในการตัดสินใจทำงาน แต่สิ่งสำคัญที่เขานำมาจากชั้นเรียนสู่ธุรกิจนี้ก็คือ การตั้ง Mission Statement ให้ทุกคนในองค์กรมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ในการนำองค์กรเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

 

แดนนี่เล่าถึงช่วงมารับช่วงบริหารงานที่นี่ว่า จากประสบการณ์ที่เคยพักตามโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อนทำให้รู้วิธีการให้บริการที่ควรจะเป็นของธุรกิจนี้ โดยเขาเข้ามาจัดระบบระเบียบในการบริหารเพิ่มเติมด้วยตัวเอง เพราะธุรกิจนี้ยังใช้พนักงานจำนวนไม่มาก

 

สิ่งหนึ่งที่เขาคิดเพิ่มเติมก็คือการกำหนดโทนสีให้กับที่นี่ แม้ห้องพักแต่ละห้องจะมีความแตกต่างกันมาก แต่การสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าว่าสีฟ้าคือสีของมิสติก เพลส คือสิ่งที่เขาใส่เข้าไปในทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ชุดพนักงาน โลโก้ เพื่อให้เมื่อลูกค้ามองเห็นสีฟ้าแล้วนึกถึงที่นี่

 

alt

 

ด้านการบริหาร ด้วยความที่ธุรกิจนี้มีพนักงานเพียง 22 คน การดูแลสามารถทำได้ใกล้ชิด รวมถึงลูกค้าสามารถเข้าถึงผู้บริหารได้ง่าย ในฐานะผู้บริหารแดนนี่ใช้วิธีการฝึกหัดพื้นฐานแก่พนักงาน และพยายามเน้นให้พนักงานให้บริการกับลูกค้าให้เหมือนกับที่เขาอยู่ที่บ้าน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้พนักงานทดลองทำงานในแบบต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดข้างต้น

 

การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นอีกสิ่งที่ผู้ประกอบการหนุ่มคนนี้เน้น ในโอกาสพิเศษ เช่นวันเกิด เทศกาลปีใหม่ คริสต์มาส จะส่งอีเมลไปหาแขกเป็นการทำให้แขกระลึกถึงที่แห่งนี้ โดยการส่งจะส่งทีละบุคคลให้เขาเกิดความรู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษ หรือหากแขกมีวันเกิดในช่วงที่เข้าพัก มิสติก เพลสก็จะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ ด้วยเค้กวันเกิดไปแฮปปี้เบิร์ดเดย์ถึงห้อง ตอบโจทย์ความต้องการของเขาที่ต้องการให้บริการเหมือนอยู่บ้านอย่างเต็มที่