| ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว | สินทรัพย์ในตู้หนังสือ |
| Wednesday, 25 August 2010 00:00 |
|
เมื่อไล่สายตาไปตามสันหนังสือเก่าหลายเล่มที่ตั้งเรียงรายอยู่ในตู้ ล้วนเป็นหนังสือเก่าหายากของนักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดจะไม่รู้จัก ครั้นเมื่อพลิกเปิดหนังสือเห็นคำว่า First Edition นั่น คงยิ่งทำให้ใครหลายคนตาลุกวาวกันถ้วน
A Project for a Royal Tythe, An Essay on the Principle of Population, Principles of Political Economy, The General Theory of Employment, Interest, and Money , Principles of Political Economy , Geldtheorie Und Konjunkturtheorie, The Wealth of Nation, The Panic of 1819, Stock Market Crash and After, The Economic Consequence of Peace ฯลฯ
คลังความรู้นี้เป็นผลพวงมาจากความรักหนังสือ ซึ่งไม่ใช่ของใครที่ไหน หากเป็นคนใกล้ตัวชาว MBA ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว Editor-in-Chief นั่นเอง MBA ฉบับนี้จึงบุกไปที่บ้าน บก.ใหญ่ของเรา เพื่อขออนุญาตเปิดตู้หนังสือสุดหวง เพราะอยากให้ผู้อ่านได้เห็น Collectible Item ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้ทั้ง “ปัญญา” และ “ความมั่งคั่ง” ที่เพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา
อันที่จริงการสะสมหนังสือเก่า หนังสือหายาก อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่สำหรับ บก.ทักษ์ศิล ออกจะพิเศษไปจากนักสะสมหนังสือท่านอื่น เพราะเขาเลือกเก็บสะสมแบบมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง และเท่าที่สืบถามมายังไม่มีใครทำเช่นนี้มาก่อน
"แรงบันดาลใจในการสะสมของผม ไม่ได้เริ่มมาในเชิงที่คิดว่ามันเป็นทรัพย์สินหรือว่ามันมีค่าเป็นตัวเงิน แต่เพราะผมต้องการเข้าใจฝรั่ง จึงต้องหาหนังสือที่เป็นรากเหง้าของฝรั่งมาอ่านดู คือคิดจะสู้ฝรั่งก็ต้องเข้าใจเขาก่อน ทีนี้อ่านไปอ่านมามันก็ลุกลาม จากของผู้เขียนคนนั้นไปสู่คนนี้ไปสู่คนโน้น คิดเหมือนคิดต่าง ยันกันไปกันมา มันก็เริ่มสนุก แล้วก็เป็นประโยชน์กับงานเขียนบทความหรือ Essay และงานบรรณาธิการด้วย ซึ่งเป็นอาชีพหลักของผม...คือเอาไปเอามา มันก็กลายเป็นคอลเล็กชั่นขึ้นมาโดยตัวมันเอง"
"จริต" คือ เหตุผลหนึ่งของการเก็บสะสมหนังสือแบบ Unique คือ เลือกเก็บสะสมเฉพาะหนังสือเศรษฐศาสตร์การเงิน และการจัดการ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก หรือ First Edition เท่านั้น
An Essay on the Principle of Population (1803) ของ Thomas Malthus เล่มนี้นอกจากจะมีคุณค่าในแง่ความรู้แล้ว ยังสำนวนดีอีกด้วย
การทำหนังสือนั่งเป็นบรรณาธิการ ทำให้มีคนในแวดวงนี้ส่งหนังสือมาให้อ่านเป็นประจำ และก็ได้เก็บหนังสือเหล่านั้นบ้าง แจกจ่ายออกไปบ้าง จนกระทั่งมาถึงจุดหนึ่ง ที่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสะสมให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา โดยตั้งใจตั้งแต่แรกเลยว่าต้องเลือกสะสมเป็น “ธีม” และด้วยความชอบอ่านนวนิยาย เรื่องสั้น มีนักเขียนคนโปรด บก.ทักษ์ศิล จึงเลือกนักเขียนเรืองนามอย่าง “Hemingway” เป็นจุดเริ่มต้นของการสะสม ตามมาติดๆ ด้วยนวนิยายของ “John Steinbeck” และ “William Faulkner” ฯลฯ
The Wealth of Nation ของ Adam Smith แม้จะเป็น 4th Edition แต่ก็เป็น Lifetime Edition ที่ Adam Smith ยังมีชีวิตอยู่และเขียนคำนำตลอดจนปรับแก้จาก 1st-2nd-3rd Editions ด้วยตัวเอง
ไม่ใช่เพียงการสะสมหนังสือของนักเขียนนวนิยายชื่อก้องเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นหนังสือที่เป็น “First Edition” และ First Printing “ต้องเลือกอย่างนี้เท่านั้น” บก.ทักษ์ศิล ย้ำ และถ้าเป็นไปได้ มีลายเซ็นนักเขียนด้วยก็จะยิ่งดี อย่าง Cannery Row ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 1945 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะมีลายเซ็น ของ John Steinbeck กำกับ
(บน) Cannery Row (1945) ของ John Steinbeck ไม่เพียงเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังมีลายเซ็นต์ของผู้เขียนกำกับด้วย (ล่าง)
แต่แน่ละ เมื่อมีความต้องการมาก ของย่อมมีราคาแพงและหายาก อันเป็นไปตามกฎของ demand และ supply ด้วยการสะสมหนังสือนวนิยายกลายเป็นตลาดที่ฮอตฮิตขึ้นมา จึงมีการกว้านซื้อหนังสือประเภทนี้กันมากขึ้น ราคาของหนังสือเหล่านั้นจึงเริ่มถีบตัวสูง และหายากมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ ถ้าราคาไม่แพง ก็มักไม่สมบูรณ์ เช่น ปกรองหายไปบ้าง หรือ ไม่มี dust jacket เป็นต้น
Collection จากสำนัก Austrian School กำลังมาแรง เพราะผู้คนกำลังให้ความสนใจศึกษาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ ในเซตนี้ประกอบด้วย Business Cycle (1939) ของ Joseph A. Schumpeter, The Panic of 1819 (1962) ของ Murray N. Rothbard, The Capital and Interest (1890) ของ William Smart และ Eugen V. Bohm-Bawerk, The Theory of Politival Economy (1879) ของ W. Stanley Jevons, The Positive Theory of Capital (1891) ของ Eugen V. Bohm-Bawerk, The Theory of Money and Credit (1934-English Translation) ของ Ludwing Von Mises
เมื่อทางสายนี้ตีบตันมากขึ้น บก.ทักษ์ศิล จึงเปลี่ยน “ธีม” การสะสม หันมาสะสมหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์การเงินและการจัดการแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า 1. หาได้ง่ายกว่า เพราะเป็นธีมที่ยังไม่มีใครคิด 2. ราคาไม่แพงเกินไป และ 3. ถูก “จริต” ด้วยตัวเขาเองมีความสนใจเรื่องของเศรษฐศาสตร์ การเงิน การจัดการ และทำหนังสือด้านนี้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ มีหลักยึดเพื่อการสะสมเอาไว้ว่า 1. ต้องเป็นหนังสือที่มี Impact 2. ผู้เขียนต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง 3. หนังสือต้องมีความสมบูรณ์ และ 4. ต้องเป็น First Edition เท่านั้น แต่ถ้าจะเป็น Second Edition หรือ Third Edition ก็ยังพอได้อยู่ สำหรับหนังสือโบราณที่หาได้ยากจริงๆ
งานเขียนของ A.C. Pigou ประกอบด้วย The Economics of Welfare (1924), Industrial Fluctuation (1927), The Economics of Stationary States (1935), The Theory of Unemployment (1933)
กระนั้น การสะสมหนังสือ ไม่ใช่สักแต่ก้มหน้าก้มตาหาหนังสือมาเก็บในตู้เท่านั้น การเป็นนักสะสมที่แท้จริงจะต้องมีความรู้ลึกซึ้งในหนังสือแต่ละเล่มด้วย สิ่งนี้ ไม่เพียงทำให้นักสะสมได้เพลิดเพลินไปกับการอ่านเพื่อเพิ่มพูนปัญญาเท่านั้น แต่การล่วงรู้รายละเอียดที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนั้นๆ จะทำให้ไม่โดนหลอกง่ายๆ
The Old Man and the Sea (1952) ของ Hemingway ฉบับพิมพ์ครั้งแรก หนังสือเล่มแรกๆ ที่เริ่มสะสม
Encyclopedia ที่ว่าด้วยชื่อหนังสือเศรษฐศาสตร์สำคัญๆ ที่มี Impact หรือเปลี่ยนความคิดของคนในยุคนั้น เป็นผู้ช่วยในการตั้งต้นเสาะหาหนังสือด้านนี้ นอกจากนี้ยังต้องอ่าน Biography ของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ล่วงรู้ไปถึงสำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ของหนังสือ สิ่งเหล่านี้คือพื้นความรู้ที่นักสะสมต้องมี
Monetary Theory and the Trade Cycle ของ Frederick von A. Hayek (1933) มีทั้งเวอร์ชั่นออริจินั่นภาษาเยอรมันและที่แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว, Hayek นั้นเป็นอาจารย์ของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ สมัยที่เรียนอยู่ LSE
“ถ้า John Maynard Keynes ก็ต้อง Macmillan ประเทศอังกฤษ แต่ถ้าเป็น Paul Anthony Samuelson หรือ Drucker ก็ต้อง McGraw Hill หรือ Harper & Row เป็นต้น”
เทคนิคการสะสมหนังสือก็เหมือนกับการเล่นพระเครื่องนั่นแหละ บก.ทักษ์ศิล แนะนำให้ฟังว่า จะต้องค่อยๆ ไต่จากที่สามารถเอื้อมได้ถึงก่อน จากนั้นเมื่ออินทรีแกร่งกล้าจึงค่อยเขยิบไปเอื้อมชิ้นที่ยากยิ่งขึ้น แต่ที่สำคัญ คือ ต้องศึกษาเหมือนที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น
การสะสมหนังสือด้านเศรษฐศาสตร์การเงินนี้ถือเป็นแนวทางเฉพาะ ฉะนั้น จึงต้องไปเสาะหาในต่างประเทศซะเป็นส่วนใหญ่ ทุกครั้งที่ บก.ทักษ์ศิล มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่พลาดที่จะต้องแวะเวียนเข้าร้านหนังสือเก่า เพื่อหาซื้อ และผูกสัมพันธ์เอาไว้ เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าในเวลานั้นไม่มีหนังสือที่ต้องการ แต่เมื่อหาเจอเอเย่นต์ก็จะแจ้งให้เราทราบ แต่ถ้าเจอที่ใช่แล้วละก็ ต้องรีบคว้ามาไว้ในครอบครองทันที เพราะของอย่างนี้ไม่รู้จะมีโอกาสเจออีกเมื่อไหร่
ชุดการจัดการที่หาดูได้ยากมาก ของ Peter F. Drucker ได้แก่ The End of Economic Man (1939), The Future of Industrial Man (1942), The Practice of Management (1954), The Effective Executive (1966), เล่มมุมล่างขวานั้นเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตของ Drucker, โดยที่ทั้งหมดนั้นเป็น 1st Edition/1st Printing พร้อมปกพับ หรือ Dust Jacket
อย่างไรก็ตาม สมัยนี้การหาหนังสือสามารถทำได้ง่ายขึ้น ด้วยมีหลายเว็บไซต์ทีเดียวที่เป็นสื่อกลางการซื้อขาย อย่างเช่น www.abebooks.com ก็เป็นเว็บไซต์หนึ่งที่นักสะสมชอบเข้าไปสืบหาและเช็คราคา
ชุดความรู้ Principles of Political Economy ของ 4 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้อง David Ricardo (1819), Thomas Malthus (1820), John Stuart Mill (1852 3rd Edition) ซึ่งสะสมไว้ทั้ง 3rd Edition และ 7th Edition ซึ่งผู้รู้ว่าเป็น Edition ที่สมบูรณ์ที่สุดของ Mill, และของ Alfred Marshall (1890) ซึ่งตอนนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น Principle of Economics แล้ว, โดยที่ Marshall คนนี้แหละที่เป็นอาจารย์ของ Keynes ที่ Cambridge
บก.ทักษ์ศิล ใช้เวลานานทีเดียวในการสะสมหนังสือ Collection นี้ อาศัยความชอบส่วนตัว ค่อยๆ เก็บทีละเล็กละน้อย แต่เมื่อได้มาแล้วก็ต้องหาเวลาอ่านเพื่อเอาความรู้นั้นออกมาด้วย หนังสือเหล่านี้จึงมีคุณค่าทางใจเป็นอันมาก ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ก็น่าจะเป็น Collection เดียวในเมืองไทย ซึ่งเท่าที่ บก.ทักษ์ศิล ตระเวณสำรวจห้องสมุดธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องสมุดมหาวิทยาลัย และห้องสมุดดังๆ ยังไม่พบว่าที่ไหนจะสะสมเช่นนี้ หรือถ้ามีก็จะไม่ครบ collection และแน่นอนว่าไม่ใช่ First Edition
อย่างหนังสือชุดสะสม ของ John Maynard Keynes เล่มสำคัญๆ ตอนนี้มีครบชุดแล้วไม่ว่าจะเป็น The General Theory of Employment, Interest, and Money, The Economic Consequence of Peace, The Treatise on Money, A Tract on Monetary Reform หรือหนังสือบางเล่ม อย่าง The Wealth of Nation ของ Adam Smith ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก หาได้ยากมากๆ ก็อาจจะเก็บในลักษณะของหนังสือที่ตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ Lifetime Edition ก็ได้ ซึ่งการเล่นในลักษณะนี้ก็มีเช่นกัน
บก.ทักษ์ศิล บอกด้วยว่า ในระยะหลังๆ การสะสมหนังสือแตกแขนงออกไปหลายแนว บางคนเล่นกับผู้ครอบครองก่อนหน้า เช่น หนังสือชุดที่เป็น Collectible Item ของ Keynes หรือ Keynes เคยมี หรือเล่นกับลายเซ็นก็มี หรือบางคนเลือกสะสม cook book ก็มีเช่นกัน ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยเองให้ความสนใจหนังสือเก่าน้อย ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่น ที่เดี๋ยวนี้กว้านซื้อหนังสือดีๆ ยก Collection กันทีเดียว แม้แต่ของเก่าของไทยเองอย่าง ใบลาน สมุดไทย สมุดข่อย ก็เข้ามากว้านซื้อไปเก็บไว้ที่ห้องสมุดกันมากมาย
เมื่อเป็นของเก่าหายาก แล้วจะมีวิธีดูอย่างไรว่าเก่าจริง เป็น First Edition จริงหรือไม่ ? เรื่องนี้ บก.ทักษ์ศิล ว่า บางทีก็ต้องใช้กล้องส่อง เพราะไม่ว่าจะเป็นกระดาษ หมึก หรือวิธีการพิมพ์ แต่ละเล่มล้วนมีเอกลักษณ์เฉพะตัว ซึ่งเขาเองก็เคยคุยกับเอเย่นต์ต่างประเทศ เพราะเคยได้ข่าวมาว่าประเทศจีนซึ่งทำได้ทุกอย่างนี้ มีการควานหาซื้อกระดาษเก่า หมึกเก่ากันอยู่ ซึ่งทำให้ในวงการตื่นกลัวเหมือนกันว่าจะมีหนังสือที่ไม่ใช่ของเก่าจริงๆ ออกมา เอเย่นต์ ให้คำตอบที่น่าคิดว่า ขึ้นชื่อว่าหนังสืออย่างไรเสียก็ต้องมีการเปรียบเทียบได้ เพราะการพิมพ์แต่ละครั้งจะมีออกมาหลายเล่ม นอกจากนี้ ทั้งกระดาษและหมึกถ้าไม่ใช่ของเก่ายังไงก็ดูออก ที่สำคัญ คนสมัยเก่าคงไม่มีใครคิดสต็อกกระดาษกันหรอก ดังนั้น การทำหนังสือใหม่ให้มาเป็นเก่า ต่อให้มีความสามารถขนาดไหน สุดท้ายก็จะดูออก ยิ่งไปกว่านั้น ของอย่างนี้ถ้ามีการปลอมแปลงกันจริงๆ คงต้องทำทีเดียวหลายชุด ดังนั้น เมื่อเอาออกสู่ตลาดก็ต้องรู้อยู่ดี
การสะสมหนังสือ ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่ให้ทั้ง “ปัญญา” และ “ความมั่งคั่ง” เพราะอย่างที่รู้กัน เมื่อไหร่ที่เป็นของหายาก มีจำนวนจำกัด ราคาก็มีแต่ขึ้น ไม่มีตก ซึ่ง บก.ทักษ์ศิล เองก็ต้องติดตามราคาหนังสือพวกนี้ในตลาดโลกอยู่เป็นระยะๆ
บางส่วนของหนังสือการจัดการ ที่เป็น 1st Edition ประกอบด้วย Corporate Strategy ของ Igor Ansoff, Strategy and Structure ของ Alfred Chandler, Motivation and Personality ของ Abraham Maslow, และ The Functions of the Executive ของ Chester Barnard, ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นหนังสือคลาสิกที่สำคัญต่อพัฒนาการทางความคิดด้านการจัดการและกลยุทธ์ธุรกิจ หรือ Business Strategy
อย่างเมื่อลองเช็คราคาหนังสือในเว็บไซต์ไซต์ www.abebooks.com หนังสือ The Old Man and the Sea (1952) ของ Hemingway มีราคาสูงสุด ถึง 20,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Essay on the Principle of Population (1803) ของ Malthus มีราคาที่ 10,960 เหรียญฯ และ The General Theory of Employment, Interest, and Money ของ John Maynard Keynes มีราคาสูงสุดที่ 21,077 เหรียญฯ ซึ่ง บก.ทักษ์ศิล บอกในตอนท้ายว่า ราคาพวกนี้เป็นราคาปั่นที่ไม่ได้มีการซื้อขายกันจริง โดยราคาที่ซื้อขายกันจริงคงอยู่ไม่ถึง 1 ใน 10 ของราคาตั้งเท่านั้นเอง แต่กระนั้น บ.ก. ทักษ์ศิล ก็ยังเชื่อว่า ตราบใดที่ราคาทองคำยังมีแต่ขึ้น และงานศิลปะของปิกัสโซ่มีการทลายสถิติกันอยู่เรื่อยๆ เขาก็เชื่อว่า ราคาหนังสือเก่าพวกนี้ จะยังคงไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน และไม่ว่าฟองสบู่จะแตกอีกกี่ครั้ง ราคาของมันก็จะไม่มีวันตก
..................................................................................................... เรื่องโดย รัชนี พันธ์รุ่งจิตติ ภาพโดย ฐิติวุฒิ บางขาม |





.jpg)
.jpg)











