×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 840

AIS ก้าวสู่ปีที่ 30 อยู่เคียงข้างสังคมไทย มุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างโอกาสและขีดความสามารถใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย มานานเกือบ 3 ทศวรรษ ยืนหยัดสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เดินหน้าพาคนไทยก้าวสู่ที่สุดของเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมให้สัญญาด้วยหัวใจของพนักงานเอไอเอสทุกคน ที่จะไม่หยุดส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าและคนไทยตลอดไป

  • ขยายความร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้าชั้นนำ 1,918 แบรนด์ ที่มีจำนวนสาขารวม 27,155 ร้านทั่วประเทศ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้า พร้อมจัดแคมเปญพิเศษ ขอบคุณลูกค้าครั้งยิ่งใหญ่ ผ่านโครงการ “เอไอเอส พอยท์” ให้กับลูกค้าเอไอเอสและเอไอเอสไฟเบอร์ รวมกว่า 42 ล้านรายทั่วประเทศ ถึง 2 ต่อ โดยต่อที่ 1 มอบพอยท์พิเศษเพิ่มให้ลูกค้าตามอายุการใช้งาน ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้รับพอยท์มาก สูงสุด 90 พอยท์ ต่อที่ 2 ยกขบวนความสุขสุดพิเศษ ให้ลูกค้าใช้เอไอเอส พอยท์ เพียง 1 พอยท์ แลกความสุขได้ทุกวันตลอดเดือนตุลาคมนี้
  • เชิญชวนคนไทยร่วมภารกิจเพื่อความยั่งยืน “Mission Green 2020” ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ E-Waste รณรงค์ให้คนไทยนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งเพื่อเข้าสู่การจำกัดอย่างถูกวิธี โดย AIS ได้ผลิตนวัตกรรมถังขยะอัจฉริยะ IoT สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ ตั้งอยู่ ณ AIS SHOP และศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 จะสามารถช่วยลดค่า CO2 (คาร์บอนไดออกไซด์) ได้จำนวน 1 ล้าน kgCO2e และจัดการกับขยะ E-Waste ได้ทั้งสิ้น 1 แสนชิ้น

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า “ในโอกาสที่ เอไอเอสครบรอบ 29 ปี และก้าวสู่ปีที่ 30 นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวเอไอเอสเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ให้กับอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีมากี่ยุค จากยุคอนาล็อก สู่ยุค NEXT G และพร้อมที่จะก้าวสู่เทคโนโลยีอนาคตอย่าง 5G เอไอเอสไม่เคยหยุดนิ่ง

ที่จะก้าวล้ำไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเสมอ โดยตลอดระยะ 29 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทุ่มเทวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Infrastructure ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยงบลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท และยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อร่วมสนับสนุนการเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันในเวทีโลก

ในโอกาสฉลองก้าวสู่ปีที่ 30 นี้ เราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะขอบคุณลูกค้าและคนไทยที่ให้ความไว้วางใจเรามาตลอด โดยการมอบของขวัญพิเศษตอบแทนลูกค้า AIS และ AIS Fibre ทั้งหมดกว่า 42 ล้านราย ผ่านโครงการสิทธิพิเศษ เอไอเอส พอยท์ ผนึกกำลัง ร่วมกับพันธมิตรจากทุกอุตสาหกรรม และอีกบทบาท คือ ในฐานะ Good Citizen ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของทุกคนบนโลกใบนี้ ด้วยการผลักดันรณรงค์เรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านโครงการ E-Waste เป็นโครงการระยะยาวที่ตั้งใจทำอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมาย เบื้องต้นที่จะช่วยลดค่า CO2 ให้กับโลกใบนี้ ถึงจำนวน 1 ล้าน kgCO2e

ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในทุกมิติจากอิทธิพลของ Digital Disruption นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ ที่เอไอเอสปวารณาตัวเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ และแน่นอนว่าพวกเราต้องพลิกวิธีคิด วิธีทำงาน วิธีมองใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทีมผู้บริหารและพนักงานเอไอเอสทุกคนขอยืนยันว่า เราพร้อมจะมุ่งมั่นผลักดัน สร้างสรรค์ ดิจิทัลไลฟ์ที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า สนับสนุนและอยู่เคียงข้างสังคมไทย เพื่อร่วมก้าวผ่านทุกความท้าทายในยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่นไปด้วยกัน”

ของขวัญสุดพิเศษตอบแทนลูกค้าทุกคน ผ่านโครงการ เอไอเอส พอยท์

  • มอบพอยท์พิเศษเพิ่มให้ลูกค้า AIS และ AIS Fibre ทั้งฐาน รวมจำนวนกว่า 42 ล้านราย ตามอายุการใช้งาน ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้รับพอยท์มาก เช่น ใช้บริการน้อยกว่า 10 ปี รับพอยท์ 30 พอยท์, มากกว่า 10 ปี รับ 60 พอยท์ และ มากกว่า 20 ปี รับ 90 พอยท์ (ซึ่งปกติ ลูกค้าจะได้รับพอยท์ จากการใช้งาน 25 บาท เท่ากับ 1 พอยท์) เพื่อนำไปแลกรับสิทธิพิเศษมากมาย

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่เคยสมัครร่วมโครงการเอไอเอส พอยท์แล้ว บริษัทได้มอบพอยท์พิเศษให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติแล้ว ในวันที่ 1 ตุลาคม 62  ส่วนลูกค้า AIS และ AIS Fibre ที่ยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการเอไอเอส พอยท์ สามารถสมัครได้ง่ายๆ เพียงกด *550*30# แล้วโทรออก ตั้งแต่วันที่ 3 - 31 ตุลาคม 2562 เพื่อรับพอยท์พิเศษ ตามอายุการใช้งาน สูงสุด 90 พอยท์ทันที

 

 

  • ความพิเศษยังทวีคูณขึ้น โดย AIS จับมือกับพันธมิตรร้านค้าชั้นนำของไทย ยกขบวนความสุขผ่านเอไอเอส พอยท์ ง่ายๆ และคุ้มสุดๆ แบบไม่เคยมีมาก่อน ตลอดเดือนตุลาคม 2562 เพียงใช้เอไอเอส พอยท์ 1 พอยท์ แลกรับสิทธิพิเศษสุดว้าวได้ทุกวัน รับรองว่าโดนใจลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารและเครื่องดื่มสุดฮิต, บัตรกำนัลและคูปองส่วนลด, สินค้าและบริการจาก AIS และสิทธิ์ลุ้นรับโชค ทองคำมูลค่า 657,000 บาท และ Samsung Galaxy Note10 Plus จำนวน 30 รางวัล รวมมูลค่า 1,137,000 บาท เริ่มแลกได้ ตั้งแต่วันที่ 4 - 31 ตุลาคม 2562

ดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ www.ais.co.th, แอปฯ my AIS, LINE Official : AIS และ LINE Official : AIS Privileges และสามารถเช็คเอไอเอส พอยท์ ของตัวเองได้ง่ายๆ ทางแอปฯ my AIS

ภารกิจ Mission Green 2020 ผ่านโครงการ E-Waste            

ปัจจุบันประชาชนคนไทยให้ความตระหนักถึงเรื่องของขยะมากขึ้น ทั้งการแยกขยะ และอันตรายจากขยะพลาสติกทั้งการทิ้งไม่ถูกวิธี และการกำจัดไม่ถูกวิธี แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นขยะอีกชนิดที่อยู่ใกล้ตัวพวกเรา และเป็นอีกหนึ่งปัญหาประชากรของโลกที่ยังขาดความใส่ใจเกี่ยวกับอันตราย ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้รับการทิ้งให้ถูกที่ และจัดการอย่างถูกวิธี จึงก่อให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อม, สังคม และส่งผลเสียในระยะยาว

เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลที่ดำเนินธุรกิจอย่างเกี่ยวเนื่องกับเรื่องดังกล่าวโดยตรง มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างองค์ความรู้เพื่อให้คนไทย ตระหนักถึงผลเสียของการทิ้งขยะอย่างไม่ถูกวิธี และรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่การกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นของทุกคน และลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ตกค้างในไทย โดยคนไทยสามารถทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ ได้ที่ ถังขยะ E-Waste จากเอไอเอสที่จะตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ อาทิ AIS Shop และศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล และในอนาคตจะถูกกระจายไปยังมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยขยะจากถัง จะถูกนำไปจัดการ และทำลายอย่างถูกวิธี ด้วยกระบวนการ Zero landfill (กระบวนการจัดการขยะ ทำให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดมูลค่าได้อีก)

ทั้งนี้ ถังขยะ E-Waste วัสดุทำมาจากไม้อัดรีไซเคิล โดยเป็นการดีไซน์จากนิสิตนักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และทีมงานโครงการ AIAP (AIS IoT Alliance Program) โดย AIS ได้ต่อยอดนำเทคโนโลยี IoT เข้ามามีส่วนช่วยในการนับชิ้นขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบ Real-time เพื่อ Convert ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ลดลงและแสดงบนเว็บไซต์ www.ewastethailand.com

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 62 จะมีวางถังขยะ E-Waste จำนวนทั้งสิ้น 81 จุด ที่ AIS Shop (ในกรุงเทพ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ) และศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล (เฉพาะในกรุงเทพฯ) รวมถึงในอนาคต เอไอเอสจะจับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ นำถังขยะ E-Waste ไปตั้งในแหล่งศึกษาตามจุดต่างๆ นอกจากนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เอไอเอสยังมีแผนที่จะไปรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้คนไทยถึงที่บ้าน โดยนำขยะที่ได้ไปส่งให้กับพาร์ทเนอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญในการกำจัดขยะเหล่านี้อย่างถูกวิธี และนำเงินที่ได้รับจากการขายขยะไปบริจาคให้กับมูลนิธิ โดยสามารถดูจำนวนของขยะที่ถูกเก็บ และศึกษาองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่ www.ewastethailand.com นอกจากนี้ ในส่วนการให้บริการลูกค้า บริษัทยังได้ทยอยเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณการใช้พลาสติก อาทิ เปลี่ยนจากขวดน้ำพลาสติก เป็น แก้วกระดาษและเครื่องกดน้ำ ตลอดจนการรณรงค์ให้พนักงานภายในองค์กร ตระหนักสิ่งแวดล้อม และปรับวิถีไลฟ์สไตล์ในที่ทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยเอไอเอสตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 บริษัทจะสามารถลดค่า CO2 ได้จำนวน 1 ล้าน kgCO2e และจัดการกับขยะ E-Waste ได้ทั้งสิ้น 1 แสนชิ้น

เอไอเอส โดยนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  โดย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ นิเวศน์ นันทจิต  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย ทดลอง ทดสอบ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมาถึง เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการและบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเหนือและประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

โดยการทดลอง ทดสอบ 5G ในพื้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะดึงจุดเด่นของอัตลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ โอกาส ความสนใจ และความท้าทายในแต่ละภูมิภาคเป็นตัวกำหนด เพื่อให้นิสิต นักศึกษา นักวิจัย ประชาชน และทุกภาคส่วนใน 5G Ecosystem เห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตลอดจนสามารถวางแผน ต่อยอด และพัฒนานวัตกรรมและการบริการบนระบบ 5G ให้เหมาะสมกับพื้นที่หรือภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับเจตนารมณ์ของ กสทช. ที่สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้ทดลองทดสอบ 5G ทั้งในกรุงเทพฯ และในส่วนภูมิภาค

ครั้งแรก!! กับการผนึกกำลังพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรม Cross-industry collaboration จาก 3 ยักษ์ใหญ่ของแสนสิริ  ไมโครซอฟท์ และเอไอเอส เปิดตัวที่สุดแห่งนวัตกรรมเชื่อมโลกจริงและเสมือนจริง ‘Mixed Reality (MR)’ มาใช้ในแวดวงอสังหาฯ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่แรกในโลก! กับ “MR Sales Gallery” ห้องตัวอย่างเสมือนจริงที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จำลองสภาพแวดล้อมให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศของโครงการที่พักอาศัยได้แบบอินเทอร์แอ็คทีฟด้วยฟังก์ชันในการออกแบบและปรับเปลี่ยนห้องตัวอย่างได้ในทุกมุมมอง สร้างประสบการณ์การซื้อที่อยู่อาศัยให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น  ยกระดับเทคโนโลยีอสังหาฯ ไทย พร้อมเสริมแกร่งต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่พันธมิตร ไมโครซอฟท์ และเอไอเอส สู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ตอบรับโลกดิจิทัล

เทคโนโลยี Mixed Reality (MR) คือการผสานจุดเด่นของเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) เข้าด้วยกัน และต่อยอดให้เหนือชั้นไปอีกขั้นด้วยการสร้างภาพจำลองที่ผู้ใช้งานสามารถมีปฏิสัมพันธ์ตอบได้ในสภาพแวดล้อมที่ผสานโลกจริงและโลกเสมือนจริงเป็นหนึ่งเดียว โดยเมื่อลูกค้าเข้าเยี่ยมชมห้องตัวอย่างดิจิทัล ลูกค้าจะต้องสวมอุปกรณ์ holographic computing devices ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถแสดงผลของภาพเสมือนจริงหรือภาพ Hologram ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆ ทั้งยังออกแบบให้ควบคุมได้ง่ายด้วยมือเปล่า ซึ่งจะทำให้ผู้สวมใส่เสมือนกำลังเดินอยู่ในสถานที่จริงของโครงการซึ่งสร้างเสร็จแล้ว

ขณะเดียวกันก็ปรับแต่งการออกแบบและฟังก์ชันต่างๆ ได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้าย เปลี่ยนขนาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งต่าง ๆ เปลี่ยนสี เปลี่ยนวัสดุ ชมทัศนียภาพจากหน้าต่างเหมือนดังสถานที่จริง ตลอดจนปรับบรรยากาศได้ตามแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพจำลองของโครงการได้อย่างสมจริง ทั้งยังสอดรับเทรนด์ Customization ตามแนวคิดของแสนสิริในการพัฒนาสินค้าและบริการตามแนวความคิด customer-centric ที่รังสรรค์สินค้าและบริการตามความพึงพอใจและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้า นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถบันทึกรูปแบบของห้องตัวอย่างที่ตนเองได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นไฟล์ภาพหรือวีดิโอเพื่อประกอบการตัดสินใจแทนโบรชัวร์โครงการในอดีต

ดร. ทวิชา ตระกูลยิ่งยง ประธานผู้บริหารสายงานเทคโนโลยี บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แสนสิริมุ่งมั่นวิสัยทัศน์ Siri LifeTech ในการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มพิกัด ในวันนี้ เราเเปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมเชื่อมโลกจริงและเสมือนจริง Mixed Reality (MR)  มาใช้เป็นครั้งแรกในไทย และที่แรกในโลก ! กับ  “MR Sales Gallery” ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และช่วยอำนวยความสะดวกในการขายลูกค้าตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถเยี่ยมชมโครงการได้แม้ไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเองในสถานที่จริง MR จะช่วยสร้างความแปลกใหม่และยกระดับประสบการณ์การซื้อที่อยู่อาศัยในวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ล้ำไปอีกขั้น ขณะเดียวกัน MR ก็จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีให้กับพันธมิตรเอไอเอสและไมโครซอฟท์ เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "จุดมุ่งหมายของไมโครซอฟท์คือการเสริมศักยภาพให้กับทุกคนและทุกองค์กรทั่วทุกมุมโลก เราเชื่อว่าเทคโนโลยี Mixed Reality จะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถผสมผสานโลกดิจิทัลกับโลกแห่งความจริงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ต่อยอดจินตนาการได้อย่างเหนือชั้น และจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเชื่อมต่อความคิดของผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เหนือทุกความคาดหมาย สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจที่อาศัยจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครจากเทคโนโลยีนี้อีกด้วย”

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของเอไอเอส ในการนำศักยภาพด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัล มาขยายบทบาทสู่การเป็น Digital Platform ของประเทศ เพื่อเป็นแกนกลางสนับสนุนการทำงานของพันธมิตรในทุกภาคส่วน ทุกอุตสาหกรรม ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลอันทันสมัย ขยายขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวมของประเทศ รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้าและประชาชนคนไทยได้อย่างยั่งยืน

 

ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยหันมาให้ความสนใจในการรับข่าวสาร หรือติดตามเรื่องราวต่างๆ ผ่านโซเชียล มีเดีย และมีปริมาณการใช้งานเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เอไอเอส ในฐานะผู้นำด้านเครือข่ายดิจิทัลอันดับหนึ่งของประเทศ จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาช่องทางโซเชียล มีเดียต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ เอไอเอส ได้รับรางวัลจากเวที Thailand Zocial Awards 2018 ถึง 2 รางวัล คือ รางวัล แบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียล
มีเดียยอดเยี่ยมกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม (The Best Brand Performance Awards by Category “Telecom”)

ในฐานะแบรนด์ที่ใช้โซเชียล มีเดีย ทั้ง Facebook, Instagram, YouTube, และ Twitter สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม โดยสามารถเข้าถึงลูกค้าและตอบสนองไลฟ์สไตล์พฤติกรรมของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่ชื่นชอบการใช้โซเชียลมีเดีย มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าที่กดติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีความน่าสนใจของเนื้อหาจนเกิดการแชร์บนโซเชียล มีเดีย โดยมี วิศรุต เอื้ออานันท์ ผู้อำนวยการส่วนงานบริหารช่องทางออนไลน์ เอไอเอส เป็นผู้รับรางวัล 

วิศรุต เอื้ออานันท์ ผู้อำนวยการส่วนงานบริหารช่องทางออนไลน์ เอไอเอส

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้รับ รางวัล แบรนด์ที่ทำผลงานบนโซเชียลมีเดียยอดเยี่ยมบนพันทิป ด้าน Fast Response (The Best Brand Performance Awards by Platform “Pantip”) ในฐานะแบรนด์ที่สามารถตอบคำถามให้แก่ลูกค้าบนเว็บไซต์พันทิปได้อย่างรวดเร็วที่สุด ด้วยสถิติจำนวนกระทู้ที่ตอบคำถามกว่า 18,790 กระทู้ และเวลาเฉลี่ยในการตอบคำถาม กระทู้ละ 6.44 นาที โดยมี ใจพร ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ เอไอเอส คอลล์ เซ็นเตอร์ เป็นผู้รับรางวัล ณ โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน

ใจพร ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ เอไอเอส คอลล์ เซ็นเตอร์

 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ปี 2560 ที่ผ่านมา เอไอเอสยังคงพัฒนาเครือข่ายและการบริการ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตบ้าน และดิจิทัลคอนเทนต์ โดยภาพรวมผลประกอบการของทั้งปี รายได้รวมเติบโต 3.7% จากปีก่อน เป็นผลจากแนวโน้มการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นจาก 3.6 กิกะไบต์ต่อเดือน ในปี 2559 เป็น 6.7 กิกะไบต์ต่อเดือนในปี 2560 มีผลมาจากการรับชมวีดีโอผ่านมือถือที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และมีผู้ใช้งานมือถือ 4G คิดเป็นสัดส่วน 46% ของฐานลูกค้าทั้งหมด 40.1 ล้านเลขหมาย สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ได้ขยายบริการครอบคลุมในหัวเมืองสำคัญต่างๆ รวม 50 จังหวัด และมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 521,200 ราย ส่วนดิจิทัลคอนเทนต์ เอไอเอสได้ออกแพ็คเก็จพรีเมียมคอนเทนต์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อาทิ กีฬา ภาพยนตร์ และครอบครัว โดยสามารถรับชมได้อย่างสะดวกสบาย ผ่านแอป AIS PLAY บนมือถือ และ AIS PLAYBOX ทางทีวี ทั้งนี้ เอไอเอสมีรายได้ก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อม (EBITDA) เพิ่มขึ้น 16% เป็น 70,498 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้และการควบคุมต้นทุน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิปรับตัวลง 1.9% อยู่ที่ 30,077 ล้านบาท จากการลงทุนโครงข่าย 4G ต่อเนื่อง และค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่

สำหรับในปี 2561 เอไอเอสยังคงเดินหน้ามุ่งสร้างความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน รวมถึงผนวกเอาธุรกิจของซีเอส ล็อกอินโฟร์เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งพร้อมรองรับการเติบโตในตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยภาพรวมปี 2561 เอไอเอสคาดการณ์การเติบโตของรายได้จากการให้บริการที่ 7-8 %  (การเติบโต 2% จาก 7-8% มาจากรายได้ของบริษัทซีเอส ล็อกอินโฟร์) และตั้งเป้าอัตรากำไร EBITDA ที่ 45-47% พร้อมวางงบลงทุนมูลค่า 35,000–38,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาคุณภาพและเสริมประสิทธิภาพโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งาน 4G ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายบริการอินเทอร์เน็ตบ้าน เอไอเอส ไฟเบอร์ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านงานบริการ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยการพลิกโฉม เอไอเอส ช็อป ให้กลายเป็น AIS THE DIGITAL GALLERY ที่รวบรวมเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการและสัมผัสประสบการณ์แบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ

เอไอเอส ยังคงมุ่งมั่นสร้างความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและวางรากฐานระบบการสื่อสารของประเทศ ภายใต้แนวคิด Digital For Thais เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า และคนไทย สอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในการนำดิจิทัลมาส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในยุคดิจิทัล” นายสมชัย กล่าวสรุป

Page 2 of 2
X

Right Click

No right click