October 21, 2020
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 806

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 805

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 813

ปัจจุบันปัญหาขยะถือเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องเผชิญ เนื่องจากส่งผลต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้คนอย่างมาก ซึ่งในส่วนของประเทศไทย มีรายงานสถานการณ์มลพิษประจำปี 2559 โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า มีปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศถึง 27.04 ล้านตัน หรือคิดเป็น 74,073 ตันต่อวัน แต่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 9.59 ล้านตันเท่านั้น ที่เหลือเป็นการเผาและนำไปเทกองรวม ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกให้กับการจัดการปัญหาขยะของประเทศ ในงาน “SD Symposium 2018 (Sustainable Development Symposium 2018)” ภายใต้แนวคิด “Circular Economy: The future we create” เอสซีจีจึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ Circular Waste Value Chain” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องร่วมพูดคุยหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่ “ธนา ยันตรโกวิท” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย, “สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง” รองปลัดกรุงเทพมหานคร, “สินชัย เทียนศิริ” ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, “ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ” Vice President - Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ “เพชร มโนปวิตร” องค์กรสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)

 

ชู 3Rs ต้นทางการจัดการขยะ สร้างพฤติกรรมใหม่ให้ประชาชน

“ธนา” กล่าวว่า แม้จะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะหลายฉบับ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้มีใครเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการเก็บขยะ ดังนั้น สถ. จึงเป็นหน่วยงานหลัก เนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนถิ่น (อปท.) อยู่กว่า 7,851 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพแตกต่างกันไป แต่กว่าร้อยละ 70 ของ อปท. มีรายได้น้อยและไม่ได้รับเงินอุดหนุนที่เพียงพอ
 “จากการสำรวจพบว่า อปท. กว่า 3,000 แห่ง ไม่มีรถเก็บขยะและมีสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องอีกกว่า 2,810 กอง ซึ่งหลังจากรัฐบาลประกาศปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ จึงมีการวางแผนจัดการขยะแบบองค์รวม ทั้งขยะเก่าที่มีอยู่หรือขยะใหม่ที่จะเกิดขึ้น และการใช้มาตรการทางกฎหมายให้ครอบคลุม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน”
“ปัญหาขยะที่เกิดขึ้น วงจรสำคัญคือต้นทางที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมา สถ. ได้รณรงค์ “ใช้น้อย ใช้ซ้ำ ใช้ใหม่” ที่แปลงมาจาก 3Rs โดยให้ อปท. และชุมชน เชื่อมโยงชาวบ้านให้เกิดการคัดแยกขยะ และมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งตลาดนัดขยะและผ้าป่าขยะ ทำให้เกิดกลไกการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเพื่อการรีไซเคิล อีกทั้ง สถ. ยังจัดทำโครงการ From Bin to Bag” หรือการเปลี่ยนจากถังขยะมาเป็นถุงขยะ เพื่อให้มีการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ตลอดจนโครงการ “Fast track to zero waste” เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบในการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ ด้วยการคัดแยกและกำหนดวันจัดเก็บขยะ”
“อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและมีแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ปัญหาปลายทางที่เป็นการกำจัดขยะหมดไป ทั้งยังจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ได้อีกทางด้วย”

 

ด้าน “สุวรรณา” กล่าวเสริมว่า การจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเฉพาะการจัดการของเสียเพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้งนั้น แนวทาง 3Rs ถือว่าสำคัญ เนื่องจากเป็นการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติ การจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ รวมถึงการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติให้น้อยที่สุดและทำให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะที่ผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้สินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้
“การจัดการขยะของ กทม. เน้นดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการลดการฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุดและให้เป็นแนวทางสุดท้าย เนื่องจากเราพยายามลดขยะที่ต้นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษอาหารและพืชผักผลไม้ไปทำปุ๋ย การส่งเสริมการคัดแยกขยะด้วยหลัก 3Rs ให้ครอบคลุม และการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดปริมาณขยะไปได้อย่างมาก”
“แม้ว่าการจัดการขยะของ กทม. จะมีหลายชุมชนประสบความสำเร็จ แต่โมเดลเหล่านั้นกลับไม่ได้ขยายออกไปเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน  ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันส่งเสริมให้คนตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่สำคัญภาครัฐต้องมีแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน ตลอดจนการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเชื่อมโยงให้การจัดการขยะเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่ง กทม. จะร่วมทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบการจัดการขยะที่ต่อเนื่องระดับชาติต่อไป”

 

สร้างศูนย์กลางรับซื้อบรรจุภัณฑ์เก่าและใช้นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ “สินชัย” มองว่า การจัดการบรรจุภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ แก้ว พลาสติก หรือโลหะ ต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง และส่งต่อให้สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินงานของ TIPMSE เป็นความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้แยกขยะ/รับซื้อของเก่า และโรงงานรีไซเคิล ในการสนับสนุน สร้างความรู้ความเข้าใจ และเชื่อมโยงให้เกิดวงจร CLP (Closed Loop Packaging) เพื่อให้การกำจัดขยะไม่ได้เป็นเพียงการทำลาย แต่เป็นการจัดการปัญหาที่ได้ผลตอบแทน
“การจะทำให้ CLP เกิดขึ้นจริงนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนด้วยโมเดลทางธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise - SE) ที่ให้ผู้สูงอายุเข้ามาร่วมดำเนินงาน โดยต้องมีศูนย์กลางรับบรรจุภัณฑ์หรือของที่ไม่ใช้แล้ว และต้องมีการเก็บข้อมูลปริมาณขยะทุกประเภทก่อน เพื่อหาความคุ้มทุนและแนวทางการขนส่ง จากนั้นควรหาพันธมิตรมาร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะภาคเอกชนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เริ่มทดลองในลพบุรีและนนทบุรีไปแล้ว”
“วิธีการนี้เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญคือต้องมีพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมกัน โดยเปลี่ยนความคิดจาก “ภาระ” ให้เป็น “ภารกิจ” สร้างความตระหนักให้ประชาชน ด้วยการสร้างแรงจูงใจในการจัดการขยะ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปพร้อมกัน”

 

สอดคล้องกับ “ศักดิ์ชัย” ที่มองว่า เศษบรรจุภัณฑ์หรือพลาสติกมีคุณค่าทางเศษฐกิจอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีการคัดแยกอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดการปนเปื้อนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น โมเดลศูนย์กลางการรับซื้อขยะแบบซาเล้งจึงควรเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ได้
“พลาสติกอยู่ในบรรจุภัณฑ์เกือบทุกส่วนและยังจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคน แต่เราควรลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Use Plastic) ที่ก่อให้เกิดขยะจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา เอสซีจีในฐานะผู้ผลิตก็ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้พยายามคิดค้น วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับหลายหน่วยงานในการนำพลาสติกกลับไปรีไซเคิลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด”
“ไม่เพียงเท่านี้ ในการผลิตสินค้าพลาสติกของเอสซีจี ยังได้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความแข็งแรงทนทาน มีความบางแต่เหนียว สามารถทดแทนวัสดุธรรมชาติ ทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดปัญหาขยะจากต้นกำเนิด แต่สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ต้องตระหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมด้วย”

 

แนะใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์รวมต้นทุนค่าจัดการสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ “เพชร” กล่าวว่า แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสอดคล้องกับการจัดการปัญหาขยะ แต่จะทำอย่างไรให้ขยะลดลง เกิดการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีขยะพลาสติกกว่า 8,000 ล้านตัน แต่สามารถนำมารีไซเคิลหรือใช้ใหม่ได้ไม่ถึง 10% ทำให้มีตกค้างในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก โดยเฉพาะในท้องทะเล จากการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ เน้นเทกองจนไหลลงทะเล ทำให้สัตว์ทะเลกว่า 700 ชนิดและปะการังได้รับผลกระทบ
“ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า ปัจจุบันร่างกายมนุษย์มีไมโครพลาสติก (Micro Plastic) ที่เกิดจากการแตกตัวของพลาสติกในเสื้อผ้า ใยสังเคราะห์ ยางรถยนต์ หรือพลาสติกอื่นๆ ทำให้ปนเปื้อนในน้ำประปา รวมถึงเกลือสมุทร เบียร์ และน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ปัญหาพลาสติกเป็นวาระของโลก เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังทำให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อยปีละกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ”
“ดังนั้น การใช้พลาสติกโดยเฉพาะการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งจึงต้องมีการลดหรือเลิกใช้ ซึ่งจะต้องมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้ามาจัดการ และภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบ และประชาชนทุกคนต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งอาจจะนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย โดยเฉพาะการรวมต้นทุนการจัดการสิ่งแวดล้อมไปในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการลดละตั้งแต่ต้นทาง และจะเป็นโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมได้คิดค้นนวัตกรรมและออกแบบวัสดุใหม่ๆ ในอีกทางหนึ่งด้วย”

 

การจัดการขยะจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการจัดการที่ต้นทางและสร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและมีจิตสาธารณะร่วมกันในการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ได้ต่อไป

ด้วยความเชื่อว่า ไม่มีการสร้างใด จะยั่งยืนไปกว่าการสร้าง ‘คน’ มูลนิธิเอสซีจี จึงส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดทั้งด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ ต้นกล้าชุมชน ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อมุ่งสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแล และพัฒนาท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมูลนิธิเอสซีจีได้สนับสนุนเบี้ยยังชีพ และค่าดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ให้แก่ต้นกล้าเป็นระยะเวลา 3 ปี และเชิญเครือข่ายนักพัฒนารุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะแนวทางการทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีต้นกล้าชุมชนกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนั้น มูลนิธิฯ ยังได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพต้นกล้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาถ่ายทอดความรู้ให้กับต้นกล้า และจัดกิจกรรมศึกษาการทำงานชุมชนในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมประสบการณ์ พร้อมสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้นำต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 2 และพี่เลี้ยง รวม 44 คน ลงพื้นที่ชุมชนศึกษาพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ร่วมกับ Mr. Tadashi Uchida, President of International OVOP Exchange Committee และทีมงานจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งต้นกล้าและพี่เลี้ยง รวมถึงชุมชนต่างได้รับคำแนะนำ และแนวทางทางการแก้ไขปัญหา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก Mr. Tadashi Uchida ที่สามารถนำไปปรับใช้ด้วยการนำเสนอจุดแข็งของสินค้าผ่านการเล่าเรื่องที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างจุดเด่น อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสที่ต้นกล้าได้เชื่อมโยงเครือข่าย และเสริมสร้างการทำงานภาคสังคมที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ต้นกล้าชุมชนยังได้ศึกษาดูงานจากชุมชนบ้านใต้ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง และชุมชนโหล่งฮิมคาว อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมถึงเยี่ยมชมตลาดประชารัฐของดีจังหวัด ณ ลานพุทธามหาชัย อ.แม่ทา จ.ลำพูน ที่เริ่มต้นขึ้นจากแรงผลักดันของพฤติพร จินา ต้นกล้าชุมชนหญิงรุ่นที่ 2 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากครั้งที่มูลนิธิฯ พาไปเรียนรู้ที่โอย่าม่าแลนด์ ประเทศญี่ปุ่น

สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพต้นกล้าชุมชนว่า “มูลนิธิเอสซีจีตระหนักดีว่า ต้นกล้าชุมชนจะเติบโตและแข็งแรงได้นั้น ต้องได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม การจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพให้น้องๆ ต้นกล้า ทั้งการดูงานที่เมืองฮอกไกโด และเมืองโออิตะ เพื่อศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OVOP (One Village One Product) หรือโอทอป และการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เช่น Mr. Tadashi Uchida และทีมงาน ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการขับเคลื่อนพัฒนา และยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจากประเทศญี่ปุ่น มายังประเทศไทยเพื่อให้ความรู้กับน้องๆ ทำให้ต้นกล้าได้ปิดประสบการณ์ แนวคิด และมุมมองใหม่ๆ เพราะเราเชื่อว่าการได้สัมผัสประสบการณ์จริงย่อมมีคุณค่าและสร้างแรงแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ต้นกล้า ตลอดจนพี่เลี้ยงได้นำกลับไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของชุมชนตนเอง ถือเป็นเครื่องมือในการเสริมศักยภาพความเข้มแข็งอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้าน Mr. Tadashi Uchida, President of International OVOP Exchange Committee กล่าวถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า “หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OVOP มีความใกล้เคียงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างมาก คือ เริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ง่ายๆ ที่สามารถทำด้วยตนเอง แล้วใส่พลังความคิดสร้างสรรค์และความพยายามอย่างต่อเนื่อง ทำงานอย่างกระตือรือร้น  กล้าหาญ และมุ่งมั่น ผมเชื่อว่าน้องๆ ต้นกล้าสามารถทำได้แน่นอน ดังนั้น ภารกิจของพวกเราคือ ให้คำแนะนำ ความมั่นใจ และความหวังแก่น้องๆ ต้นกล้า พี่เลี้ยง และชุมชนที่เราไปเยี่ยมชม เพื่อให้เขาสามารถพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าของจิตใจมากกว่าคุณค่าของเงิน และเมื่อพวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีความภาคภูมิใจ และมีเกียรติ ก็จะส่งผลให้ชุมชนมีเสถียรภาพและความยั่งยืน ทำให้คนหนุ่มสาวไม่อยากละทิ้งบ้านไปทำงานในเมือง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในชุมชน

ต้นกล้าหญิง พฤติพร จินา ต้นกล้าชุมชน รุ่นที่ 2  เจ้าของโครงการสืบสานพันธุกรรมท้องถิ่นเพื่อความมั่นคงทางอาหาร จ.ลำพูน กล่าวถึงความประทับใจว่า “ได้พลังอย่างมากจากคำแนะนำของคุณอูชิดะ และพี่เลี้ยง ทุกคำติชมช่วยยืนยัน และเพิ่มความมั่นใจให้กับเราทุกคน ความทรงจำแบบนี้ให้แรงบันดาลใจมากกว่าการดูจากภาพ หรือการเล่าให้ฟัง การพาไปเจอและได้สัมผัสทำให้เราได้คิดทบทวนแล้วนำกลับไปปรับใช้ ถือเป็นโอกาสที่ดี ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีมาก นับเป็นบันไดขั้นแรกในการต่อยอดสู่ความสำเร็จสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์พัฒนาชุมชนต่อไป

ด้านบรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย นักพัฒนารุ่นพี่กล่าวเสริมว่า “ครั้งนี้ พี่ว่ามีความสมบูรณ์ คือเราได้ดูงานในพื้นที่จริง ทั้งร้านอาหาร กิ๊ฟท์ช้อป ร้านผักอินทรีย์ ทำให้น้องๆ ต้นกล้าที่ยังไม่เห็นภาพการทำงาน ยังมีความลังเล ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เธอทำได้ ฉันก็ต้องทำได้ การดูงานในพื้นที่จริง ทำให้เห็น ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ส่วนวิทยากรที่เดินทางมาจากญี่ปุ่น ช่วยให้พวกเราได้รับคำแนะนำดีๆ หลายเรื่อง อย่างเรื่องสินค้าที่ดีและมีคุณภาพต้องมีอะไรบ้าง การอธิบายเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบที่ตลาดต้องการ หลักการตลาด สิ่งที่พี่ชอบมาก คือ การตลาดที่ดีที่สุด คือ ปากต่อปาก บางทีเราละเลยไป ทำอย่างไรให้คนมาเห็นแล้วพูดถึง คิดถึง พี่ว่ากิจกรรมครั้งนี้มีประโยชน์ ถือเป็นคุณูปการแก่นักพัฒนารุ่นใหม่อย่างแท้จริง

มูลนิธิเอสซีจีภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงต้นกล้าเหล่านี้จะมีอาชีพเป็นของตัวเอง แต่ยังสามารถสร้างอาชีพ กระจายรายได้ให้คนในชุมชน ได้ทำงานในบ้านเกิด ส่งผลให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าและวิถีชีวิตอันงดงามของตัวเอง มูลนิธิฯ หวังว่าโครงการต้นกล้าชุมชนจะจุดประกายให้เมล็ดพันธุ์นักพัฒนารุ่นใหม่ได้เติบโต หยั่งราก และตั้งมั่น รับใช้บ้านเกิดของตนเองต่อไป    

มูลนิธิเอสซีจี “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน”

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “แอลจีชวนลูกแต้มรัก เติมใจให้แม่” เชิญชวนลูกค้าของแอลจีและครอบครัวจาก LG Life’s Good เฟซบุ๊ค แฟนเพจ มาร่วมกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจ ด้วยการแสดงฝีมือแต่งแต้มสีสันลงกระเป๋าผ้า สื่อความรักจากใจลูกสู่แม่ โดยมีคุณกบ สุวนันท์ ที่จูงมือครอบครัวมาอย่างพร้อมหน้า ทั้งสามี คุณบรู๊ค ดนุพร ลูกสาว น้องณดา และลูกชาย น้องณดล มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานแห่งความรักในบรรยากาศแสนอบอุ่นต้อนรับเทศกาลวันแม่ ปี 2561 นี้

คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แอลจีมุ่งมั่นเลือกสรรกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปีให้ลูกค้าและแฟนๆ ของ LG Life’s Good เฟซบุ๊ค แฟนเพจ ร่วมเสริมสร้างการมีชีวิตที่ดีดังสโลแกน Life’s Good โดยกิจกรรมในปีนี้ นอกจากการเพ้นท์ลวดลายลงบนกระเป๋าผ้าที่สะท้อนถึงความรักให้แก่คุณแม่ทั้งหลาย เรายังรับรู้ได้ถึงความรัก ความประทับใจจากครอบครัวที่เข้าร่วม และเราจะยังคงสร้างสรรค์โอกาสดี ๆ เช่นนี้เพื่อช่วยยกระดับการใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”  

 

 

ห้อง 1: Global Sharing

จากงานวิจัยระบุว่า 97% บอกว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนมีความสำคัญมากขึ้นกว่า 3 ปีที่ผ่านมา และ 93% บอกว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเติบโตและความสำเร็จในอนาคต

สิ่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ลูกค้า กฎระเบียบ กฎหมาย และความเห็นประชาชน ส่วยปัจจัยภายใน คือ ผู้บริหาร การพัฒนาอย่างยั่งยืน และกลยุทธ์ขององค์กร

การขับเคลื่อนให้เกิดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ขั้นแรก องค์กรต้องมองเห็นความสำคัญเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขั้นที่ 2 ผู้บริหารต้องมองเห็นความสำคัญ ขั้นที่ 3 ต้องมีการกำหนดทิศทางการนำไปปรับใช้ในองค์กรและขั้นที่ 4 แต่ละหน่วยงานต้องมีความเข้าใจและรับไปปฏิบัติ โดยการดำเนินการส่วนใหญ่จะเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วนำมาขยายผล จากนั้นเมื่อสำเร็จ กระบวนการทำงานจะขึ้นสู่ระดับสูงขึ้น เพื่อให้องค์กรนำไปต่อยอดธุรกิจและเป็นกระบวนการที่จะนำไปใช้ใน Business Unit แล้วบูรณาการเข้าไปในยุทธศาสตร์ขององค์กร

เราต้องคิดว่าจะนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการทำงานอย่างไร และต้องทำให้ธุรกิจเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ได้ โดยจากงานวิจัยระบุว่า หลายองค์กรเริ่มมองเรื่องนี้อย่างมีนัยยะสำคัญตั้งแต่ปี 2017 โดยเริ่มวิเคราะห์ตัวเองว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่วนหนึ่งคือแต่ละองค์กรต้องการสร้างรายได้มากขึ้น ลดต้นทุน ทำให้เกิดความคุ้มค่าทางธุรกิจ และลดความเสี่ยงของธุรกิจได้ด้วย

 

  • Presentation
    • E. Mr. Kees Rade, Ambassador of the Kingdom of the Netherlands

ปัจจุบัน ผมยังไม่เห็นเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกพูดถึงในประเทศไทยสักเท่าไหร่ ต้องขอแสดงความยินดีกับความคิดริเริ่มที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาในประเทศไทย

หากมองจากมุมมองและประสบการณ์จากยุโรป ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่กระตุ้นให้เราต้องหันมาใส่ใจ จากการเห็นในแอนตาร์กติกาที่น้ำแข็งเริ่มละลาย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งเมตร การวัดผลคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศวันนี้อยู่ที่ระดับ 411 ppm ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถ้าเรายังคงใช้ทรัพยากรในการผลิตแบบนี้เราก็เสี่ยงที่ทรัพยากรจะหมดโลก

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ แม้ว่า GDP จะเติบโตซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่นั่นหมายถึง การใช้ทรัพยากรในการผลิตมากขึ้นด้วย และการใช้ทรัพยากรที่มากมายขึ้นนั้น เป็นการใช้แล้วหมดไป เมื่อทรัพยากรมีอยู่จำกัด เราจึงต้องกลับมาดูเรื่องการบริหารจัดการกันให้ดีขึ้น

ปัจจุบันเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศจับตามอง จากสภาวะโลกร้อนที่เริ่มส่งผลกระทบโดยทั่วกัน ทำให้ในอนาคตเราต้องเริ่มโฟกัสที่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งแม้จะเป็นนิยามที่เข้าใจไม่ง่าย แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เกิดขึ้น โดยการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืนเพื่อส่งมอบไปสู่คนรุ่นหลัง สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำ คือเราต้องเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจแบบเส้นตรงให้กลายเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน ของเหลือใช้คือวัตถุตั้งต้นคุณภาพเยี่ยมที่เราไม่ควรมองข้าม

 

ภาครัฐมีการใช้โปรแกรมมากมายที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง เช่น รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่เป็นตัวอย่างการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ทั้งหมดในปี 2050 และตั้งเป้าหมายระยะยาวลดปริมาณวัตถุดิบ virgin ให้ได้ 50% ในปี 2030 โดยปัจจัยหลักที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การออกแบบสินค้าต้องทำอย่างฉลาดด้วยการใช้วัสดุตั้งต้นที่น้อยลง (Smart design fewer resource) สินค้าต้องมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวเพื่อลดปริมาณขยะในโลก (extend product life) และสินค้าที่ใช้งานแล้วต้องนำกลับมาใช้ได้อีกและต้องสามารถรีไซเคิลได้ (more better reuse: waste as raw material)

มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2023 เศรษฐกิจหมุนเวียนในเนเธอร์แลนด์จะสร้างตลาดที่มีมูลค่ามากกว่า 7.3 พันล้านดอลล่าร์ และสร้างงานกว่า 54,000 ตำแหน่ง คนจะเริ่มตั้งราคาสินค้าเป็น true price คือ สินค้าและบริการต้องคิดราคาต้นทุนที่แท้จริง และต้องคิด natural capital accounting  คือ ต้นทุนของการใช้อากาศ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ Circular Economy สามารถระบุต้นทุนแฝงเหล่านี้ได้

เรามีวิธีในการจัดเก็บขยะเหลือใช้ โดยมีแหล่งเงินทุนที่จะนำมาช่วยเหลือโครงการนี้มากมาย เพื่อนำกลับมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการนำมาทำเป็นพลังงานทางเลือกและอื่นๆ ทั้งนี้ บทบาทของภาครัฐเองก็สำคัญ โดยต้องบังคับใช้กฎกติกาให้จริงจัง และต้องมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชนด้วยเพื่อจูงใจให้ทุกคนก้าวเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งส่งเสริมให้มีนวัตกรรมในการผลิต และท้ายที่สุดต้องมีความร่วมมือกันในระดับนานาชาติด้วย

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยบทบาทของทุกคน (polder model) คือ ต้องร่วมมือกันทำ แต่ต้องทำในทุกระดับ จริงจัง และต้องตรวจตราในสิ่งที่ทำด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด ทุกคนต้องมาร่วมพูดคุยและหาวิธีการว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างไรและจะต้องทำอะไรบ้าง

ตัวอย่างการใช้ถุงพลาสติกในเนเธอร์แลนด์ เช่น รัฐบาลเริ่มคิดเงินค่าถุง อาจจะไม่มาก แต่ทำให้คนรู้สึกว่า มันมีต้นทุน ซึ่งทำให้เกิดผลในมุมกว้างทั่วประเทศ ร้านสะดวกซื้อเองก็ต้องหันมาทำแคมเปญงดใช้ถุงพลาสติก ซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นนิสัยของประชาชนไปเอง หรือกระทั่งกระแสสินค้าออแกนิกส์ ผู้บริโภคก็ต้องตระหนักได้เองว่าเป็นสิ่งที่ดีและพวกเขายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่ดี

 

  • Cort Isernhagen, Senior Vice President & Managing Director, Lux Research

วันนี้เราพยายามมองหานวัตกรรมใหม่ๆ ในตลาดที่กำลังเติบโต ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังพุ่งทะยาน และด้วยเทคโนโลยีทำให้ไอเดียเศรษฐกิจหมุนเวียนเริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้น จากข้อมูลต่างๆ ที่วิเคราะห์ออกมา ถึงประโยชน์ของการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นและใช้งานได้จริง

  • Wallmart โมเดล จะเริ่มตั้งแต่ดีไซน์สินค้า นำมาผลิต ส่งมอบไปยังร้านค้าและผู้บริโภค ผ่านการใช้งาน นำกลับมาใช้ และรีไซเคิลเมื่อทิ้งวัตถุดิบ จนกระทั่งถึงการเป็นสินค้าที่ผ่านการใช้งาน เราใส่นวัตกรรมเข้าไปได้ตลอดทาง
  • เริ่มออกแบบ ขั้นตอนนี้การใส่นวัตกรรมที่มีกลไกของความยั่งยืนเข้าไปจะช่วยให้สินค้าทำงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นสินค้าสีเขียว แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้ ทำให้อยู่ได้นานขึ้น โอกาสของกระบวนการออกแบบที่จะใส่นวัตกรรมเข้าไปได้นั้น คือการมองหาวัสดุใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการออกแบบตั้งแต่ต้น เช่น วัสดุชีวภาพ อย่างแพคเกจจิ้งแบบนาโนหรือกระดาษนาโน หรือดูปองค์ ที่วิจัยเรื่องวัสดุสีเขียว นอกจากนั้น นวัตกรรมในกระบวนการผลิต ยังทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้า เช่น น้ำหนักเบา ขนส่งง่าย เกิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์​ อย่างการที่เราได้เห็นรถ OEM (Original equipment manufacturer) ในโตโยต้า หรือฮอนด้าที่ใช้วัสดุธรรมชาติ natural composite ในการผลิตรถรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน
  • นวัตกรรมที่เกิดประโยชน์กับทั้งผู้ใช้และผู้ขาย คือ ทำให้ผู้ค้าได้ประโยชน์จากการใช้งานในเรื่องต้นทุนพลังงาน และการบริหารจัดการกำไรปลายทาง เช่น การสร้างบ้านประหยัดพลังงาน หรือโครงการ Concord Blue ที่นำขยะจากครัวเรือนมาเป็นพลังงาน หรือโคคาโคลา กับขวด PET ใช้ biobase material
  • นวัตกรรมในการ Recycle Reuse Repair คือ การยืดอายุของสินค้าก่อนจะถูกทิ้ง และมองว่าเราสามารถสร้างให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ได้หรือไม่ บางคนมองว่าปลายทางของการใช้งานสินค้าต่างๆ อยู่ที่ผู้บริโภค แต่ในบางครั้งสินค้ายังทำหน้าที่ของมันได้ต่อหรือกลับกลายมาเป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับผลิตได้ใหม่เมื่อผ่านกระบวนการรีไซเคิล เช่น การผลิตชิ้นส่วนรีไซเคิลสำหรับเรือเอาไว้ซ่อมแซมส่วนสึกหรอเล็กๆ หรือ P&G และ TerraCycle ที่ร่วมมือกันช่วยลดการใช้พลาสติก โดยทำบรรจุภัณฑ์จาก 90% ของพลาสติกที่ถูกทิ้งโดยผู้บริโภค อีก 10% เป็นขยะพลาสติกจากทะเล
  • นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และต้องขับเคลื่อนจากแรงกระตุ้นของสังคม รวมทั้งภาครัฐที่ต้องมีส่วนในการกำกับดูแล และทำให้นโยบายต่างๆ เกิดขึ้นได้จริง สุดท้ายผู้บริโภคเองต้องให้ความสนใจด้วย

 

  • Tine Rorvik, Innovative & Technology Director – Europe, Chemical Business, SCG

เมื่อต้นปีนี้ภาพวาฬที่ตายในทะเลไทยทำให้เกิดกระแสตื่นตัวไปทั่วโลก มีรายงานว่าในอเมริกามีการทิ้งหลอดพลาสติกมากกว่า 500 ล้านชิ้นต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่าพลาสติกมีประโยชน์แต่ก็เป็นปัญหาด้วย

ล่าสุดดิฉันมีโอกาสได้คุยกับคนก่อตั้งโครงการ Tiny for the Ocean เพื่อช่วยกันกำจัดขยะพลาสติก เขาเข้าไปคุยกับ Adidas และ Adidas สนใจร่วมทำโครงการนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งภาครัฐ ประชาชน อุตสาหกรรม ต่างก็ส่งเสริมและผลักดันซึ่งกันและกัน

วันนี้เรื่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งสำคัญที่สุดคือคำมั่นสัญญาของผู้บริหารองค์กร เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบายและแนวทางในการทำงาน เช่นในธุรกิจปิโตรเคมีของเรามีเป้าหมายคือ พยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตโพลิเมอร์ ถือเป็นความท้าทายที่ต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อน นอกจากนั้น เราอาจมองไปที่งานด้านอื่นๆ อีก เช่น อาคารประหยัดพลังงาน หรือการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่จะทำให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

  • Jeff Wooster, Global Sustainability Director, The Dow Chemical Company

ในปี 2005 เริ่มมีกระแสที่พูดถึงว่าเราจะทำอะไรเพื่อโลกได้บ้าง ในวันนั้น Dow Chemical จึงเริ่มเขียนพิมพ์เขียวขึ้นมาว่าธุรกิจจะทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง เรารู้สึกว่าการบอกกล่าวเรื่องที่เราทำเพื่อโลกเป็นเรื่องที่ดี เพื่อช่วยช่วยกันสานต่อเพื่อพัฒนากลไกต่างๆ ร่วมกันในการสร้างนวัตกรรมและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

ในฐานะผู้ผลิต เราเห็นโอกาสในธุรกิจอาหาร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงรีไซเคิล เพราะในแต่ละปีมูลค่าของอาหารเหลือทิ้งคิดเป็นเงินมากกว่า 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เราจึงใช้นวัตกรรมเข้ามาพัฒนาสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพของอาหารไว้ให้ได้ยาวนาน เพื่อตอบโจทย์การเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า รวมทั้งเรายังมีการวิจัยร่วมกับ Chu course เพื่อคิดค้นว่าการใช้พลาสติกจะเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

เรามองว่าการผลิตสินค้าควรมีโซลูชั่นสำหรับแต่ละขั้นตอนให้สามารถทำงานด้วยกันได้ และมองเห็นประเด็นที่ขยะในประเทศถูกเก็บรวมกัน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องแยกขยะ เพื่อให้สามารถนำไปขายหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น การทำถนนได้

เรายังมีการทำวิจัยว่าขยะพลาสติกมาจากไหนและจัดการได้อย่างไร โดยอนาคตเราจะลงทุน 2.8 ล้านดอลลาร์ในการแก้ปัญหาขยะทะเล โดยเข้าร่วมโครงการ Closed Loop Ocean

เมื่อมองคุณค่าของพลาสติกเปรียบเทียบกับวัสดุชนิดอื่นแล้ว สิ่งนี้มีข้อได้เปรียบอยู่หลายประการ เพราะพลาสติกใช้ค่าขนส่งถูกกว่าวัสดุชนิดอื่น ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อยในกระบวนการผลิต และความท้าทายคือการนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ให้ได้ในอนาคตซึ่งจะลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน แต่แม้จะมีประโยชน์ พลาสติกสร้างกระแสที่รุนแรงในโลกมากเช่นกัน เพราะมีการต่อต้าน Single use plastic ทำให้องค์กรมองการใช้งานของพลาสติกแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างการทำ Material recovery for the future ร่วมกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก เพื่อนำพลาสติกที่รีไซเคิลแล้วกลับมาทำเป็นวัสดุใหม่แล้วบริจาค เช่น ทำเป็นโต๊ะเก้าอี้

ในแง่ของการทำธุรกิจ เราต้องรู้ว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร ถ้าเรามองว่าการทำให้เกิดกระบวนการหมุนเวียนสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจเราได้ เราต้องให้ความสำคัญเพราะมันไม่ได้แค่ให้ประโยชน์กับองค์กร แต่ยังสร้างประโยชน์โดยรวมให้กับสิ่งแวดล้อมและโลกด้วย

 

 

ห้อง 2 : Circular Community

  • Tadashi Uchida : President of International OVOP Exchange Committee

เทศบาลเมืองโออิตะ ตั้งอยู่ที่เกาะคิวชู ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เป็นเมืองในชนบทเล็กๆ มีการริเริ่ม OVOP ในปี 1969 จากแรงบันดาลใจที่ต้องการทำให้พ้นจากสภาพปัญหายากจนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ในหลายชุมชน คือขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่บางชุมชนไม่สามารถก้าวตามได้ทัน ภาคเกษตรกรรมถูกทิ้งไว้ล้าหลัง ผลกระทบก็คือ เกิด urbanization พลเมืองไปรวมอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เกิดความเหลื่อมล้ำ ภูมิปัญญาต่างๆ ถูกทอดทิ้ง ตามชนบทเหลือเพียงแต่คนสูงวัยที่ทำงานภาคเกษตร 

ซึ่งโลกเรากำลังเผชิญกับสัดส่วนผู้สูงอายุ (เกินกว่า 65 ปีขึ้นไป) สำหรับประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2020  ส่วนญี่ปุ่นถือว่าเป็น super age society แล้ว เราจึงต้องกำหนดแนวทางในทางพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ให้ชาวบ้านภูมิใจในชุมชนที่ตัวเองรักและเติบโตมา ไม่จำเป็นต้องออกไปเมืองใหญ่ ก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงได้

 

หลักของ OVOP คือ ใครก็ทำได้  ทำเมื่อไหร่ก็ได้  ทำที่ไหนก็ได้ (Anyone Anytime Anywhere)

เพราะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ เป็นองค์ความรู้ของมนุษยชาติ    เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตร จะมี 7 กรรมวิธีที่เหมือนกันทั่วโลก ได้แก่  1. การหมัก เช่น เหล้าสาเก  2. การตากแห้ง เช่น เห็ดอบแห้ง 3.การหมักดอง เช่น ผักดอง แช่น้ำส้มสายชู  4. การรมควัน เช่น ไส้กรอก แฮม  5. การนึ่ง 6.การทอด 7.การคั้น  ซึ่งทั้ง 7 กรรมวิธีนี้ เป็นเทคโนโลยีที่แทบจะไม่ต้องใช้เงินก็สามารถทำได้ หรืออาจจะเป็นกิจกรรมนอกเหนือภาคเกษตรกรรม เช่น Green Tourism หรือ Agritourism

นอกจากนี้  เป้าหมาย OVOP ต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาคนอื่น  (Self-Reliance) ใช้ชีวิตได้อย่างผาสุข  คุณลักษณะของ OVOP หรือ OTOP อยู่ระหว่าง Primary Manufacturing และ Secondary Industry และไม่ใช่ policy แต่เป็น movement ของการต่อยอด จุดเริ่มต้นที่เกิดจากคนในหมู่บ้านริเริ่มทำสินค้าเอง เช่น เกษตรกรแม่บ้าน Megumi-Kai ที่ Ogi Town รวมกลุ่มกัน 10 คน ปลูกมะเขือเทศสด และนำมาทำเป็นซอสมะเขือเทศ หากคิดว่าต้องต่อสู้กับตลาดใหญ่ๆ จะไม่สามารถทำได้ แต่ทุกคนก็ลองทำ ซอสมะเขือเทศทำด้วยมือ ไม่ผสมส่วนประกอบอื่นๆ สามารถขายได้ในราคา 800 เยน หรือ 8 ดอลล่าร์สหรัฐ  ขายได้ 50,000 ขวดต่อปี เป็นเงิน 20 ล้านเยน ถ้าคิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลองทำจริง และทุกคนมีความสุขกับการทำ ร่วมงานกับเพื่อน และยังคงทำมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับผลิตภัณฑ์ (Product) ต้องมีเงื่อนไข 3 อย่าง  คือ 1. คุณภาพต้องสม่ำเสมอ คงที่ 2. สามารถ supply ผลิตออกมาได้อย่างสม่ำเสมอ 3. ต้องผ่านกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรฐาน และลองขายในตลาดชั่วคราวก่อน อย่างน้อย 2-3 ปี ต้องอาศัยการอดทนรอ และศึกษาการทำบัญชี / cashflow เมื่อมีการถามหาสินค้าเกิดขึ้น
ตลาด (Market) ก็จะตามมาเองจากปากต่อปาก ส่วนของภาคองค์กรท้องถิ่น ควรสนับสนุนการสร้างโอกาส เช่น การจัดงานประจำปี ออกร้าน หรือจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเพื่อการผลิต มีร้านค้าปลีก  ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณมาก  

 

ส่วนการท่องเที่ยว ในประเทศไทย ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่ การเยี่ยมชม Heritage การดูงานอีเวนท์ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะมีการท่องเที่ยวใน 2 รูปแบบแรกมากกว่า ซึ่งเราควรเน้น การสร้างความรู้ และ inspiration ให้อยากมาเมืองไทย และสัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม ท้องถิ่น เพื่อให้รายได้ลงไปถึงชุมชน

ประเทศไทยอยู่ใน level ของการพัฒนาสินค้าชุมชน ที่มีหลายภาคส่วนสนับสนุน ซึ่งน่าจะไปได้ดี คนไทยแนะนำกันเองจะดีที่สุด หวังว่าประเทศไทยจะพัฒนารวดเร็วยั่งยืน และจุดประกายให้อาเซียน เพื่อเป็นศูนย์กลางต่อไปOVOP / OTOP เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ไม่ต้องคิดมาก ต้องเริ่มทำเลย นำพลังชุมชนมาขับเคลื่อนนำไปสู่ Circular Economy อย่างมั่นใจ สมบูรณ์แบบ

ชุมชนตัวอย่างในประเทศได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดย

  • ไม้หมอน ฟาร์ม จ.เชียงราย ชุมชนแบ่งสันปันส่วนทำเรื่องสมุนไพรร่วมกัน เชียงรายเป็นเมืองสมุนไพร ได้ไปเรียนโครงการพลังปัญญา สอนให้พอเพียง นำทุกอย่างมาใช้อย่างคุ้มค่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม้หมอน ฟาร์ม มีเครื่องกลั่นสมุนไพรหอมระเหย จึงให้ชุมชนนำสมุนไพรมาทำเป็นน้ำมันหอมระเหย เมื่อมีเศษก็เอามาผสมกันหลายกลิ่น จัดทำที่ก้อนหอมปรับอากาศ ใช้ได้ทั้งในรถและห้องนอน เศษที่เหลือจากการต้ม ก็นำมาทำเป็นช้างดับกลิ่น ใช้ทุกอย่างจนหมด ไม่เหลือทิ้ง นอกจากนี้ ยังมีอีกตัวอย่างที่ทำเป็นดินเพาะกล้า เห็นต้นกระถินที่อยู่ริมรั้วต้องตัดทิ้งไปเฉยๆ เห็นแล้วเลยเอามาดัดแปลงทำเป็นดินสำหรับเพาะกล้าต้นไม้ แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลองทำ
  • สวนยายดา เจ้บุญชื่น จ.ระยอง เป็นสวนที่เปิดเป็นบุฟเฟ่ต์ผลไม้ เหลือเปลือกทิ้งไว้เป็นตันๆ เดิมก็นำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก แต่พอเห็นโครงการเลี้ยงไส้เดือนดิน คิดว่าน่าจะเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น เปลือกทุเรียนย่อยสลายง่าย เมื่อนำมาเลี้ยงไส้เดือนแล้วก็กลายเป็นดินเลย จึงนำเอาส่วนที่เหลือจากทำปุ๋ยหมัก มาเลี้ยงไส้เดือนดิน ได้ทั้งปุ๋ยที่มาใส่ในสวน และสามารถขายเพิ่มรายได้

Paper Band ถักทอสายใย สานใจชุมชน ชุมชนท่าตะคร้อ จ.กาญจนบุรี ชุมชนได้รู้จักเส้นเทปกระดาษ จากการไปดูงานที่โรงงานวังศาลา เห็นแล้วก็คิดว่าน่าจะนำไปทำประโยชน์อื่นได้อีก น่าจะพัฒนาให้เกิดคุณค่าได้มากกว่า ไม่ใช่แค่นำไป recycle เป็นเยื่อใหม่ จึงนำเอามาทำจักสาน เป็นตระกร้า หรือ ต้นไม้จากเส้นเทป ที่มีความสวยงาม นอกจากนี้ ยังพัฒนาต่อไปเป็นทุเรียนโคมไฟ  สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้

 

 

ห้อง 3 : Digital for Circular Economy

  • คุณจาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures โดยเอสซีจี

            ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) คือระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ
การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่าน
การผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ (re-material) และสนับสนุนการใช้ซ้ำ (reuse) ถือเป็นกุญแจสำคัญในการบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ควบคู่กับประสิทธิภาพของธุรกิจ

            ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน มีโมเดลธุรกิจทั้งหมด 5 แบบหลัก ได้แก่ 1.Circular Supplies พลังงานทดแทนและการจัดหาทรัพยากรเข้ากระบวนการจากรีไซเคิล 2.Resource Recovery นำกลับพลังงานและวัตถุดิบจากขยะ สินค้าใช้แล้ว และของเสียจากกระบวนการผลิต 3.Product Life-extension การทำให้อายุการใช้งานของสินค้ายาวนานขึ้นโดยใช้นวัตกรรมและการออกแบบสินค้า 4.Sharing Platform เชื่อมต่อผู้ใช้จำนวนมากเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานและเข้าถึงสินค้าและบริการ 5.Product as a service เปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจไปสู่การให้บริการแทนการขายสินค้า

            ทั้ง 5 โมเดลธุรกิจนี้ สามารถเชื่อมโยงกับยุค Digital Transformation เพื่อสร้างให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนได้ ดังที่ระดับโลกเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว และสตาร์ทอัพคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนผ่านทั้ง 5 โมเดลธุรกิจ แม้สตาร์ทอัพแต่ละรายอาจยังสร้างผลกระทบได้ในวงจำกัด แต่หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพที่ช่วยตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น จากจำนวนน้อยก็จะกลายเป็นจำนวนมหาศาลและสร้างผลกระทบที่ดีในวงกว้างได้

            หากต้องการจะปรับธุรกิจของตัวเองให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ต้องคิดให้เหนือความคาดหมายของผู้บริโภค มีนวัตกรรมในการพัฒนาโมเดลธุรกิจ รวมถึงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่อยู่ใน Ecosystem ของธุรกิจและอุตสาหกรรม

 

  • คุณสิทธิศักดิ์ วงศ์สมนึก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จิซทิกซ์ จำกัด

            GIZTIX คือ สตาร์ทอัพด้านการบริการขนส่ง ผ่านระบบตลาดขนส่งออนไลน์ ปัจจุบันมีบริการด้าน
โลจิสติกส์หลายบริการ เช่น ระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ มาร์เก็ตเพลส บริการจองโลจิสติกส์ บริการติดตามรถบรรทุก ถือเป็นระบบที่มีโมเดลธุรกิจแบบ Sharing Platform ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ
แบบหมุนเวียน

            ปัจจุบัน ในระดับโลกมีสตาร์ทอัพหลายรายที่เข้ามาสร้างโมเดลธุรกิจตอบโจทย์ระบบเศรษฐกิจ
แบบหมุนเวียน เช่น Claim Di ที่ใช้ดิจิทัลเข้ามาปรับปรุงกระบวนการของธุรกิจประกัน Skootar ที่เป็น Sharing Platform สำหรับพนักงานส่งเอกสาร

            สำหรับสตาร์ทอัพที่จะเข้ามามีส่วนช่วยให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนได้ อาจไม่ใช่สตาร์ทอัพที่เพิ่งก่อตั้งมาในระยะเวลาไม่นาน แต่มักจะเป็นสตาร์ทอัพตั้งแต่ระดับ Series A ขึ้นไป เช่น ที่ทาง AddVentures ได้ให้ความสนใจในการลงทุน

 

  • คุณมหิศร ว่องผาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง HG Robotics

            HG Robotics ก่อตั้งขึ้นในปี 2554 เชี่ยวชาญในการพัฒนาหุ่นยนต์และระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ ปัจจุบันกำลังพัฒนาหุ่นยนต์ที่ช่วยเหลือในหลากหลายธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงหุ่นยนต์เพื่อภาคธุรกิจเกษตรด้วย

            แม้ว่าหุ่นยนต์อาจจะเป็นสิ่งที่นำไปรีไซเคิลได้ยาก แต่หุ่นยนต์ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในกระบวนการต่างๆ เช่น การผลิต ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงทำให้เกิดการ reuse ในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้ machine learning ทำให้ไม่ต้องมีกระบวนการใช้บางอย่างซ้ำ

            สตาร์ทอัพยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนในอนาคต โดยสตาร์ทอัพสามารถปรึกษาและรับคำแนะนำได้จากผู้นำในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เอสซีจี

 

 

ห้อง 4: Circular Waste Value Chain

  • คุณกิตติ สิงหาปัด

รัฐบาลประกาศให้การกำจัดขยะเป็นวาระแห่งชาติ เพราะก่อให้เกิดมลภาวะทางน้ำ และอันตรายต่อสัตว์ทะเล อย่างไรก็ตาม ขยะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงมีความท้าทายที่จะหมุนเวียนขยะให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่        

 

  • คุณธนา ยันตรโกวิท รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ขยะเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน แม้ว่าจะมีหลายกระทรวงที่ออกกฏหมายเกี่ยวข้องกับการบริหาจัดการขยะ  เช่น กระทวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข แต่หน่วยงานเหล่านี้ ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการเก็บขยะ ซึ่งคือ องค์กรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 7,851 แห่ง ไม่รวมกรุงเทพฯ ทั้งนี้ องค์กรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องมีรายได้จากการเก็บขยะรวม 7 แสนล้านบาท ต่อปี ซึ่งหน่วยจัดการมีศักยภาพต่างกัน รายได้ในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน และบางพื้นที่ไม่มีรถเก็บขยะ จึงเป็นเหตุให้กระทรวงมหาดไทยวางแผนจัดการขยะแบบองค์รวม โดยพิจารณาจากการจัดการขยะ การจัดการขยะเก่า ระเบียบกฎหมาย และจิตสำนึกประชาชน

ปี 2560 องค์กรส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งเป้า ลดขยะทั่วประเทศลง 5% ตั้งชุมชนต้นแบบให้มีระบบการจัดการขยะมูลฝอยครอบคลุม 40% มีการจัดการขยะอันตรายในชุมชน ครอบคลุม 100% และจัดการขยะอุตสาหกรรม ลดลง 100%

แนวทางความร่วมมือเพื่อนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ คือ

  1. การให้ความสำคัญกับต้นทาง (ผู้บริโภค) ด้วยหลักการ ใช้น้อย ใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ (3Rs) แล้วให้ชุมชนเป็นตัวเชื่อมระหว่างต้นทาง (ผู้บริโภค) ให้คัดแยกขยะ และเกิดกลไก ไปจนถึงปลายทางในการรีไซเคิล
  2. จัดทำโครงการ From Bin to Bag และ fast track to zero waste โดยเชื่อมโยงการคัดแยก และกำหนดวันจัดเก็บขยะ ซึ่งต้องอาศัยแรงผลักดันและแนวปฏิบัติ ผ่าน พระราชัญญัติรักษาความสะอาด 2560 ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย

ปัจจุบัน มีการจัดกลุ่มเพื่อการจัดการขยะ จำนวน 324 กลุ่ม โดยมีกลุ่มที่มีศักยภาพในการนำขยะไปทำพลังงานได้ประมาณ 60 กว่ากลุ่ม (RDF หรือพลังงานป้อนโรงไฟฟ้า) นอกจากนั้น คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการขยะพลาสติก เพื่อเป็นกลไกผลักดันและขับเคลื่อนการปฏิบัติการระดับประเทศ

 

 

  • คุณสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองปลัด กรุงเทพมหานคร

กลไกการจัดการของเสียเพื่อนำของเสียกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบ ได้แก่ การรักษาทุนด้านธรรมชาติ การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการรักษาประสิทธิภาพของระบบ โดยเน้นให้ทุกภาคส่วนมีบทบาท เริ่มจากผู้ผลิต ให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยสุด หรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก ด้วยหลักการ Eco-design ส่วนผู้บริโภค มีหน้าที่ในการเลือก ผ่านเครื่องมือ ต่างๆ เช่น Eco-label, Green Procurement

การดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เน้นการจัดการขยะ เช่น แก้ปัญหาการเทกอง ด้วยการฝังกลบ โดยข้อมูลขยะของ กทม. ปี 2560 เพิ่มขึ้น 3.9% จากปี 2558 ซึ่งคาดว่า ขยะในช่วง 10 หลังจากนี้ จะสามารถควบคุมให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1% ของปริมาณขยะในปัจจุบัน ซึ่งขยะประเภทเศษอาหารมีมากที่สุดถึง 47.62 กทม. ส่งเสริมการแยกขยะ ใน 14 กลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็นพื้นที่ 37,189 แห่ง ดำเนินการแล้ว 12,000 แห่ง คิดเป็น 32%

อุปสรรคในการจัดการขยะในพื้นที่ คือ ภาครัฐไม่สามารถสร้างระบบ หรือ สื่อสารไปยังชุมชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือ รวมถึงมีจุดอ่อนของภาครัฐในการกำกับดูแลให้มีการบังคับใช้ตามกฎหมาย

กทม. มีความตั้งใจให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง Model ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จด้านการจัดการขยะที่มีความต่อเนื่องในระดับชาติ

 

  • คุณสินชัย เทียนศิริ ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (TIPMSE)

การดำเนินงานของสถาบันฯ เน้นความร่วมมือของ 5 ภาคส่วน ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้แยกขยะ/รับซื้อของเก่า และโรงงานรีไซเคิล โดยมีกระบวนการ Education, Promotion และ Connection เพื่อเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ รวมถึง สร้างวงจรที่เรียกว่า Closed Loop Packaging (CLP) เพื่อให้การกำจัด ไม่ใช้แค่การทำลาย แต่คือการแก้ปัญหาขยะ โดยทำให้ได้ผลตอบแทน ที่ครบวงจร

ในการขยายแนวคิดเรื่อง CLP สู่วงกว้าง ต้องทำครบทุกมิติผ่าน กลไกทางเศรษฐศาสตร์  (Economy of Scale) เช่น การทำศูนย์รับของเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ว โดยเสนอเป็น Business Model ใหม่ เริ่มจากการ Survey รวบรวมข้อมูลปริมาณขยะ และชักชวน Startup มาคิด Application โดยให้ผู้สูงอายุมาร่วมดำเนินการ ในลักษณะ Social Enterprise (SE)  ซึ่งได้เริ่มทำที่ จังหวัดลพบุรี และนนทบุรีแล้ว ประเด็นสำคัญ คือ ต้องเก็บข้อมูลทุกอย่างของขยะทุกประเภททั้งกระดาษ แก้ว เหล็ก พลาสติก ฯลฯ เพื่อความคุ้มทุนด้าน Logistic

 

  • คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG Chemicals

ในขณะที่สินค้าพลาสติกยังมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป บริษัทฯ ได้มีความพยายามค้นหาเทคโนโลยีในการนำ Single-Use Plastic กลับมาใช้หรือรีไซเคิลได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด อีกทั้ง ได้พัฒนาสินค้าพลาสติกประเภทที่มีความแข็งแรง คงทน มีความบาและเหนียว เพื่อทดแทนวัสดุธรรมชาติ

เศษพลาสติกที่ไม่ปนเปื้อนมีมูลค่ามากในการนำมารีไซเคิล ส่วนเศษพลาสติกปนเปื้อน หากมีกระบวนการในการจัดการที่ดี ก็มีคุณค่าเช่นกัน เช่น RDF

 

  • คุณเพชร มโนปวิตร องค์กรสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)

แนวทางการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล และการส่งเสริม Circular Waste ต้องเริ่มต้นจากการกลับไปมองที่ธรรมชาติ และนำมาเป็นปุ๋ย เช่น Organic ในดินที่สูญหายไปทำให้ดินดูดซับน้ำได้น้อยลง ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

ปัญหาการเสียชีวิตของวาฬ ทำให้เกิดจิตสำนึกในสังคม แม้ว่าจะมีปริมาณของของพลาสติกในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 8 พันล้านตัน แต่สามารถรีไซเคิลกลับมาได้เพียงเล็กน้อย IUCN เน้นงานวิจัยเรื่อง Micro Plastic เช่น เสื้อผ้า ยางรถยนต์ และ กลุ่มของ Marine Plastics ที่มuผลกระทบต่อสัตว์ทะเล ปะการัง และน้ำปะปา

แนวทางการแก้ไขเน้นการลดการใช้ Single-Use Plastic และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ปฏิรูปวัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้ง เช่น การลดการใช้หลอดพลาสติก การเก็บค่าถุงพลาสติกการลดราคาเครื่องดื่มเมื่อนำแก้วมาเอง การมัดจำขวดพลาสติก ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่รู้จักการแยกขยะ มีจิตสำนึกสาธารณะ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระดับครัวเรือน

 

  • ความคิดเห็นจากผู้เข้าฟังการเสวนา

การจัดเก็บขยะของภาครัฐ ควรให้เอกชนทำและพัฒนาเช่น ระบบเตาเผา ซึ่งการเพิ่มภาษีจากผู้ผลิต ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ผลิตก็จะคิดต้นทุนเพิ่มและขายราคาแพง จึงขอแนะนำผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น VAT เพื่อนำเงินเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม

ในฐานะผู้บริโภค เรื่องสุขอนามัย เช่นเรื่องการใช้หลอดไม้ไผ่ หรือ หลอดซิลิโคนที่ต้องใช้ซ้ำ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ จึงเสนอให้มีมาตรการอื่นร่วมกัน นอกจากนั้น ควรเพิ่มเรื่องการให้ความรู้กับผู้บริโภค ตลอดจนต้องการให้กรุงเทพมหานครศึกษา และรวบรวมข้อมูลเป็น Data Base ด้านขยะประเภทต่างๆ ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน เพื่อทำโครงการร่วมกับ SCG

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนายังมีความต้องการให้เกิดความร่วมมือในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการเชื่อมโยงหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดห่วงโซ่ การนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ดุสิตธานี ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทจดทะเบียนชั้นนำที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ประจำปี 2561 จากสถาบันไทยพัฒน์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งสิ้น 683 แห่ง ขณะที่ผู้บริหารระบุ “ดุสิตธานี” พร้อมสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 สามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ ทั้งการลงทุนในธุรกิจอาหารและการเปิดตัวโรงแรมใหม่ภายใต้แบรนด์ “อาศัย”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ “ดุสิตธานี” ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ประจำปี 2561 จากสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งได้ดำเนินการประเมินบริษัทจดทะเบียนจากการเปิดเผยข้อมูลสารสนเทศจำนวน 683 แห่ง และบริษัทฯ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากเนื่องจากในปีนี้ ดุสิตธานีได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับ ESG 100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 หรือนับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกที่สถาบันไทยพัฒน์ดำเนินการจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลของสถาบันไทยพัฒน์ จะอ้างอิงจากเอกสารรายงานที่บริษัทจดทะเบียนเผยแพร่ไว้ต่อสาธารณะในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปีหรือแบบ 56-1 รวมทั้งในรายงานประจำปี รายงานแห่งความยั่งยืน ตลอดจนข้อมูลผลการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท จากแหล่งข้อมูล 6 แหล่ง รวมจำนวนกว่า 12,648 จุดข้อมูล ก่อนจะทำการคัดเลือกบริษัทที่โดดเด่นจำนวน 100 บริษัทแยกตามหมวดอุตสาหกรรม โดย บมจ.ดุสิตธานี ได้รับคัดเลือกในหมวตอุตสาหกรรมบริการ

“การได้รับคัดเลือกให้ติดอันดับ ESG 100 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของดุสิตธานี ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบที่เราวางไว้ 3 แนวทาง นั่นคือ การสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจ การกระจายความเสี่ยง และการสร้างเป้าหมายในการเติบโต ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อจะสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา เราสามารถเดินตามแผนการขยายการลงทุนได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขยายไปสู่ธุรกิจอาหารด้วยการจัดตั้งบริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด เพื่อลงทุนในบริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (NRIP)

รวมทั้งการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมใหม่ “อาศัย” หรือ ASAI เพื่อตอบโจทย์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่รักการเดินทางท่องเที่ยว ขณะที่ครึ่งหลังของปีนี้ จากทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในส่วนของการท่องเที่ยวและบริการ ทำให้เชื่อว่า ดุสิตธานีจะมองเห็นโอกาสใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น” นางศุภจีกล่าว

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สนับสนุนมหกรรมการแข่งขัน “เดิน-วิ่ง การกุศลสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-กัมพูชา” ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-กัมพูชาและเพื่อหารายได้จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลน้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยมีคุณพีรพล ประเสริฐศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 ณ เอสพลานาส แคราย กรุงเทพฯ

กรมป่าไม้  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมกับมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ นำทัพจิตอาสาซีพีเอฟเกือบ 500 คน อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี ภายใต้โครงการ “ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เข้าสู่ปีที่ 3 

ทิพยประกันภัย จัดโครงการ “ทิพยพัฒนาเยาวชนสืบสานการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา” นำเด็กนักเรียนกว่า 4,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อปลูกฝังความรู้ ให้มีความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เรียนรู้ศาสตร์พระราชา ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานโครงการต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติให้กับพสกนิกรชาวไทย ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัยจำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการจัดโครงการฯ ครั้งนี้ ว่า เพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานโครงการต่างๆ และแนวทางในการดำเนินชีวิตหลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยให้มีการจัดโครงการ “ทิพยพัฒนาเยาวชนสืบสานการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา” นำเด็กนักเรียนตลอดโครงการกว่า 4,000 คน มาเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานโครงการต่างๆไว้มากมาย

ทั้งนี้เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เสริมประสบการณ์เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ในพื้นที่จริง เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีการทำนาปลูกข้าว การไถนา การคราดนา การดำนา การหว่านข้าว การนวดข้าวโดยการฟาดและใช้แรงควาย การสีข้าว การฝัดข้าว การแปรรูปข้าว การจับปลาโดยการใช้สุ่ม การทำปุ๋ยสูตรพระราชทาน การทำน้ำส้มควันไม้ ทดลองปลูกผักปลอดสารพิษ ทำฮอร์โมนไข่ไก่ และชมการแสดงการใช้แรงงานจากควายไทยในการทำการเกษตร ฯลฯ เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต

ดร.สมพร กล่าวว่านอกจากการที่เด็กนักเรียนที่มาร่วมโครงการได้เรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆในโครงการแล้ว เด็กๆยังได้สำนึกในความเป็นคนไทย ในความโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ ทรงอุทิศกำลังพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และเพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์ ทรงได้พระราชทานโครงการต่างๆนานัปการมากมาย เพื่อปวงชนชาวไทยตลอดมา โดยทิพยประกันภัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นจุดเล็กๆที่จะช่วยสืบสานศาสตร์พระราชา และองค์ความรู้ต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงพระราชทานไว้ให้กับประชาชนคนไทยให้คงอยู่ตลอดไป

ณ โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา อำเภอวิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง 

 

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยมร.ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายอภิรักษ์ จิตรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานดำเนินงานประกันชีวิต และมร. โจเชฟ คิ ง ยูว เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานบริหารความเสี่ยง นำพนักงาน ตัวแทนจิตอาสาและสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม “Giving a chance for school” ณ โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา อำเภอวิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง 

 

โรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กที่เปิดทำการสอนมานานกว่า 101 ปี ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมต้น ในอดีตเคยมีเด็กนักเรียนกว่า 900 คน แต่ในปัจจุบัน มีนักเรียนเหลืออยู่เพียง 126 คน เนื่องจากทางโรงเรียนไม่มีทุนรัพย์เพียงพอที่จะบริหารจัดการทางศึกษา ประกอบกับวิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2560 และในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นับจนถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดอาสาเข้ามาช่วยปรับปรุง ส่งผลให้เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบในการมาเรียนหนังสือ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน รวมไปถึงการขาดแคลนอุปกรณ์ในการเรียน สื่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และกิจกรรมสันทนาการที่จะช่วยส่งเสริมให้เยาวชนหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลยาเสพติด และมีสุขภาพร่างการที่แข็งแรง 

 

 

 

มร.ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรม Giving a chance for school ในครั้งนี้ เกิดขึ้น ภายใต้วัฒมนธรรมองค์กร (core value) ในเรื่อง “Care for people” หรือความใส่ใจต่อคนรอบข้าง เราต้องการมอบโอกาสให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยา ด้วยตระหนักดีว่า ปัญหาดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและชีวิตของเยาวชนไทยในระยะยาว ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี เขาก็จะเป็นอนาคตที่ดีของประเทศไทย ส่งผลต่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน” 

 

บริษัทฯ ได้สนับสนุนกิจกรรม CSR ด้วยแนวทางการขับเคลื่อนดังต่อไปนี้ 

· ปรับปรุงอาคารเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม 

· ปรับปรุงหอประชุมโรงเรียน 

· ปรับปรุงสนามกีฬาโรงเรียน 

· บริจาคอุปกรณ์การเรียนและกีฬา ให้แก่นักเรียนโรงเรียนราษฎร์นิยมวิทยาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลบางจัก 

· บริการตรวจสุขภาพฟรีสำหรับชุมชนและนักเรียน 

· กิจกรรมบันเทิงและสันทนาการ 

 

“เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต เรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนและให้โอกาสทางการศึกษา เพราะเราเชื่อมั่นว่า การศึกษา คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับเยาวชนไทย” ไมค์กล่าว

การปลูกฝังวินัยการออมให้แก่เยาวชนในโลกไร้เสียง ด้วยการตั้งธนาคารโรงเรียนอย่างเป็นระบบ ช่วยเปิดโอกาสเยาวชนพิเศษได้เรียนรู้ เข้าใจทฤษฎี เข้าถึงการปฏิบัติและก้าวข้ามพรมแดนของคนพิการ ด้วยเหตุนี้ อาสาสมัครทีเอ็มบี ได้เข้าไปช่วยวางระบบ “ธนาคารโรงเรียนเพื่อเด็กพิเศษ” ที่โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จ.เชียงใหม่ เพื่อเสริมสร้างความรู้ในด้านการออม ส่งต่อความเข้าใจในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ให้เด็กหูหนวกสามารถเข้าถึงบริการธนาคารได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังจัดทำคู่มือภาษามือสำหรับพนักงานทีเอ็มบี เพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยิน โดยธนาคารทีเอ็มบี รวม 14 แห่ง จ.เชียงใหม่ สามารถบริการคนหูหนวก โดยไม่ผ่านล่ามภาษามือ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการทางการได้ยินซึ่งเป็น 1 ใน 37 กิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference 

 

นายเวธน์วิภพ ภาสพสิษฐ์ ผู้จัดการภาคธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี เผยว่า “โครงการธนาคารโรงเรียนเพื่อ เด็กพิเศษ เป็นการเสริมสร้างวินัยการออมให้นักเรียน รู้จักการออมบนพื้นฐานของการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง นอกจากนี้ อาสาสมัครและพนักงานทีเอ็มบี รวม 14 สาขา ยังได้เรียนและจัดทำคู่มือภาษามือ สำหรับใช้ ในการสื่อสารและส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ผู้พิการทางการได้ยิน ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference” 

 

นางยุพิน คำปัน ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จ.เชียงใหม่ เผยว่า “เราเป็นโรงเรียนประจำ ผู้ปกครองจะให้เงินสำหรับการใช้จ่ายทั้งเทอมบ้าง รายเดือนบ้าง เด็กๆ ไม่รู้จักการแบ่ง การออม มีเยอะ ก็ใช้เยอะ ไม่กี่วันก็หมดแล้ว ดังนั้นการเปิดธนาคารโรงเรียนมีประโยชน์กับทุกฝ่าย สำหรับนักเรียน ก็คือ เด็กรู้จักการออม ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดี รู้จักการวางแผนการใช้เงิน ปลูกฝังเรื่องความพอเพียง เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม กับคุณครูเองก็มีแหล่งเรียนรู้ ที่จะสอนนักเรียนให้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เรียนอย่างเป็นระบบจากธนาคารจำลองสภาพเหมือนจริง สำหรับโรงเรียน ก็ลดปัญหาภายใน เพราะเด็กๆ มีพอใช้ พอซื้อขนม คาดว่าโครงการนี้ ได้ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้อาสาสมัครทีเอ็มบี ในเรื่องการเรียนรู้บุคคลที่ต่างจากเรา การเรียนรู้บุคคลที่แตกต่างจากเรา จะนำไปสู่ความเข้าใจ รวมถึงการมอบโอกาสแก่ผู้อื่น ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสังคม ที่ยั่งยืนต่อไป” 

นายเจษฎา บุญมี อาสาสมัครทีเอ็มบี หัวหน้าโครงการธนาคารโรงเรียนเพื่อเด็กพิเศษฯ เผยว่า “โครงการธนาคารโรงเรียนเพื่อเด็กพิเศษ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน เป็นความร่วมมือของคนหูดีและคนหูหนวก ช่วยส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมไทย อาสาสมัครทีเอ็มบีก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ 

ที่ท้าทายความสามารถ ได้เข้าไปในอีกโลกที่ไม่เคยเจอ น้องๆ ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถทำธุรกรรมที่แบงก์ด้วยตนเอง และพนักงานสามารถสื่อสารภาษามือได้” 

 

ส่วน นางสาวสายสุนีย์ คำมูล อาสาสมัครทีเอ็มบี เผยว่า “ในระหว่าง 3 เดือน เราแบ่งการสอนออกเป็น 2 ส่วน สอนนักเรียนเกี่ยวกับหลักการออม ทำสมุดรายรับรายจ่าย โดยมีครูภาษามือช่วย และสอนคุณครูเกี่ยวกับโปรแกรมธนาคาร ระบบฝาก-ถอนด้วยคอมพิวเตอร์ คีย์ข้อมูลรายชื่อนักเรียน เปิดบัญชี พิมพ์หน้าสมุดและเรียงเก็บไว้ ธนาคารโรงเรียน เปิด 2 วัน วันพุธเป็นวันถอน ส่วนวันจันทร์คือวันฝากเงิน สำหรับการเรียนภาษามือ มีตื่นเต้น ทำผิดบ้าง ถูกบ้างช่วงแรก แต่พอเราเริ่มสื่อสาร ส่งสัญญาณมือที่คุยกับน้องๆ ได้ เรารู้สึก ดีใจมาก เราเริ่มเรียนรู้ เพื่อให้สื่อสารได้ อย่าง ฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน บัญชี ชื่อ เซ็นชื่อ ฯลฯ 

 

สายน้ำผึ้ง ลุงทูน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จ.เชียงใหม่ เผยว่า “สนุกและได้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรื่องเงิน และยังได้ฝึกความรับผิดชอบ เกี่ยวกับการให้บริการ วันนี้ได้ช่วยคุณครูเรื่องการพิมพ์บัญชีออมเงิน ธนาคารโรงเรียนเปิดวันจันทร์ และวันพุธ ระหว่าง 15:30 น. -17:00 น.ค่ะ”

 

Page 5 of 6
X

Right Click

No right click