YLG แนะจับตา 5 ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองปี 63

December 27, 2019 712

วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิด 5 ปัจจัยที่ต้องจับตาสำหรับตลาดทองคำในปี 2563

อันดับ 1 สงครามการค้าจีน-สหรัฐ 2 นโยบายการเงินแบงก์ชาติทั่วโลก 3 ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ 4 เศรษฐกิจสหรัฐยังเสี่ยงถดถอย และ 5 แรงซื้อทองคำจากนักเก็งกำไร  ธนาคารกลางและกองทุน SPDR คาดทั้ง 5 ปัจจัยยังส่งสัญญาณบวกต่อทอง แต่ยังต้องจับตาใกล้ชิด มองกรอบ  19,850-23,000 บาทต่อบาททองคำ  เน้นกลยุทธ์เล่นสั้น แนะเพิ่มสัดส่วนทองเป็น 15% เพื่อกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ในปี 2563 จะเป็นอีกปีหนึ่งที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่อเนื่องมาจากปี 2562 มองระยะยาวราคายังเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น คาดมีกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,390 – 1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 19,850-23,100 บาทต่อบาททองคำ โดยมีแนวรับบริเวณ 1,445-1,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 20,600-19,850 บาทต่อบาททองคำได้ และยังมีโอกาสที่ราคาจะทดสอบระดับสูงสุดของปี 2562 บริเวณ 1,557-1,535 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 22,250-21,900 บาทต่อบาททองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาทะลุผ่านแนวต้านดังกล่าวได้อย่างแข็งแกร่ง จะเพิ่มโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นต่อเพื่อทดสอบระดับ 1,603-1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 22,900-23,100 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. ปี 2013 และกรอบราคาทองคำด้านบนที่ YLG ประเมินไว้

สำหรับปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์เชิงบวกต่อราคาทองคำในปี 2563 YLG ได้ประเมินไว้ 5 ปัจจัย ได้แก่

  1. สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ  และยังเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งจะความต้องการทองคำที่อยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
  2. ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง นอกจากนี้กรรมการเฟดผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเพื่อกำหนดนโยบายการเงินในปี 2563 จะมีมุมมองสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าวลดลงจากปี 2562 จึงยิ่งเสริมโอกาสที่เฟดจะยังคงจุดยืนของการดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลาย นั่นช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย
  3. ความขัดแย้งในประเทศต่างๆ เช่นตะวันออกกลางที่ยังไม่น่าจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ ส่วนสถานการณ์ Brexit ก็ยังมีความคลุมเครือ บวกรวมกับเกาหลีเหนือที่ออกมาขู่ว่าจะกลับเดินหน้าทำการทดลองนิวเคลียร์และทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป(ICBM) ไม่เพียงเท่านั้น การเมืองสหรัฐกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผชิญกับกระบวนการถอดถอน(Impeachment) ขณะที่ปี 2563 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือน พ.ย. อีกด้วยซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน
  4. ความวิตกเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะลดลง โดยความเสี่ยงยังคงอยู่เนื่องจากการเกิดกราฟอัตราผลตอบแทนกลับหัว (Inverted Yield Curve)  ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 3 เดือนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีในปี 2562 ถือว่านานมากพอที่จะเป็นสัญญาณถดถอย
  5. ธนาคารกลางและกองทุนเข้าซื้อทองคำ หากเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจจริงจะกระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกยิ่งต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ทองคำจะทะยานขึ้นอย่างมาก เสริมด้วยแรงซื้อทองคำจากภาคธนาคารกลางที่มีแนวโน้มจะดำเนินไปต่อในปี 2563   ส่วนกองทุน SPDR คาดว่าจะยังคงถือครองทองคำเพิ่มขึ้นหลังจากปี 2562 มีการถือครองทองคำเพิ่มมากกว่า 100 ตัน  ขณะเดียวกันแรงเก็งกำไรในทิศทางบวกสำหรับสัญญาฟิวเจอร์สทองคำตลาด COMEX ยังคงหนาแน่น  ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดจึงถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์ในเชิงบวกของราคาทองคำจาก YLG  อย่างไรก็ดี  นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด และยังคงยกให้สงครามการค้าจีน-สหรัฐเป็นไฮต์ไลท์หลักของปี 2563

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับปี 2563 คือ การเน้นทำกำไรระยะสั้นตามแนวโน้มหลักของราคาทองคำ  และตั้งจุดขาดทุนประกอบการลงทุนทุกครั้ง  พร้อมติดตามข่าวสารและประเมินปัจจัยต่างๆเป็นระยะเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันสถานการณ์  รวมถึงพิจารณาใช้ประโยชน์ของทองคำในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน  โดยแนะนำถือครองทองคำในสัดส่วน 15% เพื่อกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2563

ขณะที่บริหารความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทด้วยการใช้สัญญาดอลลาร์ฯล่วงหน้า หรือ พิจารณาเลือกการลงทุนทองคำที่ตัดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน อาทิ TFEX Gold Online Futures

X

Right Click

No right click