×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 6847

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 802

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าก.ล.ต. ได้ออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลด้วยกระบวนการไอซีโอ และการให้ความเห็นชอบไอซีโอพอร์ทัล ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก.) แล้ว โดยจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561

เนื่องจาก พ.ร.ก. กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะออกไอซีโอต้องผ่านการคัดกรองจากไอซีโอพอร์ทัล  ในชั้นแรกภายหลังประกาศที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ ก.ล.ต. จึงจะพิจารณาให้ความเห็นชอบไอซีโอพอร์ทัลก่อน  โดยผู้ยื่นขอความเห็นชอบเป็นไอซีโอพอร์ทัลจะต้องเป็นบริษัทไทย มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบงาน ตลอดจนบุคลากรที่เหมาะสมเพียงพอต่อการประกอบธุรกิจ และมีความพร้อมในการทำหน้าที่คัดกรองผู้ระดมทุน ประเมินแผนธุรกิจและโครงสร้างการกระจายโทเคนดิจิทัล ตรวจสอบชุดรหัสทางคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในกระบวนการไอซีโอ (ซอร์สโค้ด) ให้ตรงกับข้อมูลที่เปิดเผยทำความรู้จักตัวตนและสถานะของผู้ลงทุน ตลอดจนประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน เมื่อมีไอซีโอพอร์ทัลที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว ก.ล.ต.จะเริ่มพิจารณาคำขออนุญาตออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลของผู้ประสงค์ออกไอซีโอ  

ผู้ที่ประสงค์จะออกไอซีโอต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งภายใต้กฎหมายไทยที่มีแผนธุรกิจและข้อกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคนดิจิทัลที่ชัดเจน มีการเปิดเผยซอร์สโค้ด แบบแสดงรายการข้อมูล ร่างหนังสือชี้ชวน และงบการเงินที่เป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. 

โดยการออกไอซีโอแต่ละครั้งสามารถเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (ultra high net worth investors) นิติบุคคลร่วมลงทุน (venture capital) กิจการเงินร่วมลงทุน (private equity) ได้โดยไม่จำกัดวงเงิน  ส่วนการเสนอขายต่อผู้ลงทุนรายย่อยในแต่ละครั้งจะจำกัดวงเงินที่รายละไม่เกิน 300,000 บาท  นอกจากนี้ วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อย ต้องไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 70 ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด  โดยผู้ออกไอซีโอสามารถรับชำระค่าโทเคนดิจิทัลเป็นเงินบาทหรือคริปโทเคอร์เรนซี ได้แก่ Bitcoin, Bitcoin Cash, Ethereum, Ethereum Classic, Litecoin, Ripple และ Stellar

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ก.ล.ต. ยินดีให้ผู้ประสงค์จะขอความเห็นชอบเป็นไอซีโอพอร์ทัล เข้ามาหารือกับ ก.ล.ต. ในรายละเอียดได้ทันที เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นขอความเห็นชอบเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้  และเมื่อมีไอซีโอพอร์ทัลที่ ก.ล.ต. เห็นชอบแล้ว ก.ล.ต. ก็พร้อมจะพิจารณาอนุญาตการออกไอซีโอต่อไป

ทั้งนี้ แม้เกณฑ์ที่ออกมาจะช่วยสร้างมาตรฐานในการออกไอซีโอ และเพิ่มกระบวนการคัดกรองเพื่อป้องกันผู้ลงทุนจากการถูกหลอกลวง  แต่การได้รับอนุญาตการเสนอขายโทเคนดิจิทัลจาก ก.ล.ต. ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันความสำเร็จของโครงการที่ระดมทุน ราคา หรือผลตอบแทน  ผู้ลงทุนยังมีโอกาสขาดทุน หรืออาจมีช่องทางการเปลี่ยนมือโทเคนดิจิทัลที่จำกัด  ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนและแน่ใจว่า สามารถยอมรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้ก่อนตัดสินใจลงทุน”

ผู้สนใจและผู้ประสงค์จะขอความเห็นชอบเป็นไอซีโอพอร์ทัล หรือสนใจออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลผ่านไอซีโอ สามารถดาวน์โหลดประกาศที่เกี่ยวข้องได้ที่ https://www.sec.or.th/digitalasset

ท่ามกลางการการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัล (Digital Disruption) ที่โลกต้องเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนผ่าน (Digital transformation) และการเข้ามาของบล็อกเชน และสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) นั้น จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กรุ๊ป ซีอีโอ บล็อกเชนแคปิตัล และอดีตผู้ก่อตั้ง Coins.co.th เผยความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ 

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จัดการประชุมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาพิจารณาเห็นชอบแนวทางกำกับดูแลการออกไอซีโอและการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าจะออกประกาศที่เกี่ยวข้องได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้

                รายละเอียดโดยสรุปของเกณฑ์ที่จะออกมามีดังนี้

ผู้จะออกไอซีโอ Isuuer

ผู้ลงทุน Invester

ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล  ICO Portal ,ExChange, Broker, Dealer

-เป็นบริษัทตามกฎหมายไทย

-มีแผนธุรกิจชัดเจน

-มีงบการเงินผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด

-ข้อกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคนชัดเจน

-เปิดเผยชุดรหัสคอมพิวเตอร์ (Source Code)

-เสนอขายผ่าน ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. โดย ICO Portal ทำหน้าที่คัดกรอง โครงการและทำ KYC ผู้ลงทุน

-ผู้ลงทุนสถาบัน ลงทุนได้ไม่จำกัด

-ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ(Ultra High Net Worth) ลงทุนได้ไม่จำกัด

-กิจการร่วมทุน (Private Equity, Venture Capital)  ลงทุนได้ไม่จำกัด

-ผู้ลงทุนรายย่อยลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท

-วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อยไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด

-ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

-มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด

-สินทรัพย์ดิจิทัลที่นำมาซื้อขายในศูนย์ซื้อขายเป็นไปตามข้อบังคับของศูนย์ซึ่งได้รับความเห็นขอบจาก ก.ล.ต.

 ทั้งนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบในการยกเว้นโทเคนดิจิทัลที่กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง (Utility Token) ซึ่งผู้ถือสามารถใช้ประโยชน็ได้ทันทีออกจากการกำกับดูแลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน นอกจากนี้ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่เทียบกับเงินบาท หรือให้บริการแลกเปลี่ยนระหว่าง Utiliy Token ด้วยกันที่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะในลักษณะเดียวกัน เช่น ระหว่างเหรียญในเกมส์ หรือแต้มสะสมคะแนนแลกสินค้าหรือบริการไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก.นี้

 ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. บอกว่า หลักเกณฑ์ที่ออกมานี้พยายามหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยได้นำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณา เกณฑ์ที่ออกมา อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างทางการและธุรกิจ

ในบรรดาผู้รู้จริงในเรื่อง BLOCKCHAIN ของเมืองไทย ซึ่งมีกันอยู่ไม่มากนัก จักรกฤษณ์ ทัฬหชาติโยธิน คือหนึ่งในนั้น เขาคือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง “Six Network” ที่ดูแลทางด้านเทคโนโลยี และ Blockchain ของกิจการ

จักรกฤษณ์ เป็น Serial Entrepreneur ที่ทำสตาร์ตอัพมาแล้วหลายกิจการ ตั้งแต่ Co-Working Space และการสร้างฮาร์ดแวร์ที่ใช้ทดสอบสัญญาณมือถือ ไปจนถึงการทำ SDK เพื่อการโอนเงินผ่านมือถือ ผ่านเสียงที่คนไม่ได้ยิน เรียกว่าผ่านงานในเชิง เทคโนโลยี + นวัตกรรม มาไม่น้อย

จักรกฤษณ์มองว่า หัวใจของบล็อกเชนคือเรื่อง “TRUST” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม

“บล็อกเชนทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เกิดความไว้วางใจกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลาง ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ในการโอนเงิน โอนข้อมูล หรือโอนมูลค่าให้กัน" เขากล่าว

ที่เป็นเช่นนั้นได้ เพราะบล็อกเชนมัน "เปิดเผย"

เป็นการลงบัญชีที่เปิดเผย ทำให้ทุกคนเห็นและตรวจสอบธุรกรรมนั้นๆ ได้ โอกาสที่จะกลับมาแก้ไขค่อนข้างยาก ยกเว้นว่าต้องรวมหัวกัน

ดังนั้น มันจึงค่อนข้าง "ปลอดภัย" ด้วย สำหรับธุรกรรมบนโลกออนไลน์

"และเมื่อตกผลึกเรื่องนี้แล้ว ก็จะเห็นว่าบล็อกเชน เป็นเรื่องที่จะเปลี่ยนทุกอย่างในโลกที่ต้องมีหน่วยงานกลาง โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดของ Smart Contract อย่างในกรณีของ Ethereum นั้น ช่วยให้ผู้คนจินตนาการถึง Business Model ได้อีกเป็นล้านอย่าง"

 

ทลายกำแพงคนกลาง

จักรกฤษณ์ได้ยกตัวอย่างการออกแบบ Business Model ของ Six Network เอง ที่ช่วยลดความสำคัญของตัวกลางลง

Six Network ออกแบบ Business Model โดยอาศัยการสร้างสมาร์ตแพลตฟอร์มบนบล็อกเชนที่เปิดให้ผู้ซื้อและผู้สร้างงานครีเอทีฟสามารถมาตกลงกันได้โดยตรง โดยอาศัย Smart Contract เป็นตัวช่วย

"สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ Platform โดยเราแบ่งเป็น 3 ก้อนใหญ่ๆ คือ Financial Service ที่เราจำลองหลาย Model ที่มีใน Traditional Finance Service เดิม เช่น Payroll เป็นต้น"

และในอนาคตอาจจะมี Assets to Loan เพื่อให้ธุรกิจทำงานคล่องมือมากขึ้น

ส่วนที่สองคือ Digital Asset Wallet เพราะคนในวันนี้ยังคงมอง Cryptocurrency Wallet เป็นเหมือนกระเป๋าเงินเก็บ Crypto แต่ในส่วนของ Six Network เรามองการดีไซน์ ว่าจะให้ครอบคลุมไปถึง Business Token ต่างๆ เช่น คูปองทางการค้า หรือ Token ที่มหาวิทยาลัยออกให้นักศึกษาเพื่อการ Access เข้าห้องสมุด หรือร่วมกิจกรรมของสถาบัน เป็นต้น

โดยในเครือข่ายกิจการของผู้ร่วมก่อตั้งของเรา เรามีลักษณะนี้อยู่มาก เช่นในเครือข่าย OOKBEE ก็มี Platform ต่างๆ หลายสิบแอปพลิเคชัน ให้อ่านหนังสือ ดูการ์ตูน วิดีโอ ฟังเพลง ในกลุ่มเกาหลีมีอีกเป็นร้อย

ในอนาคตพวกแต้มต่างๆ ของบัตรเครดิตที่จะหมดอายุ เราจะสามารถ Swap แต้มมาเป็น Six coins ให้เป็นประโยชน์ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Win-Win และ Liquidity จะสูงขึ้น และแต่ละธุรกิจสามารถ apply เงื่อนไขขึ้นมาให้เป็นประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายได้

ความคล่องตัวในการทำธุรกิจจะง่ายดายขึ้น การหาพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ สร้างความร่วมมือในเครือข่ายจะสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีภายในไม่กี่วัน หากพบพาร์ทเนอร์ที่ต้องการในเครือข่ายของ Six Network จะสามารถติดต่อ แลกเปลี่ยน Token กันได้เลย เริ่มทำธุรกิจได้ในเวลารวดเร็ว ต่างจากการเริ่มความร่วมมือทางธุรกิจในอดีตที่ยากลำบาก

 

 

นอกจากนี้ Digital Asset Wallet ยังมีส่วนช่วยในปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แพร่ขยายจากอิทธิพลการแชร์ไฟล์ดิจิตอล การฟ้องร้อง การตรวจสอบมีความยุ่งยาก แต่ Blockchain จะเป็นตัวช่วยในเรื่องนี้ เพราะสามารถทำให้เกิด Prove of Ownership (พิสูจน์หลักฐานการเป็นเจ้าของ) ได้

เราเพียงอาศัย Blockchain IP ที่เป็น Smart Contract ก็จะสามารถออกแบบ Business Model ได้เลยว่าจะแบ่งรายได้กันอย่างไรเมื่อมีผู้ซื้อผลงานแบ่งรายได้กันอย่างไร ระหว่างตัวศิลปินและคนที่มาช่วยขายซึ่งอาจจะเป็น Decentralize Application ที่มาช่วยขาย Concept ให้ คือศิลปินยังเป็นเจ้าของผลงานของตนเองอยู่ เพียงแต่กระบวนการจะช่วยเกลี่ยให้คนกลางมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ส่วน Platform ที่สาม คือ Decentralized Commerce

ทุกวันนี้เรามี commerce จำนวนมาก ตั้งแต่ Level Marketplace ทั้ง EPay, Alibaba และที่เป็น Platform เช่น iTune AppStore และ OOKBEE เอง ซึ่งการรวมศูนย์หรือ Centralize อาจมีข้อเสียในแง่ที่ว่า เขาเป็นผู้ตั้ง Business Model ขึ้นมา บางที่มีเงื่อนไขของตนเองที่ให้เราต้องทำตามทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ซึ่งสุดท้ายสิ่งที่ศิลปินเสียคือ Ownership เพราะนำทั้งหมดไปฝากไว้ที่ตัวกลาง

สิ่งที่ Six Network มอง คือเมื่อเราสร้าง Wallet ขึ้นมาแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดคุณเป็นผู้ดูแลเอง โดยผ่านทาง Smart Contract หรือ Service ต่างๆ ที่จะมาช่วย ในขณะที่ฝั่ง End-User ก็มีกระเป๋าเงิน ซึ่งมี Token ต่างๆ ในนั้นเหมือนกัน จะมีเพียง Decentralized App. ที่มี Platform เหมือน Marketplace เข้ามาวาง แต่คนสองกลุ่มนี้สามารถหากันเจอ และแลกเปลี่ยนกันได้ในต้นทุนที่ถูกกว่าเดิมมาก และที่สำคัญคือหากตัวกลางนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะมีตัวกลางใหม่ยื่นมือเข้ามาเพื่อเสนอให้ใช้บริการของตนเองแทน เป็นกระบวนการ End to End ที่เมื่อจบกระบวนการ ได้เงินครบวงจร จึงไม่น่ามีข้อสงสัยถึงการเติบโตของ Token ที่นำไปใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน

 

ข้อดีของ Stellar

Six Network มิได้ออก Token โดยอาศัยเทคโนโลยีของ Ethereum เหมือนผู้ออก ICO ส่วนใหญ่นิยมทำกัน แต่กลับเลือกใช้เทคโนโลยีของ Stellar

จักรกฤษณ์เล่าเหตุผลเบื้องหลังการเลือกใช้ Stellar ครั้งนี้ว่า "เกิดจากการ Explore แบบลงลึกทางเทคโนโลยี"

"คือในเบื้องต้น เราจะเห็นว่าทั้ง Bitcoin และ Ethereum นั้น สามารถโอนเงินได้ทั้งคู่ โดย Bitcoin อาจจะมีค่าโอนที่สูงกว่าและช้ากว่า ด้วย Security Model ที่แน่นหนากว่า ส่วน Ethereum นั้นโอนเงินได้แบบไม่แพงมาก แต่ถ้าลองมารัน Smart Contract (Software) จะพบว่ามันยังไม่คล่องตัวเท่าใดนัก และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้น"

"แต่ในทางกลับกัน Stellar มีระบบ Security เทียบเท่ากับ Ripple ซึ่งธนาคารนำมาใช้ และมีค่าใช้จ่ายต่อ Transaction ต่ำ รวมทั้งใช้เวลาสั้นมากเทียบเท่ากับการโอนเงินปกติในปัจจุบัน สะดวกต่อ Micro Payment ระดับ 10-20 บาท ซึ่งมองในวงกว้างแล้วตอบสนองได้มากกว่า และแฟร์กว่าระบบเดิมที่มีต้นทุนสูง เช่นสามารถเก็บเงินคนฟังเพลงได้เป็นรายวินาที เป็นต้น"

"ถ้าจะเปรียบเทียบแบบง่ายๆ สำหรับ Bitcoin วันนี้อาจจะใช้เพียงแค่การรับส่งเงิน ยังไม่มีอะไรมาก และช้า ส่วน Ethereum นั้น ทำอะไรได้มากมาย เปรียบเสมือนกับรถบรรทุก แต่ก็ช้า หนัก และแพง ในขณะที่ Stellar แกะโน่นแกะนี่ทิ้งหมด เปรียบเหมือนรถ F-1 ทำอะไรได้น้อย แต่ส่งเงินได้เร็วมาก เราจึงเลือกเทคโนโลยีนี้มาใช้ในส่วนที่เป็น Transaction Layer ของเรา เพื่อความรวดเร็วของธุรกรรม"

 

ข้อจำกัดของบล็อกเชน

กระนั้นก็ตาม บล็อกเชนก็เหมือนกับของใช้ทั่วไป ที่มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

จักรกฤษณ์ได้ยกตัวอย่างข้อจำกัดอันหนึ่งที่น่าสนใจ

"ธรรมชาติของบล็อกเชนเป็นดาต้าเบส จึงไม่มีประสิทธิภาพที่ดีในการแบกอะไรที่ใหญ่มากและใช้ความเร็ว เช่น ไม่เหมาะจะนำมาทำวิดีโอ ตอนนี้ได้ทดลองบล็อกเชนตัวหนึ่งที่เป็น Chat เห็นได้ว่าช้ามาก" เขากล่าว

แต่เขามองอย่างมีความหวังว่า ในอนาคตก็น่าจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ เพราะวันนี้เราเพิ่งอยู่ในยุคเริ่มต้นของเทคโนโลยีบล็อกเชน เท่านั้น 

X

Right Click

No right click