September 23, 2020

พาณิชย์ พาสินค้าชุมชนเข้าตลาดอีคอมเมิร์ซ พร้อมแจก Code ลดราคาไม่อั้น จับมือ Shopee ดันสินค้าชุมชนไทยเข้าตลาดอีคอมเมิร์ซ

กระทรวงพาณิชย์ หารือหน่วยงานพันธมิตร : ก.พ.ร. สพร. สศค. กรมเจ้าท่า กรมการปกครอง กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมการขนส่งทางบก พัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ อำนวยความสะดวกประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจสามารถสืบค้นทะเบียนหลักประกันได้ ณ ที่เดียว ทำให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินที่นำมาจดทะเบียนเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมหวังผล Ease of Doing Business ของธนาคารโลก ตัวชี้วัดการพัฒนาการได้รับสินเชื่อ (Getting Credit) มีคะแนนดีขึ้น คาดเริ่มใช้งานได้ประมาณเดือนตุลาคม ‘62 นี้

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เชิญหน่วยงานพันธมิตร และหน่วยงานจดทะเบียนสิทธิ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมเจ้าท่า กรมการปกครอง กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมการขนส่งทางบก ร่วมหารือการเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในการสืบค้นทะเบียนหลักประกันได้ ณ ที่เดียว ทำให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินที่นำมาจดทะเบียนเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และทันสมัย”

“ปัจจุบัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ (e-secured) สำหรับจัดเก็บข้อมูลทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ และจัดให้มีระบบสำหรับให้ประชาชนสามารถสืบค้นข้อมูลทรัพย์นั้นได้ เช่น ข้อมูลประเภททรัพย์สิน เลขทะเบียนทรัพย์สิน วันที่จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ สถานะภาระผูกพันของทรัพย์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความครบถ้วนเป็นปัจจุบัน และมีความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานจดทะเบียนสิทธิอื่นๆ ซึ่งจากการหารือฯ มี 3 หน่วยงานที่มีความพร้อมที่จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ทันที คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมเจ้าท่า และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลกลางที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำหรับกรมการขนส่งทางบก และกรมการปกครอง อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน โดยจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ในระยะถัดไป ทั้งนี้ คาดว่าการเชื่อมโยงข้อมูลฯ จะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนตุลาคม 2562 นี้”

อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลฯ ดังกล่าว หากเสร็จสมบูรณ์จะเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจอันจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม อันจะส่งผลดีต่อการจัดอันดับของประเทศในรายงาน Doing Business ของธนาคารโลก อีกด้วย โดยปี 2019 ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับรวมอยู่ที่อันดับ 27 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และจัดอยู่ในอันดับที่ 44 ด้านการได้รับสินเชื่อ (Getting Credit)” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ หน่วยงานการจดทะเบียนสิทธิประกอบด้วย

1) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดเก็บข้อมูลทรัพย์ทุกประเภท ที่เป็นหลักประกันทางธุรกิจ

2) กรมเจ้าท่า จัดเก็บข้อมูลเรือ

3) กรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดเก็บข้อมูลเครื่องจักร

4) กรมการขนส่งทางบก จัดเก็บข้อมูลรถยนต์ และ

5) กรมการปกครอง จัดเก็บข้อมูลสัตว์พาหนะ (ช้าง ม้า โค กระบือ ล่อ ลา) 

ปัจจุบันสถิติการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ (4 กรกฎาคม 2559 - 20 มิถุนายน 2562) มีผู้มาขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 408,708 คำขอ จำนวนเงินสูงสุดที่ใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน รวมทั้งสิ้น 6,662,131 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้องยังคงเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 78.07  (มูลค่า 5,201,390 ล้านบาท) รองลงมา สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน สัตว์พาหนะ คิดเป็นร้อยละ 21.88 (มูลค่า 1,458,124 ล้านบาท) ทรัพย์สินทางปัญญา คิดเป็นร้อยละ 0.03  (มูลค่า 1,975 ล้านบาท) กิจการ คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 375  ล้านบาท) อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 0.002 (มูลค่า 138 ล้านบาท) และไม้ยืนต้น คิดเป็นร้อยละ 0.002 (มูลค่า 129 ล้านบาท)

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ กลุ่มเซ็นทรัล จัดงาน “มหกรรมสินค้าชุมชนของเรา” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ดันสินค้าชุมชนเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มพรีเมียม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพและรักสินค้าไทย เบื้องต้นนำสินค้า 4 กลุ่ม : อาหารสด อาหารแปรรูป ของใช้ในบ้าน และเสื้อผ้า มาจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผลโดยกลุ่มเกษตรกรจากแหล่งผลิตโดยตรง กำหนดจัดงานฯ 2 ครั้ง ในกรุงเทพมหานคร คาดจบงานฯ มียอดขายไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท และต่อยอดธุรกิจขยายตลาดให้ชุมชนได้เพิ่มมากขึ้น ณ เซ็นทรัลเวิล์ด

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า "กระทรวงพาณิชย์ ได้จับมือกับ กลุ่มเซ็นทรัล จัดงาน “มหกรรมสินค้าชุมชนของเรา ปี 2562” ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 (ตั้งแต่ปี 2555) ภายใต้คอนเซป “ฟาร์มอินทาวน์ (Farms in Town)” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมให้แก่กลุ่มเกษตรกรแต่ละชุมชน โดยเน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ผลักดันให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกัน พัฒนาชุมชนอย่างเป็นระบบ ร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับของตลาดและผู้บริโภค ตลอดจนสามารถขยายตลาดจากชุมชนเข้ามาสู่เมืองใหญ่ ซึ่งสามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระยะยาว"

“การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการนำเสนอสินค้าของแต่ละชุมชนให้เป็นที่รู้จักแล้ว ยังต้องการผลักดันสินค้าชุมชนให้สามารถเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มพรีเมียม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพและรักสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยได้นำสินค้า 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) อาหารสด กลุ่มผัก/ผลไม้สดคุณภาพเยี่ยม ปราศจากสารพิษและสินค้าออแกนิค 2) อาหารแปรรูป 3) ของใช้ในบ้าน และ 4) เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม โดยสินค้าของทั้ง 4 กลุ่ม มาจาก 48 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งผ่านการคัดสรรเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริโภค และจำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผลโดยกลุ่มเกษตรกรจากแหล่งผลิตโดยตรง นอกจากนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมงานฯ จะได้พบกับ “ชุมชนต้นแบบ” ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน”

“งานมหกรรมสินค้าชุมชนของเรา ปี 2562 กำหนดจัดขึ้น 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 13 - 18 มิถุนายน 2562 ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ด และ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 - 20 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 กรุงเทพมหานคร โดยคาดว่าหลังจบงานฯ ทั้ง 2 ครั้ง จะมียอดขายไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท มีการเชื่อมโยงต่อยอดธุรกิจให้แก่กลุ่มชุมชนในการขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้น และมีการขยายกลุ่มชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์และยกระดับรายได้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง”

การจัดงานมหกรรมสินค้าชุมชนของเรา เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ประชารัฐ” เพื่อขยายและยกระดับช่องทางการตลาดแก่สินค้าชุมชนของไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ รวมทั้ง เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ปลัดกระทรวงฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านร่วมอุดหนุนสินค้าชุมชนของไทยภายในงานมหกรรมสินค้าชุมชนของเรา ทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงแต่ทุกท่านจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าชุมชนของไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของกลุ่มเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มเกษตรกรถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ดังนั้น เมื่อกลุ่มเกษตรกรมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นตามลำดับไปด้วย”

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัล ในการให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายช่องทางการตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าชุมชนได้โดยง่าย และได้มีการใช้ช่องทางการตลาดของแต่ละองค์กรเป็นศูนย์กลางในการช่วยกระจายสินค้าชุมชนออกสู่ท้องตลาด ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ใช้ช่องทางการกระจายสินค้าผ่านโครงการต่างๆ เช่น ธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบที่ได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ ในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัล ใช้ช่องทางการตลาด เช่น ท็อปมาร์เก็ต ท็อปซูเปอร์สโตร์ ท็อปเดลี่ เซ็นทรัลฟู๊ดคอร์ท ไทวัสดุ ฯลฯ ในการกระจายสินค้า ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 150 ชุมชน และมีสินค้ากว่า 2,200 รายการ โดยสามารถสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2563 จะมีชุมชนเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มเป็น 160 - 170 ชุมชน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ” 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดงาน ประชารัฐรวมใจ คัดสรร OTOP Select 2019” ร่วมกับ 24 พันธมิตรจากภาครัฐ Trader และ Buyer ยักษ์ใหญ่ จับมือกันคัดผลิตภัณฑ์ OTOP Select 3-5 ดาว ที่ผู้ผลิตสมัครเข้ามาร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 รายการทั่วประเทศ จำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ กินดี อยู่ดี สวยดี และดูดี รวมถึงมอบรางวัล Best of OTOP Select (ระดับจังหวัด) และ Top of The Best OTOP Select (ระดับประเทศ) 4 กลุ่ม  มั่นใจ!! ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสสำคัญต่อยอดธุรกิจไปสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย พร้อมเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดงาน “ประชารัฐรวมใจ คัดสรร OTOP Select 2019” ขึ้น ณ อาคารหอประชุม 100 ปี ธัญบุรี เทศบาลนครรังสิต มีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันนี้-14 มิถุนายน 2562 โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นการผสานพลังที่จะช่วยกันคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีความพร้อมในการพัฒนาทั้งด้านสินค้าและการตลาดเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด   

รองอธิบดี กล่าวต่อว่า “กิจกรรมนี้มีหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ จำนวน 24 หน่วยงาน ประกอบไปด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, บริษัทสยามพิวรรธน์, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท คิง พาวเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด, บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท นารายภัณฑ์ จำกัด, บริษัท ตำรับไทย สมุนไพร จำกัด, บริษัท อะราวนด์ เดอะ เนค จำกัด, บริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด, บริษัท ทีวีไดเร็ค จำกัด (มหาชน), บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด, บริษัท สยามเจมส์กรุ๊ป จำกัด, สมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน, สมาคมทีวีโฮมช้อปปิ้ง (ประเทศไทย), สมาคมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน, สมาคมออกแบบสร้างสรรค์, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย”

“ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วัน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจะร่วมกันพิจารณา ผลิตภัณฑ์ OTOP Select” ที่มีผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP 3-5 ดาวจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 2,000 รายการ โดยจำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กินดี (Eat well) อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 520 รายการ 2) อยู่ดี (Live well) อาทิ ของใช้ ของที่ระลึก จำนวน 445 รายการ 3) สวยดี (Look well) อาทิ ครีมบำรุง ผลิตภัณฑ์สปา จำนวน 260 รายการ และ 4) ดูดี (Dress well) อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ จำนวน 775 รายการ โดยแนวทางหลักคณะกรรมการจะพิจารณาจากผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ และพร้อมจะต่อยอดทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จะประกาศผลผู้ที่ผ่านการคัดสรร ในวันที่ 26 มิ.ย.62 ผ่านทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th

“นอกจากการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ OTOP Select ในข้างต้นแล้ว ยังมีกิจกรรมการคัดเลือกสุดยอด ผลิตภัณฑ์ OTOP Select ในอีก 2 กิจกรรมคือ 1)  Best of OTOP Select (ระดับจังหวัด) และ 2) Top of The Best OTOP Select (ระดับประเทศ) 4 กลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ผลิตได้มีกำลังใจในการพัฒนาสินค้าและก้าวไปสู่การเป็นต้นแบบให้กับผู้ผลิตรายอื่นๆ และเพิ่มศักยภาพของผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ตอบโจทย์การตลาดแต่ยังคงอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของไทยเอาไว้ นำไปสู่การเป็นที่ประจักษ์ในสายตาผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมการกระตุ้นและสร้างความนิยมในการซื้อสินค้าท้องถิ่นของไทย ก่อนต่อยอดผลิตภัณฑ์ OTOP Select เข้าสู่ช่องทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วโลก”

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ ซึ่งจะเป็นความร่วมมือที่สำคัญ ในการผลักดันธุรกิจท้องถิ่นของประเทศให้เดินหน้าไปพร้อมกันกับภาคเอกชนรายใหญ่ ลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำในวงจรธุรกิจของประเทศและเติมศักยภาพให้ธุรกิจรายย่อยสามารถแข่งขันได้” รองอธิบดี กล่าวในท้ายที่สุด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ กรมสรรพากร และสภาวิชาชีพบัญชี ช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย กรณีเคยนำส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีอากรผิดพลาด ไม่ต้องกลัวเสียค่าปรับ-จ่ายเงินเพิ่ม หรือมีความผิดทางอาญา โดยให้ลงทะเบียนขอยกเว้นเบี้ยปรับฯ กับกรมสรรพากร พร้อมชำระเงินภาษีอากรส่วนขาดให้ครบทั้งจำนวน ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 สำหรับงบการเงินฉบับแก้ไขให้นำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทาง DBD e-Filing ...เพียงเท่านี้ ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น เชื่อ!! แสดงข้อมูลอย่างโปร่งใส่ สบายใจทั้งรัฐและเอกชน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ขณะนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ กรมสรรพากร และสภาวิชาชีพบัญชี ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย กรณีเคยนำส่งงบการเงินและยื่นแบบภาษีอากรผิดพลาด โดยไม่ต้องเสียค่าปรับ-จ่ายเงินเพิ่ม หรือ มีความผิดทางอาญา ภายใต้ พ.ร.บ. ยกเว้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีอากร และความผิดทางอาญา เนื่องจากทั้ง 3 หน่วยงาน เข้าใจถึงสภาพการที่แท้จริงของเอสเอ็มอีว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามหลักการบัญชีและส่งผลให้ชำระภาษีไม่ครบถ้วนซึ่งอาจได้รับโทษทางแพ่งและอาญา ดังนั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ช่วยบรรเทาภาระแก่ผู้ประกอบการที่ชำระภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้อง จึงได้ร่วมกันออกมาตรการฯ ดังกล่าวขึ้น”

“ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมมาตรการฯ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) เป็นนิติบุคคลที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ มีรายได้ทางภาษี ไม่เกิน 500 ล้านบาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายที่ครบ 12 เดือน ซึ่งสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2561  (2) ได้ยื่นแบบภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.50) ของรอบบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2561 ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2562 (3) ไม่เป็นผู้ออก/ผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมที่กรมสรรพากรได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฯ บังคับใช้ (25 มีนาคม 2562)”

อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า “สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นที่จะได้รับการยกเว้นเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มและได้รับการยกเว้นความผิดทางอาญา ต้องดำเนินการดังนี้ (1) ลงทะเบียนต่อกรมสรรพากร (www.rd.go.th) และยื่นแบบแสดงรายการภาษีอากรทุกประเภท พร้อมทั้งชำระภาษีให้ครบถ้วนทั้งจำนวน ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 (2) ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงงบการเงินให้ถูกต้อง และ (3) ยื่นแบบภาษีอากรทุกประเภทผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรต่อไปอีก 1 ปี (1 กรกฎาคม 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2563)”

“สำหรับแนวทางการปรับปรุงงบการเงิน ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้ร่วมกันจัดทำตัวอย่างประกอบความเข้าใจ เช่น กรณีตรวจพบว่าสินค้าในบัญชีสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง กรณีลูกหนี้หรือเจ้าหนี้กรรมการไม่มีจริง กรณีที่ดินหรือสินทรัพย์อื่นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการแต่ไม่เคยบันทึกบัญชีไว้ เป็นต้น โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของสภาวิชาชีพบัญชี www.tfac.or.th หัวข้อ ข่าวสารสภาวิชาชีพบัญชี หัวข้อย่อย “ตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจในการปรับปรุงบัญชีเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด” ซึ่งเมื่อได้ปรับปรุงงบการเงินแล้ว หากมีความประสงค์จะนำส่งงบการเงินฉบับใหม่ทดแทนฉบับเดิมที่มีข้อผิดพลาด กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดช่องทาง Fast Track อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ โดยดำเนินการดังนี้ (1) แจ้งความประสงค์ขอแก้ไขและนำส่งงบการเงินฉบับใหม่ผ่าน Google Forms : https://forms.gle/Pg74RUXh4 rNu4uEh8 พร้อมแนบหลักฐานการลงทะเบียนกับกรมสรรพากร (2) เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลแล้วจะแจ้งการเปิดสิทธิให้สามารถส่งงบการเงินฉบับใหม่ ผ่านทาง DBD e-Filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (3) เมื่อผู้ประกอบการส่งงบการเงินฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะอนุมัติให้แบบเร่งด่วน ทั้งนี้ ช่องทาง Fast Track จะเปิดให้บริการถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 เท่านั้น หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว ให้แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือไปยังกองข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า”

อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “มาตรการภาครัฐดังกล่าว จะช่วยสร้างความโปร่งใสและยกระดับธรรมาภิบาลให้แก่ภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาคธุรกิจมีความน่าเชื่อถือสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น และสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ และที่สำคัญจะทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้สะดวก รวดเร็ว ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการได้รับการยกเว้นเบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มภาษีอากร ได้ที่กรมสรรพากร สายด่วน 1161 www.rd.go.th และการนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองข้อมูลธุรกิจ 0 2547 4377, 0 547 4390-91 e-Mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือ สายด่วน 1570

X

Right Click

No right click