×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การบริหารของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2561ว่า ยังคงมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนรวมทั้งสิ้น 6 กองทุน รวมมูลค่ากว่า 1,872 ล้านบาท ในวันที่ 22 สิงหาคม 2561 นี้ 

สำหรับกองทุนรวมที่มีผลงานโดดเด่นในช่วงดังกล่าวมี 2 ประเภท คือ กลุ่มอสังหาฯประเภทอาคารสำนักงาน ซึ่งกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไพร์มออฟฟิศ (POPF) มีอัตราการจ่ายที่มากขึ้น เนื่องจากมีผลประกอบการที่ดีขึ้นจากอัตราการเช่าพื้นที่ เมื่อเทียบเคียงกันกับไตรมาสเดียวกันในปี 2560 และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF)  ซึ่งหลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้ประกาศจ่ายปันผลจากการดำเนินงาน 2 เดือน(พฤษภาคม – มิถุนายน 2561) ได้สูงกว่าประมาณการที่เสนอต่อผู้ถือหน่วย เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่แท้จริงของกองทุนภายหลังเข้าลงทุนแล้วเสร็จต่ำกว่าที่ใช้ในประมาณการ

ทั้งนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จะจ่ายปันผล สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2561 ประกอบด้วย 5 กองทุน คือ กองทุนอสังหาฯ ประเภทอาคารสำนักงาน จำนวน 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN คอมเมอร์เชียล โกรท (CPNCG) ที่ลงทุนในอาคารสำนักงาน ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.2440 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 23 รวมจ่ายเงินปันผลแล้ว 5.0458 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2556) กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไพร์มออฟฟิศ (POPF) ที่ลงทุนในอาคารสมัชชาวานิช 2 อาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ และอาคารบางนา ทาวเวอร์ จะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.2414 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 29 รวมจ่ายเงินปันผลแล้ว 7.3697 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2554)  และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แสนสิริ ไพร์มออฟฟิศ (SIRIP) ลงทุนกรรมสิทธิ์ในโครงการอาคารสิริภิญโญ จะจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.1520 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 17 รวมจ่ายเงินปันผล 2.5327 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2557)

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนอสังหาฯ ประเภทโรงงานและคลังสินค้า จำนวน 1 กองทุน ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค (PPF) จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.1743 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 16 รวมจ่ายเงินปันผล 3.1434 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2557)

สำหรับกองทุนอสังหาฯ ประเภทคอมมิวนิตี้มอลล์ คือ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์คริสตัล รีเทล โกรท (CRYSTAL) ที่ลงทุนในโครงการเดอะ คริสตัล (The Crystal) และโครงการคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.1638 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 20 รวมจ่ายเงินปันผล 3.7920 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่15  พ.ย. 2556)

ส่วนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม 1 กองทุน สำหรับผลการดำเนินงานระหว่าง วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2561 คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) จะจ่ายปันผลในอัตรา 0.1580 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 18 รวมจ่ายปันผล 4.3109 บาทต่อหน่วย (นับตั้งแต่วันที่จ่ายปันผลครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557)

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธนาคารได้แต่งตั้ง นางสาวชมภูนุช ปฐมพร หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสาขา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้าเอสเอ็มอี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561

นางสาวชมภูนุชเข้าร่วมงานกับทีเอ็มบี ตั้งแต่ปี 2552 ในตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริการส่วนกลาง โดยมีผลงานและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมาโดยตลอด ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ประสบความสำเร็จในการนำการเปลี่ยนแปลงในการดูแลบริหารอาคาร จัดซื้อจัดจ้าง และงานบริการองค์กร นางสาวชมภูนุชก็ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งก็ได้พลิกโฉมการดำเนินงานด้านบริหารทรัพยากรบุคคลของธนาคารเป็นอย่างมากผ่านโครงการ HR Transformation และด้วยประสบการณ์ในการบริหารจัดการดังกล่าวข้างต้น จึงได้รับความไว้วางใจให้ดูแลธุรกิจสาขาในเวลาต่อมา 

นางสาวชมภูนุชเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของสาขาผ่านโครงการ Branch Transformation ส่งผลให้สาขาสามารถเพิ่มยอดขายได้อีกเท่าตัว ประสบความสำเร็จในการขยายการให้บริการลูกค้า Wealth และมีการพัฒนาฝึกอบรมพนักงานสาขาในด้านกลยุทธ์การขายและการให้บริการลูกค้าอย่างเข้มข้น เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานและมีการเริ่มทำงานแบบ Agile เป็นครั้งแรกในทีเอ็มบีที่หน่วยงานสาขา สร้างทีมที่ปรึกษาการลงทุนที่มีความรู้เป็นอย่างดีในการให้บริการ TMB Advisory โดยผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกล นอกจากนี้ นางสาวชมภูนุชยังเป็นผู้ที่ริเริ่มการประสานความร่วมมือในการทำงานระหว่างหน่วยงานซึ่งดูแลลูกค้า ทั้งลูกค้ารายย่อย ลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก และลูกค้าธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าของธนาคาร และยิ่งไปกว่านั้น ยังได้จุดประกายความคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือจากการทำงานด้วยการรวมพลังอาสาสมัครทีเอ็มบีจากสาขาเพื่อทำงานพัฒนาชุมชนร่วมกับ ไฟ-ฟ้า ตามโครงการ “เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน” โดยอาสาสมัครจากสาขาได้ร่วมกันจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแล้ว กว่า 100 โครงการทั่วประเทศ

นายปิติ กล่าวด้วยว่า “ด้วยทักษะและประสบการณ์ในการทำงานและความเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ผมเชื่อมั่นว่าคุณชมภูนุชจะสามารถสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ทีมงานเอสเอ็มอีเพื่อพัฒนาการให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้มากกว่า (Get MORE) และสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อลูกค้าของเราตามเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ต่อไป”

อนึ่ง นางสาวชมภูนุช เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลูกค้าเอสเอ็มอี แทน นางสาวเทียนทิพย์ นาราช ซึ่งขอได้ขอลาออก

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 6,938 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยไทยคมขายสัดส่วนการลงทุนในซีเอส ล็อกอินโฟให้แก่เอไอเอสและการเติบโตของรายได้จากลูกค้ารายเดือนและการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของเอไอเอส พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 1.35 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายในวันที่ 30 สิงหาคม 2561

นายเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ ในฐานะที่อินทัชลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี เรามองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดโดยใช้ศักยภาพของบริษัทลูก และบริษัทร่วมที่เราไปลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจและรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดจากยอดการใช้งานดาต้าของเอไอเอสเพิ่มขึ้นเป็น 8.9 กิกะไบต์ต่อเดือนในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จาก 4.7 กิกะไบต์ต่อเดือนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีลูกค้าใช้เอไอเอส ไฟเบอร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 สำหรับการจ่ายเงินปันผล อินทัชยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลส่วนใหญ่ที่บริษัทได้รับจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อยหลังหักค่าใช้จ่าย โดยจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานระหว่างกาลสำหรับงวดวันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2561 ในอัตรา 1.35 บาทต่อหุ้น โดยจะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นในวันที่ 30 สิงหาคม 2561”

 

เอไอเอส เน้นคุณภาพการให้บริการ 4G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

จากอัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 เอไอเอสมีลูกค้าสุทธิทั้งสิ้น 40.1 ล้านราย โดยลูกค้าระบบรายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเติบโตขึ้นจากการให้บริการคอนเวอร์เจนซ์ที่รวมบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และคอนเทนต์เข้าไว้ด้วยกันโดยใช้แพ็กเกจ Fixed-Mobile-Content (FMC) ที่ครอบคลุมการใช้งานดึงลูกค้าที่มีคุณภาพใน 50 เมืองใหญ่ที่ให้บริการ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความต่อเนื่องของผู้ใช้บริการมากขึ้น

 นอกจากนี้ เอไอเอสได้เปิดบริการ NU Mobile ซึ่งเป็นบริการแบบออนไลน์ครบวงจร เน้นให้ลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือได้อย่างสะดวก ไม่ซับซ้อนสอดรับกับการขยายตัวของช่องทางการเติมเงินและชำระบิลออนไลน์ที่เติบโตขึ้นตามพัฒนาการของระบบอีเพย์เมนท์ (e-payment) ในประเทศไทย เอไอเอสยังคงเดินหน้าต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานทั้งดิจิทัลแพลตฟอร์มและเครือข่าย NB-IoT ที่ครอบคลุม 77 จังหวัด เพื่อสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าองค์กรและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ไทยคม เร่งหาลูกค้าในตลาดใหม่

ในครึ่งปีแรก รายได้ของไทยคมปรับลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากสภาวการณ์แข่งขันในตลาด โดยบริษัทจะเน้นหาลูกค้าใหม่ที่มีการใช้งานดาวเทียมแบบทั่วไปเพิ่มขึ้นในแถบแอฟริกา ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียใต้ ส่วนดาวเทียมบรอดแบนด์มีการรับรู้รายได้จากลูกค้าใหม่ที่เซ็นสัญญาเมื่อปี 2560  ได้แก่ ลูกค้าในประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และไทย นอกจากนี้ในปี 2561 ไทยคมยังบรรลุข้อตกลงในการให้บริการสัญญาณดาวเทียมบรอดแบนด์กับบริษัท วี อาร์ ไอที ฟิลิปปินส์ จำกัด เพื่อให้บริการเชื่อมต่อสัญญาณบรอดแบนด์สำหรับโครงการของภาครัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้นทั่วฟิลิปปินส์ รวมทั้งการให้บริการแพลตฟอร์ม “นาวา” กับบริษัท ชิพ เอ็กซ์เปิร์ท เทคโนโลยี จำกัด โดยติดตั้งบริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทางทะเลผ่านดาวเทียมจากไทยคมในเรือปฏิบัติงานนอกชายฝั่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและให้บริการทางทะเล

 

อินเว้นท์ ต่อยอดนวัตกรรมด้วยการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีโอกาสเติบโตสูง

อินเว้นท์ (InVent) มีนโยบายการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงโดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับซีรี่ส์ A ขึ้นไป มีความพร้อมทั้งโมเดลธุรกิจและลูกค้า โดยในช่วงครึ่งปีแรกได้ร่วมลงทุนในธุรกิจให้บริการด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งครบวงจร ภายใต้บริษัท YDM Thailand ซึ่งเป็นบริษัทดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งโซลูชั่นครบวงจรให้บริการตั้งแต่การวางกลยุทธ์ออนไลน์ สร้างสรรค์ไอเดีย วางแผนโซเชียลมีเดีย ซื้อสื่อออนไลน์ ทำเว็บไซต์ Mobile Application ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลระดับแนวหน้าของไทยซึ่งเป็นธุรกิจในเครือ Yello Digital Marketing Global (YDMG) ประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 30 ล้านบาท

เส้นทางการลงทุนของอินทัชใน 6 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทที่ได้ร่วมลงทุน และทำให้มูลค่าเงินลงทุนของอินทัชภายใต้โครงการอินเว้นท์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 มาอยู่ที่ 647 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการสร้างมูลค่าให้เติบโตขึ้นแล้ว บริษัทได้สร้าง ecosystem ในระบบเศรษฐกิจการลงทุน เกิดการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ จากความคิดให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ โดยอินทัชไม่หยุดที่จะต่อยอดการเติบโตของธุรกิจต่างๆ ยังคงเดินหน้าลงทุนภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้ 200 ล้านบาทต่อปี

 

ไฮ ช็อปปิ้ง ยอดขายเติบโตจากการขยายช่องทางจัดจำหน่ายในหลายแพลตฟอร์ม

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ไฮ ช็อปปิ้งมียอดขายเฉลี่ยต่อวันที่ 1.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตมาจากการขยายช่องทางการขายสินค้าในแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในช่องและช่วงเวลาที่มีผู้ชมจำนวนมาก เช่น MCOT, PSI, M Channel และช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายของสินค้าที่เป็นที่นิยมและเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เช่น สินค้าแฟชั่น สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เป็นต้น

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของอินทัชในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเน้นการร่วมสร้างมูลค่าให้กับบริษัทร่วมและบริษัทย่อย รวมถึงบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นอกจากนี้ อินทัชยังคงแสวงหาการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบธุรกิจร่วมทุนและธุรกิจใหม่เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

เอไอเอส ประสานพลัง กูเกิล ในฐานะ Strategic Partner นำเทคโนโลยีดิจิทัล ตอกย้ำแนวคิด Digital for Thais สนับสนุนและสร้างโอกาสให้คนไทย เข้าถึง Digital Content และ Digital Service จากนวัตกรรมระดับโลกอย่างเท่าเทียมกัน ทลายทุกขีดจำกัด เสริมศักยภาพให้การใช้ชีวิตของคนไทยก้าวไปอีกขั้น สอดรับนโนบาย Thailand 4.0

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “ในฐานะ Digital Life Service Provider เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้คนไทย รวมถึง ภาครัฐ ภาคเอกชน เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล อันจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย ยกระดับ เสริมขีดความสามารถ รวมถึงต่อยอดสร้างการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดภายใต้แนวคิด Digital for Thais ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผนึกกำลังกับ Strategic Partner ที่มีแนวคิดเช่นเดียวกัน เช่นในกรณีความร่วมมือกับ กูเกิล”

“เราได้ร่วมทำงานกับกูเกิลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน คือ สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยล่าสุดในปีนี้ เอไอเอส และ กูเกิล ได้ร่วมกันเดินหน้าไปอีกขั้นในการนำนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Google Assistant ที่สามารถสั่งการได้ด้วยการใช้เสียงภาษาไทย มาพลิกโฉมรูปแบบการเข้าถึงบริการดิจิทัลของคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการสั่งการใช้งานผ่านทาง Google Assistant เพื่อสั่งการใช้งานแอปพลิเคชัน my AIS รวมถึงสั่งการเปิดชม Digital Content บน แอปพลิเคชัน AIS PLAY ได้อย่างง่ายดาย นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถใช้ Local Language หรือ ภาษาไทย บน Google Assistant ได้ โดยจะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้”

“นอกจากนี้เรายังภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมกับกูเกิล ทลายข้อจำกัด ลดช่องว่าง และทำให้การเข้าถึง Content จากทั่วโลกของคนไทยทุกกลุ่มในประเทศไทยเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน โดยร่วมมือกับ Google เปิดตัวแอปพลิเคชัน YouTube GO โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่เริ่มใช้งานดาต้าผ่านสมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดที่กำลังขยายตัวอย่างมากในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลได้สัมผัสประสบการณ์ เรียนรู้โลกกว้าง และกระตุ้นแรงบันดาลใจจาก Content จำนวนมหาศาลที่ถูกสร้างสรรค์จากกลุ่มคนทั่วโลกในทุกๆวินาที ทั้งนี้เราได้เริ่มเปิดตัวแพ็คเกจราคาประหยัดที่ตอบสนอง feature ของ YouTube GO ให้ลูกค้าเอไอเอสได้เลือกใช้ เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส เปิดทางลัด จัดงาน Inter Beauty Vietnam 2019  เชิญชวนนักธุรกิจไทย รุกตลาดความงามในเวียดนาม มอบสิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด หรือ เก็คส์ บริษัทชั้นนำระดับนานาชาติในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการกลุ่ม CLMV เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมความงามของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หรือ เวียดนาม เติบโตก้าวกระโดด มีอัตราเติบโตสูงถึงร้อยละ 30 โดยเฉพาะในกลุ่มมีผู้รายได้ระดับปานกลาง ซึ่งจะมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 33 ล้านคนในปี พ.ศ. 2565 ปัจจุบัน เวียดนาม มีประชากรสูงกว่า 95 ล้านราย ร้อยละ 30 เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ millennials มีความรู้ สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รักการดูแลรักษาสุขภาพ ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และชอบผลิตภัณฑ์หรือบริการนำเข้าจากต่างประเทศ

ในปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2560 ชาวเวียดนามซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวนำเข้าจากต่างประเทศรวม 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี พ.ศ. 2559 ถึง 3 เท่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญเกิดจากการเติบโตของศูนย์การค้าของต่างชาติและท้องถิ่น รวมถึงร้านค้าสาขาที่จำหน่ายเครื่องสำอาง เช่น Medicare, Guardian, and Pharmacity ที่มีการขยายสาขาเป็นจำนวนมาก

พฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนามในกลุ่มธุรกิจความงาม มีความเชื่อว่าหากรูปลักษณ์ดี จะส่งผลต่ออาชีพ และรายได้ที่ดีขึ้น โดยได้รับอิทธิพลจากกลุ่มบล็อกเกอร์ และศิลปินดารา ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ สุภาพสตรีที่มีอายุระหว่าง 15-39 ปี รักการแต่งหน้า บำรุงผิวพรรณ ซึ่งมีประชากรประมาณ 20 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรหญิงทั้งหมดของเวียดนามเลยทีเดียว

บริษัท โกลบอล เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซอร์วิส จำกัด จึงได้จัดงานแสดงสินค้าและบริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีความงาม หรือ Inter Beauty Vietnam ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการฮานอย หรือ  Hanoi International Center for Exhibition (HICE) ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม พ.ศ. 2562

การจัดงานครั้งนี้ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการทั่วโลกสนใจเข้าร่วมชมงานกว่า7,000 ราย ร่วมแสดงงานกว่า 230 แบรนด์ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเปิดตลาดที่เวียดนาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  คุณสุรีรัตน์ ทรรพวสุ โทร. 084-559-4441

X

Right Click

No right click