×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เปิดตัวโครงการการดำเนินงานด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การดำเนินการในพื้นที่ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ

นายสมชัย มาเสถียร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวขอบคุณกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติและความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) และ GIZ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โดยเฉพาะความสำเร็จในการถ่ายทอดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นำร่องจำนวน 17 จังหวัด 32 เทศบาลในระยะที่ผ่านมา (พ.ศ.2557 –2560)  ส่งผลให้เกิดการบูรณาการแนวคิดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนระดับจังหวัดและท้องถิ่น และในปี พ.ศ. 2561 นี้จะได้ขยายพื้นที่การดำเนินงานใน 60 จังหวัดที่เหลือ เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำร่างแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ปีพ.ศ. 2558-2562

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานหลักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ มีภารกิจสำคัญ คือ การถ่ายทอดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่นโยบาย การประชุมในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกหน่วยงานจะประสานความร่วมมือในการบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม โดยมีสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การดำเนินงานในระดับภูมิภาค ขณะที่สำนักงานจังหวัดและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานจัดทำแผนและนโยบายในพื้นที่ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่จะร่วมเป็นเครือข่ายในการดำเนินงานต่อไป

ดร. รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และที่มาของโครงการนี้ว่า สผ.ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยมีการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและตามวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 - 2593 ดังนั้น สผ. และ GIZ จึงได้ต่อยอดการดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในระดับประเทศสู่การปฏิบัติในพื้นที่ครอบคลุมเพิ่มอีก 60 จังหวัด  ตลอดจนมุ่งหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาศักยภาพในการบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่แผนพัฒนาระดับจังหวัด

นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “โครงการการดำเนินงานด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทย-เยอรมัน (Thai – German Climate Programme: TGCP) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของ BMU ในการดำเนินงาน 4 ปี (พ.ศ. 2561 – 2564) ผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ การพัฒนาศักยภาพหน่วยงานและบุคลากร การบูรณาการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การติดตามและประเมินผล และการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนด้านงบประมาณ”

“GIZ และ สผ. มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ และใช้บทเรียนจากระยะที่ 1 เข้ามาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในครั้งนี้ เรามีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพหน่วยงานและบุคลากรในการบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่แผนพัฒนาระดับจังหวัดที่เชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ ไม่เพียงแต่กับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่โครงการฯ ยังขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการระดับจังหวัด เช่น สำนักงานจังหวัด สังกัดกระทรวงมหาดไทย” นายทิม มาเลอร์กล่าวเพิ่มเติม

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เป็นองค์กรของรัฐบาลเยอรมันที่ดำเนินงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน GIZ ปฏิบัติงานในนามของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ  รวมทั้งรัฐบาลของประเทศต่างๆ สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์กรที่ให้ทุนอื่นๆ GIZ ดำเนินงานอยู่ในประเทศต่างๆ กว่า 120 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 19,000 คน ซึ่งร้อยละ 70 เป็นคนในประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.giz.de

ศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศ (RSU Study Abroad Center) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดกิจกรรมแนะนำหลักสูตรศึกษาต่อปริญญาโทต่างประเทศ ในวันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม 2561 เวลา 11.00-17.00 น. ณ ศูนย์วิภาวดีรังสิต ชั้น 22 อาคาร TST Tower ภายในงานพบกับการแนะนำหลักสูตร Joint Programme กว่า 33 หลักสูตร จาก 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังมีสัมมนาเพื่อพูดคุยกับศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ http://bit.ly/rsujointfair หรือ สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศ (RSU Study Abroad Center) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต โทร. 02 617 9911, 061 157 8955, 098 285 6114

นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย พร้อมด้วยนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) และนายปริญญา พัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย ร่วมฉลองความสำเร็จของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอินเวสต์เม้นท์โฮลดิ้งคัมปานี ในการเข้าซื้อกิจการรีสอร์ท 6 แห่งในเอเชียแปซิฟิคในเครือเอาท์ริกเกอร์ (Outrigger) มูลค่า 310 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 10,334 ล้านบาท) ซึ่งธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน โดยร่วมกับธนาคารกรุงไทยในการจัดการสินเชื่อสำหรับการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ และสำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดีในเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

โดยมี นายพรชัย ปัทมินทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ บรรษัทธุรกิจและวาณิชธนกิจ ดาโต๊ะ กง ซุย ลิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CIMB Investment Bank และนายเอกชัย เตชะวิริยะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ธนาคารกรุงไทย นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย ร่วมฉลองความสำเร็จ

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่จากการชำรุดของสันเขื่อน ในแขวงอัตตะปือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งความห่วงใยและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน ธนาคารไทยพาณิชย์ โดย นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้แทนมอบเงิน จำนวน 4,400,000 บาท จากการบริจาคของประชาชนผ่านบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย” และธนาคารฯ ร่วมบริจาคอีก จำนวน 1,000,000 บาท โดยมี นายแสง สุขะทิวง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำราชอาณาจักรไทย เป็นผู้รับมอบ ณ ที่ทำการสถานเอกอัครรัฐทูตแห่งสปป.ลาว ประจำราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ยังคงเปิดให้ลูกค้า ประชาชนร่วมบริจาคผ่านบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์เพื่อผู้ประสบภัย” เลขที่ 111-3-90911-5 ได้ทุกสาขาธนาคาร หรือบริจาคผ่านปุ่มรับบริจาคอัตโนมัติที่เครื่อง ATM    ทั่วประเทศ หรือ SCB Easy App ซึ่งสามารถขอใบเสร็จรับเงินเพื่อนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยระบุชื่อ-ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ในสำเนาหลักฐานการโอนเงิน แล้วส่ง Email มาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือ Fax 02-544-1040 โดยธนาคารฯ จะเป็นศูนย์กลางส่งมอบเงินบริจาคแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูต่อไป

หัวเว่ยมอบมงเซลฟี่ควีนตัวแม่ “เบลล่า-ราณี แคมเปน” ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของหัวเว่ยในรุ่น “HUAWEI nova 3 Series” สมาร์ทโฟนปฏิวัติการเซลฟี่ 4 กล้องด้วยสมองกล AI สเปคเฉียบในดีไซน์ระดับพรีเมี่ยม มอบความมีสไตล์ควบคู่ประสิทธิภาพเหนือชั้นในราคาที่  จับต้องได้ ตอกย้ำยุคใหม่แห่งสมาร์ทโฟนสายเซลฟี่ต้องมีดีมากกว่าแค่เรื่องกล้อง โดยในงานเปิดตัว “เบลล่า ราณี” ควงหวานใจ “เวียร์ ศุกลวัฒน์” เซอร์ไพรส์แขกในงาน ณ เอสเอฟเวิลด์ ซีเนม่า แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเร็วๆ นี้

มร.อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “นอกเหนือจากสมาร์ทโฟนระดับแฟล็กชิปในตระกูล Mate Series และ P Series รวมไปถึงสมาร์ทโฟนระดับแมส อย่าง Y Series แล้ว หัวเว่ยยังมีสมาร์ทโฟนระดับกลางในตระกูล nova Series เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการ สำหรับ HUAWEI nova 3 Series นั้น ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่จะมาปฏิวัติการเซลฟี่ด้วย 4 กล้องที่ทำงานร่วมกับสมองกล AI ตัวจริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงแนวคิดอันแข็งแรงของหัวเว่ย ถึงยุคใหม่แห่งสมาร์ทโฟนสายเซลฟี่ต้องมีดีมากกว่าแค่เรื่องกล้อง แต่จะต้องมีสเปคและประสิทธิภาพด้านอื่นๆในตัวเครื่องที่ยอดเยี่ยมไปพร้อมกันด้วยเพื่อประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้”

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรฐานใหม่ที่จะมาปฏิวัติการเซลฟี่ด้วยสมาร์ทโฟนนั้นมีทั้งหมด 3 ข้อด้วยกัน คือ
1) 4 กล้อง ซึ่งก็คือกล้องหน้า 2 กล้อง และกล้องหลัง 2 กล้องที่ทำให้ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างมีมิติสมจริง
2) สมองกล AI ตัวจริง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ฝังอยู่ในชิปเซ็ตของหัวเว่ย ช่วยวิเคราะห์รายละเอียดบนใบหน้าได้มากถึง 200 จุด และปรับสีผิวให้สวยงาม เหมาะสมดูเป็นธรรมชาติที่สุด และช่วยวิเคราะห์ฉากหลังได้ถึง 8 ฉาก เพื่อปรับแต่งสมดุลของแสง เงา สี หรือความสว่างของภาพให้อัตโนมัติ ทำให้ได้ภาพถ่ายที่สวยที่สุดทั้งใบหน้าและฉากหลังโดยไม่ต้องพยายาม
3) ขุมพลังชิปเซ็ต Kirin เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน เพราะสมาร์ทโฟนสายเซลฟี่ต้องมีดีมากกว่าแค่เรื่องกล้อง”

HUAWEI nova 3 Series เปิดตัวใน 2 รุ่น ได้แก่ “HUAWEI nova 3” และ “HUAWEI nova 3i” สมาร์ทโฟน 4 กล้องรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI ชูจุดเด่นการเป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายเซลฟี่ ด้วยกล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP+2MP (ในรุ่น nova 3i) กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 24MP+16MP (ในรุ่น nova 3) มาพร้อมชิปเซ็ต NPU รุ่นล่าสุดจากหัวเว่ย Kirin 710 (ในรุ่น nova 3i) และชิปเซ็ตระดับเรือธง Kirin 970 (ในรุ่น nova 3) มาพร้อม GPU Turbo สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนให้ลื่นไหล กราฟฟิกเต็มตา บนหน้าจอ Huawei FullView Display ขนาด 6.3 นิ้ว และหน่วยความจำ 128 GB ในดีไซน์กระจก 3D ไล่เฉดสีอย่างมีระดับ มอบความมีสไตล์ควบคู่ประสิทธิภาพอันเหนือชั้น โดย HUAWEI nova 3i เปิดตัวราคามาแรงเพียง 9,990 บาท และ HUAWEI nova 3 เปิดตัวในราคา 16,990 บาท

ด้าน เบลล่า-ราณี แคมเปน กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดให้กับสมาร์ทโฟน HUAWEI nova 3 Series ที่มั่นใจได้ว่าจะกลายเป็นของคู่ใจคนยุคใหม่สายเซลฟี่ให้เซลฟี่ได้สวยเป๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วย 4 กล้องที่ทำงานร่วมกับสมองกล AI ทำให้ได้ภาพเซลฟี่ที่มีทั้งใบหน้าและฉากหลังสวยได้แบบไม่ต้องพยายาม พร้อมทั้งยังมีลูกเล่นมากมายที่ทำให้ถ่ายรูปได้สนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 3D Portrait Lighting เลือกปรับแต่งแสงแบบสตูดิโอได้ถึง 5 รูปแบบ AR Fun, AR Effect, 3D Qmoji แสดงอารมณ์ผ่านตัวการ์ตูน และที่สำคัญคือ HUAWEI nova 3 Series มาในดีไซน์แบบพรีเมี่ยมด้วยการไล่เฉดสี เรียกได้ว่าถืออยู่ในมือแล้วจะเพิ่มความมีสไตล์ให้กับคนถือได้อย่างแน่นอน”

โดยภายในงานเปิดตัว เบลล่า ราณี ได้ควงหวานใจ “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” แจกความสดใสเซอร์ไพรส์กันทั้งฮอลล์ พร้อมอัพรูปเซลฟี่คู่ด้วย HUAWEI nova 3i ลงอินสตาแกรมแบบสดๆ ในงาน

HUAWEI nova 3i จะวางจำหน่ายในราคา 9,990 บาท มี 3 สี ได้แก่ Black, Iris Purple*, Pearl White** และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคมนี้
HUAWEI nova 3 จะวางจำหน่ายในราคา 16,990 บาท มี 3 สี ได้แก่ Black, Iris Purple, Red โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจอง HUAWEI nova 3 ได้ในระหว่างวันที่ 3 – 13 สิงหาคมนี้ พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งจอง HUAWEI nova 3 ในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับของสมนาคุณพิเศษ HUAWEI Bluetooth Speaker และ Quick Charge Power Bank มูลค่ารวม 2,580 บาท ฟรี! และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 สิงหาคมนี้

สามารถสั่งจองหรือซื้อได้ที่ หัวเว่ย แบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ Lazada

X

Right Click

No right click