×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย โฮเทลแอนด์รีสอร์ท แบรนด์สุดหรูในเครือฮิลตัน พร้อมเปิดตัว โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ โดยโรงแรมฯมีกำหนดเปิดให้บริการภายในไตรมาสที่ 3 ของปีพุทธศักราช 2561 ด้วยความโดดเด่นของแบรนด์ในด้านการให้บริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดในรูปแบบ True Waldorf Service พร้อมทำให้ โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ เป็นหนึ่งในโรงแรมเปิดใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้

ด้วยจำนวนโรงแรม และรีสอร์ทหรูถึง 30 แห่งทั่วโลก ชื่อของวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย เป็นที่รู้จักกันดีในด้านการให้บริการโรงแรม หรือรีสอร์ทที่หรูหรา แฝงไปด้วยเสน่ห์ของแต่ละสถานที่ ความมุ่งมั่นในการให้บริการเฉพาะบุคคลที่เหนือระดับ ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เป็นเลิศ โดยวอลดอร์ฟ แอสโทเรียมีโรงแรมที่ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย มีความมุ่งมั่นที่จะมอบความรู้สึกตื่นตาตื่นใจให้กับผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรกที่แขกผู้มาเยือนได้มาถึง ด้วยพื้นที่ภายในบริเวณโรงแรมที่ถูกออกแบบตกแต่งอย่างสุดประทับใจ ควรค่าแก่ความทรงจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้มีชื่อเสียงในอดีต อาทิ เจ้าหญิงเกรซ เคลลี่ มาริลิน มอนโรว์  แฟรงค์ ซินาตร้า ไปจนถึงผู้นำของโลกมากมาย ต่างก็เคยเป็นแขกของวอลดอร์ฟ แอสโทเรียทั้งสิ้น

“การเปิดตัว โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถือเป็นการประกาศตัวในการเข้ามาเป็นครั้งแรกของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรุงเทพมหานครแห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์สุดประทับใจที่มิอาจลืมเลือน” แดเนียล เวก รองประธานด้านการปฏิบัติการ สายลักซ์ชัวรี่ แอนด์ ไลฟ์สไตล์ ฮิลตัน เอเชีย  แปซิฟิค  กล่าว “ด้วยบรรยากาศ และการตกแต่งที่งดงามอย่างมีเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา และความเอาใจใส่ในการมอบความทรงจำดีที่สุดให้กับแขกผู้มาเยือนทุกท่าน การบริการที่เหนือระดับแบบ ทรู วอลดอร์ฟ เซอร์วิส (True Waldorf Service) โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ จะสร้างมาตรฐานใหม่ของคำว่าลักซ์ชัวรี่ ในทวีปเอเชียแห่งนี้”

ตัวอาคารของโรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากดอกแมกโนเลีย ซึ่งเป็นชื่อของบริษัท แมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เป็นเจ้าของ ด้วยตัวอาคารที่สูงตระหง่านและรูปทรงที่ทันสมัย และแปลกตา ทำให้ โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ โดดเด่นต่อทุกสายตาที่ได้มาเยือน ณ สี่แยกราชประสงค์ ใจกลางมหานครกรุงเทพฯ แห่งนี้ 

ภายในโรงแรมฯ ประกอบไปด้วยห้องพัก และห้องสวีทหรูหรากว้างขวางรวม 171 ห้อง และถูกออกแบบโดยสถาปนิกนักออกแบบตกแต่งชื่อดังระดับโลกชาวฮ่องกง มร. อองเดร ฟู (André Fu) และทีมงานของเขาจากสตูดิโอ AFSO  ที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และได้รับรางวัลด้านการออกแบบโครงการหรูมากมาย โดย AFSO ได้มีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างประสบการณ์ในโรงแรมนี้ ด้วยการนำแรงบันดาลใจของตัวอาคารแบบร่วมสมัยมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบตกแต่งภายในที่มีความทันสมัย ร่วมสมัย หากแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ของความเป็นไทยด้วยการนำศิลปะของไทยดั้งเดิมมาผสมผสานในการออกแบบตกแต่งด้วย นอกจากนั้นสถานที่ที่มีความโดดเด่นที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโรงแรม ตั้งอยู่ ณ บริเวณสามชั้นสูงสุดของตัวอาคาร ชั้นที่ 55 – 57 โดยเป็นพื้นที่ให้บริการห้องอาหาร และบาร์ ที่มีเอกลักษณ์อย่างโดดเด่นถึงสามแห่ง ออกแบบโดย AvroKO บริษัทชื่อดังระดับโลกด้านดีไซน์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มหานครนิวยอร์ค

เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นไม่หยุดยั้งในการเป็นผู้นำด้านการให้บริการด้านอาหาร และเครื่องดื่มของวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ แห่งนี้หมายเป็นจุดหมายปลายทางของสถานที่รับประทานอาหาร ด้วยโรงแรมฯ พร้อมให้บริการห้องอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นถึง 3 แห่ง คือ เลานจ์ 1 แห่ง และบาร์ 2 แห่ง โดย เชฟรุ่งทิวา ชุ่มมงคล หรือเชฟเฟ นำประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารระดับมิชลิน สตาร์ หลายแห่งในยุโรป ที่เธอเคยทำงานอยู่กว่าสิบปี มาสร้างความสำเร็จให้กับห้องอาหารฟร้อนท์ รูม (Front Room) ด้วยคอนเซ็ปท์อาหารแบบใหม่ นอร์ดิค-ไทย ในบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองห้องพัก ที่ www.waldorfbangkok.waldorfastoria.com หรือโทร 02 846 8888

โอกิลวี่ กรุ๊ป ในประเทศไทยประกาศแต่งตั้ง “นพดล ศรีเกียรติขจร” เป็นประธานร่วม (Co-Chairman) กับนางพรรณี ชัยกุล ประธานโอกิลวี่ กรุ๊ป ในประเทศไทย ผลักดันการขับเคลื่อนเอเจนซี่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการสื่อสารการตลาดของไทยในยุคที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในแวดวงสื่อดิจิทัล

นางพรรณี ชัยกุล ประธาน โอกิลวี่ กรุ๊ป ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “การแต่งตั้งคุณนพดลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนของโอกิลวี่ กรุ๊ป หลังจากการปรับโฉมและโครงสร้างองค์กรทั่วโลก ที่มีความสร้างสรรค์เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กร   ในฐานะประธานร่วมและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ (Chief Creative Officer) ที่อยู่เบื้องหลังงานโฆษณาหลายชิ้นที่ได้รับรางวัลระดับโลกตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา คุณนพดลจะรับผิดชอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ (Modern Marketing Offer) ที่เน้นความสร้างสรรค์ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัล  การทำธุรกิจออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำดาต้ามาใช้ในการสร้างคอนเทนท์ที่ดีมีประสิทธิภาพ (Data Content Technology) การสื่อสารการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล การทำการตลาดด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automated Marketing) การสร้างความสัมพันธ์และกระตุ้นให้ผู้บริโภคทำกิจกรรมร่วมกับแบรนด์ (Customer Engagement)  เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราประสบความสำเร็จได้อย่างดีในยุคดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ช่วยให้โอกิลวี่ กรุ๊ป มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง”

 

 

ก่อนหน้านี้ นายนพดลดำรงตำแหน่ง รองประธานกลุ่มบริษัท โอกิลวี่ ในประเทศไทย มีบทบาทในการสนับสนุนผู้บริหารของบริษัทฯ ด้านการพัฒนาคอนเทนท์ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสื่อ พฤติกรรมผู้บริโภคและผู้รับข่าวสาร และการแข่งขันในวงการโฆษณา นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง Social@Ogilvy ที่รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่อออนไลน์  การก่อตั้ง Ogilvy Branded Entertainment ซึ่งผลิตคอนเทนท์ในรูปแบบต่างๆ ที่แปลกใหม่น่าติดตาม เพื่อสร้างแบรนด์ที่ทรงพลัง ไม่จำกัดแพลตฟอร์ม และความยาวของมีเดีย ที่นอกเหนือจากงานโฆษณาในปัจจุบัน

นายนพดลเข้าร่วมงานกับกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอดเวอร์ไทซิ่ง ก่อนจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสร้างสรรค์ (Executive Creative Director) เมื่อปีพ.ศ. 2550  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสร้างสรรค์ของกลุ่มบริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย (Group Executive Director) ในปี พ.ศ. 2552 ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายครีเอทีฟ (Chief Creative Officer) ในปีพ.ศ. 2555  และรองประธานกลุ่มโอกิลวี่ ในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2558  รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วทั้งคานส์ วันโชว์ (One Show) และดีแอนด์เอดี (D&AD)

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม ๆ ที่มีความสามารถด้านการรวบรวมและการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลักดันอุตสาหกรรมการบริการในปี 2561 ขณะที่องค์กรบริการซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ร่วมกับการปรับใช้ไอโอทีและดิจิทัล ทวินส์ (Digital Twins) เพื่อช่วยให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สามารถบำรุงรักษาสินทรัพย์ของตนได้เองนั้นจะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบริการโดยตรง” นายมาร์ก บริวเวอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมระดับโลกสำหรับการบริหารจัดการบริการ บริษัท ไอเอฟเอส กล่าว

 

แนวโน้มที่ 1
ในปี 2563 บริษัทที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์เป็นหลักซึ่งมีจำนวนมากถึง 25% จะนำไอโอที และดิจิทัลทวินเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things: IoT) และเทคโนโลยี “ดิจิทัล ทวิน” (Digital Twin) หรือการสำเนาสิ่งของ อาคาร หรื่อเครื่องจักรในรูปแบบดิจิทัล มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคบริการ ได้แก่ ช่วยลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ได้อย่างสูงสุด ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดกรณีลิฟต์เสีย ลูกค้าจะต้องโทรศัพท์ติดต่อวิศวกรบริการโดยตรง วิธีนี้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากเท่าไรนักเนื่องจากวิศวกรแต่ละคนอาจยังไม่ทราบถึงความผิดปกติที่แท้จริงของอุปกรณ์ ซึ่งส่งผลให้อัตราการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จในครั้งแรกอยู่ในระดับต่ำและสร้างความผิดหวังให้กับลูกค้าได้
แต่เมื่อปรับใช้เซ็นเซอร์ ไอโอที สินทรัพย์หรือเครื่องจักรจะกลายเป็นระบบ “อัจฉริยะ” ที่สามารถส่งข้อมูลกลับไปที่ศูนย์บริการให้ช่วยทำการวินิจฉัยปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในแต่ละวัน สัปดาห์ หรือเดือนได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ จะกลายเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่อันดับแรกจาก ที่บริษัทซึ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์เป็นหลักและต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการด้านการบริการของตนจะได้รับ ทั้งนี้ รายงานการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์คาดการณ์อัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สำหรับการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ที่ระดับ 39% ในช่วงปี 2559–2565 โดยที่การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีต่อปีจะมีจำนวนมากถึง 10,960 ล้านดอลลาร์ในปี 2565

ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องดิจิทัลทวิน ซึ่งเป็นตัวแทนของวัตถุทางกายภาพในโลกดิจิทัลกันบ้าง ก่อนหน้านี้ความรู้ของผู้ผลิตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อผลิตภัณฑ์ออกจากโรงงานแล้ว แต่ด้วยข้อมูลป้อนกลับจากไอโอที ในปัจจุบันจะทำให้คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้การใช้งาน พฤติกรรม และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ และยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นด้วย
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างมากซึ่งจะช่วยให้ลูปของข้อมูลป้อนกลับมีความสมบูรณ์ และนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น การบริการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไห้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และคุณยังสามารถติดตามรูปแบบการใช้งานของลูกค้าเพื่อนำไปสู่การแก้ไขหรือนำฟีเจอร์ที่ไม่ได้รับความนิยมออกจากผลิตภัณฑ์ได้ แนวทางดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้แล้วในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซึ่งมีการเชื่อมโยงรถยนต์เข้ากับระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลกลับมาสำหรับนำไปใช้ในการวิเคราะห์และใช้โดยวิศวกรเพื่อการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถแจ้งเตือนสิ่งผิดปกติที่เริ่มปรากฏให้เห็นในแต่ละตำแหน่งได้อีกด้วย
ข่าวดีก็คือสามารถใช้ข้อมูลเพื่อย้อนรอยกลับไปยังผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมได้ จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับงานก่อสร้างอย่าง แคเทอพิล่า (Caterpillar) มีอุปกรณ์เป็นจำนวนมากที่มีอายุ 10–20 ปี แต่บริษัทได้ดำเนินการติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะเข้ากับอุปกรณ์ของตนเพื่อตรวจวัดแรงดันลมยาง อุณหภูมิ ระดับน้ำมันเครื่อง และอื่นๆ สิ่งนี้สร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าและองค์กรบริการได้เหมือนกัน นั่นคือ ลดปัญหาการหยุดทำงานของอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งแนวทางดังกล่าวได้ช่วยให้ Caterpillar ประหยัดเงินได้นับล้านดอลลาร์แล้วในตอนนี้

แนวโน้มที่ 2
อเล็กซ่า (Alexa) พร้อมทำงานแล้ว: บริการผู้ช่วยในการสนทนาด้วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ จะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2561

ผู้ช่วยในการสนทนาด้วยเสียงที่ได้รับการขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐหรือเอไอ กลายเป็นแนวโน้มสำคัญอันดับที่สองที่สามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรด้านการบริการในปี 2561 ได้ การโทรศัพท์ติดต่อมายังฝ่ายบริการสนับสนุนเป็นจำนวนมากด้วยการถามคำถามที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น เวลาทำการของบริษัทหรือเวลาครบกำหนดที่วิศวกรจะเข้ามาตรวจเช็ค สามารถใช้บ็อตช่วยตอบแทนได้ สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้บริษัทต่างๆ นำผู้ช่วยในการสนทนาด้วยเสียงที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ มาเสริมความสามารถให้กับซอฟต์แวร์องค์กร เช่น ความสามารถในการวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดตารางเวลาเพื่อเสนอช่วงเวลานัดหมายโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและลดภาระการทำงานของพนักงานศูนย์ติดต่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

สำหรับบริษัทที่นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้แล้ว ได้แก่ อเมซอน (Amazon) ซึ่งเพิ่งเปิดตัว อเล็กซ่า ฟอร์ บิซิเนส (Alexa for Business) เพื่อนำ อเล็กซ่า (Alexa) ไปใช้ในองค์กรต่างๆ ทั่วโลก เราคาดว่าสิ่งนี่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปรับใช้ในบริการทางโทรศัพท์ในอนาคตอันใกล้นี้ แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่เพียงมีความสำคัญในด้านคุณภาพของบริการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเข้ามาแก้ปัญหาการขาดแคลนทักษะในอุตสาหกรรมแห่งนี้ด้วย เมื่อมองไปอนาคตเบื้องหน้า อเล็กซ่า (Alexa) ไม่เพียงแต่ให้บริการกับผู้ใช้ แต่ยังสามารถบอกขั้นตอนการบำรุงรักษาทีละขั้นตอนผ่านทางเสียงซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากกับวิศวกรบริการ เช่น “Alexa ขั้นตอนต่อไปหลังจากถอดชุดมอเตอร์ออกแล้วคืออะไรบอกหน่อยสิ”

อย่าประเมินความสามารถของเทคโนโลยีนี้ต่ำเกินไป เพราะจากการสำรวจล่าสุดเรื่อง IFS Digital Change Survey ซึ่งเป็นการสำรวจผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจำนวน 150 คนในอุตสาหกรรมการบริการ พบว่า “การสรรหา/การฝึกอบรม/การรักษาช่างเทคนิคที่มีทักษะความสามารถ” เป็นอุปสรรคสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเติบโตด้านรายได้ของการบริการ โดยองค์กรมากกว่า 1 ใน 4 (28%) ระบุว่ายังไม่ได้เตรียมการหรือมีการเตรียมการน้อยมากในการรับมือกับการขาดแคลนทักษะดังกล่าว

แนวโน้มที่ 3
ออกแบบโดยวิศวกร ดำเนินการโดยคุณ: การบริการตัวเองจะเติบโตขึ้น 50%
ในปี 2563

เราจะเริ่มเห็นเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม หรือเออาร์ (Augmented Reality: AR) มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมการทำงานหรือการซ่อมบำรุงผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ เช่น เครื่องชงกาแฟ เนสเพรสโซ (Nespresso) หรือเครื่องดูดฝุ่น ไดซัน (Dyson) ทั้งสองบริษัทต่างทุ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลในการช่วยเหลือผู้บริโภค (ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนและรหัส คิวอาร์ (QR) ในการเข้าถึงคำแนะนำแบบทีละขั้นตอนเกี่ยวกับการใช้และการซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อไป และโมเดลแบบเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับระบบที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องยนต์ หม้อน้ำ หรือแม้แต่สายการผลิตทั้งหมด โดยจะช่วยให้สามารถสร้างแผนโดยละเอียดและปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงานได้โดยตรง และประโยชน์ที่ชัดเจนอีกอย่างของการใช้เทคโนโลยีเออาร์ (AR) ก็คือไม่จำเป็นต้องมีการแปลภาษา

แนวทางของเออาร์ (AR) นั้นนี้มีข้อดีหลายประการเช่นเดียวกับไอโอที, ดิจิทัล ทวิน และเอไอ ตามที่ระบุไว้ข้างต้น โดยจะช่วยเพิ่มเวลาให้กับกลุ่มวิศวกรบริการที่มีจำนวนจำกัดและยังสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ด้วย ทั้งนี้มีแนวโน้มสูงที่ผู้บริโภคเป็นจำนวนมากมักจะทำการแก้ไขเบื้องต้นด้วยตนเองก่อนที่จะเสียเวลาหยุดทำงานครึ่งวันเพื่อรอให้วิศวกรเข้ามาซ่อม ซึ่งระบบของ Apple ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่ามีการติดตั้งเออาร์ (AR) ไว้ในโทรศัพท์มือถือที่ใช้ไอโอเอส (iOS) และเทคโนโลยีดังกล่าวได้ทำให้บริษัทสร้างรายได้ผ่านทางแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลดแอพและเพลง ซึ่งต่อไปการดาวน์โหลดเออาร์ก็จะไม่ต่างกัน

วิธีก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

มีหลายแนวทางที่สามารถสร้างประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้นได้ แต่องค์กรอาจไม่จำเป็นต้องจัดหนักตั้งแต่เริ่มต้น อย่าเพิ่งกำหนดเทคโนโลยีเป็นตัวนำ ให้เริ่มต้นสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจที่คุ้มค่าสำหรับการผลักดันให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ขึ้นมาก่อน นั่นอาจหมายถึงว่าจะต้องเพิ่มอัตราการแก้ไขปัญหาได้สำเร็จในครั้งแรกให้มากขึ้น นำเสนอสัญญาที่เน้นผลลัพธ์รูปแบบใหม่ หรือลดต้นทุนโดยจัดส่งวิศวกรไปยังไซต์งานเฉพาะเมื่อเกิดเหตุจำเป็นเท่านั้น

เมื่อสร้างกรณีศึกษาทางธุรกิจขึ้นมาแล้ว คุณอาจต้องแยกส่วนองค์กรระหว่างงานด้านวิศวกรรม การออกแบบ และการบริการ การใช้เออาร์ หรือ เอไอ เป็นผู้ช่วยจะประสบผลสำเร็จมากเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลด้านวิศวกรรมที่คุณสามารถเติมเข้าไปในระบบ และเมื่อปรับใช้ทั้งสองแนวทางได้สำเร็จ ก็จะได้ข้อมูลป้อนกลับจากเซ็นเซอร์ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ทีมวิจัยและพัฒนา สามารถนำไปออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตออกมาได้

และในท้ายที่สุดคุณจำเป็นต้องมีบุคลากร กระบวนการ ข้อมูล และระบบที่เหมาะสมเพื่อผลักดันให้เกิดการนำแนวโน้มเกิดใหม่เหล่านี้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกกำลังร่วมกับ แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) มอบสิทธิพิเศษมากยิ่งขึ้นสำหรับสมาชิก M Card เมื่อใช้บริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Grab รับไปเลยกับ 3 โปรโมชั่นสุดคุ้ม! เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2561

โปรโมชั่นที่ 1 : ผู้ใช้ใหม่ รับส่วนลด 100 บาท เมื่อใช้บริการเรียกรถแท็กซี่ผ่าน Grab แอปพลิเคชั่นครั้งแรก โดย ต้องมีจุดเริ่มต้นหรือจุดหมายปลายทางที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์
โปรโมชั่นที่ 2 : ผู้ใช้ปัจจุบัน รับส่วนลด 25% สูงสุดไม่เกิน 50 บาท โดยต้องมีจุดเริ่มต้นหรือจุดหมายปลายทางที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขาในกรุงเทพฯ (ยกเว้นเดอะมอลล์ โคราช), ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์
พิเศษสุดสำหรับสมาชิก M Card ชาวโคราช ผู้ใช้ใหม่รับส่วนลด 100 บาท และผู้ใช้ปัจจุบัน รับส่วนลด 50 บาท โดยต้องมีจุดเริ่มต้นหรือจุดหมายปลายทางที่ เดอะมอลล์ โคราช

คุณพันนิกข์ โชตินุชิต ผู้จัดการใหญ่การตลาดสาย CRM & Loyalty Card บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ M Card รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับแกร็บ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชั่น สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ลูกค้า M Card จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ มากมาย พร้อมทั้งส่วนลดในการเดินทางผ่าน M Card แอปพลิเคชั่น เราหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต”

คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แกร็บ รู้สึกยินดีที่ได้จับมือร่วมกับศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการมอบข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้า M Card เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการเดินทางที่ง่าย สะดวกสบาย และปลอดภัย ผ่านแพลตฟอร์มของเรา ซึ่งจะช่วยเสริมประสบการณ์การจับจ่ายใช้สอยที่ห้างโปรดของพวกเขาอีกทางหนึ่ง”

ผู้ที่สนใจสามารถกดรับรหัสส่วนลดได้ผ่านทาง M Card แอปพลิเคชั่น และใส่ลงในช่อง Promo Code ที่ GRAB แอปพลิเคชั่นได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธันวาคม 2561 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ M Card Call Center 02-789-5555 หรือ www.mcardshop.com   

เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านไอซีทีโซลูชั่นและการสื่อสารระหว่างประเทศ ในกลุ่มบริษัท เอ็นทีที กรุ๊ป (TYO: 9432) ประกาศคว้ารางวัลในงาน  Asia Communication Awards 2018 (ACA) โดย เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Operator of the Year  ซึ่งพิธีรับมอบรางวัลจัดขึ้นที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

นายมานาบุ คาฮาระ ประธาน บริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็นทีที คอม ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล Asia Communication Awards 2018  ด้านผู้ดำเนินการยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ Operator of the Year  โดยรางวัลดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลงานด้านบริการที่แข็งแกร่ง มีการลงทุนในการพัฒนาเครือข่ายและบริการอย่างต่อเนื่อง มีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและเป็นที่น่าพึงพอใจ ทั้งยังมีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน รวมถึงมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ก้าวล้ำ

“สำหรับรางวัล Asia Communication Awards ได้มอบให้กับองค์กรที่มีสาขาครอบคลุมประเทศแถบเอเชียทั้งหมด ซึ่งรวมถึง เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ ประเทศไทยด้วย และเรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เราสามารถคว้ารางวัลดังกล่าวมาเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน”   

หนึ่งในกรรมการผู้คัดเลือก กล่าวว่า “เอ็นทีที คอม กำลังสร้างเครื่องหมายบนเวทีโลก ในการสร้างกลยุทธ์ที่ก้าวล้ำ เพื่อส่งมอบบริการที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจลูกค้า ให้พัฒนาได้อย่างดีเยี่ยม”

ทั้งนี้ รางวัล Asia Communication Awards หรือ ACA ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 ในนามของ Total Telecom โดยกลุ่มผู้มอบรางวัล  ACA ได้ตระหนักถึงความสำคัญของบริษัทและบุคลากร ที่ผลักดันความสำเร็จในอุตสาหกรรมด้าน โทรคมนาคม ในประเทศแถบเอเชีย เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก โดยมีคณะผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมดูแลการคัดเลือกผู้ชนะที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 หมวด ด้วยกัน

X

Right Click

No right click