February 26, 2021

นายยรรยง มุนีมงคลทร (ที่ 4 จากขวา) ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย)​ จำกัด ร่วมงานแถลงข่าวการจัด งานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ครั้งที่ 42 ในฐานะผู้สนับสนุนด้านเทคนิคการจัดการแสดง Light & Sound โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายศรัทธา  คชพลายุกต์ (ที่ 4 จากซ้าย) ให้เกียรติเป็นประธานในงาน แถลงข่าว ทั้งนี้เอปสันจะใช้ชุดเลเซอร์โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง และเทคนิค Projection Mapping เพื่อฉายภาพ เคลื่อนไหวและเอฟเฟคลงบนโบราณสถานของวัดมหาธาตุ เพิ่มความสมจริงและความตระการตาให้กับการแสดง ซึ่งชาวสุโขทัยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่าแสนคนสามารถเข้าชมการแสดง Light & Sound มิติใหม่ในงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟปีนี้ได้ระหว่าง 16 - 22 พฤศจิกายน 2561 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) มอบความคุ้มค่าให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ ร่วมกับ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ จัดแพคเกจคลอดเหมาจ่าย เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตธนชาต หรือ บัตรสินเชื่อบุคคล   ธนชาต FLASH Plus รับสิทธิผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน และ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30,000 บาทต่อบัตรตลอดรายการ (เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด) พร้อมต้อนรับสมาชิกตัวน้อยของครอบครัวด้วย ชุดของขวัญเด็กอ่อน (Little Apes Basket Gift Set) 1 ชุด มูลค่า 1,350 บาท และ พิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตแบล็ค ไดมอนด์ รับเพิ่ม กรอบรูปเด็กแรกเกิด 1 ชิ้น มูลค่า 1,900 บาท โปรโมชั่นดังกล่าวใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. - 31 ธ.ค. 2561

สอบถามเพิ่มเติมที่โทร.1770 กด 0 กด 2 หรือ www.thanachartbank.co.th หรือ คลินิกสุขภาพสตรี ชั้น 12 อาคารศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ถนนพระรามหก โทร.0-2265-7777

บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยความร่วมมือกับสำนักเลขาธิการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เดินหน้าโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2561 เป็นปีที่ 16 ประกาศรายชื่อ 5 นักวิจัยสตรีผู้มีผลงานอันโดดเด่นที่ได้รับทุนโครงการฯ และสานต่อการสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเชิดชูเกียรติสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์ของลอรีอัล พร้อมปรับรายละเอียดทุนวิจัยเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของวงการวิทยาศาสตร์และทุนวิจัยในระดับนานาชาติ คือ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซึ่งครอบคลุมผลงานวิจัยที่กว้างมากขึ้น 

นางสาวอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ลอรีอัลเชื่อมั่นมาตลอดว่าการค้นคว้าวิจัยจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นจุดยืนของ มร.ยูชีน ชูแลร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ก่อตั้งลอรีอัล และเป็นหัวใจสำคัญของลอรีอัลในการดำเนินธุรกิจมากว่า 100 ปี ลอรีอัลยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ที่ดำเนินโครงการมาแล้วกว่า 16 ปี ได้เป็นเสมือนกำลังใจและแรงสนับสนุนนักวิจัยสตรีของไทยให้เดินหน้าสร้างผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาให้ประสบผลสำเร็จ ในปีนี้โครงการฯ ได้เห็นผลงานอันโดดเด่นจากนักวิจัยสตรีหลากหลายผลงาน จนได้มาซึ่งผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นจากนักวิจัยสตรี 5 ท่าน ที่ล้วนมุ่งพัฒนาทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าองค์ความรู้จากผลงานวิจัยที่ทรงคุณค่าเหล่านี้จะสามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศและโลกของเราได้ต่อไป”

สำหรับปีนี้ นักวิจัยสตรีทั้ง 5 ท่าน จาก 2 สาขา ได้แก่  สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คือ ดร. จันทร์เจ้า ล้อทองพานิชย์ จากศูนย์ความเป็นเลิศทางงานวิจัยสเต็มเซลล์ของศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การเพิ่มอัตราการผลิตเกล็ดเลือดจากเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อประโยชน์ทางการรักษาผู้ป่วยเกล็ดเลือดพร่อง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร. วริษา พงศ์เรขนานนท์ จากภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษาบทบาทของโปรตีน CAMSAP ต่อความรุนแรงของเซลล์มะเร็งปอด” และ ดร. วิรัลดา ภูตะคาม จากห้องปฏิบัติการวิจัยจีโนม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การศึกษากระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมิน ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน” ด้านสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ คือ ดร. จุฬารัตน์ วัฒนกิจ จากสำนักวิชาวิทยาการพลังงาน สถาบันวิทยสิริเมธี กับผลงานวิจัยหัวข้อ “การสังเคราะห์สารอิแนนทิโอเมอร์และการแยกไครัลโมเลกุลด้วยเทคนิคทางเคมีไฟฟ้าบนขั้วโลหะเคมีไฟฟ้า และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรภา เทียมจรัส จากห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและอำนวยความสะดวก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กับผลงานวิจัยหัวข้อ “ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะสำหรับสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย”

โดยผลงานวิจัยแต่ละหัวข้อที่ได้รับทุนวิจัยต้องผ่านการคัดเลือกที่คำนึงถึงความยั่งยืนต่อสังคมและประเทศชาติเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นแล้วคุณค่าของงานวิจัยที่จะสร้างประโยชน์แก่สังคม กระบวนการวิจัยที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมไปถึงจริยธรรมในการทำงานของนักวิจัย และต้องเป็นที่ยอมรับในวงการนักวิจัย ก็จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวงการวิทยาศาสตร์จากสาขาต่างๆ ของประเทศไทย เช่นกัน

ปัจจุบัน โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มีนักวิจัยสตรีที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการนี้มากกว่า 3,122 ท่าน จาก 117 ประเทศทั่วโลก ในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ซึ่งในปีนี้ ได้มีการปรับสาขาในการเปิดรับสมัครเหลือ 2 สาขา แต่ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ทุกแขนงมากยิ่งขึ้น ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ และได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับสมัครและพิจารณาทุนวิจัย ด้วยการรับสมัครผ่านทางออนไลน์ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสังคมดิจิทัล โดยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการในประเทศไทยมากว่า 16 ปี โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 69 ท่าน

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดงาน SD Day 2018  (Sustainable Development Day 2018) ภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า ชุมชนยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ถ่ายทอดแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่การผลิต การใช้ และวนกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ให้กับชุมชนระยอง และภาคส่วนต่างๆ  กว่า 1,200 คน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียและขยะภายในชุมชน  นอกจากนี้ เอสซีจียังส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจ และประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดระยอง  ล่าสุดได้เปิดตัว “ต้นแบบถนนพลาสติกรีไซเคิล” หรือ “Recycled Plastic Road”

โดยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระหว่างเอสซีจี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย  ซึ่งนำพลาสติกใช้แล้วจากการคัดแยกขยะภายใน เอสซีจี และชุมชนซึ่งรวบรวมโดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง  มาใช้ในการทดสอบเพื่อสร้างถนนยางมะตอยภายในนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ และผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ SD Day (Sustainable Development Day) เป็นกิจกรรมที่ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี จัดขึ้นที่จังหวัดระยองเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึก รวมถึงสร้างความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งนี้ ได้จัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2548

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ (กลาง) ประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK นำผู้บริหารและพนักงาน EXIM BANK มอบเงินบริจาคในนามธนาคารและส่วนหนึ่งได้รับบริจาคจากพนักงาน จำนวนรวม 606,320 บาท ให้แก่นายธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษา การปรับปรุงอาคารหอพัก และของใช้จำเป็นแก่ผู้พิการที่เข้าอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ ณ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมในโครงการด้าน CSR ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้พิการมีชีวิตที่เป็นอิสระและผาสุก มีทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถประกอบอาชีพได้

นายสำมิตร  สกุลวิระ (ที่สองจากซ้าย) ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ต้อนรับนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมบูทธนาคารเกียรตินาคิน ทั้งนี้ ธนาคารได้เชิญลูกค้าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพมาร่วมออกบูธกว่า 15 โครงการ พร้อมแคมเปญพิเศษสินเชื่อที่อยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.99% นาน 6 เดือน เฉพาะลูกค้าที่ขอสินเชื่อภายในงาน นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ร่วมกับ Homeprise แพลตฟอร์มเพื่อการออกแบบและตกแต่งบ้าน ด้วยเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น 3D Interactive สำหรับให้ลูกค้าออกแบบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง พร้อมส่วนลดในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และออกแบบภายใน มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท โดยงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 4 - 7 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KK Contact Center 02 165 5555 หรือ www.kiatnakin.co.th

เบทาโกรชู เอสเพียว (S-Pure) ยืนหยัดอันดับหนึ่ง ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับ       พรีเมี่ยม หวังกระตุ้นตลาดด้วยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม เพิ่มทางเลือกและยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค ดันยอดขายปีนี้โต 50%

เอสเพียว (S-Pure) โดยเครือเบทาโกร ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จับมือ 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง จัดงาน Live a Better Life ยกขบวนสินค้าทั้งอาหารสดและพร้อมรับประทาน             จัดโปรโมชั่นพิเศษ ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านอาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม โดยมี นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดงาน ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

นางประถิมา เปิดเผยว่า เครือเบทาโกรให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านคุณภาพ (Food Quality) และความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทั้งนี้จากความสำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว (S-Pure) เป็นแบรนด์แรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ จากสถาบัน NSF ครบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการทำแคมเปญ “เลือกกิน ให้อนาคต” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ ใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

สำหรับตลาดอาหารสดพรีเมี่ยมของประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวม 3,000 กว่าล้านบาท และมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 10% โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์เอสเพียว (S-Pure) มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30% และตั้งเป้ายอดขายปี 2561 นี้ โตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 50% ซึ่งเอสเพียว (S-Pure) จะมุ่งเน้นสร้างการรับรู้ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยสร้าง Antibiotic-Free Zone และออกสินค้าใหม่ เพิ่มความหลายหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

“เอสเพียว ยังคงยึดมั่นความเป็น Super premium brand ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ด้วยกระบวนการเลี้ยงแบบ 100% Natural Pure Process และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่วันแรก ยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค โดยขยายฐานลูกค้าในตลาดพรีเมี่ยม ผ่านแนวคิดอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่มาพร้อมความอร่อยอย่างเหนือระดับ   และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการออกสินค้าใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์

เช่น อาหารพร้อมปรุง (Ready to cook) อาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) รวมทั้งอาหารแปรรูป (Process Meat) สินค้ากลุ่มไส้กรอกและแฮม เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก รวมทั้งการออก S-Pure Smart Pack เนื้อหมู เนื้อไก่ ในบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลง และ S-Pure Portion หมูบด ไก่บด ในซองแบ่งใช้ เพิ่มความสะดวก สะอาดและถูกหลักอนามัย” นางประถิมากล่าว

นอกจากนี้ มีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค โดย ตลาดในประเทศ ขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ผ่านห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกชั้นนำ กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส (Food Service) ฟู้ดเชน (Food Chain) เช่น ร้านอาหาร โรงแรม แคเทอริ่ง (Catering) โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานออกกำลังกาย (Fitness) ระดับแนวหน้า รวมถึง ร้านเบทาโกร เดลี่ และ       เบทาโกร ช็อป ส่วน ตลาดส่งออก ขยายช่องทางการขายส่งและขายปลีกในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย

สำหรับงาน Live a Better Life ซึ่งจัดโดย เอสเพียว (S-Pure) ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จะมีขึ้นระหว่าง วันที่    4 – 7 ตุลาคม 2561 นี้ เพื่อให้ความรู้เรื่อง Health & Wellness และเชิญชวนผู้บริโภคมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบมีคุณภาพกับอาหารเมนูต่างๆ จาก 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง ซึ่งใช้เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว     (S-Pure) ในการปรุงอาหาร ได้แก่ Romankan Yokohama, Fit Meal, Banana Leaf, Ootoya, Home Fresh Hydro Farm, Maisen, สีฟ้า (Seefah), My Bowl, Made by Todd และ หมูกรอบกลางกรุง พบกับผลิตภัณฑ์  เอสเพียว (S-Pure) พร้อมโปรชั่นพิเศษและร่วมกิจกรรมสนุกต่างๆ อีกมากมาย ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

เอปสันเผยยอดขายอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์ทะลุ 30 ล้านเครื่องทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่ทำสถิติยอดขายแตะ 1.5 ล้านเครื่องภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุดประกาศสร้างนิยามใหม่ให้กับสินค้า ภายใต้ชื่อ EcoTank เพื่อตอกย้ำการเป็นพรินเตอร์อันดับหนึ่งด้านความประหยัดและความคุ้มค่า ด้วยการเปิด ตัวพรินเตอร์แท็งค์แท้ L-series และ M-series รุ่นใหม่ จับกลุ่มองค์กรธุรกิจทุกขนาด

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการด้านการขายและการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอปสันเป็นรายแรกที่เริ่มผลิตพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2553  ซึ่งมีสินค้ารุ่น L-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้สี และรุ่น M-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้ขาวดำ โดยเกือบทศวรรษที่ผ่านมาเอปสันได้พัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาตลอด จนพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก จากการจำหน่ายมากกว่า 30 ล้านเครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย เอปสันยังเป็นผู้ผลิตที่มีพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้มากที่สุดในตลาดถึง 19 รุ่น ประกอบด้วย L-Series 15 รุ่น และ M-Series 4 รุ่น  ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณ ลักษณะการใช้งาน และปริมาณการพิมพ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ เอปสันจะเป็นแบรนด์แรกที่สามารถทำยอดขายพรินเตอร์ระบบแท็งค์แตะ 1.5 ล้านเครื่องในประเทศไทย โดยมีฐานลูกค้าในเซ็กเมนท์องค์กรธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่”

“ในวันนี้ เอปสันได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเราว่าเป็น EcoTank หรือ Economical Tank เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นด้านความประหยัดและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ที่ต่ำที่สุดในตลาด พร้อมกันนี้เอปสันยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ทั้ง L-Series และ M-Series ภายใต้ชื่อใหม่รวม 5 รุ่น ได้แก่  EcoTank L3110, L3150, M1100, M1120 และ M2140  โดยได้รับการออกแบบให้ชุดแท็งค์หมึกอยู่ภายในตัวเครื่อง บอดี้มีความโค้งมนและขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น  ช่วยประหยัดพื้นที่ในการวาง อีกทั้งระบบการเติมหมึกยังเป็นแบบ Spill-Free ที่ใช้แรงดันภายในขวดเพื่อช่วยป้องกันการหกของหมึก ตัดปัญหาหมึกหกเลอะระหว่างเติมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่านั้นยังช่วยป้องกันปัญหาการเติมหมึกผิดสีด้วยจุกขวดที่ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างเฉพาะสีอีกด้วย”

“สินค้าใหม่ทั้ง 5 รุ่นเหมาะกับกลุ่มธุรกิจโซโหและเอสเอ็มอี ที่มีการพิมพ์งานปริมาณมากและต้องการควบคุมต้นทุนการพิมพ์ โดยชุดหมึกพิมพ์ 4 สี ของ EcoTank L-Series แต่ละชุดสามารถพิมพ์ขาวดำได้ถึง 4,500 แผ่น และพิมพ์สีได้ถึง 7,500 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 2 ปี หรือ 30,000 แผ่น ในขณะที่ชุดหมึกพิมพ์ขาวดำของ EcoTank M-Series สามารถรองรับการพิมพ์ได้ 6,000 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น”

“เอปสันตั้งเป้าที่จะรุกตลาดออฟฟิศและหน่วยงานราชการที่ยังใช้พรินเตอร์เลเซอร์อยู่ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบระหว่างอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ของเอปสันกับเลเซอร์พรินเตอร์ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อิงค์เจ็ทพรินเตอร์กลับให้ความคุ้มค่าที่สูงกว่า ทั้งเรื่องต้นทุน การพิมพ์ต่อแผ่นที่ต่ำกว่า ประหยัดค่าซ่อมบำรุงและค่าไฟได้มากกว่า ดังนั้นการเปิดตัว EcoTank จึงสำคัญต่อการเดินหน้าทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยเฉพาะ EcoTank M-series ที่ออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันกับเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำโดยตรง ซึ่ง EcoTank M-Series ใช้หมึกประเภทพิกเมนท์ที่มีอนุภาคหมึกเคลือบด้วยเรซิน  ทำให้งานพิมพ์คมชัดและกันน้ำ คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่ากับเลเซอร์พรินเตอร์ แต่สามารถช่วยลูกค้าประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 27 เท่า และลดต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นลงได้ 16 เท่า เฉลี่ยต้นทุนการพิมพ์แผ่นละ 10 สตางค์ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับเดียวกัน  อีกทั้งหมึกพิมพ์ที่ใช้กับ EcoTank M-Series รุ่นใหม่ ยังมี 2 ขนาดให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ คือ ขนาดหมึกพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2,000 แผ่น และ 6,000 แผ่น ซึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าโทนเนอร์ของเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับความเร็วใกล้เคียงกัน  ที่รองรับการพิมพ์ได้เฉลี่ยเพียง 1,000 -1,600 แผ่น” นายยรรยง กล่าว

 

สินค้าไฮไลท์ในการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น M2140 พรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่นขาวดำที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์รุ่นใหม่ PrecisionCore ซึ่งขึ้นชื่อด้านความแม่นยำในการหยดน้ำหมึก สามารถให้ผลงานที่คมชัดสวยงามด้วยความละเอียด 1,200 x 2,400 dpi ให้งานพิมพ์ปริมาณมากด้วยความเร็วการพิมพ์ 20 ipm (ภาพ/นาที)  นอกจากนี้ M2140 ยังสามารถพิมพ์งาน 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex) ช่วยลดต้นทุนค่ากระดาษในออฟฟิศลงได้ถึง 50% รับกับเทรนด์การพิมพ์งานในออฟฟิศวันนี้ ที่มุ่งลดการใช้กระดาษ รวมทั้งยังมีโหมดการพิมพ์บาร์โค้ดที่ให้ความคมชัด ไม่ต่างจากการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ ส่วนสินค้าใหม่อีกสองรุ่นของ EcoTank  M-Series เป็นพรินเตอร์ซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นขาวดำที่มีความ เร็วในการพิมพ์ 15 ipm ได้แก่ รุ่น M1100 และ M1120 ที่เพิ่มคุณสมบัติการพิมพ์แบบไร้สายผ่าน WiFi

สำหรับ EcoTank L-Series ทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ L3110 และ L3150 เป็นพรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่น 4 สีที่มี คุณสมบัติพิเศษในการพิมพ์ภาพไร้ขอบขนาด 4R ได้ นอกจากนั้นในรุ่น L3150 ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi และ WiFi Direct ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์ได้มากถึง 8 อุปกรณ์

“เอปสันคาดหวังว่า EcoTank จะเปลี่ยนทัศนคติและสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อพรินเตอร์ระบบแท็งค์ในผู้บริโภค ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เลเซอร์พรินเตอร์ เพราะขณะนี้ทั้งสินค้า L-Series และ M-Series มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกับเลเซอร์พรินเตอร์ทั้งด้านความคมชัดและความเร็วในการพิมพ์ แต่ให้ความประหยัดในด้านต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ดีกว่าพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของคู่แข่งและเลเซอร์พรินเตอร์รุ่น Entry อื่นๆ  นอกจากนี้พรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันยังมีความทนทานสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่เอปสันเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งมาโดยตลอด  ดังนั้นเอปสันจึงกล้าที่จะนำเสนอการรับประกันสินค้านานกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ โดยเฉพาะในรุ่น EcoTank M-Series ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาการรับประกันนานถึง 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น แต่ขณะที่เลเซอร์พรินเตอร์รับประกันเพียง 3 ปีเท่านั้น” นายยรรยง กล่าวสรุป

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำตลาดน้ำแร่เมืองไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำแร่เมืองไทยเป็นตลาดเดียวที่เติบโตสวนกระแสท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันตลาดน้ำแร่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,100  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8% เพราะคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดน้ำแร่ยังเติบโตด้วยจุดขายที่โดดเด่นกับคุณประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย”

นายเอกพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดน้ำแร่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ได้ค้นหาและคัดสรรแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากต้นน้ำธรรมชาติ จนมาค้นพบน้ำแร่จากต้นน้ำธรรมชาติ แหล่งภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ใช้งบประมาณเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาทสร้างโรงงานบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ และติดตั้งเครื่องจักรเทคโนโลยีอันทันสมัยนำเข้าจากประเทศเยอรมันนี คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 140 ล้านขวดต่อปี

โรงงานน้ำแร่ที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานน้ำแร่ที่ภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นน้ำแร่ธรรมชาติแท้ 100% จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ สะอาด บริสุทธิ์ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และเทคโนโลยีอันทันสมัย สามารถมั่นใจได้ว่า โรงงานทั้งสองแห่ง ยังคงเน้นคุณภาพสูงตามมาตรฐานจากออรา คือ เป็นน้ำแร่ที่มาจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ และบรรจุ ณ แหล่งกำเนิด

เมื่อพูดถึงประโยชน์จากการดื่มน้ำแร่ ถือได้ว่า “ออรา” นั้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะออราเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ100% จากต้นน้ำธรรมชาติ สะอาดบริสุทธิ์ คุณภาพสูง อุดมด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ  โดยเฉพาะซิลิก้า (OSA) ช่วยบำรุงผิว ซึ่งนับว่าเป็นแร่ธาตุที่พบได้ยากมากในน้ำแร่ทั่วไป ยืนยันได้จากผลการตรวจฯ จากประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ น้ำแร่ ออรา ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น แคลเซียม เพื่อกระดูกและฟัน เพราะในน้ำแร่ออรา 1 ลิตร มีแคลเซียมอยู่ประมาณ 5-10% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน     

ในปีนี้ น้ำแร่ออรา ได้จัดกิจกรรมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่ยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ ออราปลูกป่า 5 ภาค ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเกินความคาดหมาย ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้เปิดตัวแคมเปญทางออนไลน์ชุดใหม่ที่ชื่อว่า “ออรา น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ” เพื่อสื่อสารให้กลุ่มคนรักสุขภาพมั่นใจได้ว่า น้ำแร่ออราทุกขวดเป็น น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ ที่สะอาดบริสุทธิ์ มีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิ ซิลิก้า (OSA)  เพื่อสุขภาพผิว และแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟัน มั่นใจว่าแคมเปญนี้ จะช่วยสื่อสารจุดขายที่แตกต่างของน้ำแร่ออราได้เป็นอย่างดี”

X

Right Click

No right click