เอสซีจี จัดการแข่งขัน “HACKATHON” เวทีสร้างสรรค์นวัตกรรมภายใน 3 วัน 2 คืน ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Passion for Open Innovation” ชวนผู้สนใจไม่จำกัดอายุ สายงาน  และความเชี่ยวชาญ ทั้งผู้พัฒนาโปรแกรม (Developer) ผู้ออกแบบการใช้งาน (Designer) และผู้เชี่ยวชาญการวางแผนธุรกิจ (Business planner) พกความมุ่งมั่นและทักษะความสามารถที่ตัวเองมี มาค้นหาทีมที่มีแรงบันดาลใจเดียวกันภายในงาน แล้วร่วมกันสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้เกิดโซลูชั่นที่ช่วยสร้างอนาคตประเทศและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล ผ่านโจทย์สุดท้าทาย 3 หัวข้อ ได้แก่ 1) การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้คู่ธุรกิจขององค์กร 2) การเสริมศักยภาพและความยั่งยืนให้อุตสาหกรรม และ 3) การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้บริโภค

นอกจากทุกคนที่เข้าร่วมงานจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จากเอสซีจีและวงการสตาร์ทอัพ พร้อมพบปะเพื่อนใหม่ที่อาจกลายเป็นผู้สร้างธุรกิจร่วมกันต่อไปแล้ว ยังมีสิทธิ์ชิงรางวัลชนะเลิศในแต่ละโจทย์ รางวัลละ 200,000 บาท รวม 3 รางวัล และรางวัลการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจของเอสซีจีอีก รางวัลละ 100,000 บาท สูงสุด 3 รางวัล รวมสูงสุด 900,000 บาท ส่วนผู้เข้าแข่งขันที่มีความคิดสร้างสรรค์โดดเด่นยังมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากเอสซีจีเพื่อต่อยอดความคิดสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตด้วย

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วม “HACKATHON” กับเอสซีจี ได้ตั้งแต่วันนี้ – 7 ต.ค. 61 ทาง www.scg.com/hackathon โดยการแข่งขัน “HACKATHON” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 - 28 ต.ค. 61 ณ BIG Co-Working Space (พระราม 9)

เอไอเอสมุ่งสนับสนุนการเรียนรู้ให้คนไทยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เดินหน้าเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ภาษาจีนได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว ตอบรับเทรนด์การขยายตัวด้านเศรษฐกิจจีนที่เติบโตขึ้นทุกปี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมากโดยเอไอเอส ร่วมกับ โรงเรียนสอนภาษาจีน Follow me เปิดตัวรายการ “Chinese is all around” สอนภาษาจีนออนไลน์รูปแบบใหม่ บนแอป AIS PLAY และ กล่อง AIS PLAY BOX ในรูปแบบของวีดิโอออนดีมานด์ ชมฟรีไม่คิดค่าคอนเทนต์ โดยจะอัพเดทตอนใหม่ ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. เริ่มตอนแรก ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2561 เป็นต้นไป             

เพื่อให้คนไทยสามารถเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนในชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ ผ่านคลิปวีดิโอ ความยาวประมาณ 2 นาที รวมกว่า 100 ตอน โดยเหล่าซือเจ้าของภาษาตัวจริง และหนุ่ม  AIS SMART GEN มากความสามารถ โดยแต่ละตอน จะนำคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมซับไตเติ้ลไทยควบคู่ด้วย เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจคำศัพท์ และสำเนียงได้ง่ายขึ้น พร้อมสอดแทรกความสนุกและมุขตลก ทำให้ผู้ชมเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน

SENA กางผลงานครึ่งปีแรก 2561 กำไรสะพรั่ง 389.8 ล้านบาท โต 146.6 %ฟั่นยอดขาย 6 เดือน 4,296 ล้านบาท มั่นใจดีมานด์ตลาดอสังหาฯระดับกลางถึงไฮเอนด์ตอบรับดี เผยครึ่งปีหลังจ่อเปิดโครงการใหม่สินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียมพรีเมี่ยมและบ้านเดี่ยว ปั้นยอดขายและยอดรับรู้รายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอน

นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง เปิดเผยถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้นจากปัจจัยบวก อาทิ กำลังซื้อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะตลาดระดับกลางบนถึงไฮเอนด์ ซึ่งยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมจะเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ของสินค้าระดับกลางบนได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 2/2561 บริษัทมีรายได้รวม 1,734 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 551.3 ล้านบาท คิดเป็น 46.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,182.7 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 225.2 ล้านบาท คิดเป็น 13% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 137.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 157.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560  สำหรับรายได้จากการขายที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2/2561 อยู่ที่ 1,596.9 ล้านบาท โตเพิ่ม 524.6 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 48.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้ 1,072.3  ล้านบาท อันเนื่องมาจากการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทในครึ่งปีแรกนี้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

โดยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2561 นั้น ทางเสนามีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ โดยสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ แนวสูง และธุรกิจอื่นๆ ได้สูงถึง 2,822.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่ากับ 1,151.9 ล้านบาท คิดเป็น 69% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ที่มีรายได้รวม 1,670.5 ล้านบาท ด้านกำไรสุทธิโตขึ้น 146.6%  หรือ 389.8 ล้านบาท คิดเป็น 13.8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 231.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีกำไรสุทธิ158.1 ล้านบาท ส่วนยอดขายในช่วง 6 เดือนแรก (ณ. วันที่ 30 มิถุนายน 2561) บริษัทฯ สร้างยอดขายรวมได้แล้วถึง 4,296 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากบริษัทฯ ยังคงรักษาระดับการขายในปัจจุบันได้เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ รวมทั้งสิ้น 2,493.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,051.7 ล้านบาท คิดเป็น 72.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,441.7 ล้านบาท ซึ่งมาจากการรับรู้รายได้จากการโอนกรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมและโครงการบ้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย โครงการ นิช ไอดี บางแค เฟส 2  ,โครงการ นิช ไอดี พระราม 2 เฟส 2 ,โครงการ นิช ไอดี สุขุมวิท 113 ,โครงการ นิช ไพรด์ ทองหล่อ-เพชรบุรี ,โครงการ นิช โมโน สุขุมวิท 50 ,โครงการ เดอะ คิทท์ ไลท์ บางกะดี และ โครงการ เดอะ คิทท์ พลัส สุขุมวิท 113 เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบมาอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน ได้แก่ โครงการเสนา พาร์ค แกรนด์ รามอินทรา ,โครงการ เสนา พาร์ค วิลล์ วงแหวนฯ – รามอินทรา ,โครงการ เสนา วิลล์ บรมราชชนนี สาย 5 และโครงการ เสนา ทาวน์ รามอินทรา เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทยังมีรายได้จากธุรกิจการให้เช่าและบริการในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 278.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปี 2560 ซึ่งมีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 154.7 ล้านบาท ส่วนธุรกิจบริการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วงครึ่งปีแรก อยู่ที่ 8.4 ล้านบาท ลดลง 31.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79.2%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจากปีก่อนที่มีรายได้ อยู่ที่ 40.3 ล้านบาท 

ทั้งนี้ บริษัทยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอน(Backlog) ณ. สิ้นเดือนมิถุนายน 2561 มูลค่า 7,133.89 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน 2 โครงการประกอบด้วย นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์ และ นิช โมโน สุขุมวิท– แบริ่ง)

อย่างไรก็ตามจากผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2561 คณะกรรมการบริษัทฯจึงมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.109757 บาท และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่12 กันยายน 2561

ทั้งนี้ สรุปแผนธุรกิจในปี 2561 ทางบริษัทเสนาฯ พร้อมเดินหน้ามุ่งมั่นสู่“Growth Hormone2018” โดยตั้งเป้ายอดขาย  10,300 ล้านบาท และเป้ารายได้ 6,200 ล้านบาท เติบโต 20 % จากปีก่อน ซึ่งจะมาจากการเปิดตัวโครงใหม่ทั้งสิ้น 17 โครงการ รวมเป็นมูลค่า 23,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเปิด 5 โครงการ มูลค่ารวม 6,527 ล้านบาท และช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดอีก 12 โครงการทั้งโครงการแนวราบและแนวสูงบททำเลศักยภาพ รวมมูลค่า 16,000 – 17,000 ล้านบาท

นายแจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ (ซ้าย) กรรมการบริหาร บริษัทเอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานมูลนิธิสร้างเสริมไทย รับมอบเงินจากนายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 แสนบาท เพื่อร่วมสนับสนุนกิจกรรมการประกวดวาดภาพในโครงการการ์ดนี้เพื่อน้อง ครั้งที่ 16 ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทางเอปสันให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เป็นการประกวดภายใต้หัวข้อ “เสน่ห์เมืองไทย : The Elegance of Thailand” ถือเป็นการเปิดเวทีให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและด้อยโอกาสจากมูลนิธิและสถานสงเคราะห์ต่างๆ ได้มีโอกาสถ่ายทอดจินตนาการและบอกเล่าความภูมิใจในความเป็นไทย ผ่านการแสดงความสามารถทางด้านศิลปะ นอกจากนี้ภายในงานเอปสันยังเปิดบูธขนม และกิจกรรมถ่ายภาพพร้อมพิมพ์ภาพถ่ายให้น้องๆ และเหล่าจิตอาสาที่มาร่วมงานครั้งนี้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

นางกิติยา ฤกษ์ภูริทัต และนายอมร สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับ 4 รางวัลยอดเยี่ยม จากงานประกาศผลรางวัล Asian Banking & Finance Awards 2018 จัดโดย วารสารเอเชียน แบงกิ้ง แอนด์ ไฟแนนซ์ ได้แก่ รางวัลธนาคารผู้ให้บริการจัดการด้านการเงินสำหรับธุรกิจบรรษัทยอดเยี่ยมในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รางวัลธนาคารพาณิชย์เพื่อลูกค้ารายย่อยยอดเยี่ยมในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รางวัลการริเริ่มสร้างสรรค์ด้านบัตรเครดิตยอดเยี่ยมในประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากแคมเปญ เดอะ แพสชั่น และรางวัลผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้ยอดเยี่ยมในประเทศไทย จากแอปพลิเคชั่น K PLUS Beacon ณ โรงแรมแชงกรีล่า ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ลอรีอัล กรุ๊ป ล่าสุดประกาศแต่งตั้ง อินเนส คาลไดรา ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ โดยภายใต้การดำรงตำแหน่งใหม่นี้ อินเนสจะนำประสบการณ์การทำงานกับลอรีอัล ในภูมิภาคยุโรปกว่า 17 ปี มาขับเคลื่อนเป้าหมายของลอรีอัล กรุ๊ปในการส่งมอบ “ความงามสำหรับทุกคน” (Beauty For All) เพื่อมุ่งตอบสนองทุกความต้องการและทุกความแตกต่างด้านความงามแก่ผู้บริโภคชาวไทย

ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับ ลอรีอัล ประเทศไทย อินเนส ประจำอยู่ที่ลอรีอัล โปรตุเกส เป็นระยะเวลา 4 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศโปรตุเกส ซึ่งนับเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกและมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ลอรีอัล โปรตุเกส โดยตลอดเส้นทางการทำงานกับลอรีอัล กรุ๊ปนั้น อินเนส ได้ดำเนินงานรับผิดชอบใน 3 ประเทศ ซึ่งรวมถึงบทบาทด้านการพัฒนาธุรกิจที่ลอรีอัล สำนักงานใหญ่ที่ประเทศฝรั่งเศส และการนำการบริหารธุรกิจในประเทศสเปนเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดประเทศหนึ่ง อินเนสเริ่มงานกับลอรีอัล กรุ๊ปในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดฝึกหัดให้แก่ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลเส้นผม แบรนด์ลอรีอัล ปารีสในประเทศโปรตุเกส ก่อนจะย้ายไปยังกรุงปารีส เพื่อดำรงตำแหน่งผู้จัดการโครงการให้แก่ฝ่ายพัฒนาการตลาดระหว่างประเทศ สำหรับแบรนด์การ์นิเย่ในตลาดเอเชีย จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดภูมิภาคยุโรปในประเทศโปรตุเกส และตำแหน่งต่อมาในฐานะผู้จัดการทั่วไปแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภคในประเทศสเปน ซึ่งที่นี่ อินเนสได้ใช้ทักษะความเชี่ยวชาญด้านการจัดการงบกำไรขาดทุน จนสามารถเพิ่มผลประกอบการและผลกำไร รวมทั้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และพัฒนาแบรนด์ให้เป็นที่น่าจดจำ

นายปิแอร์ อีฟ อาร์เซล รองประธานกรรมการลอรีอัล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคใต้ กล่าวถึงการเข้ารับตำแหน่งของอินเนสในครั้งนี้ว่า “ผลงานของอินเนสในยุโรปได้พิสูจน์ถึงความสามารถของเธอได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในด้านการจัดการบุคลากร อินเนสได้ดำเนินงานตามแนวทางจิตวิญญาณของลอรีอัลอย่างครบถ้วนด้วยการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง พร้อมช่วยสนับสนุนให้ทีมของเธอสามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง เรามั่นใจว่าอินเนสจะสามารถปรับตัวกับเข้าประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างประสบความสำเร็จ”

นางอินเนส คาลไดรา กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในภูมิภาคเอเชียที่ลอรีอัล ประเทศไทย ดิฉันจะเดินหน้ามุ่งพัฒนาความเป็นเลิศใน 4 ด้าน ได้แก่ การมุ่งเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง การขับเคลื่อนด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาและดูแลบุคลากร และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อผลักดันการเติบโตของลอรีอัล ประเทศไทย และมีส่วนร่วมสนับสนุนพัฒนาชุมชน พร้อมไปกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรขององค์กร”

เอไอเอ ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จของปีแห่ง ‘การสร้างตัวแทน AIA FA’ ที่มุ่งเน้นสรรหาคนรุ่นใหม่ พร้อมทำงานเต็มเวลา ให้เข้ามาร่วมโปรแกรม AIA Financial Advisor (AIA FA) ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ชุดใหม่ ที่มุ่งเจาะกลุ่มคนทำงานด้านการเงิน พร้อมพัฒนาหลักสูตร FA 2.0 ซึ่งเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมเฉพาะสำหรับ AIA FA และผลักดันเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการทำงานของตัวแทน AIA FA

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้เริ่มโปรแกรม AIA Financial Advisor (AIA FA) ในปี 2552 และ ณ ปัจจุบันนี้ เอไอเอ ประเทศไทย มีตัวแทน AIA FA รวมกว่า 7,800 คน โดยใน 7 เดือนแรกของปี 2561 มีผู้สมัครเข้าร่วมโปรแกรม AIA FA ถึงกว่า 2,800 คน ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก นอกจากนี้ เรายังมีศูนย์ที่ปรึกษาการเงิน (AIA FA Center) รวม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการจัดฝึกอบรมตัวแทนภายใต้โปรแกรม AIA Financial Advisor อย่างมีมาตรฐานและเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับตัวแทนประกันชีวิตไปสู่การเป็น ‘ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงิน’ หรือ ‘AIA Financial Advisor’ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า สำหรับผลงานของตัวแทน AIA FA โดยเฉลี่ยแล้วจะทำผลงานได้สูงกว่าตัวแทนปกติ โดยมีจำนวนรายของลูกค้าต่อตัวแทน AIA FA สูงกว่าตัวแทนทั่วไป 10% เบี้ยเฉลี่ยต่อรายสูงกว่าตัวแทนทั่วไป 13% และอัตราการทำงานสูงกว่าตัวแทนทั่วไป 74% ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีของการพัฒนาด้านผลประกอบการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าสำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย”

นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย อธิบายเกี่ยวกับแผนการฝึกอบรมและ Roadmap ของตัวแทน AIA FA ว่า “เราได้พัฒนาหลักสูตร ‘FA 2.0’ ที่มีความเข้มข้นและได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นหลักสูตรฝึกอบรมต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน ที่ผู้สมัครเข้าโปรแกรม AIA FA ทุกคนต้องเข้าร่วม โดยหลักสูตรนี้จะพัฒนาทักษะและความรู้ของตัวแทนแบบรอบด้าน ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ การวางแผนด้านการเงิน การวิเคราะห์ตลาด การพัฒนาทักษะการขาย การขยายตลาดตลอดจนการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงินมืออาชีพ นอกจากการฝึกอบรมภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าโปรแกรม AIA FA ทุกคน จะได้รับการดูแลและการโค้ชอย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารหน่วยที่มีประสบการณ์ ผ่านการทำกิจกรรมภาคสนาม (Joint Fieldwork) ร่วมกันอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้เตรียม Roadmap สำหรับตัวแทน AIA FA ให้เดินทางไปสู่ความสำเร็จสูงสุดของอาชีพตัวแทนประกันชีวิต คือ การเป็นสมาชิก MDRT (สโมสรล้านเหรียญโต๊ะกลม) ซึ่งเราจะเน้นไปที่การฝึกอบรมผ่านหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสากล และการให้องค์ความรู้ผ่านรุ่นพี่ MDRT ที่จะคอยให้คำปรึกษาแก่รุ่นน้อง”

ในส่วนของการสนับสนุนด้านการตลาด นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า “ตลอดทั้งปีนี้ เรามีแผนการตลาดที่เข้มข้นในการช่วยสนับสนุนโปรแกรม AIA FA โดยเมื่อต้นปีนี้เราได้มีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ในชื่อเรื่อง “The Perfect Boss” ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก อีกทั้งช่วยให้คนได้รู้จักและสนใจในโปรแกรม AIA FA มากขึ้น ทำให้เรามีการต่อยอดความสำเร็จจากภาพยนตร์โฆษณาชุดแรก มาเป็นภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุด ในชื่อ “Lost” ซึ่งเราเน้นเจาะไปที่กลุ่มคนทำงานด้านการเงิน เพราะเอไอเอมองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของบุคลากรกลุ่มนี้ และต้องการที่จะช่วยผลักดันและพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้ก้าวขึ้นไปเป็น “ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงิน” มืออาชีพ โดยคอนเซ็ปต์ของโฆษณาชุดนี้มาจากแนวโน้มปัจจุบันของอุตสาหกรรมการเงินที่ปรับรูปแบบการให้บริการไปสู่การเป็น ‘ดิจิทัล แบงค์กิง’ มากขึ้น ในขณะที่ในธุรกิจประกันชีวิตลูกค้าส่วนใหญ่ยังต้องการได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยในการวางแผนด้านการประกันชีวิตและการเงิน โดยโฆษณาชุดนี้จะเน้นเผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานและเป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมเสพสื่ออินเทอร์เน็ต โดยมุ่งสร้าง Call-to-Action ให้ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเข้ามาหาเราได้ทันที”

“นอกจากนี้ เอไอเอยังมีการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวแทนกับลูกค้าให้เหมาะสมกับยุค 4.0 ช่วยให้ตัวแทนทำงานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันลูกค้าก็จะได้รับบริการที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
และตรงตามความต้องการ อาทิ แอปพลิเคชัน iMO และ iPOS+ รวมทั้งในปีนี้เราได้มีการพัฒนาต่อยอด AIA Line Agent ซึ่งเป็น Line-based Application ให้กลายเป็นระบบ iMO Smart ที่มีการแจ้งเตือนข้อมูลเจาะจงรายบุคคล (Individualized Notification)
ผ่านไลน์ ซึ่งจะปฏิวัติการทำงานของตัวแทนให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น และทำให้ตัวแทนบริการลูกค้าได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเอไอเอยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลต่อไป” นายเอกรัตน์ กล่าวเสริม

สามารถติดตามภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ชุดใหม่ได้ทางสื่อ YouTube และ AIA Official Facebook สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ www.aia.co.th/FA หรือโทร 1581

บมจ. ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณปูชิตา เจริญพงศ์ Senior Marketing Manager เอาใจคนเมืองรุ่นใหญ่ย้อนอดีตสู่ยุค 90s ออกมาโชว์สเต็ปแดนซ์ ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนงานคอนเสิร์ต 90’s Nonstop เต้นไม่หยุด สุดทุกค่าย จัดเต็มด้วยการมอบบัตรคอนเสิร์ตฟรี! ให้แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมกับแคมเปญออนไลน์ผ่าน LINE : @oceanlife และ FACEBOOK : Oceanlifepage พร้อมมอบสิทธิพิเศษ Pre-Sale ให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก OCEAN CLUB พร้อมเปิดบูธ OCEAN LIFE - LOVE to DANCE ให้ร่วมอุ่นเครื่องโชว์สเต็ปแดนซ์กระจายกับเกมส์เต้นสุดมันส์ลุ้นของรางวัลมากมาย ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาไทยและต่างประเทศ 48 ทุน เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลมืออาชีพในระดับโลก สู่เป้าหมายการยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอย่างยั่งยืน

ปี 2561 เป็นปีแรกในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษท โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนจากประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุน 17 ประเทศ เข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือก 15 คน จากประเทศอินเดีย บังคลาเทศ กัมพูชา เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และนักศึกษาเหล่านี้จะเข้าศึกษาร่วมกับนักศึกษาไทยที่ผ่านการคัดเลือกอีก 33 คน เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปี คณอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม (Farm Technology Management) และ สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (Food Processing Technology Management)

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพทั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะบุคลากรรุ่นใหม่ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันทีที่สำเร็จการศึกษา โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนในครั้งนี้จะได้เรียนภาคทฤษฎีที่ PIM รวมถึงการได้ฝึกงานจริงในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารมาตรฐานระดับโลก เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และพร้อมรองรับทิศทางการเติบโตทางธุรกิจของ ซีพีเอฟ ในระดับโลก

“การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เป็นนโยบายสำคัญที่ ซีพีเอฟ ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์สุ่ความยั่งยืน คือ ประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุน ประโยชน์ต่อประชาชนทุกประเทศ และประโยชน์ต่อบริษัทฯ เป็นลำดับสุดท้าย เพื่อพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน” นายสุขสันต์ กล่าว

นายสุขสันต์ กล่าวย้ำว่า นักเรียนต่างชาติที่ได้รับทุน ซีพีเอฟ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับโอกาสเข้าทำงานกับธุรกิจของ ซีพีเอฟ ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากเรียนการสอนในประเทศกลับไปต่อยอดและพัฒนาประเทศความรับผิดชอบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับบัณฑิตชาวไทยก็สามารถปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือไปปฏิบัติงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความสำเร็จของบริษัทฯในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรเริ่มจากธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ นำไปสู่การแปรรูปอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสากลด้วยเทคโนโลยีทันสมัยระดับโลก จะทำให้นักศึกษาทุกคนได้เข้าไปเรียนรู้และปฏิบัติงานจริงในระบบการผลิตแบบครบวงจรของบริษัทฯ ซึ่งนักศึกษาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในประเทศของตน ขณะเดียวกันยังเป็นการสนันสนุนวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ของ ซีพีเอฟ ด้วย

“บุคลากรถือเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญของการสร้างความการเติบโตและความสำเร็จขององค์กร การได้รับทุนและได้ฝึกงานในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารของบริษัท จะทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อมๆกับการเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะนวัตกรรมทางอาหารให้มีความหลากหลายตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย” นายสุขวัฒน์ กล่าว

ดร.ถิรนันท์ ศรีกัญชัย คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร PIM กล่าวว่า รูปแบบการศึกษาแบบ Work Based Education มีการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนครั้งละ 3 เดือน สลับกับฝึกงานในสถานประกอบการจริงอีกครั้ง 3 เดือน สลับกันตลอดหลักสูตร 4 ปี โดยกำหนดเวลาเรียนภาคทฤษีไว้ 45% และภาคปฏิบัติทั้งในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารอีก 55% ตามวิสัยทัศน์ “การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง” ของ PIM ซึ่งเป็น Corporate University หรือ มหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจแห่งแรกของประเทศไทย

หลักสูตรสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม และสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร ได้รับการออกแบบจากผู้บริหารมืออาชีพจาก ซีพีเอฟ  โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับคณะกรรมการของ PIM ทำให้เนื้อหาหลักสูตร มีความสอดคล้องกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์จริงในฟาร์มอุตสาหกรรม และสอดคล้องกับกระบวนการแปรรูปอาหารจริงในโรงงานแปรรูปอาหารที่ทันสมัยระดับโลก

“คณะอุตสาหกรรมเกษตร มีมืออาชีพจาก ซีพีเอฟ มาเป็นอาจารย์พิเศษมาช่วยสอนเป็นรายวิชากว่า 100 คน โดยการนำประสบการณ์มาสอนนักศึกษาให้มีพื้นฐานความรู้แบบมืออาชีพ ที่โดดเด่นที่สุด คือ นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าไปฝึกปฏิบัติงานจริง ในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารระดับโลกของ ซีพีเอฟ  ให้ได้สัมผัสงานจริง แก้ปัญหาจริง ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงจึงมั่นใจได้ว่าบัณฑิตของเราสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทันทีที่สำเร็จการศึกษา” ดร.ถิรนันท์กล่าว

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว INET S3 Service บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่บริหารจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีระดับโลก แบบออบเจ็กต์ (Object-Based Storage) สามารถจัดเก็บไฟล์และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างในระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการบนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ISO 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลที่จะใช้กับผู้ให้บริการคลาวด์ 

 

นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริการจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ไอเน็ตเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการด้านคลาวด์ในหลายๆ รูปแบบ  โดยพันธมิตรที่สำคัญที่ให้ความร่วมมือพัฒนาธุรกิจคือ เน็ตแอพ บริษัทชั้นนำในการจัดการและบริหารข้อมูลระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางโครงสร้างการทำงานและสามารถบริหารจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริการ INET S3 Service ถือเป็นอีกขั้นของความร่วมมือล่าสุดเพื่อสร้างและต่อยอดบริการคลาวด์ของไอเน็ตได้เป็นอย่างดี สร้างทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าไอเน็ต ที่กำลังมองหาบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อทันต่อการแข่งขันของธุรกิจในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ เน็ตแอพได้สนับสนุนเราด้วยเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการบริหารงานหลังบ้านอย่างครบวงจรทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ของไอเน็ตด้วยดีตลอดมา

และด้วยวิสัยทัศน์ของ INET ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีคลาวด์แพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ “One Platform” ในการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ทุกภาคส่วนเกิดประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์มกลางและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยเน้นให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในการใช้งานผ่าน “One ID” ที่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ โดย One ID จะประกอบด้วยบริการอีเมล mail.one.th บริการแชท และบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันเราใช้ เทคโนโลยี S3 เป็นตัวรันข้อมูล  

และทางไอเน็ตยังมีการใช้เทคโนโลยี S3 ของเน็ตแอพ ในการให้บริการด้าน e-Tax Invoice หรือ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” คือ ใบกํากับภาษีที่ถูกปรับรูปแบบจากที่เคยเป็นกระดาษ ไปเป็นข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร และตามมาตรฐาน ISO 27018 ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะสอดคล้องตามกฎหมาย GDPR (The General Data Protection Regulation) กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป ด้วย”

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ กล่าวว่า “เน็ตแอพและไอเน็ตเรามีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไอเน็ตได้เข้าร่วมโครงการ NetApp-Cloud Service Provider Program  ในระดับแพลตตินั่ม และใช้เทคโนโลยีของเน็ตแอพพัฒนาบริการคลาวด์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น INET - VM as a Service, Private Cloud Service, Active-Active Data Center   จนถึงปัจจุบันที่ไอเน็ตเพิ่มพูนการให้บริการสู่ INET S3 Service ที่ใช้นวัตกรรม NetApp Flash Technology และ Object-Based Storage พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงบนคลาวด์ ด้วยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ S3 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและถือเป็นมิติใหม่ของการให้บริการคลาวด์  เพื่อสอดรับกับความต้องการการใช้งานดาต้าขององค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย  ปรับเปลี่ยนและพร้อมไปสู่ Digital Transformation”

INET S3 Service อยู่ภายใต้บริการ INET FlexPod Cloud คลาวด์โซลูชั่นระดับเวิลด์คลาส ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการระดับโลกในการพัฒนาโซลูชั่นการให้บริการคลาวด์ของไอเน็ต โดย INET S3 Service เป็นบริการในส่วนของพื้นที่่ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลและใช้งานข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน Protocol S3 ที่มีระบบการเข้ารหัส (encryption) และระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่า  เหมาะสำหรับการใช้เก็บ Log file ต่างๆ ไฟล์เอกสาร เช่น Word, Excel, PowerPoint, PDF, Image File, ไฟล์ Multimedia, ไฟล์ที่ต้องการการเข้าถึงแบบเรียงลำดับ (Sequential) รวมถึงการใช้ Backup ข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน

 

X

Right Click

No right click