นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ (กลาง) ประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และนายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK นำผู้บริหารและพนักงาน EXIM BANK มอบเงินบริจาคในนามธนาคารและส่วนหนึ่งได้รับบริจาคจากพนักงาน จำนวนรวม 606,320 บาท ให้แก่นายธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษา การปรับปรุงอาคารหอพัก และของใช้จำเป็นแก่ผู้พิการที่เข้าอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ ณ มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเข้าร่วมในโครงการด้าน CSR ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้พิการมีชีวิตที่เป็นอิสระและผาสุก มีทักษะความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถประกอบอาชีพได้

นายสำมิตร  สกุลวิระ (ที่สองจากซ้าย) ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ต้อนรับนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมบูทธนาคารเกียรตินาคิน ทั้งนี้ ธนาคารได้เชิญลูกค้าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพมาร่วมออกบูธกว่า 15 โครงการ พร้อมแคมเปญพิเศษสินเชื่อที่อยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.99% นาน 6 เดือน เฉพาะลูกค้าที่ขอสินเชื่อภายในงาน นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ร่วมกับ Homeprise แพลตฟอร์มเพื่อการออกแบบและตกแต่งบ้าน ด้วยเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่น 3D Interactive สำหรับให้ลูกค้าออกแบบเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง พร้อมส่วนลดในการซื้อเฟอร์นิเจอร์และออกแบบภายใน มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท โดยงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 4 - 7 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KK Contact Center 02 165 5555 หรือ www.kiatnakin.co.th

เบทาโกรชู เอสเพียว (S-Pure) ยืนหยัดอันดับหนึ่ง ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับ       พรีเมี่ยม หวังกระตุ้นตลาดด้วยกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม เพิ่มทางเลือกและยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค ดันยอดขายปีนี้โต 50%

เอสเพียว (S-Pure) โดยเครือเบทาโกร ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จับมือ 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง จัดงาน Live a Better Life ยกขบวนสินค้าทั้งอาหารสดและพร้อมรับประทาน             จัดโปรโมชั่นพิเศษ ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านอาหารคุณภาพและปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม โดยมี นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดงาน ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ

นางประถิมา เปิดเผยว่า เครือเบทาโกรให้ความสำคัญต่อนโยบายด้านคุณภาพ (Food Quality) และความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทั้งนี้จากความสำเร็จเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว (S-Pure) เป็นแบรนด์แรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ จากสถาบัน NSF ครบทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการทำแคมเปญ “เลือกกิน ให้อนาคต” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ ใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

สำหรับตลาดอาหารสดพรีเมี่ยมของประเทศไทยมีมูลค่าตลาดรวม 3,000 กว่าล้านบาท และมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 10% โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์เอสเพียว (S-Pure) มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30% และตั้งเป้ายอดขายปี 2561 นี้ โตกว่าปีที่ผ่านมาถึง 50% ซึ่งเอสเพียว (S-Pure) จะมุ่งเน้นสร้างการรับรู้ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยสร้าง Antibiotic-Free Zone และออกสินค้าใหม่ เพิ่มความหลายหลาย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

“เอสเพียว ยังคงยึดมั่นความเป็น Super premium brand ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ด้วยกระบวนการเลี้ยงแบบ 100% Natural Pure Process และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่วันแรก ยกระดับการดูแลสุขภาพผู้บริโภค โดยขยายฐานลูกค้าในตลาดพรีเมี่ยม ผ่านแนวคิดอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่มาพร้อมความอร่อยอย่างเหนือระดับ   และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการออกสินค้าใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์

เช่น อาหารพร้อมปรุง (Ready to cook) อาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) รวมทั้งอาหารแปรรูป (Process Meat) สินค้ากลุ่มไส้กรอกและแฮม เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก รวมทั้งการออก S-Pure Smart Pack เนื้อหมู เนื้อไก่ ในบรรจุภัณฑ์ที่เล็กลง และ S-Pure Portion หมูบด ไก่บด ในซองแบ่งใช้ เพิ่มความสะดวก สะอาดและถูกหลักอนามัย” นางประถิมากล่าว

นอกจากนี้ มีแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค โดย ตลาดในประเทศ ขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ผ่านห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกชั้นนำ กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส (Food Service) ฟู้ดเชน (Food Chain) เช่น ร้านอาหาร โรงแรม แคเทอริ่ง (Catering) โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานออกกำลังกาย (Fitness) ระดับแนวหน้า รวมถึง ร้านเบทาโกร เดลี่ และ       เบทาโกร ช็อป ส่วน ตลาดส่งออก ขยายช่องทางการขายส่งและขายปลีกในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย

สำหรับงาน Live a Better Life ซึ่งจัดโดย เอสเพียว (S-Pure) ร่วมกับ กรูเมต์ มาร์เก็ต จะมีขึ้นระหว่าง วันที่    4 – 7 ตุลาคม 2561 นี้ เพื่อให้ความรู้เรื่อง Health & Wellness และเชิญชวนผู้บริโภคมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยแบบมีคุณภาพกับอาหารเมนูต่างๆ จาก 10 ร้านอาหารแบรนด์ดัง ซึ่งใช้เนื้อหมู-ไก่-ไข่ เอสเพียว     (S-Pure) ในการปรุงอาหาร ได้แก่ Romankan Yokohama, Fit Meal, Banana Leaf, Ootoya, Home Fresh Hydro Farm, Maisen, สีฟ้า (Seefah), My Bowl, Made by Todd และ หมูกรอบกลางกรุง พบกับผลิตภัณฑ์  เอสเพียว (S-Pure) พร้อมโปรชั่นพิเศษและร่วมกิจกรรมสนุกต่างๆ อีกมากมาย ณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

เอปสันเผยยอดขายอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์ทะลุ 30 ล้านเครื่องทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่ทำสถิติยอดขายแตะ 1.5 ล้านเครื่องภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุดประกาศสร้างนิยามใหม่ให้กับสินค้า ภายใต้ชื่อ EcoTank เพื่อตอกย้ำการเป็นพรินเตอร์อันดับหนึ่งด้านความประหยัดและความคุ้มค่า ด้วยการเปิด ตัวพรินเตอร์แท็งค์แท้ L-series และ M-series รุ่นใหม่ จับกลุ่มองค์กรธุรกิจทุกขนาด

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการด้านการขายและการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอปสันเป็นรายแรกที่เริ่มผลิตพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2553  ซึ่งมีสินค้ารุ่น L-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้สี และรุ่น M-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้ขาวดำ โดยเกือบทศวรรษที่ผ่านมาเอปสันได้พัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาตลอด จนพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก จากการจำหน่ายมากกว่า 30 ล้านเครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย เอปสันยังเป็นผู้ผลิตที่มีพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้มากที่สุดในตลาดถึง 19 รุ่น ประกอบด้วย L-Series 15 รุ่น และ M-Series 4 รุ่น  ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณ ลักษณะการใช้งาน และปริมาณการพิมพ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ เอปสันจะเป็นแบรนด์แรกที่สามารถทำยอดขายพรินเตอร์ระบบแท็งค์แตะ 1.5 ล้านเครื่องในประเทศไทย โดยมีฐานลูกค้าในเซ็กเมนท์องค์กรธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่”

“ในวันนี้ เอปสันได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเราว่าเป็น EcoTank หรือ Economical Tank เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นด้านความประหยัดและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ที่ต่ำที่สุดในตลาด พร้อมกันนี้เอปสันยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ทั้ง L-Series และ M-Series ภายใต้ชื่อใหม่รวม 5 รุ่น ได้แก่  EcoTank L3110, L3150, M1100, M1120 และ M2140  โดยได้รับการออกแบบให้ชุดแท็งค์หมึกอยู่ภายในตัวเครื่อง บอดี้มีความโค้งมนและขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น  ช่วยประหยัดพื้นที่ในการวาง อีกทั้งระบบการเติมหมึกยังเป็นแบบ Spill-Free ที่ใช้แรงดันภายในขวดเพื่อช่วยป้องกันการหกของหมึก ตัดปัญหาหมึกหกเลอะระหว่างเติมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่านั้นยังช่วยป้องกันปัญหาการเติมหมึกผิดสีด้วยจุกขวดที่ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างเฉพาะสีอีกด้วย”

“สินค้าใหม่ทั้ง 5 รุ่นเหมาะกับกลุ่มธุรกิจโซโหและเอสเอ็มอี ที่มีการพิมพ์งานปริมาณมากและต้องการควบคุมต้นทุนการพิมพ์ โดยชุดหมึกพิมพ์ 4 สี ของ EcoTank L-Series แต่ละชุดสามารถพิมพ์ขาวดำได้ถึง 4,500 แผ่น และพิมพ์สีได้ถึง 7,500 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 2 ปี หรือ 30,000 แผ่น ในขณะที่ชุดหมึกพิมพ์ขาวดำของ EcoTank M-Series สามารถรองรับการพิมพ์ได้ 6,000 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น”

“เอปสันตั้งเป้าที่จะรุกตลาดออฟฟิศและหน่วยงานราชการที่ยังใช้พรินเตอร์เลเซอร์อยู่ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบระหว่างอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ของเอปสันกับเลเซอร์พรินเตอร์ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อิงค์เจ็ทพรินเตอร์กลับให้ความคุ้มค่าที่สูงกว่า ทั้งเรื่องต้นทุน การพิมพ์ต่อแผ่นที่ต่ำกว่า ประหยัดค่าซ่อมบำรุงและค่าไฟได้มากกว่า ดังนั้นการเปิดตัว EcoTank จึงสำคัญต่อการเดินหน้าทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยเฉพาะ EcoTank M-series ที่ออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันกับเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำโดยตรง ซึ่ง EcoTank M-Series ใช้หมึกประเภทพิกเมนท์ที่มีอนุภาคหมึกเคลือบด้วยเรซิน  ทำให้งานพิมพ์คมชัดและกันน้ำ คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่ากับเลเซอร์พรินเตอร์ แต่สามารถช่วยลูกค้าประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 27 เท่า และลดต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นลงได้ 16 เท่า เฉลี่ยต้นทุนการพิมพ์แผ่นละ 10 สตางค์ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับเดียวกัน  อีกทั้งหมึกพิมพ์ที่ใช้กับ EcoTank M-Series รุ่นใหม่ ยังมี 2 ขนาดให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ คือ ขนาดหมึกพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2,000 แผ่น และ 6,000 แผ่น ซึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าโทนเนอร์ของเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับความเร็วใกล้เคียงกัน  ที่รองรับการพิมพ์ได้เฉลี่ยเพียง 1,000 -1,600 แผ่น” นายยรรยง กล่าว

 

สินค้าไฮไลท์ในการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น M2140 พรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่นขาวดำที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์รุ่นใหม่ PrecisionCore ซึ่งขึ้นชื่อด้านความแม่นยำในการหยดน้ำหมึก สามารถให้ผลงานที่คมชัดสวยงามด้วยความละเอียด 1,200 x 2,400 dpi ให้งานพิมพ์ปริมาณมากด้วยความเร็วการพิมพ์ 20 ipm (ภาพ/นาที)  นอกจากนี้ M2140 ยังสามารถพิมพ์งาน 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex) ช่วยลดต้นทุนค่ากระดาษในออฟฟิศลงได้ถึง 50% รับกับเทรนด์การพิมพ์งานในออฟฟิศวันนี้ ที่มุ่งลดการใช้กระดาษ รวมทั้งยังมีโหมดการพิมพ์บาร์โค้ดที่ให้ความคมชัด ไม่ต่างจากการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ ส่วนสินค้าใหม่อีกสองรุ่นของ EcoTank  M-Series เป็นพรินเตอร์ซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นขาวดำที่มีความ เร็วในการพิมพ์ 15 ipm ได้แก่ รุ่น M1100 และ M1120 ที่เพิ่มคุณสมบัติการพิมพ์แบบไร้สายผ่าน WiFi

สำหรับ EcoTank L-Series ทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ L3110 และ L3150 เป็นพรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่น 4 สีที่มี คุณสมบัติพิเศษในการพิมพ์ภาพไร้ขอบขนาด 4R ได้ นอกจากนั้นในรุ่น L3150 ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi และ WiFi Direct ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์ได้มากถึง 8 อุปกรณ์

“เอปสันคาดหวังว่า EcoTank จะเปลี่ยนทัศนคติและสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อพรินเตอร์ระบบแท็งค์ในผู้บริโภค ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เลเซอร์พรินเตอร์ เพราะขณะนี้ทั้งสินค้า L-Series และ M-Series มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกับเลเซอร์พรินเตอร์ทั้งด้านความคมชัดและความเร็วในการพิมพ์ แต่ให้ความประหยัดในด้านต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ดีกว่าพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของคู่แข่งและเลเซอร์พรินเตอร์รุ่น Entry อื่นๆ  นอกจากนี้พรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันยังมีความทนทานสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่เอปสันเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งมาโดยตลอด  ดังนั้นเอปสันจึงกล้าที่จะนำเสนอการรับประกันสินค้านานกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ โดยเฉพาะในรุ่น EcoTank M-Series ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาการรับประกันนานถึง 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น แต่ขณะที่เลเซอร์พรินเตอร์รับประกันเพียง 3 ปีเท่านั้น” นายยรรยง กล่าวสรุป

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำตลาดน้ำแร่เมืองไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำแร่เมืองไทยเป็นตลาดเดียวที่เติบโตสวนกระแสท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันตลาดน้ำแร่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,100  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8% เพราะคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดน้ำแร่ยังเติบโตด้วยจุดขายที่โดดเด่นกับคุณประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย”

นายเอกพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดน้ำแร่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ได้ค้นหาและคัดสรรแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากต้นน้ำธรรมชาติ จนมาค้นพบน้ำแร่จากต้นน้ำธรรมชาติ แหล่งภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ใช้งบประมาณเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาทสร้างโรงงานบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ และติดตั้งเครื่องจักรเทคโนโลยีอันทันสมัยนำเข้าจากประเทศเยอรมันนี คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 140 ล้านขวดต่อปี

โรงงานน้ำแร่ที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานน้ำแร่ที่ภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นน้ำแร่ธรรมชาติแท้ 100% จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ สะอาด บริสุทธิ์ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และเทคโนโลยีอันทันสมัย สามารถมั่นใจได้ว่า โรงงานทั้งสองแห่ง ยังคงเน้นคุณภาพสูงตามมาตรฐานจากออรา คือ เป็นน้ำแร่ที่มาจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ และบรรจุ ณ แหล่งกำเนิด

เมื่อพูดถึงประโยชน์จากการดื่มน้ำแร่ ถือได้ว่า “ออรา” นั้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะออราเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ100% จากต้นน้ำธรรมชาติ สะอาดบริสุทธิ์ คุณภาพสูง อุดมด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ  โดยเฉพาะซิลิก้า (OSA) ช่วยบำรุงผิว ซึ่งนับว่าเป็นแร่ธาตุที่พบได้ยากมากในน้ำแร่ทั่วไป ยืนยันได้จากผลการตรวจฯ จากประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ น้ำแร่ ออรา ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น แคลเซียม เพื่อกระดูกและฟัน เพราะในน้ำแร่ออรา 1 ลิตร มีแคลเซียมอยู่ประมาณ 5-10% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน     

ในปีนี้ น้ำแร่ออรา ได้จัดกิจกรรมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่ยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ ออราปลูกป่า 5 ภาค ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเกินความคาดหมาย ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้เปิดตัวแคมเปญทางออนไลน์ชุดใหม่ที่ชื่อว่า “ออรา น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ” เพื่อสื่อสารให้กลุ่มคนรักสุขภาพมั่นใจได้ว่า น้ำแร่ออราทุกขวดเป็น น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ ที่สะอาดบริสุทธิ์ มีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิ ซิลิก้า (OSA)  เพื่อสุขภาพผิว และแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟัน มั่นใจว่าแคมเปญนี้ จะช่วยสื่อสารจุดขายที่แตกต่างของน้ำแร่ออราได้เป็นอย่างดี”

บีทีเอส-แสนสิริ เผยความสำเร็จจากการร่วมมือกันพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน โดยพัฒนาร่วมกันไปแล้วถึง 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ล่าสุดปีนี้เตรียมโกยกำไรจากโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป อีก 4 โครงการ ดันกำไรจากบริษัทร่วมทุนแตะ 700 ล้านบาท ขณะที่ SIRI ยังมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนเพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายเตรียมรับรู้กำไรจากการโอนอีก 2 โครงการใหญ่ เดอะไลน์ อโศก - รัชดาและเดอะ เบส การ์เดน - พระราม 9 มูลค่าโอนรวม 5,300 ล้านบาท คาดกำไรโอนเข้าเป้าจากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการและที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็น New CBD ขณะที่ยังทยอยรับรู้กำไรต่อเนื่องจากอีก 2 โครงการที่ทยอยโอนตั้งแต่ครึ่งปีแรก เชื่อมั่นจุดแข็งด้านผู้นำการพัฒนาที่อยู่อาศัยของแสนสิริผนึกศักยภาพของบีทีเอส กรุ๊ป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในทุกโครงการต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าต่อตามแผนเตรียมจ่อคิวเปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป “เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค” มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นางสาววรางคณา  อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบีทีเอส และแสนสิริ ประกาศความร่วมมือในแผนระยะยาวในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 ล่าสุดด้วยความแข็งแกร่งในด้านเงินทุนของกลุ่มบริษัทบีทีเอสที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับการลงทุนในการขยายธุรกิจรถไฟฟ้าและความพร้อมด้านบุคลากร รวมถึงการมีที่ดินที่พร้อมพัฒนาในมือของกลุ่มบริษัท ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันไปแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์ โดยล่าสุดในปี 2561 นี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป มีแผนการโอนคอนโดมิเนียมอีก 4 โครงการ มูลค่าการโอนรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เดอะไลน์ ราชเทวี มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 โครงการเดอะไลน์ วงศ์สว่าง คอนโดมิเนียมพร้อมโอนสร้างเสร็จก่อนขายมูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนอีก 2 โครงการใหญ่ ที่จะเริ่มโอนและรับรู้กำไรทันทีในปลายเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ โครงการ เดอะไลน์ อโศก – รัชดา มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการเดอะเบส การ์เด้น - พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท รวมถึงแสนสิริยังมีรายได้รายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสในปีนี้เพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาทอีกด้วย

“บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอน 2 โครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ เดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา และ เดอะ เบส การ์เด้น-พระราม 9 จากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการ รวมถึงศักยภาพของโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเล อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง รองรับการเติบโตและขยายตัวของเมืองชั้นใน นับเป็นทำเลศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ที่รวมการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจจากการรายล้อมด้วยโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของการลงทุน ทั้งจากการปล่อยเช่าและการถือครองระยะยาว ทำเลนี้นับว่ามีศักยภาพในแง่การลงทุนสูงจากความต้องการใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ย้ายมาอยู่อาศัยตามแหล่งงาน โดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเห็นเพิ่มขึ้นในทำเลนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

โครงการเดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา (THE LINE Asoke-Ratchada) มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ชูคอนเซ็ปต์ “Balance is Everything, Location is Everything” ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ให้กับคนเมือง บนทำเลศักยภาพศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ใกล้ MRT พระราม 9 เพียง 300 เมตร นอกจากนี้ยังนับเป็นอาคารที่พักอาศัยอัจฉริยะ (Smart Building) แห่งแรกของแสนสิริที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในวันนี้ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ (Complete Your Living Experience) ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตของลูกบ้านในยุคดิจิทัล พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนตุลาคมนี้ อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมโอน ฟรีค่าส่วนกลาง 12 เดือน และฟรีค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น

โครงการ เดอะ เบส การ์เด้น – พระราม9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ยกระดับความพรีเมียม คัดสรรวัสดุที่ใช้อย่างบรรจงทุกรายละเอียด ด้วยการนำหินจากประเทศอิตาลีมาตกแต่งห้องฟิตเนสและ Lobby และปรับดีไซน์ ให้สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ในแนวคิด GARDEN OF CREATION นำพื้นที่สีเขียวมารวมกันก่อเกิดเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ให้มากกว่าการพักผ่อน เดินทางสะดวกใกล้แอร์พอร์ตลิงค์สถานีรามคำแหงเพียง 3 นาที และใกล้ทางด่วนศรีรัชเพียง 5 นาที พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปีเมื่อโอนภายในเดือนกันยายน และฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี เมื่อโอนภายในเดือนตุลาคมนี้* 

“ในปี้นี้เราได้เห็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการผนวกพลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือในช่วงที่เหลือของปีนี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ยังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ ร่วมกันอีก 1 โครงการ คือ โครงการเดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2563 โดยจุดเด่นของโครงการคืออยู่ติดรถไฟฟ้า 2 สาย เพียง 300 เมตรจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว พร้อมสวนขนาดใหญ่ กว่า 8 ไร่ และส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตร.ม.ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ‘Green is a new luxury’ จะเปิดการขายในเดือนพฤศจิกายนนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทนำไปจัดซื้อเครื่องบินโดยสารแบบเอทีอาร์ (ATR) 72-600 จำนวน 4 ลำ สำหรับการขยายเครือข่ายเส้นทางการบินของบางกอกแอร์เวย์สทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ณ สำนักงานใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561

การสนับสนุนของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นที่จะพัฒนาและขยายเครือข่ายเส้นทางบินในอนาคต เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับการขยายตัวของการค้า การลงทุน และการบริการ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยและภูมิภาคเอเชียโดยรวม โดยสอดคล้องกับภารกิจของ EXIM BANK และนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย เห็นได้จากข้อมูลปี 2560 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2.76 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ธนาคารกสิกรไทย เปิด “เคพาร์ค” (K PARK) แห่งแรก สาขาถนนหทัยราษฎร์ 33 จับมือ 3 พันธมิตรธุรกิจยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ปตท. (สถานีบริการน้ำมันปตท. และคาเฟ่ อเมซอน) เอสซีจี เอ็กซ์เพรส และ อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง พื้นที่รูปแบบใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์ โดยผู้ใช้บริการที่เคพาร์คสามารถทำธุรกรรมการเงินรูปแบบดิจิทัลของธนาคารกสิกรไทยได้สะดวก รวดเร็ว ส่งพัสดุผ่านบริการจากเอสซีจี เอ็กซ์เพรส  เครื่องดื่มจากคาเฟ่อเมซอน เพลิดเพลินไปกับ มุมนายอินทร์  Digital Shelf  อ่านฟรี! E-Book  และหนังสือในแบบรูปเล่ม ที่นายอินทร์ได้คัดเลือกหนังสือดี และหนังสือแนะนำมาให้เลือกอ่านได้ฟรี!  พร้อมทั้งสามารถสั่งซื้อได้ทันที ผ่านแอปพลิเคชั่น “NAIINPANN”  และ www.naiin.com  ยังมีพื้นที่ส่วนกลางนั่งเล่นพักผ่อน จัดเวิร์กชอป สัมมนา

เคพาร์ค สาขาถนนหทัยราษฎร์ 33 เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30 – 20.00 น. และสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ตั้งแต่เวลา 10.30 -18.00 น.

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิด K PARK

  • เมื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย พร้อม สมัครบริการ K PLUS รับบัตร Cash Card คาเฟ่ อเมซอน มูลค่า 100 บาท ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึง 31 ธันวาคม 2561 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด
  • รับส่วนลดพิเศษจาก SCG EXPRESS ผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วน มอบส่วนลดสูงสุดถึง 20 บาท เมื่อชำระค่าส่งพัสดุด้วย QR Code ผ่าน K  PLUS ที่ K PARK ปตท. แสงอารี หทัยราษฎร์ 33 ตั้งแต่ วันที่ 25 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2561

เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ นพ.พิทยา จารุพูนผล คณบดี พร้อมด้วย ดร.โรเบิร์ตโต บรูโน่ ก๊อซโซลี่ ประธานกลุ่มสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพิธีเข้ารับประกาศนียบัตรผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA ระดับอาเซียน ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลักสูตรการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) วิทยาลัยนานาชาติ ถือได้ว่าเป็นสถาบันการศึกษาระดับปริญญาตรีแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียนจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน AUN Quality Assurance: AUN-QA

เนื่องจากวันที่ 16 กันยายนถูกกำหนดให้เป็นวันโอโซนสากล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชุดโครงการ “เรื่องโอโซน เรื่องของเรา” ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ธนาคารโลก และธนาคารออมสิน

เพื่อดำเนินการป้องกันชั้นโอโซนในบรรยากาศมิให้ถูกทำลาย และร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากรูโหว่ของชั้นโอโซน (Ozone Depletion) ซึ่งภายใต้อนุสัญญาเวียนนา (Vienna Convention) มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นการรับรู้ถึงปัญหาโอโซน พร้อมทั้งระดมความคิดเพื่อสร้างนโยบายหรือนวัตกรรม ที่ใช้ในการจัดการปัญหาชั้นโอโซนถูกทำลาย รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน

สามารถชมรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ChulaEngineering

X

Right Click

No right click