January 28, 2020

นายปรีชา รุธิรพงษ์ (คนที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด พร้อมด้วยพนักงาน บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมให้กำลังใจและส่งคุณอิทธิพล สมุทรทอง หรือ คุณป๊อก (คนที่ 3 จากขวา) ที่เป็นตัวแทนเอฟดับบลิวดี ประเทศไทย เดินทางไปร่วม "FWD North Pole Marathon" มาราธอนที่วิ่งบน “แผ่นน้ำแข็ง” ปราศจากพื้นดิน บริเวณมหาสมุทรอาร์กติก ขั้วโลกเหนือ ที่ระยะ 42.195 กิโลเมตร จัดว่าเป็นมาราธอนที่อยู่เหนือสุดและหนาวที่สุดในโลก ด้วยอากาศต่ำกว่าศูนย์องศา (Sub-Zero Temperatures) ตลอดการแข่งขัน ร่วมให้กำลังใจและติดตามการผจญภัยครั้งสำคัญในชีวิตของคุณป๊อก ได้ที่ Facebook Fan Page FWD Thailand

เอปสัน ร่วมกับสมาคมส่งเสริมและพัฒนาการถ่ายภาพ และ DJI จัดกิจกรรม “Epson Moverio Experience” เปิดโอกาสให้นักศึกษาและผู้สนใจได้สัมผัสกับมุมมองใหม่ผ่านแว่นตาอัจฉริยะ Moverio BT-300 จากเอปสันในการถ่ายภาพมุมสูงจากโดรน  เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทักษะทางด้านการถ่ายภาพและส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์  ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา  โดยได้รับเกียรติจาก  ผศ.ภคมน ตั้งจิตติเลิศ จากสาขาศิลปะการถ่ายภาพภาควิชาออกแบบ วิทยาลัยเพาะช่าง และอาจารย์นท พูนไชยศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านสตูดิโอภาพยนตร์ สถาบันกันตนา

งานนี้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสประสบการณ์ตรงผ่านกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ณ สถาบันกันตนา ศาลายา จังหวัดนครปฐม ติดตามกิจกรรมดีๆ ของเอปสันได้ที่ www.epson.co.th และ www.facebook.com/EpsonThailand

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่เพื่อสืบสานประเพณีไทยฉลองเทศกาลสงกรานต์  โดยมี คุณแซลลี่ โอฮาร่า ประธานกรรมการบริหาร พร้อมผู้บริหารร่วมอวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พนักงาน และมีความสุขชุ่มฉ่ำกายใจตลอดปี 2562

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ จัดโครงการส่งเสริมพัฒนาสินค้าและเทคนิคการผลิตของผู้ประกอบการMaterial ของไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย พัฒนาสินค้าวัตถุดิบ / วัสดุท้องถิ่นหรือ Material ของไทย รุกตลาดต่างประเทศ โดยได้ Mr. Junya Kitagawara ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นร่วมติวเข้ม แนะแนวทางการเจาะตลาดพร้อมพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีโลกโดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา โดยปี 2561 ไทยส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ไปยังประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่ากว่า 413 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าที่ใช้วัสดุและเทคนิคการผลิตของไทยเป็นสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ แตกต่าง และหายากมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากสามารถนำมาพัฒนาเป็นสินค้าของใช้ของตกแต่งบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีเอกลักษณ์ การเจาะตลาดญี่ปุ่นจะสามารถขยายมูลค่าส่งออกได้เป็นอย่างดี

เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ กรมฯ จะมีการจัดประชุมหัวข้อ “แนะนำแนวโน้มสินค้าที่ทำจากวัตถุดิบของไทย : เทรนด์การส่งออกที่มีศักยภาพของอุตสาหกรรมตกแต่งภายในประเทศญี่ปุ่น” (Material Trend : Potential Products for Japanese Interior design Industry) โดยได้ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น Mr. Junya Kitagawara ติวเข้มให้ผู้ประกอบการไทยกลุ่มสินค้าที่ใช้วัสดุ / วัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ของขวัญ ของใช้ ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เคหะสิ่งทอ และผู้สนใจ ไม่ต่ำกว่า 80 ราย ได้เข้าใจถึงสินค้า "Material" และช่องทางในการส่งออกสู่ประเทศญี่ปุ่น

กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 2562 ภายในงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เดือนเมษายน 2562 และวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562 จะเป็นการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ โดย Mr. Kitagawara เพื่อรับคำแนะนำเชิงลึกต่อไป ทั้งนี้ สินค้าที่ผ่านการพัฒนาแล้ว จะได้ร่วมจัดแสดงภายในงานแสดงสินค้า Tokyo International Gift Show 2019 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

 

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 507 8330 หรืออีเมล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือ โทรสายตรงกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ชูนวัตกรรมอัจฉริยะจาก AI คลาวด์ และ IoT ยกระดับศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้ทัดเทียมองค์กรขนาดใหญ่บนเวทีโลก ในงาน Microsoft Innovation Conference ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อให้คำแนะนำทั้งในเชิงเทคนิคและกลยุทธ์กับผู้บริหารและพนักงานฝ่ายไอทีของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไทย และนำเสนอโซลูชันเด่นที่พร้อมเร่งประสิทธิภาพให้กับทุกองค์กร

ภายในงาน ทีมผู้บริหารไมโครซอฟท์ นำโดยนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เสนอแนะแนวทางการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจในทุกประเภทและอุตสาหกรรม ทั้งยังเจาะลึกแนวคิด “Three Clouds” กับการผสมผสาน 3 โซลูชันและแพลตฟอร์มคลาวด์ของไมโครซอฟท์อย่าง อาซัวร์  Office 365 และ Dynamics 365 เข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้รุดหน้าอย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

“คำพูดที่ว่า ‘AI มีอยู่ทุกหนแห่ง’ นั้น กำลังใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย เพราะไม่ว่าจะเป็นแชทบอทของร้านค้าที่ตอบคำถามของลูกค้าอย่างอัตโนมัติ หรือระบบ Electronic Know-Your-Customer สำหรับการยืนยันตัวตนลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลของธนาคาร ก็ล้วนทำงานโดยมี AI เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานอยู่เบื้องหลัง” นายธนวัฒน์กล่าว “AI และคลาวด์ ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ไกลเกินเอื้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพราะเงินทุนไม่ใช่อุปสรรคในการนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กลับเป็นเรื่องของกลยุทธ์และแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจที่ยังขาดหายไปอยู่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีธุรกิจเพียง 26% เท่านั้นที่นำ AI มาเป็นหัวใจหลักในกลยุทธ์ทางธุรกิจ เราเชื่อว่าธุรกิจในยุค AI จะต้องมี Tech Intensity หรือความเข้มข้นในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ผ่านทางการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพจากเทคโนโลยี”

ยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้า พร้อมเสริมความคล่องตัวให้พนักงานและองค์กร ด้วยโซลูชันคุณภาพจากพันธมิตรของไมโครซอฟท์

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์ได้จับมือกับพันธมิตรผู้พัฒนาและติดตั้งโซลูชันชั้นนำในประเทศไทยเพื่อร่วมกันจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการล่าสุดสำหรับทั้งกลุ่มเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ โดยครอบคลุมการทำงานในหลายด้าน นับตั้งแต่ประสบการณ์ของลูกค้าไปจนถึงระบบงานภายในองค์กร เช่น Wolf Approve ระบบการขออนุมัติเอกสารออนไลน์ผ่านคลาวด์ โดยบริษัท เทคคอนส์บิส จำกัด จะช่วยลดความซับซ้อนในการเดินเอกสารทั่วไปภายในองค์กร เช่นการขอเบิกค่าใช้จ่าย เบี้ยเลี้ยง หรือการยื่นใบลา เป็นต้น ด้วยการสร้างแบบฟอร์มและกระบวนการอนุมัติที่เป็นดิจิทัลทั้งหมดบนแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์

คุณสิโรฒม์ ทัศนัยพิทักษ์กุล Solution Specialist จากเทคคอนส์บิส เผยว่า “นอกจากจะเป็นการย้ายระบบงานเอกสารจำนวนมากขององค์กรให้กลายเป็นระบบดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งพากระดาษแล้ว Wolf Approve ยังรองรับการตั้งเงื่อนไขการอนุมัติเอกสารได้โดยอัตโนมัติ ตามรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัท ไม่สับสนในการส่งเอกสารไปหาผู้อนุมัติที่ถูกต้องอีกต่อไป ทั้งยังเปิดให้ใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันในอุปกรณ์พกพาต่างๆ จึงทำให้พนักงานและผู้อนุมัติเอกสารสามารถทำเรื่องและอนุมัติคำร้องต่างๆ ได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ในขณะเดินทาง”

ส่วนโซลูชัน Smart Self-Checkout จุดชำระเงินซื้อสินค้าแบบอัจฉริยะ โดย บริษัท ริเวอร์พลัส จำกัด นำบริการ Custom Vision บนแพลตฟอร์มอาซัวร์ มาพัฒนาต่อยอดเป็นระบบ AI ที่สามารถแยกแยะวัตถุตรงหน้าเพื่อให้บริการลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ เช่นในกรณีตัวอย่างของร้านเบเกอรี่ ที่สามารถฝึกสอนให้ AI ดังกล่าวจดจำลักษณะของขนมปังแต่ละชนิดจากภาพที่มองเห็นผ่านกล้อง เมื่อลูกค้านำถาดมาวางใต้กล้อง AI จะระบุชื่อสินค้า ระบุราคา ปริมาณแคลอรี่ โปรโมชั่น สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบนหน้าจอได้ทันที นอกจากนี้ AI และแพลตฟอร์มอาซัวร์ ยังสามารถเก็บข้อมูลอื่นไม่ว่าจะเป็นยอดขาย สินค้าขายดี อายุ เพศ ความพึงพอใจของผู้ซื้อ ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวสามารถนำมาดัดแปลงให้เข้ากับการทำงานในแต่ละธุรกิจได้อีกด้วย

“เทคโนโลยีด้าน Machine Vision หรือการมองเห็นของระบบคอมพิวเตอร์ ที่ทางริเวอร์พลัสพัฒนาขึ้นมานั้น ไม่ได้ใช้ได้เพียงแต่ในกรณีนี้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลายรูปแบบด้วย เช่นในกรณีของการตรวจสอบรหัสชิ้นส่วนหรือคุณภาพสินค้าในสายการผลิต เป็นต้น” คุณจิราภรณ์ ตีระมาศวณิช ผู้จัดการทั่วไปของริเวอร์พลัสเผย

บริษัท จีเอเบิล จำกัด ได้นำโซลูชันระบบงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล Staffio และระบบจัดทำ นำส่ง และจัดเก็บข้อมูลภาษีแบบครบวงจรบนคลาวด์ Taxircle มาจัดแสดงภายในงาน โดย Staffio เป็นระบบที่รองรับงานทั้งในด้านโครงสร้างองค์กร การบริหารจัดการพนักงานเป็นรายบุคคล การบันทึกเวลางาน วันลาหยุด การจัดการเงินเดือน ส่วน Taxircle จะช่วยแปลงข้อมูลจากระบบบัญชีให้กลายเป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมนำส่งไปยังกรมสรรพากรและคู่ค้าได้ทันที และเก็บรักษาข้อมูลได้ปลอดภัย ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

คุณปณต กาญจนศูนย์ หัวหน้าแผนกการตลาดและดิจิทัลโซลูชันจากจีเอเบิล เสริมอีกว่า “เราต้องการนำโซลูชันดิจิทัลเข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลและระบบงานที่มีในมือได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้ง Staffio และ Taxircle เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการ Corporate Digital Solution ของจีเอเบิล ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะงานด้าน HR และภาษีเท่านั้น แต่ยังมีโซลูชันด้านการตลาดแบบดิจิทัลแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบอีกด้วย”

ทางสตาร์ทอัพไทย ฟีดแบค 180 ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของบุคลากรฝ่ายวิจัยและพัฒนาในบริษัทมาสร้างสรรค์โซลูชัน Closed Loop Feedback ซึ่งนำ AI และ machine learning มาช่วยให้ธุรกิจได้รับรู้และเข้าใจในเสียงตอบรับจากลูกค้าในทุกช่องทางอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบช่วยวิเคราะห์และตีความความคิดเห็นจากข้อความภาษาไทยที่ถูกโพสท์ลงบนโลกออนไลน์

คุณยงยุทธ ทรงศิริเดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของฟีดแบค 180 เผยว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำในด้านการทำความเข้าใจในตัวลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการแยกแยะและจดจำลักษณะของลูกค้าที่แวะมาที่หน้าร้านค้าหรือสาขา หรือการเปลี่ยนกระแสเสียงตอบรับของฐานลูกค้าให้กลายเป็นข้อเสนอพิเศษที่ตรงเป้า โดยที่ลูกค้าองค์กรสามารถเลือกเติมความสามารถให้กับโซลูชัน Closed Loop Feedback ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงได้ตามต้องการ เช่นโมดูล Social Voice ที่รองรับการวิเคราะห์ข้อความเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าที่กำหนดไว้ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญของเราในด้านการวิเคราะห์และทำความเข้าใจภาษาด้วย AI ยังช่วยให้เราสามารถสร้างระบบคลังความรู้ภายในองค์กรแบบ Knowledge Graph ที่ค้นหาข้อมูลได้ด้วยประโยคคำถามที่เรียบเรียงแบบธรรมชาติและไม่ตายตัว”

ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน AI ของไมโครซอฟท์ได้ที่

https://news.microsoft.com/apac/features/artificial-intelligence/

นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดองค์กร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และนายแพทย์ สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมทำพิธีเปิดห้องสอนแสดง “ โครงการรู้ทัน...กันหักซ้ำ” ที่โรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งเป็นห้องตัวอย่างสำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก  โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และมีนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ รวมถึงมีการให้ความรู้ในการเตรียมพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุหลังรับการฟื้นฟูจากโรงพยาบาลเมื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวันปกติที่บ้าน 

ห้องตัวอย่างดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือระหว่างพฤกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย และกรมการแพทย์ ที่มีการลงนาม MOU ในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมบ้านผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยพฤกษา “ใส่ใจ” ในคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะประชากรวัยสูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่สนใจสามารถชมห้องตัวอย่างได้ที่ชั้น  17 อาคารกาญจนาภิเษก โรงพยาบาลเลิดสิน

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี หลักสูตรนานาชาติ รอบที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2562-2563 จำนวน 6 หลักสูตร 16 สาขาวิชา ระหว่างวันที่ 18 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.muic.mahidol.ac.th หรือติดต่อหน่วยรับสมัครฯ โทร.0-2700-5000 ต่อ 4344, 4347 อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

  1. หลักสูตรนิเทศศาสตร์บัณฑิต (BACHELOR OF COMMUNICATION ARTS : B.COM.ARTS)

– สาขาวิชาสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication)

  1. หลักสูตรศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต (BACHELOR OF FINE ARTS : B.F.A.)

สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ (Communication Design)

  1. หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต (BACHELOR OF ARTS : B.A.)

– สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก (International Relations and Global Affairs)

– สาขาวิชาวัฒนธรรมนานาชาติศึกษาและภาษา (Intercultural Studies and Languages)

  1. หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (BACHELOR OF BUSINESS ADMINISTRATION : B.B.A.)

– สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics)

– สาขาวิชาการเงิน (Finance)

– สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business)

– สาขาวิชาการตลาด (Marketing)

       5. หลักสูตรการจัดการบัณฑิต (BACHELOR OF MANAGEMENT : B.M.)

– สาขาวิชาการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management)

  1. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (BACHELOR OF SCIENCE : B.Sc.)

- สาขาวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ (Applied Mathematics)

– สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Sciences)

– สาขาวิชาเคมี (Chemistry)

– สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)

– สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Science)

– สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (Food Science and Technology)

– สาขาฟิสิกส์ (Physics) 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เดินหน้าสร้างสรรค์สังคมไทย ผ่านหลากหลายกิจกรรมส่งเสริมเยาวชนที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ “ปันความรู้สู่เด็กไทย” ล่าสุด เปิดตัวแนวคิด Explore the Future With Us” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการส่งเสริมเยาวชนในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เยาวชนไทยออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ รอบตัว พร้อมเดินหน้าล่าฝัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา อาชีพและความเป็นผู้นำ รวมทั้งงานด้านจิตอาสา ที่ขยายถึงทุกคนในสังคม  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาวชนโดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน    

นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร  บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า กว่า 60 ปีที่ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิตได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์สังคมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจอย่างซื่อตรง โดยตระหนักถึงบทบาทความรับผิดชอบในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทยและยึดมั่นในปณิธานอันแน่วแน่ที่จะคืนกำไรตอบแทนสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ “ปันความรู้สู่เด็กไทย” ให้เป็นสังคมอุดมปัญญาที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ริเริ่มและดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหลากหลายรูปแบบครอบคลุมทุกมิติ

สำหรับโครงการเพื่อสังคมในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าต่อยอดในเรื่องการสนับสนุนเยาวชน หากแต่ดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทในกลุ่มอลิอันซ์ นั่นคือ การขับเคลื่อนให้เยาวชนทุกคนมุ่งค้นพบสิ่งใหม่ๆ รอบตัว ภายใต้ชื่อ “Explore the Future with Us” ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการออกเดินตามความฝันของแต่ละคนในหลากหลายมิติ อันได้แก่

1.การสนับสนุนด้านกีฬา ด้วยการเข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักในโครงการ เอฟซี บาร์เยิร์น ยูธ คัพ ไทยแลนด์ 2019 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องสู่ปีที่ 4 มีเยาวชนกว่า 10,000 คนเข้าร่วมโครงการนี้มาแล้ว ถือเป็นการสนับสนุนเยาวชนไทยไปสู่สังเวียนลูกหนังระดับโลก แทนที่โครงการ “อลิอันซ์ จูเนียร์ ฟุตบอล แคมป์” นอกจากนั้น บริษัทฯก็ยังคงสานต่อโครงการ “อลิอันซ์ อยุธยา สานฝัน ปันสนามฟุตบอลให้น้อง” จัดเป็นปีที่ 5 โดยที่ผ่านมาได้ทำการปรับปรุงสนามฟุตบอลมาแล้วทั้งหมด 28 แห่ง เข้าถึงเยาวชนไทยกว่า 10,000 คน ทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณกว่า 11.5 ล้านบาท และปีนี้ ตั้งเป้าปรับปรุงสนามต่ออีก 4 แห่ง ที่จังหวัด ลำปาง หนองคาย กาญจนบุรี และชัยนาท

2. การสนับสนุนด้านอาชีพและความเป็นผู้นำ ผ่านโครงการ “อลิอันซ์ อยุธยา พาน้องเที่ยวบางกอก” โดยนำนักเรียนชั้น ป.5 สังกัดกรุงเทพมหานครไปเรียนรู้นอกห้องเรียนและได้ประสบการณ์จริงจากการไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้โดยตรงให้กับนักเรียน และยังต่อยอดด้วยโครงการยุวมัคคุเทศก์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจได้เรียนรู้ฝึกฝนและปฏิบัติงานเป็นยุวมัคคุเทศก์ นำชมสถานที่สำคัญทางประวิติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน มีเยาวชนที่เข้ารับการอบรมในหลักสูตรและได้ทำงานเป็นมัคคุเทศก์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปแล้วกว่า 200 คน

นอกจากนั้นผ่าน ยังได้จับมือกับกลุ่ม Music Sharing และ พันธมิตร จัดโครงการดนตรีเปลี่ยนชีวิต Music Change Children’s Lives  เป็นโครงการที่นำดนตรีเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเด็ก เยียวยาจิตใจให้มีความสุขและสามารถประกอบเป็นอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งโครงการนี้ บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากกลุ่ม Music Sharing ครูดนตรีอาสาจัดสอนดนตรีทุกวันศุกร์ช่วงบ่ายตลอดปี ณ สถานแรกรับเด็กชาย (บ้านภูมิเวท) โครงการนี้ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มอลิอันซ์ระดับโลกมอบทุน Social Innovation Fund จำนวน 50,000 ยูโร หรือประมาณ 2 ล้านบาท นำไปพัฒนาศักยภาพเด็กๆ ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และเด็กด้อยโอกาสต่อเนื่อง 3 ปี

3. การสนับสนุนด้านจิตอาสา โดยระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ตัวแทนประกัน ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านการบริจาค มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทำความดีในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น งานวันเด็กแห่งชาติ การช่วยเหลือนักเรียนผู้ประสบภัย การบริจาคโลหิต ร่างกายและอวัยวะ กิจกรรมระดมทุนเพื่อมอบรายได้ให้กับมูลนิธิและองค์กรการกุศล เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา จากกิจกรรม อลิอันซ์ อยุธยา ชาริตี้ฟันแฟร์ และการระดมทุนจัดจำหน่ายสินค้า เพื่อมอบรายได้ให้กับมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เป็นต้น ทั้งนี้ โครงการที่โดดเด่นที่สุดในปีที่ผ่านมา คือ การจัดกิจกรรมเปลี่ยนโรงหมูให้เป็นโรงเรียนรู้ ซึ่งเป็นการรวมพลังของทุกฝ่ายปรับเปลี่ยนโรงหมูในชุมชนคลองเตยให้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของเด็กในชุมชน ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนและยังช่วยพัฒนาศักยภาพเด็กในพื้นที่คลองเตย สร้างภาวะผู้นำ และสร้างความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมของผู้คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

“ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานจนถึงปีที่ 68 และปัจจุบันได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในบริษัทประกันชั้นนำที่นอกจากจะเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพแล้ว เรายังได้พิสูจน์แล้วว่า ในการดำเนินธุรกิจของเรา เราไม่ได้มุ่งแสวงหาแต่กำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่เรายังได้ให้ความสำคัญกับการริเริ่มกิจกรรมสร้างสรรค์และส่งเสริมสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำอย่างยาวนานและตั้งใจจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้พัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน” นางสาวพัชรา กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คุณริชาร์ด หยู กรรมการบริหารและซีอีโอ  หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประกาศกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทผ่านช่องทาง Sina Weibo โดยกำหนดเป้าหมายในการบริหารดังต่อไปนี้

  1. หัวเว่ยจะขึ้นแท่นครองตำแหน่งผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดในโลก
  2. ออเนอร์จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศจีน และอันดับ 4 ของโลก
  3. บริษัทจะให้การสนับสนุน ออเนอร์ ในการพัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัยและเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ช่องทางการจัดจำหน่าย และกลยุทธ์ค้าปลีก ในขณะที่ยังคงยึดหลักการบริการแบบกลยุทธ์แบรนด์คู่ หรือ Dual-Brand Strategy ระหว่างออเนอร์และหัวเว่ย โดยทั้งสองแบรนด์จะรักษาไว้ซึ่งวิสัยทัศน์ในการคิดแบบมองไปข้างหน้า หรือ Forward Thinking และมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์อุปกรณ์อันชาญฉลาด อีกทั้งสร้างโลกแห่งการเชื่อมต่ออย่างแท้จริง

คุณริชาร์ด หยู เชื่อว่า "หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ได้เดินทางมาถึงบทใหม่" และ "หัวเว่ยและออเนอร์จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้" เป้าหมายใหม่เหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้บรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ทั้ง 7 ประการ ที่คุณริชาร์ด หยู ตั้งไว้เมื่อปี 2555 ซึ่งได้แก่:

  1. เปลี่ยนจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าไม่ตราแบรนด์สินค้า (ODM non-branded operator) สู่ผู้รับจ้างผลิตสินค้าแบรนด์อิสระหรือ OEM (Original Equipment Manufacturer)
  2. ยกระดับมาตราฐานเครื่องเทอร์มินัลจากระดับล่างถึงระดับกลาง สู่ระดับสมาร์ทอัจฉริยะ
  3. ยุติการจำหน่ายโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนระดับล่างที่มียอดขายสูงแต่ให้ผลกำไรต่ำ
  4. รวมการทำงานของหน่วยประมวลผล HiSilicon เข้ากับชิป Balong
  5. พัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
  6. ออกแบบการใช้งานระบบปฏิบัติการ Emotion UI
  7. ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับต้นในอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์โลก

ธุรกิจผู้บริโภคของหัวเว่ยนำรายได้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 48.4% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมของหัวเว่ย โดยในปีที่ผ่านมาธุรกิจผู้บริโภคของหัวเว่ยสามารถทำยอดขายได้ถึง 348.9 พันล้านหยวน คิดเป็นอัตราที่สูงขึ้นถึง 45.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ทั้งนี้ด้วยเหตุดังกล่าวจึงส่งผลให้ธุรกิจผู้บริโภคพุ่งทยานเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้แก่บริษัทมากที่สุด

ในขณะที่อุตสาหกรรมทั่วโลกชะลอตัว ออเนอร์ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างถึงขีดสุด แหล่งข้อมูลของ IDC ระบุว่าในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2561 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมียอดส่งออกลดลงมากถึง 3.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี แต่ในทางกลับกันออเนอร์กลับมียอดขายที่พุ่งสูงขึ้นคิดเป็น 27.1% นอกจากนี้ออเนอร์ยังสามารถเพิ่มยอดขายในต่างประเทศได้มากกว่า 170% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อีกทั้งยังสามารถทำยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ในปี 2561 ซึ่งมีอัตราการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 29.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ในปีนี้ออเนอร์ยังได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมสมาร์โฟน ได้แก่:

  • 3D TOF: สมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง HONOR View 20  มาพร้อมกล้องหลังที่มีเทคโนโลยีแบบ TOF 3 มิติ ช่วยเพิ่มมิติให้รูปภาพและวีดีโอ จับการเคลื่อนไหว และถ่าย Motion Capture ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นับเป็นจุดเด่นของเซ็นเซอร์ตัวใหม่นี้ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายและเพิ่มลูกเล่นความสนุกในการถ่ายภาพได้อย่างสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ระบบกล้องแบบ TOF 3 มิติ ยังเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของคุณให้กลายเป็นจอยเกมรองรับการเล่นเกมแบบ 3D Motion การสร้างสรรค์ภาพ 3D และ Magic AR ได้อีกด้วย
  • หน้าจอแบบ All-View Display: HONOR View 20 มาพร้อมกับหน้าจอแบบ All-View display ขนาด 6.4 นิ้ว รองรับความละเอียดสูงสุดได้ถึง 2310p x 1080p 398PPI ภายใต้หน้าจอแบบ All-View display มีกล้องหน้าอันเป็นนวัตกรรมใหม่ฝังในหน้าจอ ซึ่งรูกล้องมีขนาดเล็กพิเศษเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 4.5 มม. ปราศจากส่วนเว้าบนหน้าจอให้รำคาญใจ จึงนับว่า HONOR View 20 เป็นสมาร์ทโฟนที่ให้ประสบการณ์การใช้งานหน้าจอได้กว้างที่สุด โดยมีอัตราส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่องที่มีอัตราสูงถึง 91.8% และยังมีอัตราส่วนความกว้างของหน้าจอแสดงผลที่ 19.5:9 ใกล้เคียงกับอัตราส่วนหน้าจอในโรงภาพยนตร์ ยกระดับประสบการณ์การเข้าถึงโลกภาพยนตร์ให้น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่เคย
  • 5G: หัวเว่ย และ ออเนอร์ มีส่วนสำคัญในความก้าวหน้าของเครือข่ายทั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ 3G ไปถึง 4G และ 5G ในปัจจุบัน โดยบทบาทแรกคือการเป็นผู้ตั้งมาตรฐานและจดสิทธิบัตรสำหรับเทคโนโลยีหลัก บทบาทที่สองคือการเป็นผู้ให้บริการและตรวจสอบโซลูชั่นที่ยกระดับการพัฒนาเครือข่าย และบทบาทที่สามซึ่งคือการเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มาจากผู้ให้บริการโซลูชั่น 5G รวมถึงการเป็นผู้ผลิตบริการแอพพลิเคชัน 5G ที่สร้างแอพทุกประเภท ออเนอร์มีความได้เปรียบในการวางแผนยุทธวิธีสำหรับอุปกรณ์ 5G และวางแผนที่จะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ 5G เครื่องแรกในปีนี้ ตามที่คุณจอร์จ เจ้า ประธานบริษัทออเนอร์ กล่าวในงาน Mobile World Congress 2019 ที่ผ่านมา

นายจอร์จ เจ้า ประธานบริษัทออเนอร์ กล่าวว่า “ออเนอร์กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และจะไม่มีอะไรหยุดยั้งเราได้ เพราะถึงแม้ก้าวข้างหน้านั้นจะยากลำบากแค่ไหน แต่ผู้ที่แข็งแกร่งนั้นก็จะยังคงพยายามก้าวต่อไป เราจะทำทุกวันให้เป็นโอกาสในการมอบสิ่งที่มีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ให้กับแฟน ๆ สำหรับออเนอร์แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดนั้นยังอยู่ที่ปลายทางข้างหน้า”

 

มร.ฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และนายบัณฑิต  เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ร่วมฉลองความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือของสองพันธมิตรในงาน KKGEN BEST IN CLASS ANNUAL AWARDS 2018 ในการมอบรางวัลสุดยอดทีมขาย KKGEN ประจำปี 2018 ประกอบด้วยรางวัลผลงานเบี้ยประกันชีวิตยอดเยี่ยมระดับภาค  ระดับเขต ระดับสาขา และระดับบุคคล  พร้อมกันนี้ นายมานิตย์ วรรณวานิช ประธานสายเครือข่ายการขายและบริการ ธนาคารเกียรตินาคิน  ได้ประกาศภารกิจเป้าหมายปี 2019  และ มร.แซมดาชิ สุมิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายช่องทางธุรกิจรายย่อย กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้เผยกลยุทธ์ด้านการขายและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าธนาคารฯ เพื่อสนับสนุนและสร้างความเชื่อมั่นในการพิชิตเป้าหมายปี 2019 ต่อไป โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมพูลแมน แกรนด์ สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้

X

Right Click

No right click