November 19, 2019

ดีแทคชูต้นแบบการใช้งาน 5G ร่วมทดสอบที่ศูนย์ 5G IoT & AI Innovation Center ภายใต้ความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมชวน CAT และทีโอที ร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างกรณีการใช้งานในภาคธุรกิจจริง ทั้งศึกษาแนวทางและคุณสมบัติ 5G เพื่อสร้างต้นแบบการใช้งาน ทดลองใช้จริง

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นอย่างไม่หยุดเพื่อวางรากฐานสำหรับโครงข่ายสู่อนาคตในประเทศไทย อาทิ ดีแทคเป็นรายแรกที่การนำเทคโนโลยีโครงข่ายระบบชุมสายเสมือน (Visualized Core Network: VCN) มาดำเนินงาน และนำอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบ Massive MIMO 64x64 ที่ทันสมัยที่สุดในโลกมาให้บริการเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกในไทย การนำประเทศไทยเข้าสู่ยุค 5G จะต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านสู่ 3G หรือ การมาของ 4G ดังนั้น ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่จะต้องวางแผนขยายโครงข่ายตอบโจทย์ในการรองรับอุตสาหกรรมและรูปแบบการใช้งาน นี่คือความสำคัญสำหรับเราในการมุ่งสู่การทดสอบเทคโนโลยีเพื่อค้นหาการใช้งานด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนสู่กลยุทธ์ 5G ของไทย”

ดีแทคร่วมกับ CAT และ ทีโอที ในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกับทาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงาน กสทช. ในการเปิดศูนย์ 5G IoT & AI Innovation Center เพื่อทำการทดสอบ 5G ด้วยรูปแบบการใช้งานจริงต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำบริการ 5G ขับเคลื่อนประเทศไทย โดยศูนย์แห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และผู้สนใจร่วมทดสอบและพัฒนาสู่ความพร้อมของการทำงานดิจิทัล

สำหรับในช่วงทดสอบ 5G ดีแทคได้วางแผนเบื้องต้น ที่จะมีแนวทางทดสอบกรณีการใช้งาน (Use Cases) กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคาดว่ามีรูปแบบการใช้งาน (Use cases) ในกลุ่มฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farming) อาคารอัจฉริยะ (Smart Building Solutions) บรอดแบนด์ไร้สายประจำที่ (Fixed Wireless Access) การวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Measurement) บริการสื่อขั้นสูง (Advanced media services) โดรนเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Drones) สมาร์ทเฮลธ์แคร์(Smart Healthcare) อุตสาหกรรมอัจฉริยะ(Smart Industry) สมาร์ทซิตี้แอปพลิเคชัน (Smart City Application)

ที่ผ่านมา ดีแทคได้จัดทำโซลูชัน “ฟาร์มแม่นยำ” ซึ่งถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Internet of Things เพื่อการทำเกษตรที่มีความแม่นยำที่ดีแทคได้พัฒนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสุ่ 5G สามารถปลดล็อกมูลค่ามหาศาลให้แก่เกษตรกรของประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าการทำเกษตรกรรมยุคใหม่จะต้องใช้ประโยชน์ของดิจิทัลและความสามารถของ 5G มาต่อยอดเพื่อทำรายได้เพิ่มมากขึ้น

ดีแทคมีเทคโนโลยีการสื่อสาร ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ที่พร้อมจะนำคนไทยสู่ความยั่งยืนของยุค 5G ดีแทคมีจุดยืนและให้ความสำคัญที่จะทำให้ 5G เกิดขึ้นในไทย คือ

  1. แนวทางการกำกับดูแล (Regulation) กฎระเบียบต่างๆ ต้องเอื้อให้5G สามารถเกิดได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการที่ซับซ้อนและระยะเวลาในการขออนุญาต เป็นปัจจัยในการจำกัดความสามารถในการเร่งขยายสัญญาณในประเทศไทย และควรมีแนวทางในการใช้ทรัพยากรเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สูงสุด เช่น การคำนึงถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน และมีความสะดวกในการปฏิบัติ
  2. แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) ต้องกำหนดว่าจะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ใด เมื่อไร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดแผนและการนำคลื่นย่านความถี่ต่างๆ ที่ชัดเจนมาใช้งาน เพราะการจะให้บริการ5Gได้นั้นต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพอ ผู้ให้บริการจึงไม่สามารถวางแผนการใช้งานที่ชัดเจนรวมถึงประสิทธิภาพการวางแผนลงทุน
  3. สร้างความร่วมมือ (Enhanced collaboration) จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันอย่างยั่งยืน ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ผู้ให้บริการและผู้บริโภค ในการสร้างระบบนิเวศน์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน และช่วยกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นตลอดเวลา

นอกจากความร่วมมือที่ดีแทคพร้อมสำหรับทุกภาคส่วนแล้ว ดีแทคยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ให้บริการอุตสาหกรรมโทรคมนาคม คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบมจ.ทีโอที  เพื่อประสานความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนารูปแบบบริการสู่ 5G ในอนาคตอีกด้วย

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL นำทีมผู้บริหารบริษัท ฯ แถลงเป้าหมายการดำเนินงานปี 2562 ของบริษัทฯ ในการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม (Innovation) พร้อมก้าวเคียงคู่ไปกับลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต (Life Stage)  ผ่านนโยบาย  MTL Everyday Life Partner” เดินหน้าออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ผ่านนวัตกรรม และแนวคิดแบบ Outside In ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการในรูปแบบที่มีความเฉพาะตัวและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น งานจัดขึ้น ณ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานภูมิภาคหาดใหญ่ 

4 ภาคีความร่วมมือภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในพื้นที่  หนึ่งในหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” หรือ “Partnership School” ประสานพลังความร่วมมือช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาในด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้สถานศึกษาเหล่านั้นกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในชุมชน

โดยล่าสุดบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ในฐานะภาคเอกชนที่มุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการศึกษากับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 1 และโรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน จ.เชียงราย สถานศึกษาในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันต่อยอดโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา  สร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ตามเป้าหมาย 4 ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาครู การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภายในโรงเรียน เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน แก่โรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน 1 ใน 50 โรงเรียนรุ่นแรกที่เข้าร่วมโครงการฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย  กล่าวว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน ซึ่งเป็นสถานศึกษาในท้องถิ่น จ.เชียงราย  โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการทำงานขึ้นมาทั้งหมด 2 ส่วน ได้แก่ 1.คณะผู้บริหารคณะครุศาสตร์ ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” พัฒนาระบบการเรียนการสอน การบริหารจัดการ การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมส่งนักศึกษาคณะครุศาสตร์เข้าไปทำหน้าที่ครูฝึกสอน สร้างความพร้อมในเชิงบุคลากร และ 2.คณะผู้บริหารคณะนวัตกรรมและการศึกษาต่อเนื่อง ร่วมผลักดันและสนับสนุนการทำกิจกรรม และทรัพยากรต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการจัดการเรียนการสอน

“ซีพี ออลล์ ในฐานะภาคเอกชนมีความพร้อมด้านการบริหารจัดการ ขณะที่มหาวิทยาลัยของเราเป็นผู้นำในการพัฒนาบุคลากรด้านครุศาสตร์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มีเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล จึงมีความเชี่ยวชาญและสามารถช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนได้ และเชื่อว่าการทำงานร่วมกันระหว่างหลายๆ ภาคส่วนจะเกิดเป็นโมเดลในการขยายเครือข่ายลักษณะนี้ต่อไปในอนาคต” ดร.ศรชัย กล่าว

อีกหนึ่งบทบาทความร่วมมือนายประหยัด ทัพธานี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน กล่าวว่า โรงเรียนอนุบาลดงมหาวันเป็นโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษา มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 รวม 200 คน ที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาผ่านโครงการโรงเรียนประชารัฐ ภายใต้การดูแลของซีพี ออลล์ อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียนมีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะโครงการอุทยานการเรียนรู้ยุวเกษตรกรรม ซึ่งดึงจุดแข็งด้านเกษตรกรรมที่มีในชุมชนให้เยาวชนได้ “เรียนรู้ รักษา และพัฒนาต่อยอด” เกิดเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับเยาวชน และชุมชน  

“ในวันนี้โรงเรียนอนุบาลดงมหาวันได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 50 โรงเรียนร่วมพัฒนารุ่นแรกของกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่จะสร้างโอกาสให้โรงเรียนของเราได้เตรียมทักษะ ความพร้อมของนักเรียนในอนาคต เมื่อโตขึ้นพวกเขาจะสามารถใช้ศักยภาพ ความสามารถในการเรียนรู้ วิเคราะห์ มีจิตสาธารณะ มีคุณธรรม เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”  นายประหยัด ย้ำ

ด้านนายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยโรงเรียนอนุบาลดงมหาวัน
จ.เชียงราย ถือเป็นหนึ่งใน 2 โรงเรียนที่ซีพี ออลล์ เข้าไปนำร่องในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา และต้องการสร้างเป็นโมเดลในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ต่างจังหวัด ให้มีความพร้อมอย่างรอบด้าน  โดยบริษัทจะนำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการไปต่อยอดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนที่เข้าไปร่วมพัฒนา เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนสำหรับอนาคตให้มีทักษะการใช้ชีวิตอย่างรอบด้านและเป็นคนดี-คนเก่งของสังคม ตามปณิธานขององค์กร “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นหนึ่งในนโยบายปฏิรูปการศึกษาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีของรัฐบาล โดยมีหลักการสำคัญคือ การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพัฒนาการศึกษา โดยเชื่อว่าพลังจากภายนอกจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันการบริหารงานในแนวทางใหม่ ๆ ที่จะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ที่ดี สร้างเด็กไทยตอบโจทย์ยุค 4.0 พร้อมพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน

 

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยภายหลังนำคณะกรรมการธนาคารและผู้บริหาร EXIM BANK เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านการลงทุนในรัฐคุชราต (Vibrant Gujarat Global Summit 2019) โดยมีนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 33,000 คน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ณ คานธีนคร แคว้นคุชราต อินเดีย เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า EXIM BANK ได้รับฟังนโยบายของรัฐบาลอินเดียที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะรัฐคุชราต ซึ่งเป็นรัฐสำคัญที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ประชากร 63 ล้านคนมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุดในอินเดีย และมีมูลค่าส่งออกกว่า 22% ของทั้งประเทศ โดยอินเดียมองไทยเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีและความเชื่อมโยงกับอินเดีย ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้ โอกาสของผู้ประกอบการไทยอยู่ในหลายภาคธุรกิจ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ขั้นต้น ค้าปลีกและค้าส่ง

นายพิศิษฐ์ เปิดเผยต่อไปว่า EXIM BANK ได้ร่วมเดินทางพร้อมกับนายชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และคณะ เพื่อเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และเยี่ยมชมนิทรรศการของกระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการไทย รวมทั้งได้เข้าพบผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยและอินเดียในกรุงนิวเดลีและเมืองมุมไบ อาทิ ทีมไทยแลนด์ประกอบด้วย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ สำนักงานส่งเสริมการลงทุนอินเดีย (Invest India) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งอินเดีย (EXIM India) ล็อตส์ โฮลเซล โซลูชันส์ (Lots Wholesale Solutions) ห้างค้าส่งของผู้ประกอบการไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท ไอทีดี ซีเมนท์เทชั่น อินเดีย จำกัด (ITD Cementation India Limited) บริษัทก่อสร้างของผู้ประกอบการไทยในอินเดีย กลุ่มบริษัทวีรับเบอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายยางล้อ เป็นต้น

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า อินเดียเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ New Frontiers ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เฉลี่ยปีละ 6-7% ประกอบกับขนาดตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,300 ล้านคน และกำลังซื้อเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตลอดจนนโยบายภาครัฐของอินเดียที่มุ่งสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) โดยเฉพาะนโยบาย Make in India รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบและอัตราภาษีที่ซ้ำซ้อน (GST Reform) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติ ล้วนสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตระหว่างไทยกับอินเดียในหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่และมีความต้องการที่หลากหลาย ยังช่วยเพิ่มโอกาสการทำตลาดสินค้าและบริการไทยในหลายมิติด้วย ท่ามกลางโอกาสธุรกิจมหาศาลที่จะเกิดขึ้น EXIM BANK จึงดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกสนับสนุนธุรกิจไทยให้สยายปีกในอินเดียได้อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตระหว่างไทยกับอินเดียผ่านบริการทางการเงินอย่างครบวงจร

“EXIM BANK ดำเนินตามยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทยในตลาดใหม่ โดยคาดหวังให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถขยายการลงทุนไปยังตลาดใหม่ทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและต้องการสินค้าไทยอีกจำนวนมาก โดยการให้ข้อมูลตามแผนยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมทั้งบริการทางการเงินที่เหมาะสมในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย” นายพิศิษฐ์กล่าว

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชันดันยอดออนไลน์ในหมวดสินค้าแฟชั่น ไตรมาสแรก จับมือ 2 พันธมิตรแฟชั่นออนไลน์ Zilingo และ Looksi.com  มอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี ดังนี้ Zilingo ออนไลน์แฟชั่นมาร์เกตเพลส รับส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อซื้อสินค้าผ่าน Zilingo.com หรือแอปพลิเคชัน Zilingo และชำระด้วยบัตรเครดิตเคทีซีครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อยอดซื้อ พร้อมระบุรหัสส่วนลด “ZLGOKTC10” Looksi.com รับส่วนลด 5% ทันที เมื่อซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน Looksi และชำระด้วยบัตรเครดิตเคทีซีตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปต่อรายการ พร้อมระบุรหัสส่วนลด “KTCCARD19” ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 – 31 มีนาคม 2562

พิเศษ สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสามารถแลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ากับยอดใช้จ่ายออนไลน์ต่อรายการ และรับคะแนน KTC FOREVER 5 เท่า (คะแนนปกติ 1 เท่า และคะแนนพิเศษ 4 เท่า) โดยสามารถลงทะเบียนแลกรับเครดิตเงินคืนและคะแนนสะสม X5 ได้ที่ www.ktc.co.th/shoponline ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 – 30 มิถุนายน 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ http://bit.ly/2uPcS19  หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

ตามที่ เอไอเอส และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดนี้ รศ. ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ร่วมกับ นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ตรวจความเรียบร้อย การติดตั้งเครือข่าย 5G ที่อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เพื่อรองรับการเปิดตัว  “5G Garage Innovation LAB  ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง เอไอเอส และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อเป็นพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา รวมถึงนักพัฒนา ใน 5G Ecosystem ได้เข้ามาใช้ 5G Garage Innovation LAB  เป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม 5G ในการพัฒนาประเทศ

                ภายใน 5G Garage Innovation LAB จะประกอบไปด้วยข้อมูลเทคโนโลยีเกี่ยวกับ 5G ที่จะเป็นองค์ความรู้พื้นฐานแบบครบวงจร ตั้งแต่ รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G, อุปกรณ์โครงข่าย, อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ ตลอดจนตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน หรือ Use case ที่มาจากความร่วมมือของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลก พร้อมทั้งการ work shop เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค รวมไปถึงร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกระดับในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง โดยคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากเอไอเอส และ พาร์ทเนอร์ในแวดวงโทรคมนาคมทั้งในและต่างประเทศ

5G Garage Innovation LAB ตั้งอยู่ที่อาคารวิศวฯ ๑๐๐ ปี จะพร้อมเปิดให้บริการแก่นิสิต นักศึกษา และเหล่านักพัฒนาภายในไตรมาส 1 ของปี 2562 โดยถือเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ 5G แห่งแรกในเมืองไทย ที่เปิดให้ได้ลงมือพัฒนาได้จริง ภายใต้เครือข่าย 5G LIVE ที่ กสทช. ให้การสนับสนุน

เบทาโกร จัดกิจกรรมแฟนมีท โป๊ป ธนวรรธน์ พรีเซ็นเตอร์ไส้กรอกรมควันเบทาโกร “Sport Day     เฮลั่น มันส์กับโป๊ป” แฟนคลับเข้าร่วมมหกรรมเกมและการแข่งขันกีฬาอย่างคึกคัก สนุกสุด ฟินสุด พร้อมชวนติดตามแคมเปญใหม่เบทาโกรร่วมกับโป๊ปในปีนี้

วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เปิดงาน BETAGRO Fan Meet Sport Day เฮลั่น มันส์กับโป๊ป” กิจกรรมขอบคุณลูกค้าและแฟนคลับ โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พรีเซ็นเตอร์ไส้กรอกรมควัน BETAGRO โดยมีแฟนคลับและชาวเบทาโกรเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ทั้งการแข่งขันเกม กีฬา ร่วมเชียร์ และร่วมสัมผัสความอร่อยกับไส้กรอกรมควัน BETAGRO       ณ อาคารเฉลิมราชสุดากีฬาสถาน (CU Sports Complex) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมเริ่มขึ้นอย่างคึกคัก เมื่อโป๊ปเดินเข้าสู่สนามพร้อมขบวนพาเหรด ทักทายแฟนคลับและพูดคุยอัพเดทผลงาน โดยมี ดีเจเชาเชา ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม และ คิง-ก่อนบ่าย ณภัทร ชุ่มจิตตรี ร่วมเป็นพิธีกรสร้างสีสันความสนุกตลอดงาน ทั้งเกมการแข่งขันกีฬาสี ชักเย่อ 4 เส้นรวมใจให้โป๊ป  ฮูลาฮูปรวมพลังคล้องใจพี่โป๊ป กระดึ๊บสามัคคี…เส้นทางนี้เพื่อพี่โป๊ป และวิ่งผลัดท้าชิมไส้กรอกลอยฟ้า จนถึงไฮไลท์ของงานคือการแข่งขันฟุตซอล “รวมพลซัลโว Let’ s go ยิงประตูโป๊ป” โดยมี วสิษฐนำทีมผู้บริหารร่วมเตะบอลกับโป๊ป ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนคลับและชาวเบทาโกรที่ร่วมลุ้นกันอย่างสนุกสนาน ภายหลังประกาศผลและมอบรางวัลให้กับ      สีเหลืองทีมชนะเลิศ เป็นช่วงที่ทุกคนรอคอยกับกิจกรรมแฟนมีทสุดฟิน ใกล้ชิดโป๊ปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และปิดท้ายสุดประทับใจด้วยบทเพลงเซอร์ไพรซ์โป๊ป “เป็นทุกอย่างให้เธอ” พร้อมมอบภาพถ่ายที่ระลึก-ข้อความให้กำลังใจ

นายวสิษฐ กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาเครือเบทาโกร ออกแคมเปญ อร่อยใช่…สัมผัสไหนก็โดน” โดยมี โป๊ป เป็นพรีเซ็นเตอร์ ชวนทุกคนมาเปิดสัมผัสความอร่อยกับไส้กรอกรมควัน BETAGRO ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง เพราะเราคัดสรรวัตถุดิบ เนื้อหมู เนื้อไก่คุณภาพ มาผลิตเป็นไส้กรอกคุณภาพดีและรสชาติอร่อย กิจกรรมในวันนี้เป็นความตั้งใจของเบทาโกรเพื่อขอบคุณลูกค้าและแฟนคลับโป๊ปที่ให้การสนับสนุนเรามาโดยตลอด ซึ่งเบทาโกรจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพให้ถึงมือผู้บริโภค และสำหรับปีนี้เราจะมีแคมเปญใหม่ร่วมกับโป๊ปอีกแน่นอน ฝากทุกคนติดตามและสนับสนุนกันด้วยนะครับ”

 

 

บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการรับซื้อข้าวจากชุมชน เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่น ภายใต้แคมเปญ “ให้ข้าว = ช่วย”

สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะหนึ่งในองค์กรร่วมก่อตั้งหน่วยงานริเริ่มธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (Thailand Social Business Initiative : TSBI) ได้ริเริ่มกิจกรรมสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ภายใต้แคมเปญ “ให้ข้าว = ช่วย” เพื่อชักชวนภาคเอกชนในการรับซื้อข้าวจากเกษตรกร เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการระบายผลผลิตสู่องค์กรธุรกิจโดยตรง โดย บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมเป็นองค์กรริเริ่ม (Pioneer Organization) ในโครงการ และรับซื้อข้าวจากเกษตรกร จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวน 10 ตัน

นายสมบุญ ฟูศรีบุญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การร่วมสนับสนุนโครงการ “ให้ข้าว = ช่วย” นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ทุกภาคส่วนในสังคมปัจจุบันมีความตื่นตัวในการส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น (Local Economy) เพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตหรือสินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มอาชีพ และกลุ่มผู้ผลิตในระดับครัวเรือน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจต้นทาง ให้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เป็นตลาดปลายทาง ซึ่งก็ตรงกับนโยบายการดำเนินธุรกิจของนำสินประกันภัย หรือ NSI ที่ต้องการร่วมพัฒนาและเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับชุมชน ไม่ใช่แค่เพียงการให้บริการรับประกันภัยให้กับผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่เรามีจุดยืนในการดำเนินธุรกิจเพื่อทำให้ทุกชีวิตดีขึ้น”

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า “กิจกรรมสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรริเริ่มขึ้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2559 มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยกระจายผลผลิตให้แก่ชุมชน ไม่เพียงแต่ในระยะสั้น แต่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ได้ทั้งปี และสำหรับฤดูการผลิตต่อๆ ไปด้วย เอื้อให้เกิดการจับคู่ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการในชุมชน กับกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นองค์กรธุรกิจหรือผู้ประกอบการขนาดใหญ่”

กิจกรรมสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรดังกล่าว ได้ยกระดับการดำเนินการไปสู่สินค้าและผลผลิตอื่นๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากข้าว และได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน หรือ Community-Friendly Business โดยมีองค์กรสมาชิกในปัจจุบันรวม 32 ราย ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจที่สนใจ สามารถเข้าร่วมโครงการและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.communityfriendly.biz

นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหารเครือเบทาโกร เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล สุดยอดแบรนด์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 หรือ Superbrands Thailand 2018 จากนายปรีชา แก่นพรม ผู้อำนวยการ ซุปเปอร์แบรนด์ประเทศไทย องค์กรที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ด้วยหลักเกณฑ์การคัดเลือกด้านคุณภาพ เอกลักษณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ตอกย้ำความสำเร็จของเครือเบทาโกรในฐานะแบรนด์ชั้นนำที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล ณ อาคารเบทาโกร ทาวเวอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ใกล้ฤดูเลือกตั้งแล้ว เราจึงได้ยินคำหวานบ่อยขึ้น จากผู้ปกครองและบรรดานักการเมืองที่คิดจะเข้ามาชิงหรือขอแชร์อำนาจในการปกครองกับเขาบ้าง

"รัฐบาลของเราต่อไปจะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน" หัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พูดออกอากาศ ในความหมายคล้ายคลึงกันนี้

X

Right Click

No right click