November 16, 2019

ผมเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมา และได้รับการศึกษา ในยุคพุทธทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา หรือถ้าเทียบเป็นทศวรรษแบบฝรั่งก็ต้องถือว่าเป็นเด็กที่เกิดในยุค 60s แต่เจริญเติบโต เริ่มมีความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนเข้าสู่ Formative Years ในระหว่างยุค 70s-80s

สมัยโน้น เมื่อผู้ใหญ่ถามว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไร?" เด็กส่วนใหญ่มักจะตอบว่า อยากเป็นนักบินอวกาศ หรือนักวิทยาศาสตร์ เพราะถือว่าเป็นสุดยอดปรารถนาของเด็กสมัยนั้น สมัยที่ Apollo 11 นำมนุษย์ขึ้นไปเหยีบดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรก และชื่อเสียงของนักบินอวกาศเหล่านั้น โด่งดังไปทั่วโลก และเป็นที่จดจำได้ยิ่งกว่านายกรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการทหารบกของไทยเสียซ้ำ

หุ้นชั้นแนวหน้าของโลกที่คนนิยมลงทุนกันมากในสมัยโน้นคือ Coca-Cola, Sears, Philip Morris (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Altria) และ GE หรือ General Electric

หุ้นเทคโนโลยี (สมัยโน้นยังไม่เรียกว่า Hi-Tech) ซึ่งนิยมกันในหมู่ผู้ลงทุนหัวก้าวหน้าในสมัยนั้น ก็มีเช่น Polaroid, Xerox, Texas Instruments, และต่อมาก็ IBM เป็นต้น โดยกิจการยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ยกเว้น Philip Morris แล้ว กิจการอื่นล้วนมีส่วนพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการอวกาศ" และ "Moonshot" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สื่อมวลชนสมัยนั้น มักชอบใช้คำเขื่องๆ มาอธิบาย ทำนอง "นับเป็นก้าวย่างสำคัญของมนุษยชาติ"....ว่างั้น

ฝรั่งเรียกหุ้นเหล่านี้ “Nifty Fifty” คือเป็นหุ้นสำคัญระดับ Blue Chip ของสหรัฐฯ นั่นเอง

จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบัน ยกเว้น Altria (และอาจจะอนุโลมนับ Coca-Cola เข้าไว้ด้วย) หุ้นที่เหลือได้กลายเป็น "ไก่รองบ่อน" ไปเสียแล้ว ช่างสอดคล้องกับกฎอนิจจังของพุทธศาสนาเสียนี่กระไร

เดี๋ยวนี้ ถ้าไปถามผู้ลงทุนที่ถือตัวว่าหัวทันสมัยและทรงภูมิ ว่าหุ้นยอดนิยมชั้นแนวหน้าของโลกคืออะไร ร้อยทั้งร้อยจะตอบว่า "หุ้น FAANG”

FAANG คือ Facebook, Amazon, Apple, Netflix และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google)

“ห้าใหญ่" ของ Nifty Fifty ในปัจจุบันกลายเป็นกิจการไฮเทคไปเสียสิ้น

และเมื่อเร็วๆ นี้ มีนักวิจัยฝรั่ง ได้ไปถามเด็กๆ อเมริกันสมัยนี้ว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไร?"

หลายคนซึ่งดูฉลาดเฉลียวและฉะฉานที่สุดในกลุ่ม มักจะตอบว่า "อยากเป็นยูทูปเบอร์" (แทนคำตอบของเด็กรุ่นก่อนหน้านั้น ซึ่งมักตอบว่า "อยากเป็นนักฟุตบอล" “นักร้อง" "ดาราฮอลลีวูด" “นักวิทยาศาสตร์" หรือ "นักธุรกิจ" และ "ผู้ประกอบการ" เป็นต้น)

แน่นอน เดี๋ยวนี้ เรามีคำว่า “YouTube Celebrities” คือเหล่าดาราที่โด่งดังและมีอาชีพของตัวเองแบบเป็นล่ำเป็นสันในช่อง YouTube ของตน เด็กสมัยนี้แทบทุกคนบริโภค YouTube และ Social Media

เฉพาะเกมอย่างเดียว ก็เล่นกันแยะมากแล้ว (เว็บไซต์เกมอย่าง WePC ประมาณว่าทุกๆ วันมีคนเล่นวิดีโอเกมทั่วโลกถึงกว่า 2,500 ล้านคน และ Pew Research Center พบว่า 60% ของผู้ชายที่อายุระหว่าง 16-29 ปี เล่นวิดีโอเกม และ 53% ของผู้ชายที่อายุระหว่าง 30-49 ปี ก็ยังคงเล่นเกมต่อเนื่องมาอีก)

"เซียนเกม" สมัยนี้ สามารถทำเงินได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยการเล่นวิดีโอเกม หลายคนมีช่องของสตรีมมิ่งของตัวเองบน YouTube และ Twitch ยิ่งมีคนเข้ามาดูพวกเขาเล่นเกมมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะได้เงินจากค่าโฆษณา และผู้ชมจำนวนมากก็บริจาคเงินให้พวกเขาอีกด้วย

อย่าง Tyler “Ninja” Blevins เซียนเกม Fortnite (ซึ่งคาดว่ามีผู้เล่นทั่วโลกกว่า 125 ล้านคน) นั้น ก็คาดกันว่ามีรายได้ประมาณ 500,000 เหรียญฯ ต่อเดือน หรืออย่าง Daniel Middleton เซียนเกม Minecraft ก็คาดว่ามีรายได้ในปี 2560 ทั้งปี จากการเล่นเกมดังกล่าวถึง 16.5 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 50 ล้านบาท เลยทีเดียว (ข้อมูลจากนิตยสาร ESPN ฉบับ กันยายน 21)

เห็นหรือยังว่า ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงอยากเป็น YouTuber

แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างแค่สายเกมสายเดียวเท่านั้น ยังมี YouTuber สายอื่นอีกนับไม่ถ้วนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกทั้งในเชิงชื่อเสียงและรายได้

นั่นเป็นเพราะผู้คนในโลกบริโภค YouTube (และ Social Media) กันมาก ตัวเลขที่มักนำมาอ้างอิงกันคือ "11 ชั่วโมงต่อวัน" หมายความว่าคนสมัยนี้ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยคนละ 11 ชั่วโมงต่อวัน ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับ Electronic Media กัน แน่นอน มันเป็นการเสพติดอย่างหนึ่ง!

ความหมายของคำว่า "เสพติด" คืออะไรก็ตาม หากเราได้ลองบริโภคมันเข้าไปแล้วระดับหนึ่ง มันจะเรียกร้องให้เราต้องหามาบริโภคซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และจะต้องบริโภคมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เพื่อสนองให้เกิดความพอใจที่ได้บริโภคมัน เห็นหรือยังครับว่าทำไม Altria และ Coca-Cola ถึงอยู่ยงอย่างยิ่งใหญ่มาได้เป็นร้อยๆ ปี เพราะยักษ์ใหญ่เหล่านี้เขาค้าขาย “นิโคติน” และ “คาเฟอิน” ซึ่งใครจะว่ายังไงก็ช่าง สำหรับผมแล้ว มันเป็น Stimulant ที่ทำให้ "เสพ" หรือ "บริโภค" แล้ว "ติด"

ไม่แปลกใช่ไหมครับที่ Starbuck เติบโตเร็วมาก และอภิมหาเศรษฐีระดับนำของไทย 2 ตระกูล สามารถสร้างตัวจากไม่มีอะไรเลย มาเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกได้ ด้วยการค้า “แอลกอฮอล์” และ “คาเฟอิน” คือตระกูล สิริวัฒนภักดี และ อยู่วิทยา

ผมคงไม่ต้องพูดว่าของพวกนี้มี Dark Side ยังไงบ้าง เพราะท่านผู้อ่านนิตยสาร MBA ฉบับนี้ ล้วนเป็นผู้ทรงภูมิด้วยกันทั้งสิ้น เช่นเดียวกันกับผู้ค้าสารเสพติดยุคก่อน พวก FAANG ซึ่งเป็นผู้ค้า Social Media หรือสารเสพติดยุคใหม่ ร่ำรวยกันมากเพียงใด

แน่นอน การเสพติด Social Media มากเกินไป ย่อมต้องมี Dark Side เช่นเดียวกัน เป็นที่รับรู้กันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า การหมกมุ่นอยู่กับ Social Media มากเกินไป อาจนำมาสู่โรคหลายโรค เช่นโรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียด และโรคเหงา

นี่ยังไม่นับว่าคนจำนวนมากกังวลว่าตัวเองจะดูไม่ดี และตัวเองจะพลาดรถไฟ (FoMo หรือ Fear of missing out) ตลอดจนถูกด่าว่าและดูถูกดูแคลน (Social Bullying) ผ่าน Social Media แต่สำหรับผม ผมว่าด้านมืดเหล่านี้ยังไม่น่ากลัวเท่าใด เพราะมันยังเป็นเรื่องเฉพาะตัว และยังรักษาได้ ยังไม่กระทบต่อส่วนรวมและภาพรวม สักเท่าใด

สำหรับผม ผมว่า Dark Side ที่สำคัญยิ่งของ Social Media คือ "มันมาแย่งเวลาและความสนใจของมนุษย์" ไป มันทำให้เรา "ทำงาน" ได้น้อยลง และที่สำคัญ "มีเวลาคิด" “เวลาตรึกตรอง" น้อยลงด้วย

อย่าลืมว่า "เวลา" เป็นทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์

มนุษย์เรามี "เวลา" จำกัด ถ้าเรา "หมดเวลา" เราตาย...

ผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนไทยชั้นแนวหน้า เคยเล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนเศรษฐีของท่านคนหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายในอีกไม่ช้า เปรยให้ฟังว่าอยากจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่หามาได้ในชีวิตนี้ ให้กับภารโรงคนหนึ่งเพื่อแลกกับชีวิตของตัว...

“กูอยากจะต่อเวลา" เขาพูด

หากมนุษย์เรามีเวลาคิดและทำงานน้อยลง ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเวลาในการผลิต ก็ย่อมจะน้องลงด้วย สำหรับผม มนุษย์ต้องทำงานและต้องผลิต จะอยู่เฉยๆ แล้วสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ขึ้นมา หาได้ไม่ความข้อนี้ ฝรั่งซึ่งคิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมซึ่งใช้กันอยู่ในโลกใบนี้ รู้กันดีอยู่แล้ว ในคัมภีร์ไบเบิล มีข้อความที่พระเจ้าตรัสกับมนุษย์คู่แรก หลังจากได้กินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วเข้าไปแล้ว อย่างชัดเจนว่า “เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเจ้าถูกนำมาจากดิน และเพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" (ปฐมกาล 3:19)

นั่นหมายความว่า มนุษย์ต้องลงมือลงแรงผลิต และเรามีเวลาจำกัด จะนั่งๆ นอนๆ คอยกินจาก Passive Income อย่างเดียว หาได้ไม่ ลองคิดในเชิงเศรษฐกิจดูสิครับ ถ้าการผลิตน้อยลง รายได้ของคนส่วนใหญ่ก็น่าจะน้อยลง...ใช่ไม่ใช่?

แล้วถ้ารายได้ของคน ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจภาพรวมถือเป็น "ผู้บริโภค" ด้วย ลดลง รายได้ของภาคธุรกิจและภาคราชการ (ภาษี) ย่อมลดลง เป็นเงาตามตัว และกำไรก็ย่อมลดลง

ทีนี้ลองหันกลับมาพิจารณาพวก FAANG ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ของพวกเขามาจาก "รายได้ค่าโฆษณา" แต่รายได้จากการโฆษณา ย่อมมีที่มาจาก "งบโฆษณาของกิจการ" ซึ่งมีที่มาจาก "รายได้และกำไร" ของกิจการนั้นๆ ซึ่งจะมากจะน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับ "รายได้ของผู้บริโภค" อีกทอดหนึ่ง

แล้วท่านผู้อ่านคิดว่า "รายได้ของผู้บริโภค" มีอะไรเป็นตัวกำหนด

ผมว่าตัวกำหนดสำคัญคือ "เวลา"

นั่นแหล่ะครับ IRONY OF LIFE ที่เรากำลังเผชิญอยู่

ตอนนี้กำลังใกล้ฤดูเลือกตั้ง ผมกำลังรอดูอยู่ว่า พรรคการเมืองพรรคไหน จะคิดตรงนี้แตก


บทความโดย | ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

บริษัท โนเบิล คอสเพอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จผู้นำสินค้านำเข้าระดับโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ล้ำสมัย Remington Air3D นวัตกรรมดูแลเส้นผมจาก เรมิงตัน เพิ่มทางเลือกใหม่มาพร้อมนวัตกรรมเฉพาะตัว Unique 3D Airflow, Smooth Conditioning Technology และ Lightweight & Balanced ช่วยผมแห้งเร็ว นุ่มลื่น เงางาม ไม่ชี้ฟู พร้อมเสริม Hero Product เอาใจท่านชายอีก 2 รุ่น คือ Remington Durablade และ Remington QUICK CUT HAIR CLIPPER มั่นใจตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ดันยอดขายโต 20%

นางสาวอารดา วิทยวิรานนท์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท โนเบิล คอสเพอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้า และจำหน่าย สินค้าชั้นนำระดับโลกที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ในกลุ่มความงาม เครื่องครัวไฟฟ้า และเตารีดไอน้ำ แบรนด์ต่าง ๆ ได้แก่  Remington – US brand, Russell Hobbs – UK brand, Oster – US brand, Orbit – HK brand, Hometops –  in house brand (own brand)  และ Nobby by TESCOM – JP brand โดยในปัจจุบันผู้บริโภคทั้งเพศหญิงและเพศชาย มองว่า ‘เส้นผม’ เป็นสิ่งที่ยกระดับให้ตัวเองดูดีขึ้น อุปกรณ์จัดแต่งเส้นผมที่เป็น Personal grooming product จึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องนวัตกรรมที่ตอบสนองทั้งความสวยงาม, สุขภาพของเส้นผม, การใช้งานที่ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก ซึ่งในฐานะที่ โนเบิล คอสเพอร์ เป็นทั้งผู้จำหน่ายและตัวแทนผู้นำเข้านวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มความงามมากว่า 20 ปี เราจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ในการมองหาอุปกรณ์จัดแต่งเส้นผม ที่เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ครบทุกข้อ ซึ่งคำตอบนั้นก็คือนวัตกรรมจาก เรมิงตัน ผู้นำด้านดูแลเส้นผมชั้นนำจากนิวยอร์ก อย่าง Remington Air3D

Remington Air3D เป็นนวัตกรรมใหม่เครื่องเป่าผมจาก เรมิงตัน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมชั้นนำจากมหานครนิวยอร์ก โดย เรมิงตัน ได้เปลี่ยนประสบการณ์ด้านการดูแลเส้นผมกว่า 81 ปี ให้เป็นนวัตกรรมเอกลักษณ์เฉพาะตัว 3 ข้อ ที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจากทั่วโลก อย่างนวัตกรรม Unique 3D Airflow ที่ทำงานด้วยการหมุนเวียนลมแบบ 3 มิติ ช่วยให้ลมกระจายตัวสู่เส้นผมได้แรง มีประสิทธิภาพสูงและรวดเร็ว ภายในเครื่องออกแบบโพรงตรงกลางและลำตัวเครื่องสั้น ทำให้เก็บความร้อนได้ดีและไม่สูญเสียความร้อนระหว่างเป่า จึงไม่ต้องใช้อุณหภูมิที่สูงมากในการเป่าผม ช่วยถนอมเส้นผม ด้านมอเตอร์ที่ใช้เป็น ทอร์ค มอเตอร์ (Torque Motor) ซึ่งมีอายุการใช้งานได้ยาวนาน ทนทาน และน้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้ค่าวัตต์สูง ช่วยลดการใช้พลังงานได้อีกด้วย

อีกหนึ่งนวัตกรรมอย่าง Smooth Conditioning Technology จะเป็นตัวบำรุงอนุภาคเล็กและไอออนนิค ช่วยดูแลเส้นผมให้นุ่มลื่น เงางาม และไม่ชี้ฟู และปิดท้ายด้วยนวัตกรรม Lightweight & Balanced ที่ทำให้เครื่องมีน้ำหนักเบาและรูปลักษณ์สมดุล ทำให้จับถนัดมือ ด้วยการออกแบบเน้นความทันสมัยแบบ Cosmetic Look - Pink Gold (สีพิ้งโกลด์) ทำให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่เน้นทั้งดีไซน์และความรวดเร็ว สามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสวยงามประสิทธิภาพได้ดี แถมไดร์เป่าผมเรมิงตันรุ่น AIR 3D เพิ่งได้รับรางวัล Best New Electrical Product 2018 จากงาน Beauty Awards 2018 อีกด้วย ที่มาพร้อมราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงเพียง 9,500 บาท

นางสาวอารดา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “Remington Air3D นับเป็น Personal grooming product ที่เหมาะสมกับผู้หญิงยุคใหม่ ที่ต้องบริหารความบาลานซ์ระหว่างเวลาและการดูแลเส้นผม และไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์ความต้องการในฝั่งผู้หญิงเท่านั้น เพราะ โนเบิล คอสเพอร์ ยังได้นำเข้าอีก 2 นวัตกรรมใหม่ ที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการในฝั่งของผู้ชายเช่นเดียวกัน นั่นคือ Remington Durablade เครื่องตกแต่งหนวดเครา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือไม่ต้องเปลี่ยนใบมีด ใช้งานได้ทั้งการเล็ม โกน และจัดทรงหนวดเครา อีกทั้งยังสามารถเลือกโกนแบบเปียกหรือจะใช้กับโฟมก็ได้ และ Remington QUICK CUT HAIR CLIPPER นวัตกรรมเครื่องโกนหนวดที่ออกแบบมาให้สามารถตัดเองได้รอบทิศทางง่าย จากการออกแบบด้ามจับให้ใช้งานถนัดมือในทุกองศา ใบมีดมีความโค้ง จึงมีองศาการตัดที่กว้างกว่ารุ่นธรรมดาถึง 57% สามารถจัดแต่งทรงผมได้รวดเร็ว และยังล้างน้ำทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย”

 “ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้รอแต่ข้อมูลป้อนหาพวกเขาเท่านั้น หลายๆ คนเลือกที่จะหาข้อมูลและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง นวัตกรรมจากเรมิงตัน ทั้ง 3 ชนิดนี้จะเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจให้กับผู้บริโภค ที่จะช่วยดูแลบุคลิกให้ทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีการใช้งานที่ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เหมาะกับคนยุคใหม่ที่ต้องการเวลามากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ โนเบิล         คอสเพอร์ มั่นใจว่านวัตกรรมจากเรมิงตันจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน” นางสาวอารดา กล่าวทิ้งท้าย

Remington เป็นผู้นำนวัตกรรมดูแลเส้นผมที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นที่นิยมในระดับสากล มียอดขายรวมต่อปีที่ประมาณ 200 ล้านบาท ในปีนี้ Remington ตั้งเป้ากับยอดขายของสินค้า Hero Products ทั้ง 3 ตัว จะสามารถกระตุ้นยอดให้เพิ่มมากขึ้นอีก 10% โดยคาดว่ากลุ่มที่โตที่สุดคือกลุ่ม Hair Care เติบโตขึ้นที่ 25% และกลุ่ม Grooming เติบโต 10% ส่งผลให้ภาพรวมโต 20% และขยายตัวมากขึ้น ทั้งในกลุ่มครอบครัว และกลุ่มผู้ใช้ที่เลือกความเป็นส่วนตัวแบบ Personal Grooming โดยกลุ่มผู้หญิงจะสนใจในอุปกรณ์เครื่องหนีบผมและเครื่องม้วน ด้านกลุ่มผู้ชายจะสนใจอุปกรณ์ตกแต่งหนวดเครา และเส้นผม จากผลการสำรวจในปัจจุบัน ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Remington จะเป็นผู้หญิง 62% และ ผู้ชาย 38% อยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังในการซื้อสินค้า

สำหรับผู้ที่สนใจ Remington Air3D, Remington Durablade และ Remington QUICK CUT HAIR CLIPPER สามารถหาซื้อได้ที่ทุกสาขาของ Central Group, The mall Group, Paragon, Emporium, Robinson Group, Tokyo, Takashimaya รวมถึง Homepro, Powerbuy บางสาขา และช่องทางออนไลน์ทาง Lazada, Shopee, JD Central, Topvalue, ShopAt24, The Outlet24, 11Street, Wemall หรือทาง www.noblecosper.com หรือ www.facebook.com/remingtonTH สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-721-2361-70

“แสนสิริ” เขย่าวงการอสังหาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ “XT New Lifestyle Condominium”             ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยกับคอนเซปท์ที่ฉีกทุกกฏการอยู่อาศัย กวาดยอดขายทะลุเป้า 12,000 ลบ. สูงสุดในประวัติการณ์ คิดเป็น 75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในเวลาเพียง 3 เดือนกับ    3 ทำเลศักยภาพ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอกย้ำความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์และเข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตนของชาวมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง การปั้นแบรนด์ใหม่ที่แข็งแกร่งด้วยแนวคิดฉีกกรอบ Extend Your Style” เผย 3 ปัจจัยหลักการซื้อ รูปแบบห้องที่เลือกเองได้ Co-Sharing Space พื้นที่ส่วนกลางที่แชร์ร่วมกันระหว่างโครงการครบครันด้วยเทคโนโลยี ทำเลและราคาที่คุ้มค่าตอบโจทย์การอยู่อาศัยและลงทุน

นายปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบริหารกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “โครงการ XT New Lifestyle Condominium นับว่าเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่แบรนด์แรกของแสนสิริ ที่มีความท้าทายในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียล โดยมีมูลค่ารวมโครงการสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแสนสิริด้วยมูลค่าถึง 21,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าการเปิดตัวแบรนด์ใหม่และโครงการในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินเป้าที่คาดหวังไว้จากการเปิดขายพร้อมกันรวด 3 โครงการ ทุบสถิติยอดขายทะลุถึง 12,000 ล้านบาท คิดเป็น     75% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายตั้งไว้ที่ 10,000 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาโครงการและสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมแห่งแรกในไทยเพื่อคนรุ่นใหม่และมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง”

“ปัจจัยความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากการพัฒนาแบรนด์ที่แข็งแกร่งของ XT ภายใต้แนวคิด Extend Your Style” ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการที่ฉีกกฏเกณฑ์ของการอยู่อาศัยเดิมๆ จากการเป็นไลฟ์สไตล์คอนโดมิเนียมใหม่แห่งแรกในไทยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกออกแบบเลย์เอาท์ห้องและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสไตล์การใช้ชีวิตพื้นที่ส่วนกลางที่พัฒนาจากแนวคิด Co-Sharing Space ที่สามารถแชร์ร่วมกันระหว่างโครงการ XT ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น Flexible Furniture และ Sansiri

Home Service Application ฯลฯ ตลอดจนศักยภาพทำเลโครงการและราคาที่คุ้มค่าของทั้ง 3 แห่ง ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัยและลงทุนอย่างแท้จริง ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันใน 3 ทำเลโครงการ  ไม่ว่าจะเป็น XT เอกมัย ศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองของคนยุคใหม่ ดีไซน์ของโครงการที่โดดเด่นทันสมัย และด้วยราคาที่ดินที่ถีบตัวขึ้นในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลตอบแทนการลงทุนสูงจากการปล่อยเช่า เนื่องจากเป็นโลเคชั่นที่มีดีมานด์สูงจากการเช่าของลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ส่วน XT ห้วยขวาง ทำเลศักยภาพสูงที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจใหม่หรือ CBD ของกรุงเทพฯ  ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีห้วยขวางเพียง 70 เมตร พร้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกจัดเต็มในพื้นที่กว่า 4 ไร่ ซึ่งหาไม่ได้จากโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่ XT พญาไท ตั้งอยู่บนทำเล  ใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวกสบายในราคาที่ไม่สูงเกินเอื้อม พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการบนพื้นที่รวมถึงกว่า 6,000 ตารางเมตร” นายปิติ กล่าว

นอกจากนี้ แสนสิริ ยังสร้างมิติใหม่ด้วยการมอบไลฟ์สไตล์พริวิเล็จหรือ XT Experience’ ที่สร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยในแบบฉบับ XT ให้กับลูกบ้านตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าอยู่อาศัย ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิดหลักของโครงการและพฤติกรรมของคุนรุ่นใหม่ คือ ต้องการสิ่งที่ได้รับการออกแบบพิเศษเฉพาะบุคคล (Customized) โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่ Dining สำหรับลูกบ้าน XT    ที่ชื่นชอบในการทานอาหาร, Travel สำหรับลูกบ้านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว, Activity สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมสุดแอคทีฟ และ Leisure สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผ่อนคลาย ตลอดจน Co-Sharing Space      ในสำนักงานขายด้วยแนวคิดใหม่ที่เปิดให้ลูกบ้านและคนทั่วไปได้มาใช้สถานที่ส่วนได้จริงเพื่อร่วมแบ่งปันหรือหาไอเดียใหม่ๆในการทำงาน ตลอดจนเป็นแหล่งพบปะพูดคุยงาน โดยมีบริการเครื่องดื่มและบริการ Wi-fi   ฟรี อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมเซลล์ แกลอรี่ ที่ผสานเอาบรรยากาศคาเฟ่สุดฮิปและ Co-sharing space          เข้าด้วยกัน ของทั้ง 3 โครงการ XT เอกมัย XT ห้วยขวาง และ XT พญาไท  ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับบริการ เครื่องดื่มและ Wi-fi ฟรี! โดยสามารถร่วมทำแบบทดสอบ XT Personality Test ค้นหาคาแรกเตอร์ที่ตอบโจทย์อิสระการเลือกรูปแบบห้องเฉพาะบุคคล ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.sansiri.com/xt

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู และนายธิติพัทธ์ อดิลักษณ์ธราดล (กลาง) กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม 1 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับผู้บริหารจากธนาคารพันธมิตรชั้นนำ  8  ธนาคาร จัดงาน Credit Day เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินสำหรับลูกค้าที่จองซื้อห้องชุดใน  แบรนด์เดอะทรี 3 โครงการ ได้แก่ เดอะทรี สุขุมวิท 71-เอกมัย, เดอะทรี จรัญฯ 30 และเดอะทรี ลาดพร้าว 15 ที่จะโอนกรรมสิทธ์ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2562 รวมมูลค่า 4,251 ล้านบาท  โดยพฤกษาได้ร่วมมือกับธนาคารพันธมิตร ในการมอบดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และโปรโมชั่นต่างๆ มากมาย  ลูกค้าสามารถเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุด และทราบผลอนุมัติในการยื่นกู้เบื้องต้นทันที ถือเป็นอีกหนึ่งในบริการดีๆ ของพฤกษาที่ใส่ใจลูกค้า อีกทั้งยังหมดกังวลกับมาตรการคุมเข้มสินเชื่อจากธปท. ซึ่งจะยังคงได้เกณฑ์วางดาวน์ 10% ตามเดิม  ก่อนประกาศใช้มาตรการ 1 เมษายน 2562

ทีเอ็มบี (TMB) หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) มอบความคุ้มค่าที่มากกว่าสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อกองทุน LTF และ RMF กับทีเอ็มบี โดยได้คัดสรรกองทุนชั้นนำจากหลากหลายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 กองทุนดีเด่นที่มีผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังยอดเยี่ยม การันตีโดยมอร์นิ่งสตาร์ (Morningstar)  และได้นำมารวมไว้ในที่เดียว ให้เลือกซื้อกันได้ง่ายๆ ผ่านโมบายแอปพลิเคชัน ทีเอ็มบี ทัช ( TMB TOUCH)  พร้อมรับโปรโมชั่นคุ้มค่ากว่า เพียงลงทุนใน LTF และ RMF ของแต่ละบลจ. ทุก ๆการลงทุน 50,000 บาท รับเงินคืน 100 บาท ตามเงื่อนไขธนาคาร ตั้งแต่วันนี้ – 28 ธันวาคม 2561 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ tmbbank.com/TMBADVISORY และ สาขา TMB ทั่วประเทศ

อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ผนึกพันธมิตรส่วนราชการจังหวัดราชบุรี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสวนผึ้ง Move Asia และ Thai.Run จัดงานวิ่งครั้งใหญ่ ปิดฉาก “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018” ณ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน โดยมีนักวิ่งทั่วไป พนักงานของอลิอันซ์ อยุธยา ตัวแทนฝ่ายขายและลูกค้า ตลอดจนนักวิ่งผู้พิการและประชาชนจากทั่วประเทศสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 4,500 คน รุกต่อด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เปิดตัว MOVE by Healthy Living ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้พ๊อยท์แลกรับของรางวัลมากมาย

นายไบรอัน สมิธ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า กิจกรรม “Allianz Ayudhya World Run Thailand Series 2018” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Dare to Move” มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกล้าลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการวิ่ง โดยแบ่งกิจกรรมเป็นสองช่วง ช่วงแรก Virtual Run ตั้งแต่ 26 กรกฎาคม จนถึง 25 ตุลาคม 2561 วิ่งเพื่อสะสมระยะทาง แปลงเป็นเงินบริจาคให้กับมูลนิธิคนพิการไทยนำไปสร้างรถวีลแชร์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้นกว่า 47,000 คน สามารถสะสมระยะทางรวมได้ถึง 5.5 ล้าน กม. โดยเปลี่ยนเป็นยอดเงินบริจาคถึง 615,400 บาท

ช่วงที่สอง ซึ่งถือเป็นการปิดฉากโครงการ คือ  Field Run ในวันเสาร์ที่ 24 และวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ณ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โดยมีนักวิ่งทั้งหมดกว่า 4,500 คน ประกอบด้วยนักวิ่งทั่วไป พนักงานอลิอันซ์ อยุธยา ตลอดจนตัวแทนฝ่ายขาย และลูกค้า รวมทั้งนักวิ่งผู้พิการ เข้าร่วมการแข่งขัน ณ เมืองสุขภาพดี อย่างอำเภอสวนผึ้ง โดยแบ่งระยะการแข่งขัน เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และแฟมิลีรัน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร นอกจากนั้น ยังเพิ่มความสนุกสนานบันเทิง ด้วยการจัดบรรยากาศของตลาดนัดสีเขียว Greenery Market ให้ผู้ร่วมงานได้ชิม ช้อป ชิลล์ ท่ามกลางธรรมชาติกับ 30 ร้านค้ากรีนๆ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เพลิดเพลินกับ Mini concert เอ๊ะ จิรากร ที่เดอะซีนเนอรี่วินเทจฟาร์มตั้งแต่เวลา 12.00-20.00 น.

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพกันอย่างต่อเนื่อง แม้โครงการจะสิ้นสุดลง     อลิอันซ์ อยุธยา ได้เปิดตัวบริการ MOVE by Healthy Living ขึ้น โดยเป็นบริการบนแพลตฟอร์ม Healthy Living ที่สมาชิก Healthy Living สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ Smart Watch (Garmin และ Fitbit) เพื่อสะสมระยะการวิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยทุก 1 กม.ที่วิ่ง สมาชิกจะได้รับ 10 พ๊อยท์ Healthy Living เพื่อนำไปแลกของรางวัลและสิทธิพิเศษต่างๆได้มากมาย ซึ่งจากกิจกรรมนี้ คาดว่าจะช่วยเติบโต Healthy Living ชมุชนออนไลน์ของคนที่รักสุขภาพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และคาดว่าจะมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 100,000 คนภายในปี 2562

 “การวิ่งช่วง Field Run นี้ถือเป็นไฮไลต์ของโครงการที่นักวิ่ง ได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งความร่มรื่นของธรรมชาติที่น่าประทับใจในสวนผึ้ง Wellness city ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในชุมชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยงานนี้ เรามีอาสาสมัครจากชุมชนกว่า 350 ชีวิต ซึ่งต้องขอขอบคุณทีมงานที่ให้การต้อนรับและสนับสนุนเราเป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ แม้โครงการจะปิดตัวลง อยากเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมดูแลสุขภาพด้วยการวิ่งกันต่อกับ Move ที่จะช่วยให้ทุกคนได้ดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการรับสิทธิพิเศษจาก Healthy Living อีกด้วย ” นายไบรอัน กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้จัดงานสัมมนา “Thailand Logistics and Supply Chain Outlook 2020” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย คุณพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอนาคต แนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และเผยแพร่การจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพโลจิสติกส์ ระยะที่ 3

ภายใต้เป้าหมาย Thailand 4.0 รองรับอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งเพื่อให้บุคลากรด้านโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการได้ตระหนักถึงความสำคัญและเตรียมความพร้อมบุคลากรให้มีศักยภาพสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศต่อไป ภายในงานมีการบรรยาย “Digital Trends Transforming Logistics Industry” โดย คุณไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และ “Transforming Supply Chain for the Future” โดย คุณธเนศร เนื่องจำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส (ซัพพลายเชน) บริษัท สรรพสินค้า เซ็นทรัล จำกัด และการออกบูธแสดงเทคโนโลยีและการบริการด้านโลจิสติกส์

ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและภาคีความร่วมมือ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี  หัวหน้าโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพโลจิสติกส์ ระยะที่ 3 กล่าวว่า สืบเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ได้มีการกำหนดเป้าหมายด้านหนึ่งในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งโลจิสติกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง สำหรับโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพโลจิสติกส์มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มสาขาอาชีพโลจิสติกส์ จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ภายใต้เป้าหมาย Thailand 4.0 เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างเครือข่ายการจัดทำ พัฒนา และเผยแพร่ มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพ เป็นที่รับรู้และยอมรับในทุกภาคส่วน ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 540 วัน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2560

สำหรับผู้สนใจเข้ารับการประเมินสมรรถนะบุคคลคุณวุฒิวิชาชีพโลจิสติกส์ ระยะที่ 3  สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.logistics.kmutt.ac.th/tpqi

DPU X สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ และบุคลากรแห่งอนาคต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมฟรี ในโครงการ DPU eXplore Series (เปิด) ประสบการณ์ ชอบทางไหนต้อง “ไปให้สุด” โดยเรียนรู้จาก กูรู ของแต่ละวงการภายใต้คอนเซ็ป “Playfessional” พร้อมลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความเป็น expert ให้กับผู้เข้าร่วมอบรม โดยในวันพฤหัสบดีที่ 29 พ.ย.นี้ เวลา 15.00-16.00 น. ที่ DPU X Space เสนอตอน “Beauty & Travel Content Creators” มีคุณทับทิม มัลลิกา Youtuber แห่งโลกออนไลน์คอนเทนต์ที่จะมาแนะนำ Do & Don’t เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็น Social influencer พร้อมกับ คุณธีรนัย สิทธิจำลอง Head of Lifestyle Content แห่ง Wongnai ที่จะมาเล่าประสบการณ์การเริ่มต้นธุรกิจ แบบเข้าใจง่ายให้แรงบันดาลใจแบบ StartUp มาเอง
งานนี้สายเที่ยว สายชิม สายไลฟ์สไตล์ สายรีวิว ห้ามพลาด ผู้สนใจร่วมเปิดประสบการณ์พร้อมรับฟังแนวคิดการครีเอทคอนเทนต์แบบไหนให้โดนใจคนอ่าน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 061-4905858 อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
หรือลงทะเบียนที่ http://dpux.dpu.ac.th

วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข. (COLA KKU) ร่วมกับ Lee Kuan Yew School of Public Policy, มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เปิดหลักสูตร "Smart City Leadership Development Program (ผู้นำพัฒนาเมืองอัจฉริยะ)" ในรูปแบบ Exclusive & Comprehensive Program ที่เน้นเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งภายในและต่างประเทศ

หลักสูตร Smart City Leadership Development Program ผู้นำพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เป็นหลักสูตรที่ครบเครื่องเรื่องการพัฒนาเมืองแบบมืออาชีพ กระชับเครือข่ายเป็นกลไกในการสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ได้เรียนรู้และถอดบทเรียนความสำเร็จของการพัฒนาเมืองจากประสบการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศ

อ.สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองคณบดี วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข. ผู้ก่อตั้งโครงการขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) และประธานบริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงหลักสูตรอบรมครั้งนี้ว่า "งานสัมมนาในครั้งนี้ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นก็ได้ถอดบทเรียนจากเรื่อง ขอนแก่นโมเดล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องขอนแก่นโมเดล และเมืองอัฉริยะว่าอะไรที่เหมาะสมที่สุดกับเมืองไทย ในงานสัมมนาครั้งนี้ได้ยกตัวอย่าง เรื่องการใช้ตลาดทุนเข้ามา หรือการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ blockchain หรือ ICO เพื่อให้การอบรมครั้งนี้เรียกว่าการบูรณาการของศาสตร์ต่างๆ และที่สำคัญที่สุดเรามีเคสในประเทศไทยให้ดู นั่นคือ ในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอื่นๆ ตามที่รัฐบาลบอกมา เช่น ภูเก็ต และเชียงใหม่"

"นอกจากการอบรบในประเทศไทย ทั้งหมด 6 วัน เราใช้เวลาอีก 3 วัน เพื่อเดินทางไปดูเคสที่ประเทศสิงค์โปร ในเรื่องการพัฒนาเมืองที่เกิดขึ้นจริงๆ และความสำเร็จแล้วในรูปแบบของสิงค์โปร ซึ่งได้รับความร่วมกับจาก Lee Kuan Yew School of Public Policy มหาวิทยาลัยสิงค์โปร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมมองเห็นอนาคตว่า ถ้าเกิดเราต้องการสร้างเมืองที่ดี เศรษฐกิจดี สังคมดี และสิ่งแวดล้อมดีนั้น ประเทศไทยเราควรจะมีแนวโน้มพัฒนาไปทางใดบ้าง และนี่ก็คือวัตถุประสงค์ในการจัดอมบรมครั้งนี้ให้เกิดขึ้น" อ.สรุเดช กล่าวปิดท้าย

อบรมทั้งหมด 9 วัน คือ

  • วันที่ 9,11,26,30 มกราคม และ 13,21 กุมภาพันธ์ 2562
    ณ โรงแรม Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel กรุงเทพฯ
  • วันที่ 14 - 16 กุมภาพันธ์ 2562
    ณ Lee Kuan Yew School of Public Policy มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์

เปิดรับสมัครผู้สนใจ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ท่าน  ลงทะเบียน ที่นี่ https://goo.gl/forms/t651zkG0TzpEwD1t1

ติดตามอัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ที่
Facebook : Smart City Leadership Development Program

นิตยสาร MBA ร่วมกับบริษัท SIAM ICO และ SME Bank เปิดเวทีระดมความรู้ จัดสัมมนา Blockchain Talk : Management & Transformation “การบริหารยุคใหม่ต้องใช้บล็อกเชน” เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในภาคส่วนต่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและจะทวีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.สันติ กีระนันทน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม มาเป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Blockchain อย่าง คุณปฐม อินทโรดม, คุณโดม เจริญยศ และคุณคณิต ศาตะมาน ผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท สยามไอซีโอ จำกัด (SIAM ICO) มาให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ร่วมงานได้ร่วมรับฟังในประเด็นที่น่าสนใจ

ในช่วงบ่ายการบรรยายยังคงเข้มข้น อัดแน่นไปด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเริ่มจาก คุณสุมาวสี ศาลาสุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายธุรกิจดิจิทัล ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank), คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคลาวด์และโซลูชั่น บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด และปิดท้ายด้วยวงเสวนา จาก คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ผู้ก่อตั้งโครงการขอนแก่นเมืองพัฒนา (KKTT), คุณวรพพจน์ ธาราศิริสกุล Blockchain and ICO Specialist บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด  และ ดร. พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการ DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

โดยวัตถุประสงค์การจัดจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในเรื่อง Blockchain Technology ในมิติของการนำไปใช้ในการบริหารและการจัดการขององค์กร หรือหน่วยงาน ต่อสังคมธุรกิจและผู้สนใจ


สามารถติดตามงานสัมมนาเชิงความรู้ครั้งต่อไปได้ที่

Facebook :
Thailand MBA Forum
MBA_magazine
SIAM ICO

X

Right Click

No right click