November 12, 2019

เอปสันเผยยอดขายอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์ทะลุ 30 ล้านเครื่องทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่ทำสถิติยอดขายแตะ 1.5 ล้านเครื่องภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุดประกาศสร้างนิยามใหม่ให้กับสินค้า ภายใต้ชื่อ EcoTank เพื่อตอกย้ำการเป็นพรินเตอร์อันดับหนึ่งด้านความประหยัดและความคุ้มค่า ด้วยการเปิด ตัวพรินเตอร์แท็งค์แท้ L-series และ M-series รุ่นใหม่ จับกลุ่มองค์กรธุรกิจทุกขนาด

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการด้านการขายและการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอปสันเป็นรายแรกที่เริ่มผลิตพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2553  ซึ่งมีสินค้ารุ่น L-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้สี และรุ่น M-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้ขาวดำ โดยเกือบทศวรรษที่ผ่านมาเอปสันได้พัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาตลอด จนพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก จากการจำหน่ายมากกว่า 30 ล้านเครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย เอปสันยังเป็นผู้ผลิตที่มีพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้มากที่สุดในตลาดถึง 19 รุ่น ประกอบด้วย L-Series 15 รุ่น และ M-Series 4 รุ่น  ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณ ลักษณะการใช้งาน และปริมาณการพิมพ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ เอปสันจะเป็นแบรนด์แรกที่สามารถทำยอดขายพรินเตอร์ระบบแท็งค์แตะ 1.5 ล้านเครื่องในประเทศไทย โดยมีฐานลูกค้าในเซ็กเมนท์องค์กรธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่”

“ในวันนี้ เอปสันได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเราว่าเป็น EcoTank หรือ Economical Tank เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นด้านความประหยัดและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ที่ต่ำที่สุดในตลาด พร้อมกันนี้เอปสันยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ทั้ง L-Series และ M-Series ภายใต้ชื่อใหม่รวม 5 รุ่น ได้แก่  EcoTank L3110, L3150, M1100, M1120 และ M2140  โดยได้รับการออกแบบให้ชุดแท็งค์หมึกอยู่ภายในตัวเครื่อง บอดี้มีความโค้งมนและขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น  ช่วยประหยัดพื้นที่ในการวาง อีกทั้งระบบการเติมหมึกยังเป็นแบบ Spill-Free ที่ใช้แรงดันภายในขวดเพื่อช่วยป้องกันการหกของหมึก ตัดปัญหาหมึกหกเลอะระหว่างเติมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่านั้นยังช่วยป้องกันปัญหาการเติมหมึกผิดสีด้วยจุกขวดที่ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างเฉพาะสีอีกด้วย”

“สินค้าใหม่ทั้ง 5 รุ่นเหมาะกับกลุ่มธุรกิจโซโหและเอสเอ็มอี ที่มีการพิมพ์งานปริมาณมากและต้องการควบคุมต้นทุนการพิมพ์ โดยชุดหมึกพิมพ์ 4 สี ของ EcoTank L-Series แต่ละชุดสามารถพิมพ์ขาวดำได้ถึง 4,500 แผ่น และพิมพ์สีได้ถึง 7,500 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 2 ปี หรือ 30,000 แผ่น ในขณะที่ชุดหมึกพิมพ์ขาวดำของ EcoTank M-Series สามารถรองรับการพิมพ์ได้ 6,000 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น”

“เอปสันตั้งเป้าที่จะรุกตลาดออฟฟิศและหน่วยงานราชการที่ยังใช้พรินเตอร์เลเซอร์อยู่ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบระหว่างอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ของเอปสันกับเลเซอร์พรินเตอร์ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อิงค์เจ็ทพรินเตอร์กลับให้ความคุ้มค่าที่สูงกว่า ทั้งเรื่องต้นทุน การพิมพ์ต่อแผ่นที่ต่ำกว่า ประหยัดค่าซ่อมบำรุงและค่าไฟได้มากกว่า ดังนั้นการเปิดตัว EcoTank จึงสำคัญต่อการเดินหน้าทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยเฉพาะ EcoTank M-series ที่ออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันกับเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำโดยตรง ซึ่ง EcoTank M-Series ใช้หมึกประเภทพิกเมนท์ที่มีอนุภาคหมึกเคลือบด้วยเรซิน  ทำให้งานพิมพ์คมชัดและกันน้ำ คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่ากับเลเซอร์พรินเตอร์ แต่สามารถช่วยลูกค้าประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 27 เท่า และลดต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นลงได้ 16 เท่า เฉลี่ยต้นทุนการพิมพ์แผ่นละ 10 สตางค์ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับเดียวกัน  อีกทั้งหมึกพิมพ์ที่ใช้กับ EcoTank M-Series รุ่นใหม่ ยังมี 2 ขนาดให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ คือ ขนาดหมึกพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2,000 แผ่น และ 6,000 แผ่น ซึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าโทนเนอร์ของเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับความเร็วใกล้เคียงกัน  ที่รองรับการพิมพ์ได้เฉลี่ยเพียง 1,000 -1,600 แผ่น” นายยรรยง กล่าว

 

สินค้าไฮไลท์ในการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น M2140 พรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่นขาวดำที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์รุ่นใหม่ PrecisionCore ซึ่งขึ้นชื่อด้านความแม่นยำในการหยดน้ำหมึก สามารถให้ผลงานที่คมชัดสวยงามด้วยความละเอียด 1,200 x 2,400 dpi ให้งานพิมพ์ปริมาณมากด้วยความเร็วการพิมพ์ 20 ipm (ภาพ/นาที)  นอกจากนี้ M2140 ยังสามารถพิมพ์งาน 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex) ช่วยลดต้นทุนค่ากระดาษในออฟฟิศลงได้ถึง 50% รับกับเทรนด์การพิมพ์งานในออฟฟิศวันนี้ ที่มุ่งลดการใช้กระดาษ รวมทั้งยังมีโหมดการพิมพ์บาร์โค้ดที่ให้ความคมชัด ไม่ต่างจากการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ ส่วนสินค้าใหม่อีกสองรุ่นของ EcoTank  M-Series เป็นพรินเตอร์ซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นขาวดำที่มีความ เร็วในการพิมพ์ 15 ipm ได้แก่ รุ่น M1100 และ M1120 ที่เพิ่มคุณสมบัติการพิมพ์แบบไร้สายผ่าน WiFi

สำหรับ EcoTank L-Series ทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ L3110 และ L3150 เป็นพรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่น 4 สีที่มี คุณสมบัติพิเศษในการพิมพ์ภาพไร้ขอบขนาด 4R ได้ นอกจากนั้นในรุ่น L3150 ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi และ WiFi Direct ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์ได้มากถึง 8 อุปกรณ์

“เอปสันคาดหวังว่า EcoTank จะเปลี่ยนทัศนคติและสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อพรินเตอร์ระบบแท็งค์ในผู้บริโภค ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เลเซอร์พรินเตอร์ เพราะขณะนี้ทั้งสินค้า L-Series และ M-Series มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกับเลเซอร์พรินเตอร์ทั้งด้านความคมชัดและความเร็วในการพิมพ์ แต่ให้ความประหยัดในด้านต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ดีกว่าพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของคู่แข่งและเลเซอร์พรินเตอร์รุ่น Entry อื่นๆ  นอกจากนี้พรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันยังมีความทนทานสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่เอปสันเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งมาโดยตลอด  ดังนั้นเอปสันจึงกล้าที่จะนำเสนอการรับประกันสินค้านานกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ โดยเฉพาะในรุ่น EcoTank M-Series ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาการรับประกันนานถึง 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น แต่ขณะที่เลเซอร์พรินเตอร์รับประกันเพียง 3 ปีเท่านั้น” นายยรรยง กล่าวสรุป

บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำตลาดน้ำแร่เมืองไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมาตลาดน้ำแร่เมืองไทยเป็นตลาดเดียวที่เติบโตสวนกระแสท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันตลาดน้ำแร่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,100  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8% เพราะคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดน้ำแร่ยังเติบโตด้วยจุดขายที่โดดเด่นกับคุณประโยชน์ของแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย”

นายเอกพล กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ ได้ลงทุนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดน้ำแร่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ ได้ค้นหาและคัดสรรแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากต้นน้ำธรรมชาติ จนมาค้นพบน้ำแร่จากต้นน้ำธรรมชาติ แหล่งภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ใช้งบประมาณเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาทสร้างโรงงานบนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ และติดตั้งเครื่องจักรเทคโนโลยีอันทันสมัยนำเข้าจากประเทศเยอรมันนี คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 140 ล้านขวดต่อปี

โรงงานน้ำแร่ที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานน้ำแร่ที่ภูน้ำหยด จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นน้ำแร่ธรรมชาติแท้ 100% จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ สะอาด บริสุทธิ์ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล และเทคโนโลยีอันทันสมัย สามารถมั่นใจได้ว่า โรงงานทั้งสองแห่ง ยังคงเน้นคุณภาพสูงตามมาตรฐานจากออรา คือ เป็นน้ำแร่ที่มาจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จากแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ และบรรจุ ณ แหล่งกำเนิด

เมื่อพูดถึงประโยชน์จากการดื่มน้ำแร่ ถือได้ว่า “ออรา” นั้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะออราเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ100% จากต้นน้ำธรรมชาติ สะอาดบริสุทธิ์ คุณภาพสูง อุดมด้วยแร่ธาตุจากธรรมชาติ  โดยเฉพาะซิลิก้า (OSA) ช่วยบำรุงผิว ซึ่งนับว่าเป็นแร่ธาตุที่พบได้ยากมากในน้ำแร่ทั่วไป ยืนยันได้จากผลการตรวจฯ จากประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ น้ำแร่ ออรา ยังมีแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ อีกด้วย เช่น แคลเซียม เพื่อกระดูกและฟัน เพราะในน้ำแร่ออรา 1 ลิตร มีแคลเซียมอยู่ประมาณ 5-10% ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน     

ในปีนี้ น้ำแร่ออรา ได้จัดกิจกรรมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่ยั่งยืน จึงได้ริเริ่มโครงการ ออราปลูกป่า 5 ภาค ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเกินความคาดหมาย ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้เปิดตัวแคมเปญทางออนไลน์ชุดใหม่ที่ชื่อว่า “ออรา น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ” เพื่อสื่อสารให้กลุ่มคนรักสุขภาพมั่นใจได้ว่า น้ำแร่ออราทุกขวดเป็น น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากต้นน้ำธรรมชาติ ที่สะอาดบริสุทธิ์ มีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิ ซิลิก้า (OSA)  เพื่อสุขภาพผิว และแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟัน มั่นใจว่าแคมเปญนี้ จะช่วยสื่อสารจุดขายที่แตกต่างของน้ำแร่ออราได้เป็นอย่างดี”

บีทีเอส-แสนสิริ เผยความสำเร็จจากการร่วมมือกันพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน โดยพัฒนาร่วมกันไปแล้วถึง 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ล่าสุดปีนี้เตรียมโกยกำไรจากโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป อีก 4 โครงการ ดันกำไรจากบริษัทร่วมทุนแตะ 700 ล้านบาท ขณะที่ SIRI ยังมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนเพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาท ไตรมาสสุดท้ายเตรียมรับรู้กำไรจากการโอนอีก 2 โครงการใหญ่ เดอะไลน์ อโศก - รัชดาและเดอะ เบส การ์เดน - พระราม 9 มูลค่าโอนรวม 5,300 ล้านบาท คาดกำไรโอนเข้าเป้าจากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการและที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็น New CBD ขณะที่ยังทยอยรับรู้กำไรต่อเนื่องจากอีก 2 โครงการที่ทยอยโอนตั้งแต่ครึ่งปีแรก เชื่อมั่นจุดแข็งด้านผู้นำการพัฒนาที่อยู่อาศัยของแสนสิริผนึกศักยภาพของบีทีเอส กรุ๊ป ส่งผลให้ประสบความสำเร็จในทุกโครงการต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าต่อตามแผนเตรียมจ่อคิวเปิดตัวโครงการใหม่ ภายใต้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป “เดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค” มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นางสาววรางคณา  อัครสถาพร ผู้จัดการทั่วไป บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากบีทีเอส และแสนสิริ ประกาศความร่วมมือในแผนระยะยาวในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทร่วมทุน บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างกลุ่มบีทีเอส และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 50 : 50 ล่าสุดด้วยความแข็งแกร่งในด้านเงินทุนของกลุ่มบริษัทบีทีเอสที่เตรียมพร้อมไว้เพื่อรองรับการลงทุนในการขยายธุรกิจรถไฟฟ้าและความพร้อมด้านบุคลากร รวมถึงการมีที่ดินที่พร้อมพัฒนาในมือของกลุ่มบริษัท ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันไปแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 43,000 ล้านบาท ซึ่งหลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้ทันทีในวันพรีเซลล์ โดยล่าสุดในปี 2561 นี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง กรุ๊ป มีแผนการโอนคอนโดมิเนียมอีก 4 โครงการ มูลค่าการโอนรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เดอะไลน์ ราชเทวี มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 โครงการเดอะไลน์ วงศ์สว่าง คอนโดมิเนียมพร้อมโอนสร้างเสร็จก่อนขายมูลค่าโครงการ 4,800 ล้านบาท ที่เริ่มรับรู้กำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนอีก 2 โครงการใหญ่ ที่จะเริ่มโอนและรับรู้กำไรทันทีในปลายเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ โครงการ เดอะไลน์ อโศก – รัชดา มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการเดอะเบส การ์เด้น - พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท รวมถึงแสนสิริยังมีรายได้รายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสในปีนี้เพิ่มเติมอีก 6,000 ล้านบาทอีกด้วย

“บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอน 2 โครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ เดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา และ เดอะ เบส การ์เด้น-พระราม 9 จากความโดดเด่นของทั้ง 2 โครงการ รวมถึงศักยภาพของโครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเล อโศก-พระราม 9 ซึ่งเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง รองรับการเติบโตและขยายตัวของเมืองชั้นใน นับเป็นทำเลศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ที่รวมการคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจจากการรายล้อมด้วยโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของการลงทุน ทั้งจากการปล่อยเช่าและการถือครองระยะยาว ทำเลนี้นับว่ามีศักยภาพในแง่การลงทุนสูงจากความต้องการใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ย้ายมาอยู่อาศัยตามแหล่งงาน โดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เริ่มเห็นเพิ่มขึ้นในทำเลนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

โครงการเดอะ ไลน์ อโศก – รัชดา (THE LINE Asoke-Ratchada) มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ชูคอนเซ็ปต์ “Balance is Everything, Location is Everything” ตอบสนองการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ให้กับคนเมือง บนทำเลศักยภาพศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ใกล้ MRT พระราม 9 เพียง 300 เมตร นอกจากนี้ยังนับเป็นอาคารที่พักอาศัยอัจฉริยะ (Smart Building) แห่งแรกของแสนสิริที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในวันนี้ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ (Complete Your Living Experience) ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตของลูกบ้านในยุคดิจิทัล พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ในเดือนตุลาคมนี้ อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมโอน ฟรีค่าส่วนกลาง 12 เดือน และฟรีค่าติดตั้งและประกันมิเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น

โครงการ เดอะ เบส การ์เด้น – พระราม9 มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ยกระดับความพรีเมียม คัดสรรวัสดุที่ใช้อย่างบรรจงทุกรายละเอียด ด้วยการนำหินจากประเทศอิตาลีมาตกแต่งห้องฟิตเนสและ Lobby และปรับดีไซน์ ให้สะท้อนความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ในแนวคิด GARDEN OF CREATION นำพื้นที่สีเขียวมารวมกันก่อเกิดเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ให้มากกว่าการพักผ่อน เดินทางสะดวกใกล้แอร์พอร์ตลิงค์สถานีรามคำแหงเพียง 3 นาที และใกล้ทางด่วนศรีรัชเพียง 5 นาที พร้อมมอบโปรโมชั่นโอนกรรมสิทธิ์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปีเมื่อโอนภายในเดือนกันยายน และฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี เมื่อโอนภายในเดือนตุลาคมนี้* 

“ในปี้นี้เราได้เห็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการผนวกพลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาวที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กันและกันอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือในช่วงที่เหลือของปีนี้ บีทีเอส แสนสิริ โฮลดิ้ง ยังเตรียมเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ ร่วมกันอีก 1 โครงการ คือ โครงการเดอะ ไลน์ พหลโยธิน พาร์ค มูลค่าโครงการ 4,900 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการด้านที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เตรียมเปิดให้บริการในปี 2563 โดยจุดเด่นของโครงการคืออยู่ติดรถไฟฟ้า 2 สาย เพียง 300 เมตรจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว พร้อมสวนขนาดใหญ่ กว่า 8 ไร่ และส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 3,000 ตร.ม.ที่พัฒนาภายใต้คอนเซป ‘Green is a new luxury’ จะเปิดการขายในเดือนพฤศจิกายนนี้” นางสาววรางคณา กล่าว

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของ EXIM BANK จำนวน 92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทนำไปจัดซื้อเครื่องบินโดยสารแบบเอทีอาร์ (ATR) 72-600 จำนวน 4 ลำ สำหรับการขยายเครือข่ายเส้นทางการบินของบางกอกแอร์เวย์สทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ณ สำนักงานใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561

การสนับสนุนของ EXIM BANK ในครั้งนี้เพื่อให้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นที่จะพัฒนาและขยายเครือข่ายเส้นทางบินในอนาคต เชื่อมโยงการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับการขยายตัวของการค้า การลงทุน และการบริการ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยและภูมิภาคเอเชียโดยรวม โดยสอดคล้องกับภารกิจของ EXIM BANK และนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเป็นรายได้สำคัญของประเทศไทย เห็นได้จากข้อมูลปี 2560 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2.76 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ธนาคารกสิกรไทย เปิด “เคพาร์ค” (K PARK) แห่งแรก สาขาถนนหทัยราษฎร์ 33 จับมือ 3 พันธมิตรธุรกิจยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ปตท. (สถานีบริการน้ำมันปตท. และคาเฟ่ อเมซอน) เอสซีจี เอ็กซ์เพรส และ อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง พื้นที่รูปแบบใหม่ที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์ โดยผู้ใช้บริการที่เคพาร์คสามารถทำธุรกรรมการเงินรูปแบบดิจิทัลของธนาคารกสิกรไทยได้สะดวก รวดเร็ว ส่งพัสดุผ่านบริการจากเอสซีจี เอ็กซ์เพรส  เครื่องดื่มจากคาเฟ่อเมซอน เพลิดเพลินไปกับ มุมนายอินทร์  Digital Shelf  อ่านฟรี! E-Book  และหนังสือในแบบรูปเล่ม ที่นายอินทร์ได้คัดเลือกหนังสือดี และหนังสือแนะนำมาให้เลือกอ่านได้ฟรี!  พร้อมทั้งสามารถสั่งซื้อได้ทันที ผ่านแอปพลิเคชั่น “NAIINPANN”  และ www.naiin.com  ยังมีพื้นที่ส่วนกลางนั่งเล่นพักผ่อน จัดเวิร์กชอป สัมมนา

เคพาร์ค สาขาถนนหทัยราษฎร์ 33 เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30 – 20.00 น. และสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ ตั้งแต่เวลา 10.30 -18.00 น.

โปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิด K PARK

  • เมื่อเปิดบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย พร้อม สมัครบริการ K PLUS รับบัตร Cash Card คาเฟ่ อเมซอน มูลค่า 100 บาท ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึง 31 ธันวาคม 2561 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด
  • รับส่วนลดพิเศษจาก SCG EXPRESS ผู้ให้บริการส่งพัสดุด่วน มอบส่วนลดสูงสุดถึง 20 บาท เมื่อชำระค่าส่งพัสดุด้วย QR Code ผ่าน K  PLUS ที่ K PARK ปตท. แสงอารี หทัยราษฎร์ 33 ตั้งแต่ วันที่ 25 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2561

เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา รองศาสตราจารย์ นพ.พิทยา จารุพูนผล คณบดี พร้อมด้วย ดร.โรเบิร์ตโต บรูโน่ ก๊อซโซลี่ ประธานกลุ่มสาขาวิชาการจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมพิธีเข้ารับประกาศนียบัตรผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA ระดับอาเซียน ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลักสูตรการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) วิทยาลัยนานาชาติ ถือได้ว่าเป็นสถาบันการศึกษาระดับปริญญาตรีแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียนจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน AUN Quality Assurance: AUN-QA

เนื่องจากวันที่ 16 กันยายนถูกกำหนดให้เป็นวันโอโซนสากล  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวชุดโครงการ “เรื่องโอโซน เรื่องของเรา” ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ธนาคารโลก และธนาคารออมสิน

เพื่อดำเนินการป้องกันชั้นโอโซนในบรรยากาศมิให้ถูกทำลาย และร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากรูโหว่ของชั้นโอโซน (Ozone Depletion) ซึ่งภายใต้อนุสัญญาเวียนนา (Vienna Convention) มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นการรับรู้ถึงปัญหาโอโซน พร้อมทั้งระดมความคิดเพื่อสร้างนโยบายหรือนวัตกรรม ที่ใช้ในการจัดการปัญหาชั้นโอโซนถูกทำลาย รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน

สามารถชมรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ChulaEngineering

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Can Tho University (มหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ) ประเทศเวียดนาม ในการเดินทางเยี่ยมเยียน และลงนามความร่วมมือด้านวิชาการ การแลกเปลี่ยนักศึกษา อาจารย์ และงานวิจัยร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมให้การต้อนรับ และ ผศ.ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมลงนามความร่วมมือระหว่างกัน ณ ห้องประชุม 1-801 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต

ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงรายละเอียดของความร่วมมือว่า วัตถุประสงค์ของการเจรจาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ (Can Tho University) นั้นเพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือที่มั่นคงระหว่างกัน ทั้งด้านวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ และความร่วมมือด้านการทำวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งศูนย์ภาษาไทยขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรมระหว่างกัน

“มหาวิทยาลัยเกิ่นเทอเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทสำคัญในเขตลุ่มแม่น้ำโขง ในการสร้าง พัฒนา และผลักดันความร่วมมือด้านการศึกษาต่างๆ  ความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอและมหาวิทยาลัยรังสิตจนถึงปัจจุบันนี้กว่า 9 ปีแล้วค่ะ กิจกรรมที่ผ่านมาทั้งความร่วมมือต่างๆ การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งแต่ละกิจกรรม แต่ละโครงการลุล่วงและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเสมอมา สำหรับในปีนี้ คณะศิลปศาสตร์ ได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาจากสาขาวิชาภาษาไทยจำนวน 5 คน ไปร่วมเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมไทยที่มหาวิทยาลัยเกิ่นเทอ เพื่อเตรียมตัวจัดตั้งศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมไทย และนี่เองเป็นที่มาของการนัดพบกับผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเกิ่นเทอเพื่อพูดคุยหารือในอีกหลายๆ ประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระดับปริญญาโท การแลกเปลี่ยนอาจารย์ในสาขาวิชาอื่นๆ  และนี่จึงเป็นเหตุผลของนักภาษาหลายๆ คนที่เลือกเรียนด้านภาษา เพราะความรู้ทางภาษาและความเข้าใจด้านวัฒนธรรมต่างชาติเป็นอย่างดีนั้น นับเป็นต้นทางของความสำเร็จในทุกสายอาชีพ”

สุขภาพดีนั้นต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ซึ่งการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดี อีกทั้ง ยังจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้นกัน ถือเป็นแรงกำลังที่ช่วยพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดดังกล่าว แกร็บ จึงได้เชิญชวนผู้ใช้ที่รักสุขภาพ ร่วมออกกำลังกายพร้อมทำประโยชน์เพื่อสังคม ภายในงาน “Grab Running – วิ่งตัวเบา” งานวิ่งที่เรื่องน้อยที่สุด สะดวกสบายเพียงแค่พกสมาร์ทโฟนมาวิ่ง ส่วนที่เหลือแกร็บจัดให้  ในวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ โดยกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเครือข่ายธารน้ำใจ เพื่อบริจาคสมทบทุนให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ในการซื้อเครื่องมือแพทย์ให้สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ซึ่งภายในงาน นอกจากจะได้สัมผัสกับประสบการณ์งานวิ่งที่เรื่องน้อยที่สุดแล้ว นักวิ่งและคนรักสุขภาพที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน ยังได้ร่วมสนุกกับหลากหลายกิจกรรมจากบูทพาร์ทเนอร์คู่ค้าของแกร็บ ทั้ง KBank, ประกันภัย Sunday Insurance,  Shopee, JOOX และ Ari Running  อีกทั้งยังเพลิดเพลินกับเมนูร้านดังที่คัดสรรมาให้เพิ่มพลังจากแกร็บฟู้ด  และปิดท้ายวันดี ๆ ด้วยมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องสาวเสียงใส แพรว คณิตกุล เนตรบุตร

นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า  “ปัจจุบัน ผู้คนหันมาให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการออกกำลังกายด้วยการเดิน โดยแกร็บรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเสียงตอบรับจากกิจกรรมงานวิ่งครั้งแรกของเราเป็นอย่างดี โดยกิจกรรม ‘Grab Running - วิ่งตัวเบา’ ในวันนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมสร้างสุขภาพดีร่วมกันแล้ว ยังเป็นการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม โดย แกร็บ ร่วมบริจาค 10 บาทต่อทุกกิโลเมตรที่ผู้ร่วมงานทุกคนวิ่ง โดยเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 400,000 บาท เพื่อสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อเป็นทุนในการซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์และร่วมสร้างสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งในอนาคตจะเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำที่รองรับผู้ป่วยได้กว่า 1 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ความสำเร็จของกิจกรรมในวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากน้ำใจจากนักวิ่ง พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร พันธมิตรคู่ค้าทั้งหมดของเรา รวมถึงตัวแทนหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ที่ให้การสนับสนุนเราด้วยดีเสมอมา และเราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อจัดกิจกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนในสังคมต่อไปในอนาคต” 

กิจกรรม Grab Running - วิ่งตัวเบา เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจในการทำประโยชน์เพื่อสังคมมาในช่วงเพียงสองสามเดือนที่ผ่านมา แกร็บ ได้จัดกิจกรรมซีเอสอาร์เพื่อตอบแทนพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่และสังคมมาหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการมอบทุนการศึกษารวมกว่าหนึ่งล้านบาทให้แก่บุตรพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่, โครงการ ‘GrabFood for Good – ทุกจานคือการให้’ เพื่อสมทบทุนมอบอาหารกลางวันให้มูลนิธิเด็กผู้ด้อยโอกาสนับหมื่นคน และโครงการบริจาคสิ่งของผ่านบริการแกร็บเอ็กเพรสให้แก่มูลนิธิผู้ด้อยโอกาส อาทิ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น และมูลนิธิอื่น ๆ ในต่างจังหวัดรวม 7 แห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โครงการทั้งหลายเหล่านี้ ถือสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของแกร็บ ในการผลักดันเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

พลพรรคนักวิ่งทุกเพศทุกวัย พร้อมใจวิ่งเพื่อเปลี่ยนทุกกิโลเมตรให้เป็นเงินบริจาค สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

 พลพรรคนักวิ่งทุกเพศทุกวัย พร้อมใจวิ่งเพื่อเปลี่ยนทุกกิโลเมตรให้เป็นเงินบริจาค สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

มารีญา พูลเลิศลาภ สาวสวยสุขภาพดี ร่วมวิ่ง Fun Run ระยะ 5 กิโลเมตร

เหล่านักวิ่งกระโดดตัวเบา ฉลองเข้าเส้นชัยแบบยกทีม

สนุกสนานคึกคักไปกับกิจกรรมถ่ายภาพรอบ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ  

เติมพลังหลังเข้าเส้นชัยด้วยเมนูอาหารและเครื่องดื่มร้านดัง จากแกร๊บฟู้ด

สีสันกิจกรรมสุดสนุก ณ​ บูทพันธมิตรคู่ค้าของแกร็บภายในงาน Grab Running - วิ่งตัวเบา

เลิศรินิญฒ์ สิปปภาค (ที่ 4 จากซ้าย) GM/CO-OWNER บริษัท สะไปซ์ ออฟ เอเชีย จำกัด ในเครือฟู้ด ออฟ เอเชีย รับมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี จาก ชาติ จิราธิวัฒน์ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Partner Management บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เนื่องในวาระโอกาสฉลองเปิดร้าน Chilli” (ชิลลี่) อีกระดับของร้านอาหารไทย... ตำรับแท้แต่ดั้งเดิม !!! โดยมีคณะผู้บริหารจากหลากหลายค่าย ศสัย ตังเดชะหิรัญ ไพศาล อ่าวสถาพร นฤต รัตนพิเชฎฐชัย และ สุทธิภัค จิราธิวัฒน์ ร่วมแสดงความยินดี และสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยที่น่าหลงใหล ณ Chilli” (ชิลลี่) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า เมื่อเร็ว ๆ นี้

X

Right Click

No right click