January 26, 2020

เอไอเอ ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จของปีแห่ง ‘การสร้างตัวแทน AIA FA’ ที่มุ่งเน้นสรรหาคนรุ่นใหม่ พร้อมทำงานเต็มเวลา ให้เข้ามาร่วมโปรแกรม AIA Financial Advisor (AIA FA) ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ชุดใหม่ ที่มุ่งเจาะกลุ่มคนทำงานด้านการเงิน พร้อมพัฒนาหลักสูตร FA 2.0 ซึ่งเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมเฉพาะสำหรับ AIA FA และผลักดันเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการทำงานของตัวแทน AIA FA

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้เริ่มโปรแกรม AIA Financial Advisor (AIA FA) ในปี 2552 และ ณ ปัจจุบันนี้ เอไอเอ ประเทศไทย มีตัวแทน AIA FA รวมกว่า 7,800 คน โดยใน 7 เดือนแรกของปี 2561 มีผู้สมัครเข้าร่วมโปรแกรม AIA FA ถึงกว่า 2,800 คน ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก นอกจากนี้ เรายังมีศูนย์ที่ปรึกษาการเงิน (AIA FA Center) รวม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการจัดฝึกอบรมตัวแทนภายใต้โปรแกรม AIA Financial Advisor อย่างมีมาตรฐานและเข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับตัวแทนประกันชีวิตไปสู่การเป็น ‘ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงิน’ หรือ ‘AIA Financial Advisor’ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า สำหรับผลงานของตัวแทน AIA FA โดยเฉลี่ยแล้วจะทำผลงานได้สูงกว่าตัวแทนปกติ โดยมีจำนวนรายของลูกค้าต่อตัวแทน AIA FA สูงกว่าตัวแทนทั่วไป 10% เบี้ยเฉลี่ยต่อรายสูงกว่าตัวแทนทั่วไป 13% และอัตราการทำงานสูงกว่าตัวแทนทั่วไป 74% ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีของการพัฒนาด้านผลประกอบการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลลูกค้าสำหรับ เอไอเอ ประเทศไทย”

นางอลิสา สิมะโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย อธิบายเกี่ยวกับแผนการฝึกอบรมและ Roadmap ของตัวแทน AIA FA ว่า “เราได้พัฒนาหลักสูตร ‘FA 2.0’ ที่มีความเข้มข้นและได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นหลักสูตรฝึกอบรมต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือน ที่ผู้สมัครเข้าโปรแกรม AIA FA ทุกคนต้องเข้าร่วม โดยหลักสูตรนี้จะพัฒนาทักษะและความรู้ของตัวแทนแบบรอบด้าน ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ การวางแผนด้านการเงิน การวิเคราะห์ตลาด การพัฒนาทักษะการขาย การขยายตลาดตลอดจนการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงินมืออาชีพ นอกจากการฝึกอบรมภาคทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าโปรแกรม AIA FA ทุกคน จะได้รับการดูแลและการโค้ชอย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารหน่วยที่มีประสบการณ์ ผ่านการทำกิจกรรมภาคสนาม (Joint Fieldwork) ร่วมกันอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังได้เตรียม Roadmap สำหรับตัวแทน AIA FA ให้เดินทางไปสู่ความสำเร็จสูงสุดของอาชีพตัวแทนประกันชีวิต คือ การเป็นสมาชิก MDRT (สโมสรล้านเหรียญโต๊ะกลม) ซึ่งเราจะเน้นไปที่การฝึกอบรมผ่านหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสากล และการให้องค์ความรู้ผ่านรุ่นพี่ MDRT ที่จะคอยให้คำปรึกษาแก่รุ่นน้อง”

ในส่วนของการสนับสนุนด้านการตลาด นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า “ตลอดทั้งปีนี้ เรามีแผนการตลาดที่เข้มข้นในการช่วยสนับสนุนโปรแกรม AIA FA โดยเมื่อต้นปีนี้เราได้มีการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ในชื่อเรื่อง “The Perfect Boss” ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก อีกทั้งช่วยให้คนได้รู้จักและสนใจในโปรแกรม AIA FA มากขึ้น ทำให้เรามีการต่อยอดความสำเร็จจากภาพยนตร์โฆษณาชุดแรก มาเป็นภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุด ในชื่อ “Lost” ซึ่งเราเน้นเจาะไปที่กลุ่มคนทำงานด้านการเงิน เพราะเอไอเอมองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของบุคลากรกลุ่มนี้ และต้องการที่จะช่วยผลักดันและพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้ก้าวขึ้นไปเป็น “ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตและการเงิน” มืออาชีพ โดยคอนเซ็ปต์ของโฆษณาชุดนี้มาจากแนวโน้มปัจจุบันของอุตสาหกรรมการเงินที่ปรับรูปแบบการให้บริการไปสู่การเป็น ‘ดิจิทัล แบงค์กิง’ มากขึ้น ในขณะที่ในธุรกิจประกันชีวิตลูกค้าส่วนใหญ่ยังต้องการได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยในการวางแผนด้านการประกันชีวิตและการเงิน โดยโฆษณาชุดนี้จะเน้นเผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานและเป็นคนรุ่นใหม่ที่นิยมเสพสื่ออินเทอร์เน็ต โดยมุ่งสร้าง Call-to-Action ให้ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเข้ามาหาเราได้ทันที”

“นอกจากนี้ เอไอเอยังมีการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวแทนกับลูกค้าให้เหมาะสมกับยุค 4.0 ช่วยให้ตัวแทนทำงานได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันลูกค้าก็จะได้รับบริการที่รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
และตรงตามความต้องการ อาทิ แอปพลิเคชัน iMO และ iPOS+ รวมทั้งในปีนี้เราได้มีการพัฒนาต่อยอด AIA Line Agent ซึ่งเป็น Line-based Application ให้กลายเป็นระบบ iMO Smart ที่มีการแจ้งเตือนข้อมูลเจาะจงรายบุคคล (Individualized Notification)
ผ่านไลน์ ซึ่งจะปฏิวัติการทำงานของตัวแทนให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น และทำให้ตัวแทนบริการลูกค้าได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเอไอเอยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลต่อไป” นายเอกรัตน์ กล่าวเสริม

สามารถติดตามภาพยนตร์โฆษณา AIA FA ชุดใหม่ได้ทางสื่อ YouTube และ AIA Official Facebook สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านเว็บไซต์ www.aia.co.th/FA หรือโทร 1581

บมจ. ไทยสมุทรประกันชีวิต รักคือพลังของชีวิต โดยคุณปูชิตา เจริญพงศ์ Senior Marketing Manager เอาใจคนเมืองรุ่นใหญ่ย้อนอดีตสู่ยุค 90s ออกมาโชว์สเต็ปแดนซ์ ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนงานคอนเสิร์ต 90’s Nonstop เต้นไม่หยุด สุดทุกค่าย จัดเต็มด้วยการมอบบัตรคอนเสิร์ตฟรี! ให้แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมกับแคมเปญออนไลน์ผ่าน LINE : @oceanlife และ FACEBOOK : Oceanlifepage พร้อมมอบสิทธิพิเศษ Pre-Sale ให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิก OCEAN CLUB พร้อมเปิดบูธ OCEAN LIFE - LOVE to DANCE ให้ร่วมอุ่นเครื่องโชว์สเต็ปแดนซ์กระจายกับเกมส์เต้นสุดมันส์ลุ้นของรางวัลมากมาย ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันปัญญาภิวัฒน์ (PIM) มอบทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่นักศึกษาไทยและต่างประเทศ 48 ทุน เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลมืออาชีพในระดับโลก สู่เป้าหมายการยกระดับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอย่างยั่งยืน

ปี 2561 เป็นปีแรกในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษท โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนจากประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุน 17 ประเทศ เข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือก 15 คน จากประเทศอินเดีย บังคลาเทศ กัมพูชา เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และนักศึกษาเหล่านี้จะเข้าศึกษาร่วมกับนักศึกษาไทยที่ผ่านการคัดเลือกอีก 33 คน เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี 4 ปี คณอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม (Farm Technology Management) และ สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร (Food Processing Technology Management)

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพทั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะบุคลากรรุ่นใหม่ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันทีที่สำเร็จการศึกษา โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนในครั้งนี้จะได้เรียนภาคทฤษฎีที่ PIM รวมถึงการได้ฝึกงานจริงในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารมาตรฐานระดับโลก เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาให้เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และพร้อมรองรับทิศทางการเติบโตทางธุรกิจของ ซีพีเอฟ ในระดับโลก

“การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความเชี่ยวชาญ เป็นนโยบายสำคัญที่ ซีพีเอฟ ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ปรัชญา 3 ประโยชน์สุ่ความยั่งยืน คือ ประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศที่ ซีพีเอฟ เข้าไปลงทุน ประโยชน์ต่อประชาชนทุกประเทศ และประโยชน์ต่อบริษัทฯ เป็นลำดับสุดท้าย เพื่อพัฒนาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน” นายสุขสันต์ กล่าว

นายสุขสันต์ กล่าวย้ำว่า นักเรียนต่างชาติที่ได้รับทุน ซีพีเอฟ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับโอกาสเข้าทำงานกับธุรกิจของ ซีพีเอฟ ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากเรียนการสอนในประเทศกลับไปต่อยอดและพัฒนาประเทศความรับผิดชอบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับบัณฑิตชาวไทยก็สามารถปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือไปปฏิบัติงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความสำเร็จของบริษัทฯในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรเริ่มจากธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ นำไปสู่การแปรรูปอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสากลด้วยเทคโนโลยีทันสมัยระดับโลก จะทำให้นักศึกษาทุกคนได้เข้าไปเรียนรู้และปฏิบัติงานจริงในระบบการผลิตแบบครบวงจรของบริษัทฯ ซึ่งนักศึกษาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในประเทศของตน ขณะเดียวกันยังเป็นการสนันสนุนวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” ของ ซีพีเอฟ ด้วย

“บุคลากรถือเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญของการสร้างความการเติบโตและความสำเร็จขององค์กร การได้รับทุนและได้ฝึกงานในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารของบริษัท จะทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อมๆกับการเรียนรู้และคิดค้นสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะนวัตกรรมทางอาหารให้มีความหลากหลายตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย” นายสุขวัฒน์ กล่าว

ดร.ถิรนันท์ ศรีกัญชัย คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร PIM กล่าวว่า รูปแบบการศึกษาแบบ Work Based Education มีการเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนครั้งละ 3 เดือน สลับกับฝึกงานในสถานประกอบการจริงอีกครั้ง 3 เดือน สลับกันตลอดหลักสูตร 4 ปี โดยกำหนดเวลาเรียนภาคทฤษีไว้ 45% และภาคปฏิบัติทั้งในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารอีก 55% ตามวิสัยทัศน์ “การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง” ของ PIM ซึ่งเป็น Corporate University หรือ มหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจแห่งแรกของประเทศไทย

หลักสูตรสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม และสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร ได้รับการออกแบบจากผู้บริหารมืออาชีพจาก ซีพีเอฟ  โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับคณะกรรมการของ PIM ทำให้เนื้อหาหลักสูตร มีความสอดคล้องกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์จริงในฟาร์มอุตสาหกรรม และสอดคล้องกับกระบวนการแปรรูปอาหารจริงในโรงงานแปรรูปอาหารที่ทันสมัยระดับโลก

“คณะอุตสาหกรรมเกษตร มีมืออาชีพจาก ซีพีเอฟ มาเป็นอาจารย์พิเศษมาช่วยสอนเป็นรายวิชากว่า 100 คน โดยการนำประสบการณ์มาสอนนักศึกษาให้มีพื้นฐานความรู้แบบมืออาชีพ ที่โดดเด่นที่สุด คือ นักศึกษาได้มีโอกาสเข้าไปฝึกปฏิบัติงานจริง ในฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารระดับโลกของ ซีพีเอฟ  ให้ได้สัมผัสงานจริง แก้ปัญหาจริง ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงจึงมั่นใจได้ว่าบัณฑิตของเราสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทันทีที่สำเร็จการศึกษา” ดร.ถิรนันท์กล่าว

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว INET S3 Service บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่บริหารจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีระดับโลก แบบออบเจ็กต์ (Object-Based Storage) สามารถจัดเก็บไฟล์และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างในระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการบนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ISO 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลที่จะใช้กับผู้ให้บริการคลาวด์ 

 

นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริการจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ไอเน็ตเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการด้านคลาวด์ในหลายๆ รูปแบบ  โดยพันธมิตรที่สำคัญที่ให้ความร่วมมือพัฒนาธุรกิจคือ เน็ตแอพ บริษัทชั้นนำในการจัดการและบริหารข้อมูลระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางโครงสร้างการทำงานและสามารถบริหารจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริการ INET S3 Service ถือเป็นอีกขั้นของความร่วมมือล่าสุดเพื่อสร้างและต่อยอดบริการคลาวด์ของไอเน็ตได้เป็นอย่างดี สร้างทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าไอเน็ต ที่กำลังมองหาบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อทันต่อการแข่งขันของธุรกิจในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ เน็ตแอพได้สนับสนุนเราด้วยเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการบริหารงานหลังบ้านอย่างครบวงจรทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ของไอเน็ตด้วยดีตลอดมา

และด้วยวิสัยทัศน์ของ INET ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีคลาวด์แพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ “One Platform” ในการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ทุกภาคส่วนเกิดประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์มกลางและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยเน้นให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในการใช้งานผ่าน “One ID” ที่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ โดย One ID จะประกอบด้วยบริการอีเมล mail.one.th บริการแชท และบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันเราใช้ เทคโนโลยี S3 เป็นตัวรันข้อมูล  

และทางไอเน็ตยังมีการใช้เทคโนโลยี S3 ของเน็ตแอพ ในการให้บริการด้าน e-Tax Invoice หรือ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” คือ ใบกํากับภาษีที่ถูกปรับรูปแบบจากที่เคยเป็นกระดาษ ไปเป็นข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร และตามมาตรฐาน ISO 27018 ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะสอดคล้องตามกฎหมาย GDPR (The General Data Protection Regulation) กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป ด้วย”

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ กล่าวว่า “เน็ตแอพและไอเน็ตเรามีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไอเน็ตได้เข้าร่วมโครงการ NetApp-Cloud Service Provider Program  ในระดับแพลตตินั่ม และใช้เทคโนโลยีของเน็ตแอพพัฒนาบริการคลาวด์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น INET - VM as a Service, Private Cloud Service, Active-Active Data Center   จนถึงปัจจุบันที่ไอเน็ตเพิ่มพูนการให้บริการสู่ INET S3 Service ที่ใช้นวัตกรรม NetApp Flash Technology และ Object-Based Storage พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงบนคลาวด์ ด้วยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ S3 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและถือเป็นมิติใหม่ของการให้บริการคลาวด์  เพื่อสอดรับกับความต้องการการใช้งานดาต้าขององค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย  ปรับเปลี่ยนและพร้อมไปสู่ Digital Transformation”

INET S3 Service อยู่ภายใต้บริการ INET FlexPod Cloud คลาวด์โซลูชั่นระดับเวิลด์คลาส ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการระดับโลกในการพัฒนาโซลูชั่นการให้บริการคลาวด์ของไอเน็ต โดย INET S3 Service เป็นบริการในส่วนของพื้นที่่ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลและใช้งานข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน Protocol S3 ที่มีระบบการเข้ารหัส (encryption) และระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่า  เหมาะสำหรับการใช้เก็บ Log file ต่างๆ ไฟล์เอกสาร เช่น Word, Excel, PowerPoint, PDF, Image File, ไฟล์ Multimedia, ไฟล์ที่ต้องการการเข้าถึงแบบเรียงลำดับ (Sequential) รวมถึงการใช้ Backup ข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน

 

นางธีรนารถ พ่วงมหา (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโส ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นางสาวชนิสา แก้วเรือน (ที่ 3 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตธนชาต ในงาน "สยามพารากอน ลักซ์ชัวรี่ พร็อพเพอร์ตี้ โชว์เคส 2018" (Siam Paragon Luxury Property Showcase 2018)  งานแสดงที่สุดแห่งโครงการที่พักอาศัย คอนโดมิเนียม และบ้านพักตากอากาศสุดหรูระดับไฮเอนด์ ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ เมื่อลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนชาตภายในงาน พิเศษ ! ทุกโครงการ รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 11,500 บาท หรือเลือกผ่อน 0% SMILE PLAN 6 เดือน มอบสิทธิพิเศษตั้งแต่วันนี้ - 2 กันยายน 2561 ณ แฟชั่นฮออล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สอบถามเพิ่มเติมโทร.1770 กด 0 กด 2 หรือ www.thanachartbank.co.th หรือ  www.facebook.com/ThanachartBank

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงข่าวเปิดบริการใหม่ “สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อธุรกิจขนาดกลาง” เป็นสินเชื่อหมุนเวียนช่วงก่อนและหลังการส่งออก วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท และ “สินเชื่อรับซื้อตั๋วเพื่อธุรกิจขนาดกลาง” เป็นสินเชื่อหมุนเวียนหลังส่งออก วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท พร้อมวงเงิน Forward Contract ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน สูงสุด 3 เท่าของวงเงินสินเชื่อ เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ส่งออกขนาดกลางเติบโตเป็นผู้ส่งออกขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ส่งเสริมการจ้างงาน และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคการส่งออกไทยให้ได้ตามเป้าหมาย ณ EXIM BANK สำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆนี้

ยูนิซิตี้ จัดพิธีประดับเข็มเกียรติยศภูมิภาคเอเชียใต้กลางปี 2561 (South East Asia Mid-Year Recognition 2018) แก่นักธุรกิจยูนิซิตี้จากกว่า 16 ประเทศ เพื่อเชิดชูเกียรตินักธุรกิจยูนิซิตี้ทุกท่าน ทั้งผู้ที่ได้รับเข็มเกียรติยศ ตลอดจนผู้ที่เข้ามาร่วมงานให้ได้สัมผัสถึงความภาคภูมิใจ และสร้างแรงกระตุ้น สร้างกำลังใจให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง  โดยจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Spirit In U’ สัญชาตญาณแห่งความสำเร็จ แรงบันดาลใจ ตลอดจนพลังสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และกุญแจสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ มั่นคง บนเส้นทางของยูนิซิตี้ ที่จะช่วยหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไบออส 7-เนจีน บอดี้ ออยล์ และเนจีน อาย โรลเลอร์ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจยูนิซิตี้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 7,000 คน โดยงานครั้งนี้จัดขึ้น ณ ที่อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 1-2 เมืองทองธานี

เอสซีจีลงนามบันทึกความเข้าใจการอุทิศที่ดินบึงบางซื่อใน “โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” ร่วมกับกรมธนารักษ์ มุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนกว่า 800 ชีวิต พร้อมผลักดันสู่ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง และแหล่งพักผ่อนของคนกรุงเทพฯ คาดบ้านใหม่โครงการแรกพร้อมเข้าอยู่ปี 2562 บึงน้ำสาธารณะต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมกับกทม. โดยมีผู้บริหารจากกรุงเทพมหานคร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พร้อมด้วยคณะกรรมการสหกรณ์เคหสถาน บ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ เอสซีจี สำนักงานใหญ่

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “การดำเนินงานในโครงการฯ เป็นไปตามแนวทางที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของชุมชนบึงบางซื่อกว่า 800 ชีวิต ทั้งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนที่จะก่อสร้างที่พักอาศัยจำนวน 197 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 60 ยูนิต อาคารชุดพักอาศัย 4 ชั้น 3 อาคาร รวม 133 ยูนิต และบ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลอีก 4 ยูนิต สำหรับงานก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์และบ้านกลางได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้คือภายในปี 2562 จากนั้น จะเริ่มก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment Report) คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ปลายปี 2562 และจะแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ภายในปี 2563 สำหรับการพัฒนาบึงน้ำสาธารณะ จะเริ่มดำเนินการพัฒนาหลังจากชุมชนได้ย้ายเข้าที่อยู่อาศัยใหม่ครบหมดแล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาร่วมกับกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 1 ปี

ส่วนความคืบหน้าความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ นั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้พิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านสำหรับชุมชนจำนวน 48 ล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตให้เช่าที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นทางเข้า – ออก และที่จอดรถ และสำนักงานเขตจตุจักรได้พิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์ ระหว่างนี้ เอสซีจียังคงลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างสหกรณ์ พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการและคณะทำงาน รวมถึงจัดตั้งกลุ่มออมสัจจะสะสมทรัพย์ ดูแลเยาวชนและผู้สูงอายุ”

ด้านนายพชร  อนันตศิลป์  อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า “หลังจากที่ได้รับมอบที่ดินจากเอสซีจีแล้ว สำหรับพื้นที่อยู่อาศัยชุมชนกรมธนารักษ์จะให้สหกรณ์เคหสถานบ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็น
นิติบุคคลที่เกิดจากการรวมกลุ่มก่อตั้งของชุมชนในพื้นที่บ่อฝรั่ง เช่าระยะยาว 30 ปี โดยกรรมสิทธิ์ของบ้านพัก

อาศัยจะเป็นของชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการ และกรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าที่ดินในอัตราเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงในที่ราชพัสดุ สำหรับพื้นที่สวนสาธารณะ กรมธนารักษ์มอบให้กรุงเทพมหานครร่วมกับเอสซีจี และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ร่วมกันพัฒนาเป็นบึงน้ำสาธารณะ โดยกรมธนารักษ์จะพิจารณาให้สิทธิ์แก่องค์กร หรือนิติบุคคลอื่นๆ ทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแลรักษาพื้นที่ในส่วนนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบึงน้ำสาธารณะ โดยมีกรุงเทพมหานครทำหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยแทนกรมธนารักษ์”

โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ เป็นความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชน ได้แก่ เอสซีจี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรุงเทพมหานคร และกรมธนารักษ์ มุ่งเป็นต้นแบบการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ หนึ่งในต้นแบบโครงการสานพลังประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง จัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า มีพื้นที่ส่วนกลางใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต้นแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน เปิดโอกาสร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยที่ลงตัวกับทุกวิถีชีวิต กระตุ้นให้เกิดการออมในชุมชน และต้นแบบบึงน้ำสวนสาธารณะ เพื่อเป็นแก้มลิงและแหล่งพักผ่อนของคนกรุงเทพฯ

ทีเอ็มบี เปิดตัวแคมเปญ “บัญชีทีเอ็มบีเท่านั้นที่ให้คุณมากกว่า” Everyday Everyone Get MORE with TMB  ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าที่ใช้ทีเอ็มบีเป็นประจำจากปัจจุบันที่จำนวน 1.45 ล้านคน เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านคนหลังประสบความสำเร็จจากยอดให้ผู้ใช้บริการช่องทางดิจิทัลเติบโตเพิ่มขึ้น 63% มั่นใจลูกค้าตระหนักรู้ถึงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น เผยครึ่งปีหลังเน้นใช้สื่อแนวใหม่ เน้นดึงกลุ่มลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม ให้มาใช้ทีเอ็มบีเป็นประจำเพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า ”พุ่งเป้าขึ้นชั้นเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุดในประเทศไทยภายในปี 2565”

นายรูว์ ไฮซแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ด้วยปรัชญาของทีเอ็มบี ภายใต้แนวคิด Make THE Difference เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์และการบริการทางการเงินผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดเป็นหลัก โดยสินค้าและบริการทางการเงินต่างๆนั้นต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง ผ่านการใช้งานที่ง่าย และสะดวกสบาย ทำให้สามารถใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้เต็มที่ ซึ่งสำหรับกลุ่มลูกค้าบุคคลของทีเอ็มบีตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานั้นถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เรามีกลุ่มลูกค้าที่ใช้บัญชีทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี (TMB All Free) คู่กับ ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ (TMB No Fixed) เป็นประจำเพิ่มขึ้น 49% ซึ่งก็ได้ส่งผลให้อัตราการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ ของทีเอ็มบี เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ได้แก่ ลูกค้าที่มีทีเอ็มบี ทัช (TMB TOUCH) เพิ่มขึ้น 63% แตะยอด 1.5 ล้านดาวน์โหลด ส่งผลให้ปริมาณการทำธุรกรรมโดยรวมเติบโตขึ้น 129% หรือกว่าเกือบ 12 ล้านครั้งต่อเดือนของการทำธุรกรรมในแต่ละเดือน ซึ่งในการนี้โปรแกรมสะสมคะแนนที่มอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับลูกค้าหรือที่เรียกว่าทีเอ็มบี ว้าว (TMB WOW) ก็ได้ส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วกว่า 85 ล้าน WOW และมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีตัวเลขบ่งชี้ชัดเจนว่า ลูกค้าผู้ใช้งานทีเอ็มบี ทัช (TMB TOUCH) ผู้สะสมคะแนนว้าว (WOW) และเคยแลกของรางวัล มีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมและผลิตภัณฑ์อื่นๆของธนาคารเพิ่มขึ้นอีกด้วย”

“เราพบว่าปริมาณลูกค้าที่มาใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของทีเอ็มบีมากกว่าหนึ่งผลิตภัณฑ์นั้นมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางบัญชีต่างๆมากขึ้น ที่เราเน้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า (Get MORE) เราจึงได้ชูแคมเปญ Everyday Everyone Get MORE with TMB” หรือ “บัญชีทีเอ็มบีเท่านั้นที่ให้คุณได้มากกว่า” ซึ่งเป้าหมายระยะยาวคือ การขยายฐานลูกค้าที่ใช้ทีเอ็มบีเป็นประจำเพิ่มขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์และประโยชน์สูงสุดจากการใช้ และ  การออม กับ ทีเอ็มบี

นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี กล่าวเสริมว่า “Everyday Everyone Get MORE with TMB คือสิ่งที่เราทำมาตลอด เพียงครั้งนี้เราพยายามให้มันชัดเจนขึ้น ให้ลูกค้าได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ทางบัญชีของตัวเองให้ดีขึ้น ในรูปแบบที่ง่ายขึ้น ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีเอ็มบีใช้ Music Marketing มาเป็นรูปแบบการทำการตลาดเพื่อสร้างความแตกต่าง และมุ่งเจาะกลุ่มเป้ามายไปที่คนรุ่นใหม่ สื่อสารผ่านช่องทางสื่อออนไลน์เป็นหลัก 30% สื่อโทรทัศน์ 30% และสื่ออื่นๆ อีก 40%  เป็นรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะรูปแบบการรับรู้ ของลูกค้าเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งก็มั่นใจว่าการสร้างการรับรู้ด้วยการกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงสิทธิประโยชน์ เช่นนี้ลูกค้าจะเข้าใจทันทีและคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ทางบัญชีของตัวเองได้ดีขึ้น”

สิ่งที่ลูกค้าทีเอ็มบีจะได้มากกว่าในทุกๆ วัน มีอาทิ  ลูกค้าทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี (TMB All Free) บัญชีที่ให้ทำธุรกรรมฟรีในทุกช่องทาง ทำให้ลูกค้าประหยัดค่าธรรมเนียมและยังได้รับว้าว (WOW) ทุกการทำธุรกรรมตามปกติ ลูกค้าทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ (TMB No Fixed) บัญชีเพื่อออม ถอนได้ ดอกสูง 1.6%  ไม่มีค่ารักษาบัญชี ไม่กำหนดระยะเวลาฝาก ซึ่งเรายังเชื่อว่าเป็นบัญชีเพื่อเก็บเพื่อออมที่ดีที่สุดในตลาดขณะนี้   ในขณะที่ทีเอ็มบี ว้าว      (TMB WOW) Gamification Platform ล่าสุดก็ได้รับรางวัล Mobile Banking Initiative of The Year – Thailand จาก Asian Banking & Finance Retail Banking Award 2018 นับเป็นรางวัลที่เราได้รับตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัวเลย  ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าที่ได้รับ WOW point ไปแล้วกว่า 85 ล้าน WOW  ปริมาณการนำ WOW มาแลกของรางวัลก็เพิ่มขึ้นทุกๆ ไตรมาส นอกจากนี้ WOW ยังทำให้มี Active User บน Mobile Platform เพิ่มขึ้นอีกกว่า 67%  ซึ่งยืนยันว่า TMB WOW เป็น Loyalty Program Platform ที่มีประโยชน์ต่อลูกค้ามากที่สุดในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีทีเอ็มบี ทัช (TMB TOUCH) แอปพลิเคชันบนมือถือที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายแม้แต่ผู้พิการทางสายตาก็ยอมรับว่าทีเอ็มบี ทัช (TMB TOUCH) เป็นโมบาย แอปพลิเคชันที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายและครอบคลุมที่สุด เรียกได้ว่าลูกค้าทีเอ็มบีสามารถทำรายการต่างๆ ได้โดยแทบไม่ต้องไปที่สาขาอีกแล้ว ทั้งรายการปกติ เช่น ฝาก โอน จ่าย  แลกของรางวัล ซื้อ-ขายกองทุน  และรวมถึงสมัครบัตรเครดิต  สมัครสินเชื่อส่วนบุคคล และรวมถึงเรื่องการเปิดบัญชี ด้วยตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ 

“ในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาให้ลูกค้าเข้าใจถึงประโยชน์ของบัญชีเงินฝากแต่ละชนิดที่ได้มากกว่าจริง รวมถึงบริการอื่นๆ ที่มั่นใจว่าเมื่อมาเป็นลูกค้าทีเอ็มบีแล้วจะมีความสุข สนุกสนานกับประโยชน์ที่ได้มากกว่าในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการ “เลือกใช้ เลือกออม” ผ่านบัญชีทีเอ็มบี ออลล์ ฟรี (TMB All Free) ทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ (TMB No Fixed) ให้การทำธุรกรรมการเงินเป็นเรื่องง่ายบน ทีเอ็มบี ทัช (TMB TOUCH) ทุกเรื่องเงิน ครบ จบ ในทัชเดียว และลูกค้าบุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้นไปอีกกับ ทีเอ็มบี ว้าว (TMB WOW) โปรแกรมสะสมคะแนน WOW จากการทำธุรกรรมเพื่อแลกรับของรางวัลที่หลากหลาย ภายใต้คอนเซปต์ “ยิ่งใช้ ยิ่งว้าว” ด้วยรูปแบบ Gamification ยกระดับการทำธุรกรรมทางธนาคารให้มีสีสันมากขึ้นทำให้การทำธุรกรรมทางการเงินไม่เป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป” 

“สำหรับภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ เราทำขึ้นเพื่อให้ลูกค้าปัจจุบันของทีเอ็มบีและลูกค้าธนาคารอื่นได้รับรู้และเข้าใจว่าที่ ทีเอ็มบี เราออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินมาเพื่อให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้งานอย่างจริงใจและใช้งานได้จริงอย่างสะดวกสบายในทุกวัน เพราะเราเชื่อว่าลูกค้าทุกคนต้อง “ได้มากกว่า” ทีเอ็ มบีจึงอยากนำเสนอแนวคิดนี้เพื่อเชิญชวนให้ผู้ใช้งานปัจจุบันและผู้อื่นที่สนใจบริการการเงินให้เข้ามาศึกษาและสมัครใช้บริการของทีเอ็มบีในวันนี้เพื่อให้ตัวเอง   “ได้รับมากกว่า” โดยภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้มีเนื้อหาที่ต้องการสื่อว่าลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆของทีเอ็มบีนั้นได้รับอะไรมากกว่าแบงค์อื่นเยอะ ทั้งเรื่องฟรีค่าธรรมเนียมในทุกช่องทาง  ได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าของบัญชีฝากไม่ประจำ แอปพลิเคชันที่สามารถทำธุรกรรมได้หลากหลาย แถมยังมีคะแนนว้าว (WOW) ให้ในทุกธุรกรรมปกติจากการทำธุรกรรมช่องทางต่างๆ เพื่อสะสมไปแลกของกำนัล หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ฟรีอีกมากมายหลากหลายประเภท ซึ่งหากจะต้องให้ลูกค้าของทีเอ็มบี มาเล่าให้ฟังว่าได้มากกว่าอย่างไรบ้างคงจะเล่าให้ฟังแบบธรรมดาไม่ได้ เพราะความพิเศษมันเยอะมาก จึงจำเป็นต้องออกมาแร็พเพื่อเล่าให้ฟังแทน” นางสาวมิ่งขวัญกล่าวทิ้งท้าย

ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย เข้าร่วมการประชุมที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ประกอบการจีน หรือ China Entrepreneur Club (CEC) ซึ่งมีนายแจ็ค หม่า ประธาน CEC และประธานกรรมการบริหารของอาลีบาบา กรุ๊ป เป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางผู้เข้าร่วมประชุมเกือบ 400 คน ประกอบด้วยผู้ประกอบการชั้นนำของจีน เจ้าหน้าที่มาเลเซีย ตัวแทนธุรกิจและสื่อมวลชน เพื่อหารือกันในประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ การเกษตร การผลิตแบบดั้งเดิม การท่องเที่ยว และโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ Belt and Road Initiative โดยมาเลเซียถือเป็นประเทศคู่ค้าและหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ขณะที่ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ซึ่งได้รับสมญานามว่าเป็น "วิศวกรแห่งมาเลเซียยุคใหม่" ก็เป็นที่รู้จักของชาวจีนอย่างกว้างขวาง

แจ็ค หม่า ได้แสดงความชื่นชมและให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอย่างอบอุ่น โดยเขากล่าวว่า โครงการ Multimedia Super Corridor หรือ MSC ของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด สร้างแรงบันดาลใจให้กับอาลีบาบา รวมทั้งกระตุ้นความเชื่อมั่นของเขาในการเป็นผู้ประกอบการ โดยในช่วงระยะเวลา 44 ปี นับตั้งแต่จีนและมาเลเซียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ได้มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ของสองประเทศ ผ่านการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นเวลาถึง 22 ปี โดยมาเลเซียกลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของจีน ทั้งสองประเทศจึงควรที่จะร่วมมือกันต่อไปเพื่อเดินหน้าเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งถือเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ประกอบการทั้งในจีนและมาเลเซีย

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ได้เน้นย้ำว่า โครงการเส้นทางสายไหมทางทะเล รวมทั้งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีในปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดโอกาสในการพัฒนาด้านใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจในมาเลเซียและจีน ขณะที่ประชาชนของทั้งสองฝ่ายจะได้รับโอกาสในการจ้างงานและเข้าถึงสินค้าคุณภาพ ผู้นำมาเลเซียยังแสดงความหวังว่าผู้ประกอบการชาวจีนจะสามารถเข้าไปลงทุนในมาเลเซียได้มากขึ้น ขณะเดียวกันมาเลเซียจะธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับจีน และขยายธุรกิจไปยังตลาดจีนเพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงถามตอบระยะเวลา 40 นาทีหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา ผู้นำมาเลเซียวัย 92 ปียังได้ร่วมสนทนาโต้ตอบกับผู้ประกอบการชาวจีนเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุน การพัฒนาตลาด การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ตลอดจนโครงการ Belt and Road Initiative รวมถึงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

จีนและมาเลเซียมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่แน่นแฟ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของมาเลเซียเป็นเวลาเก้าปีติดต่อกัน ทั้งยังเป็นผู้ลงทุนด้านการผลิตรายใหญ่ของมาเลเซียติดต่อกันสองปี รวมถึงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวรายใหญ่อันดับหนึ่งของมาเลเซียติดต่อกันถึงหกปี โดยในการประชุมครั้งนี้ ผู้ประกอบการจีน ตลอดจนผู้นำธุรกิจและการเมืองในมาเลเซีย ได้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ่งมากขึ้น ทั้งยังได้ยกระดับการยอมรับในค่านิยมทางธุรกิจและวัฒนธรรมระหว่างกันอีกด้วย

 

X

Right Click

No right click