February 19, 2020

“Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ คือเมืองที่มีพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมด ที่นำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรของเมือง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างและเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้สูงขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนอีกครั้งหนึ่ง ผ่านการใช้บริการข้อมูล และเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในระบบและรูปแบบต่างๆ มากมายที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวก และตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนในเมืองหรือในสังคม” ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City ไว้อย่างน่าสนใจและอธิบายต่อว่า

หัวใจสำคัญของการสร้างเมืองเป็น Smart City เป็น Smart Community เมืองอัจฉริยะ ชุมชนอัจฉริยะ คือต้องมี “ผู้นำ” ไม่ว่าจะมาจากหน่วยงาน องค์กรใด และตำแหน่งอะไรก็ตาม หากผู้นำท่านนั้นเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มและมีความคิดสร้างสรรค์ มีมุมมองและรู้จักหรือยอมรับที่จะนำเอาเทคโนโลยีมีมากมายในโลกใบนี้มาใช้ และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องแพง แต่ทำให้ทุกคนในเมืองหรือชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงชุมชนเมืองให้เป็น Smart City ขึ้นมาได้

เพราะเมืองที่ฉลาด ก็คือเมืองที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของประชากรในเมืองได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตะกอน การที่เมืองจะตอบโจทย์คนในเมืองได้จึงอยู่ที่ผู้นำผู้เข้าใจและรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองนั้นๆ สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นโจทย์พัฒนาระบบต่างๆ เพื่อให้บริการกับคนในเมือง โดยเหตุผลที่ผู้นำต้องเข้าใจและรู้จักการใช้เทคโนโลยี ก็เพราะว่าเทคโนโลยีจะมาเป็นเครื่องมือที่เข้าช่วยให้คนสามารถพัฒนาและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับวันศักยภาพของเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน

โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะมาพร้อมกับประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อการสื่อสารที่รวดเร็วมากขึ้นและสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ความสามารถนี้ทำให้เราส่งภาพที่คมชัด บันทึกไฟล์ได้ต่อเนื่องไม่ติดขัด ประมวลผลที่มีความซับซ้อนได้ดีมากขึ้น นำไปใช้ได้ในหลายด้าน

ยกตัวอย่างในกรุงเทพมหานคร ปัญหาหนึ่งของเราคือ การเดินทางไม่ว่าจะโดยรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะคนในเมืองต้องคิดเผื่อเวลากันเองเพราะไม่รู้ว่าปริมาณรถในเส้นทางที่เราต้องการจะเดินทางเป็นอย่างไร มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเส้นทางนั้นหรือไม่ หรือรถโดยสารที่เราต้องการใช้บริการจะมาถึงป้ายรถหรือสถานีเวลาใด คน กทม. ไม่สามารถประเมินเวลาการเดินทางในแต่ละวันได้เลย โดยเฉพาะวันไหนฝนตกลงมาการจราจรก็จะติดขัดมากกว่าปกติและหากเส้นทางหลักๆ เกิดสถานการณ์น้ำระบายไม่ทันก็จะเป็นอัมพาตกันทั้งเมือง 

แต่หากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองอัจฉริยะ ก็อาจจะมีการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบการคมนาคมร่วมกับระบบผังเมือง ระบบการจราจร และระบบรายงานอากาศ เข้าด้วยกัน กลายเป็นระบบที่เข้ามาช่วยให้คนในเมืองสามารถทราบตารางรถสาธารณะที่จะผ่านเข้ามายังจุดที่ต้องการ ว่าแต่ละคันจะมาถึงเวลาใด และใช้เวลาในการเดินทางถึงที่หมายเท่าไร รู้สภาพการจราจรล่วงหน้า สามารถเลือกเส้นทางการเดินทางที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาของวัน หรือสามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศตลอดทั้งวันโดยเฉพาะในฤดูฝน เพื่อให้คนในเมืองได้จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันฝน หรือทราบว่าบริเวณไหนจะมีน้ำขังรอการระบาย ก็จะได้หลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบในเมืองอัจฉริยะที่มาตอบโจทย์ชีวิตของคน กทม.

จากแนวคิดข้างต้นของ ดร.สุชัชวีร์ ข้างต้น นำมาสู่การศึกษาพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองอัจฉริยะ 6 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังกำลังศึกษา พัฒนา และเชื่อมโยง เพื่อนำไปสู่ทางออกใหม่ให้กับคนในเมืองกรุง ผ่านสถาบันวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) ของสถาบันฯ เกี่ยวกับเรื่อง Smart Living หรือ ระบบการอยู่อาศัยอัจฉริยะ Smart Utility หรือระบบสาธารณูปการอัจฉริยะ Smart Environment หรือระบบสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart IT หรือ ระบบสารสนเทศอัจฉริยะ และ Smart Mobility หรือ ระบบการขนส่งอัจฉริยะ


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ “Smart City” ชีวิตยุคใหม่ในเมืองอัจฉริยะ โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จากงาน Thailand MBA Forum 2018 ได้ที่นี่

ทางคณะผู้จัดงาน Thailand MBA Forum 2018 "The Next Chapter of Tech & Management" ได้รวบรวมภาพบรรยากาศกิจกรรม Workshop : Crypto Trading แนวคิดและแนวทางการลงทุน สกุลเงินคริปโต ซึ่งได้รับเกียรติจาก สกลกรย์ สระกวี CEO, Bitkub Online Co., Ltd. President, Blockchain Capital Group Holdings Co., Ltd. มาเป็นวิทยากรผู้บรรยายในกิจกรรม Workshop ในครั้งนี้ ซึ่งภายในกิจกรรมต่างได้รับความสนใจจะผู้ร่วมงานที่สนใจในเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องสกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ได้เข้าเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดบิทคอยอย่างลงลึกทุกขึ้นตอน

สกลกรย์ สระกวี

CEO, Bitkub Online Co., Ltd.
President, Blockchain Capital Group Holdings Co., Ltd.

เมื่อไม่นานมานี้ ในงาน Thailand MBA Forum 2018 "The Next Chapter of Tech & Management" เวทีที่รวบรวมเนื้อหาเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะ 5G ที่จะมาเปลี่ยนแปลงอนาคตในหลายๆ มิติ ทั้งในเรื่องของการศึกษา, การจัดการ, การเงิน, เศรษฐกิจ, การเกษตร, ทรัพยากรมนุษย์ และสุขภาพ เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายทางสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันใกล้

อีก 1 กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในงาน Thailand MBA Forum 2018 นั่นคือ กิจกรรม Workshop : Design Thinking โดย รศ.พ.ต.ต.ดร. ดนุวศิน เจริญ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ที่ทางคณะผู้จัดงานได้จัดเตรียมมาเพื่อผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ

โดยเนื้อหาภายในกิจกรรม workshop นี้เป็นเรื่องของ Design Thinking ซึ่ง Design Thinking ในที่นี้ หมายถึง การพัฒนากระบวนการคิดในรูปแบบใหม่ การสร้างความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างไม่มีข้อจำกัด เป็นการระดมไอเดียต่างๆ ที่เข้าไปแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้และแปลงไอเดียให้ไปสู่ภาคปฏิบัติ ที่สามารถเข้าไปตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า

บรรยากาศภายใน Workshop นี้ ต่างได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม จากผู้ที่สนใจ สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดการฝึก และพัฒนาให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างละเอียดในเชิงลึก เสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ที่เข้าร่วม กิจกรรม Workshop : Design Thinking ได้เป็นอย่างดี


สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมดีๆแบบนี้ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร  ได้ที่นี่

 

ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมาย ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเป็นต้นทุนสำคัญของประเทศอีกประการที่นอกจากเราจะผลิตสินค้าอาหารประเภทต่างๆ เลี้ยงชาวโลกได้แล้ว เรายังสามารถมีส่วนแบ่งในเรื่องไบโอเทคโนโลยีได้อีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้อินเตอร์เนทบนสมาร์ทโฟนมากกว่า 45 ล้านคนและใช้เวลาโดยเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน 216 นาทีต่อวัน LINE ก็เป็นอีกช่องทางที่มีผู้ใช้มากกว่า 95% ของผู้ใช้อินเตอร์เนทบนมือถือและใช้เวลาบน LINE เฉลี่ยประมาณ 63 นาทีต่อวัน (ข้อมูลจาก Nielsen Q4, 2017) ทำให้ LINE กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสนทนาหลักของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งสติกเกอร์ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ของ LINE ที่ผู้ใช้ชื่นชอบและใช้ในการสื่อสารแทนคำพูดหรือข้อความ

โดยสถิติของการใช้สปอร์นเซอร์สติกเกอร์ หรือสติกเกอร์แบรนด์ที่แจกฟรีนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 23% เมื่อเทียบไตรมาสแรกของปีนี้และปีที่ผ่านมา นอกจากสติกเกอร์จะทำให้การแชทของคุณสนุกและสื่อสารแทนคำพูดได้ชัดเจนขึ้น ยังช่วยโปรโมทแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากผลสำรวจจาก TNS  ช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ในเรื่องคาแรคเตอร์หรือมาสคอตของแบรนด์ต่างๆ โดยผลสำรวจ กล่าวว่าคาแรคเตอร์สามารถดึงดูดสนใจให้กับแบรนด์ถึง 83% และผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถามผ่านทาง LINE กล่าวว่าสปอร์นเซอร์สติกเกอร์ หรือสติกเกอร์แบรนด์ที่แจกฟรีทำให้คนสังเกตุเห็นแบรนด์เพิ่มขึ้น 34% และรู้จักแบรนด์นั้นๆ มากขึ้น 33% โดย 78% ผู้ใช้เลือกที่จะดาวน์โหลดสติกเกอร์แบรนด์บางเซ็ต 56% เลือกเซ็ตที่มีคำพูดใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และ 47%  เลือกเซ็ตที่เป็นสติกเกอร์แอนิเมชั่น ซึ่งทาง LINE เลยจัดอันดับ 3 สติกเกอร์แบรนด์ที่มีผู้ใช้มากที่สุด สติกเกอร์แบรนด์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดแต่ละหมวดธุรกิจ และคำพูดที่ถูกใช้เยอะที่สุดครึ่งปีแรกของ 2561 ดังนี้

คำพูดและอิริยาบทที่ถูกส่งเยอะที่สุด

  1. OK
  2. Haha / 555
  3. ขอบคุณ / Thank you
  4. Love / รักนะ /
  5. Hi / สวัสดี / ดีจ้า

สติกเกอร์ที่มีผู้ใช้สูงที่สุด 3 อันดับของไตรมาสแรกปี 2018  

อันดับ 1 Miss OP ของแบรนด์ Oriental Princess

อันดับ 2 Godji Happy Life ของปตท.

อันดับ 3 Aunjai Good Days, Great Times ของ AIS Privilege

ที่สุดของสติกเกอร์แบรนด์ใน 10 ธุรกิจที่มีผู้ใช้มากที่สุด

  • ธุรกิจโทรคมนาคม: AIS Privilege
  • ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า: Samsung Mobile
  • ธุรกิจการเงินการธนาคาร: GH Bank
  • ธุรกิจเครื่องดื่ม: Singha Rewards
  • ธุรกิจยานยนตร์: Mitsubishi
  • ธุรกิจพลังงาน: ปตท
  • ธุรกิจเครื่องใช้อุปโภคบริโภค: Lion
  • ธุรกิจความงาม: Oriental Princess
  • ธุรกิจค้าปลีก: Robinson
  • หน่วยงานภาครัฐ: กฟผ

 

 

 

 

เจเนอเรชั่นที่ 2 และประธานบริหารของบริษัท คาวากูจิ เซกิ (Kawaguchi Seiki) โคสุเกะ โอซาว่า จับกระแสสิ่งแวดล้อม ด้วย Screw press Dehydrator เครื่องมือที่มีการออกแบบขึ้นมา เพื่อการจัดการกับปัญหาขยะเหลือทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรม

แนวคิดของการพัฒนา Screw press Dehydrator  ต่อยอดมาจากธุรกิจ ของรุ่นพ่อ ที่เปิดโรงงานผลิตเครื่องจักรใหญ่มากว่า 70 ปี โดยมีจุดเริ่มจากเครื่องจักรของเรือ ไปจนถึงงานซ่อมบำรุง

กระทั่งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จึงเริ่มขยายธุรกิจไปสู่การรับผลิตเครื่องจักรแบบ OEM ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ และในจังหวะนี้เองที่ โอซาบอกว่า มองเห็นโอกาสและเชื่อว่า Screw press Dehydrator จะสามารถเติบโตขยายนำมาใช้ในอุตสาหกรรมทางด้านอาหารได้ จากเดิมที่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อรีดน้ำจากกากของเสียในการทำเกษตรและปศุสัตว์

จากเกษตรสู่นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร

การเจาะตลาดอุตสาหกรรมอาหาร เริ่มจากในแวดวงพันธมิตรทางธุรกิจให้ข้อมูลว่า ธุรกิจผลิตถั่วงอกรายใหญ่ในญี่ปุ่น ประสบปัญหาเรื่องการกำจัดเศษอาหารที่เกิดจากการผลิต ทางบริษัทฯจึงได้รับโอกาสในการเข้าไปเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยได้นำ Screw press Dehydrator เข้าไปเสนอ และทดสอบการใช้งานจริง พบว่าลูกค้าเคยมีประสบการณ์ใช้เครื่องจักรรีดน้ำลักษณะใกล้เคียง แต่ไม่มีประสิทธิภาพตามที่คาดหวัง เมื่อบริษัทฯ นำเสนอ และทดสอบจึงทำให้เห็นผลที่แตกต่าง และมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ 

ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดการนำเครื่องจักรทางการเกษตร มาสู่อุตสาหกรรมอาหารของโอซาว่านั้น ยังมาจากจุดเริ่มของกฎหมายที่เคร่งครัดของประเทศญี่ปุ่น  ในเรื่องการกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม  ซึ่งเขาพบว่าธุรกิจหลายรายในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร ประสบปัญหาเรื่องกากของเสีย และต้องการลดปริมาณ ซึ่งภาระในการทำลายที่สูงนั้นได้สร้างต้นทุนที่สูงขึ้น  และในจุดนี้เองที่ทำให้ โอซาว่า มองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหา จนครองใจลูกค้าในที่สุด

ในส่วนของ Screw press Dehydrator นั้น ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีของเครื่องรีดน้ำในเครื่องจักรเดิม  และมีเครื่องมือแยกกากประเภทนี้อยู่ในตลาดแล้วก็ตาม แต่โอซาว่ากล่าวว่า การสร้างนวัตกรรม และความแตกต่างคือหัวใจ ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้นำมาพัฒนาโดยการเพิ่มโนว์ฮาวเฉพาะด้านเข้าไป เช่น เพิ่มความสามารถในการรีดน้ำจาก 50% เป็น 70% เป็นต้น จนออกมาเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบในที่สุด

อีกส่วนที่สำคัญในความสำเร็จทำให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้านั้น มาจากการจุดเด่นของการนำเสนองานในรูปแบบโซลูชั่น "เราไม่ได้ขายเฉพาะเครื่องแยกกาก  ในลูกค้าแต่ละราย เราจะต้องมีการเข้าไปสำรวจโรงงาน เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัด และความต้องการที่แท้จริง จากนั้นจึงทำเป็นโซลูชั่นเพื่อให้เกิดความสะดวกสูงสุด เช่นทำ Conveyor ( ระบบลำเลียง) เสริม หรือทำเครื่องบด"

การกำจัดกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่จริงจัง และเข้มงวดอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่น การกำจัดจึงเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากตามมา ตั้งแต่ค่าขนส่ง และค่าทำลาย แต่เมื่อมีเครื่อง Screw press Dehydrator  ทำให้โรงงานสามารถรีไซเคิลกากอาหารไปเป็นอาหารสัตว์

“นอกจากจะลดค่าใช้จ่ายลง หรือแม้แต่ทำให้ค่าใช้จ่ายกลายเป็นศูนย์ ยังกลายเป็นแหล่งรายได้ที่มาจากการขายเป็นอาหารสัตว์อีกด้วย ”

นโยบายการขยายตลาดในไทย

โอซาว่า เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารในญี่ปุ่น  จะเกิดซ้ำรอยและกระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมองว่าจุดนี้เป็นโอกาสในการขยายตลาด เพราะอุปกรณ์ของเขาเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหา และที่สำคัญคือรักษาสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ สถานการณ์วันนี้ ปัญหาเกิดขึ้นที่ประเทศเกาหลีและทาง บริษัท คาวากูจิ เซกิ ได้ไปลงทุนที่เกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย ได้มีการร่วมมือกับคู่ค้าคือ บริษัท YN2-TECH (ประเทศไทย) จำกัด เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพ และมีความไว้วางใจ เริ่มจากความ ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของเจ้าของ และ Y2Tech เองก็ให้ความสำคัญกับแผนการจำหน่าย โดยได้ให้ทีมงานขายและวิศวกร เดินทางไปอบรมโดยตรงที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนถึงการทำงานของเครื่องจักร

โอกาสในการเจาะตลาดในประเทศไทยนั้น  เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก จึงเชื่อว่า Screw press Dehydrator น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดการกับกากอาหาร และของเสียจำนวนมาก ที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิต  ซึ่งในระยะแรกได้รับผลตอบรับอย่างดี และเริ่มมีการทดลองในหลายๆโรงงานแล้ว และด้วยขนาดของอุตสาหกรรมที่แตกต่างในอนาคตบริษัทฯ จะสามารถผลิตขนาดเครื่องขึ้นมาได้ตามสเกลที่ต้องการ

นอกจากการขยายตลาดมาที่ไทยแล้ว โอซาว่า ยังเล็งเห็นถึงศักยภาพในการให้ไทยเป็นฮับในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เช่น เวียดนาม กัมพูชา พม่า หรือลาว โดยจุดแรกต้องทำให้เป็นโมเดลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในไทยเสียก่อน  

รวมถึงการมองโอกาสธุรกิจโดยขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ตั้งแต่ เครื่องสำอาง เวชสำอาง หรือแม้แต่อุตสาหกรรมยา เพราะมีของเสียซึ่งต้องผ่านกระบวนการทำลายที่ถูกต้องเช่นกัน

ในด้านกลยุทธ์การขายสำหรับลูกค้าในไทยนั้น จะเน้นไปที่โรงงานผลิตอาหาร ผลไม้แปรรูป โรงงานเบียร์ โรงงานที่ผลิตสินค้าประเภทผัก หรือผลไม้ ที่มีกาก ของเสีย ซึ่งมีการเข้าไปเยื่ยมชมและสำรวจเครื่องจักรในโรงงานแล้วจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีการออกบูธ ประชาสัมพันธ์ และรวบรวมข้อมูล ก่อนการนำเสนอโซลูชั่น ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม  โอซาว่า พบว่า โรงงานบางส่วนของไทย ไม่มีขั้นตอนการกำจัดของเสีย แต่ใช้วิธีส่งกากหรือของเสียต่อไปให้โรงงานอาหารสัตว์เพื่อไปจัดการเอง จึงพบว่าโรงงานอาหารสัตว์ก็เป็นเป้าหมายในการเข้าไปนำเสนอเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้มองข้ามส่วนของโรงงานผลิตอาหาร ที่ต้องการมาตรฐาน และมีนโยบายเรื่องการกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง

เป้าหมายการขายในปีนี้อยู่ ที่ประมาณ 5 เครื่อง เนื่องจากราคาของอุปกรณ์อยู่ที่ 6-7 หลัก จึงเน้นการขายในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แบบค่อยเป็นค่อยไป และในส่วนของการขายสำหรับลูกค้ากลุ่ม SME อยู่ในระหว่างการศึกษาหาข้อมูลเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้ทั้งในด้านของราคาและสเกล

ราคาของเครื่องที่มีการประเมินว่าค่อนข้างสูงสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กนั้น  โอซาว่า บอกว่าอยากให้มองการซื้อเครื่องจักรเป็นการลงทุน และก่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

เพราะจากเดิมอาจจะมีต้นทุนในการทำลายของเสียที่จำนวนหนึ่ง ค่าขนส่งอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อมีการใช้เครื่องจักรทำให้เกิดการแปรรูปและก่อประโยชน์เป็นเม็ดเงินขึ้นมา ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และโดยธรรมชาติของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ประมาณ 7 ปี แต่จากการประมาณการสำหรับ Screw press Dehydrator จุดคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณ 3 ปีเท่านั้น  

สิ่งสำคัญของ บริษัท คาวากูจิ เซกิ ที่แตกต่างจากผู้จำหน่ายเครื่องมือแยกกากรายอื่น คือ เน้นการขายโนว์ฮาว ที่เป็นโซลูชั่น ตามนโยบายที่เป็นมิตรกับคู่ค้า

“บริษัทเราเป็นบริษัทเดียวในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำธุรกิจแบบครบวงจร ไม่ใช่เป็นการขายอุปกรณ์ไปแล้วจบ แต่พร้อมช่วยเหลือลูกค้าและติดตามแก้ปัญหาให้ตลอดเวลา” 

โอซาว่าทิ้งท้ายว่า การนำเครื่องจักรนี้เข้ามาทำตลาดไนไทย  นอกจากประสบความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ นโยบายทางด้าน CSR เพราะการใช้ Screw press Dehydrator เป็นการลดของเสียในปริมาณมาก และมีผลพลอยได้ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการทำลายและการขนส่ง รวมทั้งลดการใช้พลังงานของการขนส่งอีกด้วย ซึ่งมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้เห็นแล้วที่ญี่ปุ่น  ดังนั้นการสร้างประเทศไทยเป็นฮับก็หวังว่าจะช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมของไทย และขยายไปสู่แต่ละประเทศจนทั่วโลกในที่สุด


 

"เมื่อกล่าวถึง Disruptive Technologies ซึ่งนานๆทีจะเกิดสักครั้ง แต่นั่นหมายถึงเทคโนโลยีที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior) หรือ Lifestyle ของผู้คนครั้งสำคัญ เหมือนเช่นดั่งในปี 1975 ที่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(Personal computer) เป็น Disruptive platform เป็น infrastructure ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง บิล เกตต์ สร้างแอพพลิเคชั่นมาเปลี่ยนแปลงโลกจนทุกวันนี้ที่ไม่มีใครไม่ใช้ Personal computer และอีกครั้งในเวลาต่อมาคือในปี 1990 ที่เทคโนโลยี อินเทอร์เนต TCP/IP ก็เป็น Infrastructure รอบใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนอย่าง มาร์ก ซัคเกอร์เบริก สร้างแอพพริเคชั่น facebook หรือ แลร์รี่ เพจ สร้าง Google ขึ้นมาและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกดังเช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้"

สำหรับรอบนี้ถือเป็นความโชคดีของคนในยุคนี้ที่จะมีโอกาสได้ใช้ Blockchain ซึ่งจะเป็น Disruptive Technology เป็น Infrastructure ของ Generation โดยที่ผ่านมามี Bitcoin ที่พวกเราแทบทุกคนรู้จักกันดีทั่วโลก เป็นแอพพริเคชั่นตัวแรกซึ่งถูกปล่อยออกมาในปี 2009 แต่ในเวลาไม่ถึง 9 ปี ธนาคารทั่วโลกต้องขยับตัวกันอย่างมหาศาล หรือกระทั่งวงการระดมทุนที่เรียกว่า ICO จะเห็นได้ว่าในปี 2017 มูลค่าการลงทุนผ่าน ICO ปีเดียวมากกว่า VC ทั่วโลกรวมกัน

"หมายความว่า Blockchain  คือ  Disruptive platform ตัวต่อไปที่ทุกวงการจะต้องหันมาใช้ เหมือนกับที่เคยต้องหันมาใช้ Personal computer และ Internet TCP/IP ในทำนองเดียวกัน"  นั่นคือ Talk บทเปิดของ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา  บนเวที Thailand MBA Forum 2018

Blockchain Technology 

เปลี่ยนผ่าน Internet of information → Internet of Value

"ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" Group CEO Blockchain Capital, Group Holdings Co.,Ltd. ได้บรรยายถึงหัวใจสำคัญของ บล็อกเชน เทคโนโลยี ซึ่งเป็น layer ที่สองของอินเตอร์เน็ท ที่มีพัฒนาการเหนือไปกว่ายุคแรกที่เป็น TCP/IP ที่เป็น Internet of Information ซึ่งส่งผ่านได้เพียงข้อมูล แต่สำหรับ บล็อกเชน เป็นอินเตอร์เน็ทที่มีความสามารถเหนือไปกว่า เพราะสามารถที่จะส่งผ่านสิ่งที่เรียกว่า "มูลค่า" (Value) ออกไปได้ด้วย โดยไม่ต้องผ่านเทคโนโลยีของตัวกลางดั่งเช่นในอดีตอีกต่อไป และแปลว่าในอนาคตอันใกล้ เหล่ากลไกตัวกลางในวงการแลกเปลี่ยนต่างๆ จะต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่

"ท๊อป จิรายุส" ยกกรณีตัวอย่างของวงการแลกเปลี่ยนมูลค่า อย่างเช่น การโอนเงินที่เคยมีธนาคารเป็นตัวกลาง การซื้อขายหุ้นที่เคยต้องผ่านโบรคเกอร์ หรือกระทั่งการซื้อขายที่ดินที่เคยต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า  ธุรกรรมต่างๆ ที่เคยต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือกลไกของตัวกลางในการดำเนินการ ต่อไปเราสามารถแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง เพราะบล็อกเชนมีความพร้อมและอนุญาตให้เราสามารถ digitized มูลค่ากันได้แล้ว เรียกว่า Decentralized Vs. Centralized system

ในอดีตเราใช้อินเตอร์เนท TCP/IP ส่งออกส่งที่เป็นข้อมูลหรือรูปภาพ คือการส่งสิ่งที่เป็นสำเนาออกไป มากมายเพียงใดก็ทำได้ แต่ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ ดังนั้นจึงส่งสิ่งที่เป็นมูลค่า ออกไปไม่ได้จริง ไม่เช่นนั้นเราก็ย่อมจะสามารถส่งออกสิ่งที่มูลค่า เช่นธนบัตรใบละ 1,000 บาทออกไปให้ใครต่อใครก็ได้ มากเท่าไหร่ก็ได้ เพราะส่งกี่ครั้ง ต้นฉบับก็ยังคงเหลืออยู่ และนั่นคือข้อจำกัดหรือที่เรียกว่า Double spent problem

แต่สำหรับ บล็อกเชน ได้รับการพัฒนาภายใต้การรวบรวมปัญหาและงานวิจัยโดยนักพัฒนาผู้มีนามว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้คิดและพัฒนาบิทคอย โดยเขาได้แก้ปัญหาในสิ่งที่เรียกว่า Solve Double Spent Problem ทำให้บล็อคเชน สามารถเก็บมูลค่า และสามารถส่งออก "มูลค่า" ได้โดยตรงระหว่างผู้ส่งและผู้รับ และนั่นคือเป็นวิวัฒนาการของสิ่งที่ว่า Internet of value

4 Development ของ Blockchain

"จิรายุส" บอกกล่าวเล่าถึงพัฒนาการในวงการบล็อกเชนว่า สามารถแบ่งออกได้เป็นขั้นเป็นตอนอยู่ 4 ระยะ ใน stage แรกของบล็อกเชน คือ Internet of Money เช่น bitcoin ที่ออกมาได้ 8-9 ปี ทุกวันนี้ digital currency ทั่วโลกมีมากกว่า 1,700 ตัว โดยกลุ่มแรกของคริปโตนั้น มุ่งเป้าไปสู่การเป็น internet of money เพื่อที่จะทำให้เราสามารถ digitized เงินแล้วโอนหากันแบบ peer to peer โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางอีกต่อไป

เพราะในระบบที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้ การโอนเงิน  ซึ่งหมายถึงการโอนเงินจากธนาคารต้นทางไปยังธนาคารผู้รับ จะมีสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  เปรียบเสมือนทางด่วนที่เราต้องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อจะไปยังจุดที่หมาย  ยิ่งหลายด่านก็หมายถึงค่าผ่านทางที่ต้องเพิ่มขึ้นและต้องจ่ายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงปลายทาง และนั่นคือที่มาของค่าธรรมเนียมการโอนเงิน 5-10 % ในการโอนเงินไปต่างประเทศ   แต่พอมี digital money อย่าง bitcoin,light coin, state cash หรือ Ripple  เหล่านี้คือ Digital money ที่ล้วนมีเป้าหมายที่ต้องการจะเอาออกในสิ่งที่เรียกว่า international clearing house  หรือกลไกตัวกลางออกไปเพื่อให้เราสามารถโอนเงินกันได้อย่างเร็วขึ้น-ประหยัดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Internet of Assets = Value Registry

stageที่สองของบล็อกเชน เป็นความสามารถในการ digitized ทุกอย่างที่มีมูลค่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คือ เพียงเงิน(money)อย่างเดียว แต่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าอื่นอาทิเช่น ที่ดิน, เพชร, พลอย, ภาพเขียนหรืออื่นๆ อีกมากมาย ก็สามารถนำมา digitized อยู่ในบล็อกเชนได้เช่นกัน

Internet of Entities = Value Ecosystem

สำหรับstageที่ 3 บล็อคเชนจะถูกนำมาใช้ในการปลดล็อค ทำให้ก่อเกิดโมเดลธุรกิจ และการจัดการใหม่ๆ เป็น decentralized autonomous ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Ethereum หนึ่งในบล็อกเชนที่เป็น Generalized platform  ที่ถูกใช้ในการสร้างเหรียญและมี Smart contract ที่เปิดโอกาสให้คนสามารถสร้างบล็อคเชนและโทเคน(Token) ขึ้นมาอย่างง่ายดาย  กลายเป็นเครื่องมือในการออกTokenเพื่อระดมทุนในรูปแบบที่เรียกว่า ICO ( Initial Coin Offering) ซึ่งปรากฏว่าจากคริปโตที่เคยมีเพียงไม่กี่ตัวในอดีต เพียงปีเศษๆ ที่ผ่านมามีคริปโตเกิดขึ้นกว่า 1,700 ตัวทั่วโลก โดยกว่า 90% ของเหรียญเหล่านั้นถูกสร้างบน Ethereum

Interoperable  Ledgers = Value web

เป็นพัฒนาขั้นที่ 4 ที่ปัจจุบันกำลังเร่งพัฒนาเพื่อให้โทเคนที่มีอยู่ทั่วโลกจำนวนมากมาย  และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมาก แต่มีสิ่งที่เป็นปัญหาติดอยู่ ณ ขณะนี้คือ โทเคนในแต่ละแพลตฟอร์ม  ยังคุยกันคนละภาษา ซึ่งหากจะมีการแลกเปลี่ยนมูลค่าซื้อขาย-แลกเปลี่ยน ก็จะต้องเอาเหรียญเหล่านั้นโอนไปยังที่ที่เรียกว่า Centralized exchange crypto แล้วก็ซื้อขายเพื่อแลกเปลี่ยนกันเหมือนซื้อขายหุ้น เหตุเช่นนี้เพราะคริปโตแต่ละตัวยังไม่สามารถคุยกันได้โดยตรง ( เหมือนอินเตอร์เนทในยุคแรกๆ)

ในขณะนี้นักพัฒนากลุ่มใหม่ๆ เช่น Kyber, Ox, Airswap หรือ OmiseGo กำลังเร่งพัฒนาเพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างโทเคนตัวต่างๆ ให้สามารถคุยกันหรือแลกเปลี่ยนมูลค่ากันได้โดยตรง


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ "Blockchain for Management" โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา จากงาน Thailand MBA Forum 2018  ได้ที่นี่

 

 

 

ความพร้อมในการรับมือกับบริบทของสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อป่าต้นน้ำของประเทศไทย ในวันนี้เกี่ยวข้องและเชื่อมโยง ทั้งศาสตร์ด้านวิศวกรรมน้ำ และTool (เครื่องมือ) ตลอดจนการบูรณาการเพื่อนำเทคโนโลยี IoT และBig Data มาใช้ในงานบริหารจัดการน้ำให้เกิดความยั่งยืน

5.  5G ตัวเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมโลก การให้บริการ Mobile broadband กำลังก้าวไปสู่ระบบ 5G โดยมีแผนที่จะ roll out ครั้งแรกไม่เกินปี 2018 ซึ่งถือได้ว่าเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 ปี ทั้งนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในความพยายามที่จะผลักดันให้การบริการ   Mobile broadband สามารถให้บริการในทุก digital platform

4. โทรคมนาคมเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์ม IoT และโดรน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม 4G/5G มีบทบาทที่อย่างมากในการเป็นผู้เล่นที่สำคัญในตลาด IoT และอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerial vehicles : UAV) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่าโดรน โดยแอพพลิเคชั่นโดรนจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถปฏิรูปการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในแง่ของต้นทุนและเวลาในการวิเคราะห์ชุดข้อมูลเพื่อปรับปรุงการตัดสินใจ จึงมีการจัดตั้งศูนย์กลางในการให้บริการเฉพาะทางเกี่ยวกับโดรนภายใต้ชื่อ Drone-powered Solutions (DPS) เพื่อช่วยลูกค้าในการวางแผนและนำโดรนมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้โดรนในเชิงพาณิขย์ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทแต่ละแห่งจำเป็นต้องมีการลงทุนที่สำคัญและมีความสามารถเฉพาะด้าน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับโดรนภายในบริษัท ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถเสนอ DPS สำหรับทุกบริษัทได้ โดยผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถมีบทบาทนี้ได้ เนื่องจากมีความสามารถในการเชื่อมต่อ IoT, ระบบคลาวด์, big data และการวิเคราะห์

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ประการแรกพวกเขาสามารถเสนอ DPS โดยการสร้างพันธมิตรในด้านต่างๆเกี่ยวกับโดรน, ประมวลผลข้อมูล และการจัด ส่งข้อมูล และสามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถภายในห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งคาดว่าตลาดสำหรับ DPS ซึ่งไม่รวมถึงการจัดซื้อโดรนในกลุ่มประเทศ Gulf Cooperation Council (GCC) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2020 ซึ่งตลาดนี้สามารถให้บริการด้วยรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย เช่น การให้บริการโดรนในเชิงพาณิชย์, Live Video แบบออนดีมานด์ หรือระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ

ประการที่สอง ผู้ประกอบการโทรคมนาคมสามารถช่วยในการจัดตั้งศูนย์ควบคุม การจราจรของโดรน หรือ Drone traffic control centre (DTCC) ซึ่งจะช่วยให้ สามารถควบคุมการทำงานของโดรนและเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อ บังคับ โดยจะอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ DTCC ทั้งในการจัดหาและจัดการการจัดเก็บข้อมูล การเชื่อมต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การให้บริการในระดับมืออาชีพ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ รวมทั้งระบบการจัดการการ จราจรของโดรน และการวิเคระห์และจัดทำรายงานแบบเรียลไทม์

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมควรพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมและมีการกำหนด Roadmap สำหรับใช้โดรนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโดรนแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคมสำหรับแหล่งรายได้ที่หลากหลายและการกระตุ้นการเติบโตใหม่ๆ

การปฏิวัติด้านสารสนเทศเป็นการปรับโฉมหน้าของเศรษฐกิจโลก การสร้างข้อมูล, การประมวลผล, การเก็บรักษา และการแลกเปลี่ยน กำลังเปลี่ยนแปลงการดำเนิน งานและปรับปรุงรูปแบบธุรกิจใหม่ ปัจจุบันการจัดเก็บชุดข้อมูลจำนวนมหาศาล และการใช้ข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิผล จำเป็นต่อความได้เปรียบ ทางการแข่งขัน การพลิกโฉมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเนื่องจากโดรนเป็นจุดเชื่อมต่อของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าสองประเภท ได้แก่ Internet of Things (IoT, เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) และปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีโดรน หุ่นยนต์ และรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

เป็นตัวอย่างของระบบข้อมูลที่บูรณาการรวมอยู่ในอุปกรณ์ทางกายภาพ ซึ่งโดรนยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแหล่งข้อมูลอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีเซ็นเซอร์ และกล้องถ่ายรูปทำให้สามารถได้ข้อมูลที่มีคุณภาพสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา ก่อน ซึ่งสามารถวิเคราะห์และเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่สามารถดำเนินการได้ และโดรนยังสามารถดำเนินงานที่สำคัญได้ เช่น การวิเคราะห์ การค้นหา การตรวจสอบ ส่งสัญญาณ การนำทาง และการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง โดยใช้ซอฟต์แวร์อัตโนมัติ

เทคโนโลยีโดรน ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและไปไกลเกินกว่าเป้าหมายทางการ ทหารซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมของการใช้โดรน และปัจจุบันได้เข้าสู่เชิงพาณิชย์ เช่น เดียวกับแอพพลิเคชั่นด้าน IT อื่นๆ การใช้งานโดรนในเชิงพาณิชย์มีการแพร่ กระจายมากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพื้นฐานของโดรน (เช่น เซ็นเซอร์, กล้อง, GPS และแบตเตอรี่), สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เป็นบวก และความสนใจของนักลงทุน ซึ่งโครงการของ Federal Aviation Administration (FAA) ระบุว่าจำนวนโดรนที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯจะมีจำนวนเกือบสามล้านเครื่องในปี 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นสี่เท่าในปี 2016

โดรนช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานและดำเนินกิจกรรม ที่ท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุนและเวลา โดรนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงได้ ไม่เพียงแต่ความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการใช้งานที่กว้างขวางขึ้นสำหรับภาคธุรกิจอีกด้วย

DPS มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่นำมาใช้งาน เช่น การสำรวจและทำ แผนที่ การควบคุมการลงทุน การจัดการสินค้าคงคลัง การเฝ้าติดตามการบำรุง รักษา การขนส่งสินค้า การเฝ้าระวัง และการรายงานข่าวด้วยวิดีโอ ซึ่ง DPS จำนวนมากมีจำหน่ายแล้วในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน และเมื่อมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นในภาคส่วนอื่นๆ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปรับปรุงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

การใช้โดรนสำหรับควบคุมการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคชุมชน ทำให้สามารถสำรวจสถานที่ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ข้อมูลภาคสนามสำหรับการสร้างแบบจำลองสถานที่อย่างแม่นยำ สามารถถูกรวบรวมไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การสำรวจสถานที่ก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าการสำรวจภาคสนามมากถึง 20 เท่า นักลงทุนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าในการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดรนสามารถแก้ปัญหาด้านเทคนิคที่สำคัญ ที่สุดในการตรวจสอบการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง และการบริหารจัดการสินทรัพย์ ตลอดจนการวางแผนและการใช้งานเครือข่าย ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม ในอดีตช่างเทคนิคต้องปีนขึ้น ไปบนสุดของอาคาร แต่ในปัจจุบันสามารถใช้โดรนทำงานนี้ได้แล้ว โดยสามารถบันทึกรายละเอียดข้อมูลที่มีคุณภาพสูงเกี่ยวกับสินทรัพย์ และดำเนินการสินค้าคงคลังที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม สามารถได้ภาพสถานที่อย่างถูกต้องซึ่งมักกระจายไปทั่วประเทศ

โดรนมีบทบาทในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและติดตั้งให้อยู่ในสภาพดี สามารถดำเนินการตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากโดรนสามารถถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ การวัด และการอ่านได้เหมือนกับช่างเทคนิค และช่วยเพิ่มความปลอดภัยเนื่องจากบริษัทต่างๆ ไม่จำเป็นต้องให้คนงานต้องมาเสี่ยงในการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลหรือในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมหลายรายมีความก้าวหน้าในเรื่องโดรน อย่างเช่น บริษัท AT&T ได้เปิดตัวโครงการในเดือนตุลาคม 2016 ที่ใช้โดรนในการตรวจสอบสถานีฐาน และบริษัท Verizon ใช้โดรนเพื่อตรวจสอบบริเวณสถานีฐานที่ได้    รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรง

โดรนยังสนับสนุนการวางแผนและการใช้งาน โดยสามารถระบุจุดที่เสียหายในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ เช่น บริษัท AT&T ใช้โดรนในการทดสอบความแรงของสัญญาณทั่วภูมิภาคต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ส่วนบริษัท Nokia ได้ทำการ ทดลองที่คล้ายคลึงกันนี้ใน United Arab Emirates (UAE)

ผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีบทบาทสำคัญในการใช้โดรน DPS ต่างๆ ที่หลากหลาย จะต้องมีความสามารถในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมากได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลประเภทภาพและวิดีโอ และประมวลผลและวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้อาจต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบการโทรคมนาคม

ซึ่งถือเป็นบทบาทใหม่สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม เนื่องจากตลาดโทรคมนาคมแบบดั้งเดิมกำลังจะพัฒนาขึ้น   ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต่างกำลังมองหาหนทางใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล โอกาสทางการค้ามีความ สำคัญ  บริษัทต่างๆในทุกอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศ GCC คาดว่ามูลค่าตลาด โดรนในเชิงพาณิชย์โดยรวมในกลุ่ม GCC (ไม่รวมการจัดซื้อโดรน) อาจสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯภายในปี  2022


บทความ โดย : พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)


สามารถรับชมคลิปวิดีโอ หัวข้อ “Next-Gen. Leaders & Next-Gen. Mobile Tech” โดย พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กสทช. จากงาน Thailand MBA Forum 2018  ได้ที่นี่

X

Right Click

No right click