September 29, 2020
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 810

บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) เติบโตมาจากธุรกิจการค้าอะไหล่รถยนต์เก่าที่มีราคาแต่ละชิ้นหลักพันหรือหลักหมื่นบาท มาถึงทุกวันนี้

หลังจากบริษัทย่อยของกลุ่มเจมาร์ท บริษัท เจเวนจอร์ส ประกาศทำ ICO (Initial Coin Offering) ในชื่อ JFin Coin โดยเริ่มเสนอขาย Pre-Sale วันแรก เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.00 น. ผ่าน TDAX ตลาดแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลของคนไทยเหรียญที่นำมาเสนอขายครั้งนี้ทั้งหมดจำนวน 100 ล้านโทเคน ที่ราคา 6.60 บาท หรือคิดเป็นเงิน 660 ล้านบาทสามารถขายได้หมดในเวลาเพียง 55 ชั่วโมง และเตรียมเข้าซื้อขายในตลาดรองไม่เกิน 2 เมษายนที่จะถึงนี้ เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่วงการการเงินและฟินเทคในประเทศไทยต้องบันทึกไว้

จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่นี้เริ่มจาก Bitcoin เหรียญชื่อดังเจ้าแรกเป็นต้นมา ผู้ที่สนใจวงการนี้ในประเทศไทย ก็เริ่มขยับตัวตามกันมา ในช่วงแรกยังคงอยู่ในวงแคบๆ ไม่โด่งดังเท่าไรนัก จนกระทั่งราคา Cryptocurrencies ในตลาดโลกพุ่งสูงทำสถิติกันเป็นรายวัน ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในฝั่งผู้ลงทุน และกลุ่มที่ต้องการทำเหมือง (Miner) ขุดเหรียญต่างๆ จนปัจจุบันตลาด Cryptocurrencies ในไทยมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น จำนวนเหรียญที่อยู่ในตลาดแลกเปลี่ยนหลายล้านเหรียญ คือเครื่องยืนยันในเรื่องนี้รวมถึงงานพูดคุยสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีให้เห็นอยู่แทบจะทุกสัปดาห์

ตาม White Paper ของ JFin Coin ระบุว่า จะนำเงินที่ได้ไปใช้พัฒนา Decentralized Digital Lending Platform (DDLP) เป็นแพลตฟอร์มการให้บริการกู้ยืมแบบดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี Blockchain แน่นอนว่าเจ้าของโครงการย่อมมีความยินดีที่ ICO ของตนได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) กล่าวหลังจากการ Pre-Sale สิ้นสุดเนื่องจากมีผู้จองซื้อโทเคนหมด 100 ล้านโทเคนว่า “ขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ที่ให้โอกาสเราในการอธิบาย และคำแนะนำต่างๆ การทำ ICO ครั้งนี้ เราถือเป็นกลุ่มบริษัท
จดทะเบียนรายแรกที่ทำเรื่องนี้ ผมเข้าใจดีว่าย่อมมีอุปสรรคในด้านการอธิบายความเข้าใจ และมีหลากหลายความคิดเห็น แต่ด้วยความตั้งใจของผมและทีมงานที่มุ่งหวังให้ ICO นี้เกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย ที่ผมทำธุรกิจมาตั้งแต่ต้น”

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นส่งผลให้เห็นการออกตัว ICO อีกหลายรายติดตามมา บางรายก็ไปออกขายในต่างประเทศ บางรายเสนอขายในประเทศ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดเท่าที่ควร แต่ก็เห็นได้ว่ามีหลายธุรกิจที่มองว่า ICO คือช่องทางหนึ่งในการระดมทุนสำหรับกิจการ

ความใหม่ของ ICO เป็นหนึ่งในความท้าทายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หนึ่งในหน่วยงานหลักของภาครัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเกี่ยวกับ Cryptocurrency ก็ออกข่าวเตือนเกี่ยวกับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ ICO มาเป็นระยะในช่วงที่เกณฑ์การกำกับดูแลยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ โดย ก.ล.ต. เตือนและให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องว่า “การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ICO และ Cryptocurrencies จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอย่างมาก เพราะการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้มีความเสี่ยงในหลายแง่มุม หากผู้ลงทุนไม่เข้าใจอย่างแท้จริงจะเสียหายได้โดยง่ายนอกจากนี้ อาจมีผู้ฉวยโอกาสในการสร้างกระแสโดยนำโครงการที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนมาเป็นจุดขาย หรือโครงการที่ไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนที่จะสามารถรองรับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และ/หรือนำเรื่องเทคโนโลยีมาบังหน้า เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ลงทุน
ผู้ที่ได้รับการชักชวนหรือคิดที่จะลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล จำเป็นต้องทำความเข้าใจรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินทรัพย์ที่จะลงทุน ตัวกิจการ สิทธิของผู้ลงทุน และโครงสร้างของโทเคนที่จะได้รับจากการลงทุน และประเมินความเหมาะสมเทียบกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนก่อนลงทุนเสมอ ตลอดจนระวังความเสี่ยงจากการที่ผู้ให้บริการไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ในการกำกับดูแลความเสี่ยงและไม่มีการกำหนดมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์และอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนควรตระหนักว่า การกำกับดูแลจะช่วยลดความเสี่ยงได้เฉพาะบางส่วนเท่านั้น เช่น ป้องกันการหลอกลวง แชร์ลูกโซ่ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ยังคงมีอยู่ เช่น ความเสี่ยงทางธุรกิจของกิจการ ความเสี่ยงจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผันผวน ตลอดจนความเสี่ยงจากการที่ระบบเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลอาจถูกโจรกรรมไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด ควรตระหนักว่า หากเกิดความเสียหาย มีโอกาสสูงที่จะไม่สามารถเรียกร้องจากใครได้ ดังนั้น ถ้าไม่เข้าใจ อย่าลงทุน เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้เหมาะกับทุกคน”

โดย ก.ล.ต. เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแล ICO ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในประเทศไทยคาดว่าจะออกมาภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาแล้ว 2 รอบ

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีประกาศไปยังสถาบันการเงินให้งดทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrencies ก็เป็นอีกหนึ่งดาบที่หยุดความร้อนแรงของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยไปได้ระดับหนึ่ง

ฝั่งผู้ให้บริการอย่าง TDAX ต้องออกประกาศในหน้า ICO Portal ว่า “เนื่องจากความไม่แน่นอนต่อกฎเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. อาจจะประกาศออกมาในเร็วๆ นี้ ทางเราได้ทำการระงับการดำเนินการของ ICO portal ไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีความชัดเจนต่อสถานการณ์นี้มากขึ้น” ทำให้ ICO ที่เตรียมจะขายใน TDAX ต้องรอต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจน

ผลกระทบจากปรากฏการณ์ ICO ที่เปิดตัวกันอย่างร้อนแรงจะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามดูท่าทีจากหน่วยงานกำกับดูแล ในการออกเกณฑ์การควบคุมดูแลที่ความชัดเจน ป้องกันความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุนจากผู้ที่คิดใช้เครื่องมือนี้เพื่อหลอกลวง และป้องกันการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่นี้ในทางที่ผิด โดยต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเคลื่อนตัวไปได้ทุกแห่งตราบที่ยังสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ เราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ในระดับใด และทำอย่างไรให้ประเทศไทยปรากฏตัวอยู่บนแผนที่ของเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เราเสียโอกาสได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้  

               ICO (Initial Coin Offering) คือผลพวงจากความนิยมใน Cryptocurrency ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีผู้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง กลายเป็นแหล่งระดมทุนที่สามารถระดมทุนทั้งที่เป็นเงินดิจิทัลและเงินตราสกุลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการระดมทุน เปิดโอกาสให้กับผู้ต้องการระดมทุนและผู้ต้องการลงทุนพบกันโดยตรงอย่างรวดเร็วทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

                ความใหม่และรวดเร็วของ ICO ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องมองหาวิธีเพื่อดูแลไม่ให้ผู้ลงทุนเกิดความเสียหาย ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกันที่ ก.ล.ต. ก็เพิ่งจะขยายเวลาการรับฟังความคิดเห็นแนวทางการกำกับดูแล ICO ไปจนถึง 22 ม.ค. 2561 เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน ก.ล.ต.

                อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ICO ว่า ICO เป็นสิ่งใหม่ที่ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในช่วงการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลมีการศึกษาและเตรียมพัฒนากฎเกณฑ์กันทั่วโลก

                กลไกของ ICO เริ่มจากผู้ต้องการระดมทุน (Issurer) มีแนวคิดหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในหัวแล้วเขียนเอกสารที่คล้ายกับหนังสือชี้ชวนให้กับผู้ลงทุน (White Paper) นำเสนอให้กับผู้ต้องการลงทุน (Invester) โดยสัญญาจะมอบ Token หรือเหรียญดิจิทัลเพื่อตอบแทน โดย Token แต่ละเหรียญสามารถตั้งให้มีคุณลักษณะต่างๆ เช่น สามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการของผู้ออก Token หรือจะจ่ายเงินปันผลจากการประกอบการให้ หรือทำให้ผูกกันกับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงเช่นทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์เป็นสิทธิในสินทรัพย์นั้นๆ

                สัญญาที่ทำขึ้นจะทำเป็น Smart contact ที่อยู่ในเครือข่าย Blockchain โดยผู้ระดมทุนก็เปิด Source Code ที่อยู่เบื้องหลังเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเห็นรูปแบบสัญญาที่เตรียมไว้ได้  หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ICO คือส่วนผสมของรูปแบบ Crowdfunding เทคโนโลยี B lockchain และ Crytocurrency ที่นำมารวมกันเพื่อใช้ระดมทุนจากคนทั่วโลก

                แต่ไม่ใช่ทุก ICO จะเป็นหลักทรัพย์มีการออก ICO ในหลากลักษณะ เช่น เป็นสิทธิในการใช้บริการของผู้ระดมทุน สิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เช่นทอง สิทธิในการได้ส่วนแบ่งกำไรและสิทธิในการลงคะแนนเสียงสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะคล้ายกับ REIT ที่มีในตลาด หรืออีกตัวอย่างเป็นสิทธิให้ผู้ถือ Token ได้รับปันผลและสิทธิในการโหวตคล้ายกับหุ้นซึ่งจัดเป็นหลักทรัพย์

                ความร้อนแรงของ ICO ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับการร่วมลงทุน VC และ Crowndfunding จะเห็นว่า ICO สามารถระดมทุนได้มากและเร็วกว่าการระดมทุนรูปแบบเดิมมาก เช่น Filecoin สามารถระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในเวลา 1 ชั่วโมง หรือ EOS ที่ระดมทุนได้ 200 ล้านเหรียญ ในเวลา 341 วัน เทียบกับ Paypal ที่ใช้การระดมทุนผ่าน VC 5 รอบ ในเวลา 3 ปีได้เงินไป 217 ล้านดอลลาร์ ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

                ขณะเดียวกัน ICO ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถแซงหน้าการระดมทุนผ่าน VC ไปได้แล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2016 โดยมี VC บางแห่งก็เริ่มหันมาสนใจระดมทุนผ่าน ICO เพื่อจะนำเงินที่ได้ไปลงทุนใน ICO ต่อไป ก็มีให้เห็นเช่นกัน

                ปรากฎการณ์ ICO จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั่วโลก โดยอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่นรายเดิมๆ ที่อยู่ในตลาดทุน ในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่จะมาลงทุนก็ต้องมีความเข้าใจในลักษณะของ ICO ที่นำเสนอผ่าน White Paper และ Source Code ที่ใช้เขียน Smart Contact เพื่อความมั่นใจในการลงทุนนี้

                ก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ก็มีหน้าที่ในการแยก ICO ที่น่าเชื่อถือออกจาก ICO ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันผู้ระดมทุนนำเงินที่ได้ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เป็นการปกป้องนักลงทุนที่จะเข้าไป โดย ก.ล.ต. มีแนวทางในการกำกับดูแล โดยมองเฉพาะ ICO ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ โดยเตรียมเสนอนิยามหลักทรัพย์ทั่วไปประเภทใหม่ คือ “ส่วนแบ่งร่วมลงทุน”  ตามความหมายที่ร่างขึ้นมาซึ่งยังไม่ออกบังคับใช้ ระบุว่า หมายถึง “ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิที่แบ่งเป็นหน่วยแต่ละหน่วยมีข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งตราสารหรือหลักฐานดังกล่าวออกเพื่อการจัดการเงินทุนจากประชาชน และให้สิทธิแก่ผู้ถือในการได้รับส่วนแบ่งในผลประโยชน์ที่เกิดจากการร่วมลงทุนในทรัพย์สินใดหรือการดำเนินการใดโดยผู้ถือไม่มีส่วนในการบริหาร การจัดการ หรือการดำเนินการในลักษณะประจำ ทั้งนี้ ไม่รวมถึง กรณีที่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

                1 หลักทรัพย์ที่มีการประกาศกำหนดไว้แล้วภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

                2 ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิตามข้อตกลงหรือสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สิทธิในการใช้ทรัพย์สินหรือการรับบริการ”

                ตามนิยามที่ร่างขึ้นมา สามารถครอบคลุม Token ที่เกิดจากการทำ ICO ได้ด้วยเปิดช่องให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้ามาดูแล ICO ได้ด้วย โดยมีร่าง เกี่ยวกับ กระบวนการไอซีโอ ที่ระบุว่าเป็นการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ที่ใช้วิธีการทางดิจิทัลกำหนดสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ จัดเก็บทะเบียน และบังคับข้อตกลงโดยอัตโนมัติเพื่อมารองรับการทำธุรกรรม

 

               

พราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

              พราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)กล่าวว่า “ปัจจุบัน ICO เป็นรูปแบบการระดมทุนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปิดกั้นไม่ให้ผู้ลงทุนไทยเข้าถึงได้  ก.ล.ต. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม  เริ่มจากการทดลองเปิดช่องทาง ICO สำหรับหลักทรัพย์ที่มีลักษณะของ “ส่วนแบ่งร่วมลงทุน” ที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเช่นหุ้นหรือตราสารหนี้  ทั้งนี้ การระดมทุนผ่าน ICO จะต้องดำเนินการผ่าน ICO portal ที่ ก.ล.ต. ยอมรับ เพื่อช่วยคัดกรอง ICO และเพิ่มความโปร่งใส  ส่วนในฝั่งผู้ลงทุน จะเปิดให้เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ ส่วนผู้ลงทุนรายย่อย คาดว่าจะให้มีการจำกัดวงเงินลงทุนใน ICO ของผู้ลงทุนรายย่อยแต่ละราย” 

                พราวพร บอกกับ MBA ว่า สิ่งที่ก.ล.ต. มุ่งเน้นคือการคุ้มครองคนไทย โดยเฉพาะผู้ลงทุน เกณฑ์ที่จะออกมาจึงจะเน้นไปที่ ICO ที่จะขายให้กับผู้ลงทุนชาวไทยเป็นหลัก

                ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เปิดรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ICO ที่หลากหลายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในเว็บไซต์
ก.ล.ต. และในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น (focus group) โดยได้ทราบว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกพอสมควรที่ประสงค์จะเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมในรายละเอียด  ก.ล.ต. จึงเห็นควรขยายเวลารับฟังความคิดเห็นออกไปจนถึงวันที่ 22 มกราคม 2561

                ทั้งนี้ ก.ล.ต. เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือโทรศัพท์/โทรสาร ที่ โทร. 0-2033-9936 หรือทาง e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. และ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. จนถึงวันที่ 22 มกราคม 2561

 

X

Right Click

No right click