October 27, 2020
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 6847

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 800

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 813

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จัดการประชุมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาพิจารณาเห็นชอบแนวทางกำกับดูแลการออกไอซีโอและการประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล โดยคาดว่าจะออกประกาศที่เกี่ยวข้องได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้

                รายละเอียดโดยสรุปของเกณฑ์ที่จะออกมามีดังนี้

ผู้จะออกไอซีโอ Isuuer

ผู้ลงทุน Invester

ศูนย์ซื้อขาย นายหน้า และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล  ICO Portal ,ExChange, Broker, Dealer

-เป็นบริษัทตามกฎหมายไทย

-มีแผนธุรกิจชัดเจน

-มีงบการเงินผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด

-ข้อกำหนดสิทธิของผู้ถือโทเคนชัดเจน

-เปิดเผยชุดรหัสคอมพิวเตอร์ (Source Code)

-เสนอขายผ่าน ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. โดย ICO Portal ทำหน้าที่คัดกรอง โครงการและทำ KYC ผู้ลงทุน

-ผู้ลงทุนสถาบัน ลงทุนได้ไม่จำกัด

-ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ(Ultra High Net Worth) ลงทุนได้ไม่จำกัด

-กิจการร่วมทุน (Private Equity, Venture Capital)  ลงทุนได้ไม่จำกัด

-ผู้ลงทุนรายย่อยลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท

-วงเงินรวมที่ขายผู้ลงทุนรายย่อยไม่เกิน 4 เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกิน 70% ของมูลค่าที่เสนอขายทั้งหมด

-ได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

-มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด

-สินทรัพย์ดิจิทัลที่นำมาซื้อขายในศูนย์ซื้อขายเป็นไปตามข้อบังคับของศูนย์ซึ่งได้รับความเห็นขอบจาก ก.ล.ต.

 ทั้งนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบในการยกเว้นโทเคนดิจิทัลที่กำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง (Utility Token) ซึ่งผู้ถือสามารถใช้ประโยชน็ได้ทันทีออกจากการกำกับดูแลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน นอกจากนี้ผู้ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่เทียบกับเงินบาท หรือให้บริการแลกเปลี่ยนระหว่าง Utiliy Token ด้วยกันที่ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะในลักษณะเดียวกัน เช่น ระหว่างเหรียญในเกมส์ หรือแต้มสะสมคะแนนแลกสินค้าหรือบริการไม่ถือเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ พ.ร.ก.นี้

 ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. บอกว่า หลักเกณฑ์ที่ออกมานี้พยายามหาจุดสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยได้นำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณา เกณฑ์ที่ออกมา อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างทางการและธุรกิจ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมซันเทค PLMP Fintech  ผู้ให้บริการคำปรึกษาด้าน ICO สกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชนรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ได้ประกาศการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ประชาชนครั้งแรก (ICO) ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จำนวน 9 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการเสนอขายเหรียญโทเคนของ PLMP เอง ภายใต้ชื่อ Creatanium (CMB)

ภายในงานได้มีการแนะนำเหรียญต่าง ๆ ที่เปิดขาย ICO ครั้งนี้ให้ผู้ที่สนใจร่วมลงทุนได้รู้จัก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ติดต่อสื่อสารโดยตรงกับทีมบริหาร ICO แต่ละทีม และประเมินโครงการต่าง ๆ ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจและสัญญาร่วมทุนจำนวน 8 ฉบับด้วย

งานดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงเย็น ซึ่งในระหว่างการกล่าวเปิดงาน  ปีเตอร์ ลิม ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ PLMP Fintech ได้แบ่งปันมุมมองว่า เหตุใดเขาจึงเชื่อว่าการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับ SME จึงไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในด้านการระดมทุนและจัดหาเงินของธุรกิจ

ต่อจากนั้นเป็นการนำเสนอจาก SME แต่ละราย โดยผู้นำเสนอมีเวลา 7 นาทีในการแนะนำโครงการของตนเอง และอธิบายถึงวิธีการที่พวกเขาจะนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้พัฒนาธุรกิจ

ตลอดจนแสดงให้เหล่านักลงทุนเห็นว่าจะได้รับประโยชน์จากการร่วมลงทุนในช่วงเริ่มต้นนี้อย่างไร กลุ่ม ICO เหล่านี้เป็นตัวแทนของโครงการที่แข็งแกร่งและมีอนาคตมากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากบรรดา SME ที่ได้เข้ามารับบริการคำปรึกษาเรื่องการทำ ICO จาก PLMP Fintech นับตั้งแต่ที่บริษัทได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อช่วงปลายปี 2560

งานนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยดึงดูดนักลงทุนทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งหลายรายคร่ำหวอดในการลงทุนรูปแบบดั้งเดิมมาอยู่แล้ว และกำลังพิจารณาที่จะลองเข้ามาลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ขณะที่นักลงทุนรายอื่น ๆ อย่าง Joshua Swee มีความช่ำชองด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว และมองว่าการที่ SME ก้าวเข้ามาทำ ICO นั้นเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่จนต้องมารับฟังการนำเสนอด้วยตนเอง ซึ่งงานนี้ก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังแต่อย่างใด โดย Mr. Swee กล่าวว่า "จริง ๆ แล้วการทำ ICO ครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เพราะแตกต่างจากการเปิดขาย ICO โดยกลุ่มสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่เราเห็นกันอยู่ตามปกติ"

ทั้งนี้ เขาปฏิเสธที่จะระบุถึง ICO ตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ แต่แสดงความเห็นอ้อม ๆ ว่า เขารู้สึกสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับธุรกิจบริการตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของอาหาร (มี ICO อยู่ 3 รายการที่มีความเกี่ยวข้องกับบริการดังกล่าว)

ไม่ใช่เพียงนักลงทุนที่ตื่นเต้นไปกับการทำ ICO ในครั้งนี้่ บรรดา SME เองก็แปลกใจเช่นกันที่งานนี้ได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี โดย Mr. Azman Ivan Tan ซีอีโอของ WhatsHalal ธุรกิจ SME ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวให้กับชุมชนฮาลาลทั่วโลกผ่านทางบล็อกเชนของทางบริษัท ด้วยการให้ข้อมูลฮาลาลที่ถูกต้องและทันสมัยแก่ผู้บริโภค กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "WhatsHalal ขอขอบคุณ PLMP ที่ได้เป็นสื่อกลางและช่วยเหลือเราในการเปิดตัว ICO

 อย่างไรก็ตาม สำหรับ ICO อีกหลายรายการนั้น ช่วงเวลานี้อาจยังเร็วเกินไป โดยจะมีการเสนอขายโทเคนอย่างต่อเนื่องไปตลอดช่วงฤดูร้อนนี้ และแน่นอนว่า การเสนอขาย ICO ครั้งนี้่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น โดยถึงแม้บล็อกเชนยังไม่ถูกนำมาใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเต็มที่ แต่ Peter Lim ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ ยังคงแสดงความเชื่อมั่น โดยเขากล่าวว่า "การเปิดตัว ICO นี้ยังไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อย่างไรก็ดี เราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ จนสามารถเลือก ICO ออกมาเปิดตัวได้ 9 รายการ และเรามุ่งมั่นที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จให้จงได้ ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากศูนย์เทคโนโลยีบล็อกเชนแห่งแรกของสิงคโปร์

แม้คำพูดเหล่านี้อาจจะฟังดูห้าวหาญ แต่ PLMP Fintech เชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะบริษัทมีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนธุรกิจต่าง ๆ พร้อมระบุถึงความตั้งใจที่จะเปิดตัว ICO ให้ได้ 10 รายการในแต่ละไตรมาส อีกทั้งยังมีโครงการใหม่ ๆ อีกมากมายที่อยู่ระหว่างรอดำเนินการ

นิตยสาร MBA  จัดสัมนาในหัวข้อ  “ICO  IN  ACTION  SEMINAR :  ยุทธการก้าวสู่ ICO”  เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในกระบวนการระดมทุน Initial Coin Offering (ICO) สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนผู้ที่สนใจ ในวันอังคารที่ 24 เมษายน 2561 ณ ห้องประชุม อีเทอนิตี้ บอลล์รูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ช่วงบ่าย

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว ผู้ก่อตั้งนิตยสาร MBA กล่าวว่า “ในฐานะสื่อ เรามีหน้าที่ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างให้สังคมเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุน งานสัมนานี้เราจัดขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความไม่รู้ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีหัวก้าวหน้า Startup นักลงทุน สื่อมวลชน      ตลอดจนบุคคลที่สนใจในการเพิ่มพูน ความรู้ในการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในเวทีสกุลเงินดิจิทัล  และเป็นรากฐานในการพัฒนาบุคลากรที่สนใจตลาดเงินดิจิทัลต่อไป”

 

ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ 

 

ทั้งนี้ เรื่องของเงินดิจิทัลและการระดมทุน ICO กำลังเป็นกระแส และเป็นที่สนใจในกลุ่มนักลงทุน และผู้ประกอบการ  ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์  สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย FinTech  และประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาพระราชบัญญัติระบบชำระเงิน สภานิติบัญญัติ ได้ให้ความเห็นว่า “Technology Disruption ก่อให้เกิดโอกาสในการเกิดธุรกิจใหม่ๆ เกิดโฉมใหม่ของตลาดทุน และการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ ซึ่งการระดมทุนในรูปแบบของ ICO นั้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ เป็นเครื่องมือสำคัญอีกช่องทางในการระดมทุนทางการเงินที่จะช่วยสานฝันให้กับผู้ประกอบการ เกิดการระดมทุน เกิดการจ้างงาน จึงมีความจำเป็นที่หน่วยงานของรัฐต้องพัฒนาและเข้ามากำกับดูแลให้ตลาดทุนแนวใหม่นี้สามารถเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและธุรกิจได้จริง ป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีความคิดในทางที่ไม่ถูกต้องเอาไปใช้ประโยชน์ในทางเสียหายได้”

 

พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

 

พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ  กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.) กล่าวว่า “โลกกำลังก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เป็นกระแส  สึนามิที่ไม่ สามารถต่อต้านได้  ระบบโทรคมนาคม 5 G ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในปี 2020-2025 จะเชื่อมโยงโลกให้เข้าสูความเป็นดิจิทัล  โลกแห่งการลงทุนและการเงินการธนาคารจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย เทคโนโลยี Blockchain จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  ทำให้ผู้คนมีพลังอำนาจ และขีดความสามารถในการลงทุนจะอยู่ในมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงิน”

 

 

ในงานสัมนามีผู้เชี่ยวชาญและนักธุรกิจที่สนใจในเรื่องสกุลเงินดิจิทัลมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ อาทิ สุรเดช  ทวีแสงสกุลไทย  ผู้ก่อตั้งโครงการขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT)และโครงการจังหวัดพัฒนาเมือง ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) 

ปรมินทร์   อินโสม นักพัฒนาเงินดิจิทัลและผู้ก่อตั้ง ZCoin , SATANG  และ TDAX 

ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฟินเทค (ประเทศไทย) จำกัด                 

จักรกฤช ทัฬหชาติโยธิน Co-Founder and Chief Blockchain Officer, Six Corporation PTE Ltd.

และเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด

ในประเด็นของเสวนาว่าด้วย ICO : Opportunities and Consideration โดยผู้จัดคาดหวังว่าจะเป็นโอกาสในการต่อยอดการพัฒนาทางการเงินให้บูรณาการกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจรต่อไป

 

บ.เจ เวนเจอร์ส (JVC) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันทางด้านฟินเทค และลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.เจมาร์ท (JMART) เปิดเกมรุกธุรกิจใหม่ในโลกของฟินเทค เตรียมเปิดตัว JFin DDLP ระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลที่ไม่มีตัวกลาง อีกทั้งเตรียมนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ ประเดิมใช้งานในกลุ่มเจมาร์ทภายในปี 2562 นี้

สำหรับก้าวรุกครั้งนี้ เป็นความต่อเนื่อง จากที่ บมจ.เจมาร์ท (JMART) ประกาศความสำเร็จของบ.เจ เวนเจอร์ส โดยได้เปิดระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่
ผ่านมา และการระดมทุนครั้งนี้สร้างปรากฏการณ์ จากการเปิด Pre-Sale JFin Coin ที่ราคา 6.60 บาทต่อโทเคน และจำนวน 100 ล้านโทเคนนั้น สามารถขายหมดเกลี้ยงภายใน 55 ชั่วโมง

 

 

ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC เผยถึงการพัฒนาระบบสินเชื่อแบบ DDLP คือ ระบบการกู้ยืมเงินแบบดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง รองรับกระบวนการแบบครบวงจร ตั้งแต่การระบุตัวตน (KYC) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ การประเมินเครดิต การอนุมัติสินเชื่อ และการติดตามหนี้สิน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการบริการด้านสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงรองรับระบบ P2P Lending ระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้ผู้กู้ที่มีศักยภาพสามารถกู้เงินได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน ดังนั้นระบบ DDLP จะเป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของกลุ่มบริษัทเจมาร์ทในอนาคตอันใกล้นี้ ตั้งเป้าระบบจะแล้วเสร็จพร้อมเริ่มใช้งานในปี 2562

สำหรับจุดแข็งของ JFin DDLP คือ เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ ทำให้สามารถสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน ขยายตลาด และเข้าถึงประชากรได้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารหรือการให้บริการทางการเงิน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการจับกลุ่มลูกค้าที่มีเครดิตดี วิเคราะห์จากฐานข้อมูลลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ทที่มีรวมกันมากกว่า 3 ล้านราย

โดยเฉพาะบริษัทในเครือ ได้แก่ บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และรับจ้างติดตามหนี้สิน เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามีฐานข้อมูลและสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น

รวมถึงการเสริมทัพด้วยการจับมือพันธมิตรและกลุ่ม
ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ เพื่อสนับสนุนข้อมูลให้แก่บริษัทฯ ให้มี Big Data ที่สามารถสร้าง Credit scoring หรือการประเมินการขอสินเชื่อบุคคลโดยอัตโนมัติผ่านเทคนิคการให้คะแนนเครดิตผ่านข้อมูลต่างๆ ที่ระบุไว้ เพื่อให้สามารถคัดเลือกลูกค้าที่มีเครดิตดีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในโลกการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลดีต่อ JVC ในฐานะผู้นำในธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันทางด้านฟินเทคให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นในอนาคต 

​ICO นวัตกรรมการระดมทุนแบบใหม่ ที่กล่าวกันว่าเปรียบเสมือนการติดปีกแนวคิด Crowdfunding ด้วยเทคโนโลยี Blockchain โดยใช้ Cryptocurrency ในรูป Token หรือ Coin เป็นสื่อกลางเสมือน asset ในการซื้อ-ขาย เพื่อการลงทุนและการระดมทุน และด้วยความใหม่ของ ICO ต่อระบบเศรษฐกิจไทยใน ณ ขณะนี้ จึงมีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุน และผู้ที่สนใจต้องการใช้เครื่องมือนี้ พึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจ

โดยหนึ่งในประเด็นคือเรื่อง ICO Valuation หรือการประเมินมูลค่า ICOซึ่งหมายความไปถึงการกำหนดราคา Token หรือ Coin โดยเรื่องนี้ ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกาะติดในเรื่อง Blockchain และ Fintech ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mba เรืองแนวคิดการประเมินมูลค่าของ ICO ไว้อย่างมีหลักการ​ในเบื้องต้น ศ.ดร. อาณัติ ได้แบ่งประเภทของ คริปโต Coin หรือ Token ออกเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ซึ่งแต่ละแบบจะมีแนวในการประเมินค่าแตกต่างกันไป

แบบแรกของ Coin ประเภทนี้มีลักษณะ Really Nothing Backup กล่าวคือ Coin แบบนี้ไม่มีสินทรัพย์มารองรับหรือค้ำยันมูลค่าแต่อย่างใด เช่น Bitcoin, Ethereum หรือ Ripple แต่ Coin ประเภทหน้าที่เป็น "สื่อกลาง" ในการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น Ripple คือ Coin ที่กลุ่มธนาคารนำมาใช้ เป็น Consortium Blockchain เพื่อรองรับกับวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารด้วยกัน มิใช่เป็นแบบสาธารณะ (Public Blockchain) เพราะแนวคิดของ Ripple เป็น Coin ที่ถูกออกแบบมาเป็นเสมือนเงิน เพื่อใช้โอนไปยังธนาคารปลายทาง ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทางธนาคารผู้รับก็สามารถแปลงเปลี่ยนแลกเป็นเงินสกุลท้องถิ่นได้ทันทีตามมูลค่า โดยระบบนี้จะแตกต่างจากระบบการโอนเงินในอดีตที่ใช้ระบบ Swift ที่เป็นระบบการส่งคำสั่งโอนเงิน ที่ทุกธนาคารต้องนำเงินไปกองที่ธนาคารกลาง ที่ตกลงกันไว้ จากนั้นทุกคำสั่งของการโอนเงินคือการตัดเงินจากธนาคารกลาง เช่นนี้ Ripple จึงมีความคล่องตัวและต้นทุนที่ถูกกว่าและแทนค่าได้เสมือนเงินจริง มูลค่าของ Coin ตัวนี้จึงกำหนดขึ้นตามความพอใจ ขึ้นอยู่กับการยอมรับและความพอใจใช้งาน

​ส่วนกลุ่ม Bitcoin, Etherum, Litecoin หรือ Zcoin เหล่านี้แม้จะเป็น Coin ที่ไม่มีสินทรัพย์มาค้ำยัน แต่คอยน์เหล่านี้มี Blockchain เป็นของตัวเอง เป็น Native Blockchain และซึ่งเป็น Public Blockchain ซึ่งเป็นระบบที่มีการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นทุกรายการ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ส่วนเหรียญไหนจะมีจำนวนเครื่องในเครือข่ายกี่เครื่อง, กี่คน ความมั่นคงเป็นอย่างไรก็ แตกต่างกันไป เช่น Bicoin มีจำนวนเครื่องในเครือข่ายนับล้านเครื่อง นั่นหมายความว่า ความเข้มแข็ง มั่นคง และปลอดภัยย่อมมีมากกว่า ส่วน Value ของ Coin ประเภทนี้ ในความคิดเห็นของ ศ.ดร. อาณัติ กล่าวว่า "ค่าของมันคือ "ความหายาก" เปรียบเหมือนทองคำ ที่เรายอมรับเพราะมันหายาก ซึ่งถ้าวันหนึ่งเราไปพบว่า บนดาวอังคารมีแร่ทองคำอยู่มากมาย และทองคำกลายเป็นของหาง่าย มีอยู่มากมาย มูลค่าทองคำก็ย่อมมีอันต้องลดน้อยถอยลงไป Bitcoin ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันเริ่มหายากและมีจำกัด ผู้พัฒนาได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจะมีจำกัด Bitcoin จึงได้รับการยอมรับในการเก็บมูลค่า"

​ศ.ดร. อาณัติ ยังกล่าวเสริมว่า "เคยมีคำถามในทำนองว่า ก็ในเมื่อ Bitcoin ราคาเริ่มแพง และมีคริปโต ตัวอื่นที่ราคาถูกกว่า และก็เป็น Native Blockchain เหมือนกัน มีระบบตรวจสอบธุรกรรมเหมือนกัน ทำไมไม่ได้รับความนิยมเหมือน Bitcoin ซึ่งเหตุผลก็มีอยู่ 2 ประการคือ ข้อแรก เป็นเรื่องความมั่นคง เพราะ Bitcoin ทุกวันนี้มีเครื่องในเครือข่าย Blockchain ของตัวเองที่คอยช่วยทำหน้าที่ Verify หรือตรวจสอบธุรกรรมอยู่ร่วม 1 ล้านเครื่อง ย่อมมีความมั่นคงและแข็งแกร่งของระบบที่มากกว่า คริปโตที่มีเครื่องในเครือข่ายจำนวนน้อยกว่า จริงอยู่ว่า เทคโนโลยีที่ออกมาระยะหลังของ Blockchain มีความทันสมัยและได้รับพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีกว่า เร็วกว่าของ Bitcoin ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในยุคแรกๆ แต่การมีเครือข่ายของ "สายขุด" อยู่นับล้าน นั่นคือความมั่นคง ที่ทำให้ระบบของ Bitcoin น่าเชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับมากกว่า

​อีกประการคือเรือง "สภาพคล่อง" เรียกอีกอย่างคือ "ความเป็นที่นิยม" แม้ทุกวันนี้จะมีสกุลเงินคริปโตอยู่มากกว่า 1,350 สกุล แต่ Bitcoin ก็ยังเป็นที่ต้องการและเป็นที่ยอมรับของ Crypto Exchange ทุกแห่งทั่วโลก คล้ายๆ กับเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่ไปประเทศไหนก็เป็นที่ต้องการ ทั้งสองเหตุผลนี้คือปัจจัยที่ผลักดันให้ มูลค่าของ Bitcoin โลดละลิ่วแบบโจนทะยานในเวลาที่ผ่านมา"


 นิยามและความสำคัญ ของ "สายขุด" (Miner)

​เพื่อฉายภาพการรับรู้ที่แจ่มชัด ศ.ดร. อาณัติ ได้อธิบายถึงความเกี่ยวพันระหว่างกันของ Bitcoin, Blockchain และ นักขุด (Miner) ผู้มีหน้าที่เสมือนหน่วยร่วมตรวจสอบธุรกรรม (Verify) ในระบบ ทั้ง 3 ส่วนล้วนมีความสำคัญและมีบทบาทหน้าที่เกื้อกูลหนุนนำกันไปมา โดยมีความว่า

​เมื่อครั้งที่ ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้พัฒนา Bitcoin ออกมาด้วยเทคโนโลยี Blockchain นั้น ระบบได้ถูกออกแบบให้เป็นในแบบที่เรียกว่า Public Blockchain ที่ต้องอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเพื่อช่วยทำหน้าที่ในการVerify หรือตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยซาโตชิได้ออกแบบระบบไว้ตั้งแต่ต้นว่า Blockchain ของ Bitcoin จะทำหน้าที่ในการโอนเงิน และทุกธุรกรรมของการโอนจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยคอมพิวเตอร์ในระบบ ซึ่งเหตุผลเช่นนี้ ในข้อดีคือ ธุรกรรมจะมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และที่สำคัญคือผ่านการรับรอง แต่การทำเช่นนี้ ย่อมเกิดต้นทุนของการตรวจสอบ โดยซาโตชิ จึงออกแบบการตั้ง Incentive เพื่อตอบแทนต้นทุนการร่วมตรวจสอบธุรกรรมให้กับคอมพิวเตอร์ในระบบ หรือที่เรียกกันว่า นักขุด (Miner) บิทคอยน์ โดยมีเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ใน Smart Contracts ทุกๆ 10 นาทีจะมีการแก้สมการคณิตศาสตร์ได้ 1 เครื่อง และจะได้รับรางวัลตอบแทน เป็นจำนวน 1 บิทคอยน์

ซึ่งโจทย์หรือสมการที่ถูกกำหนดขึ้นมา เป็นสิ่งที่ยากจะหาคำตอบได้ด้วยการคำนวณ มีเพียงวิธีเดียวที่จะแก้ได้คือการมั่วตัวเลขใส่เข้าไป แล้วอาศัย Capacity ของเครื่องที่มีพลังสูงๆ สุ่มส่งตัวเลขเข้าไปให้มากที่สุด เพื่อหาโอกาส เพราะระบบกำหนดไว้แล้วว่าทุกๆ 10 นาที ซึ่งแน่นอนว่าการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีพลังสูงๆ ย่อมมีความเป็นไปได้ของโอกาสในการแก้สมการได้เหนือกว่าคอมพิวเตอร์ที่มีศักยภาพน้อยกว่า แต่อีกปัจจัยที่สำคัญคือเรื่องจำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย ที่ยิ่งมีมาก โอกาสของความน่าจะเป็นของการชนะการแก้สมการและได้รางวัลเป็น Bitcoin นั้นก็ย่อมยากมากขึ้น และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ การขุด Bitcoin ในช่วงระยะแรกๆ ที่มีผู้เข้าร่วมขุด (แก้สมการ) จำนวนไม่มาก เพียงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คธรรมดาก็สามารถขุด บิทคอยน์ได้อย่างง่ายดายเป็นหมื่นๆ เหรียญ จนมีเรื่องเล่าติดตลกในหมู่สายนักขุดว่า ในช่วงปี 2009-2010 มีคนขุด Bitcoin ได้นับหมื่นเหรียญแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร จึงได้ใช้ Bitcoin ที่ขุดได้ร่วม 10,000 เหรียญจ่ายค่าพิซซ่า ซึ่งหากประเมินเทียบกับราคาในตลาดแลกเปลี่ยนปัจจุบัน เรียกได้ว่า พิซซ่าถาดนั้นถูกจ่ายไปด้วย ราคาร่วม 2,000 ล้านบาท 

​ซึ่งสถานการณ์สายขุด Bitcoin ในปัจจุบันไม่ง่ายดายเหมือนในอดีตเพราะจำนวนเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายมีมากมายนับล้านเครื่อง โอกาสที่ทุก 10 นาทีจะเป็นของเครื่องใด ก็ย่อมลดน้อยลง ยิ่งจำนวนเครื่องเพิ่มจำนวนเข้าไปรุมขุด โอกาสก็ยิ่งยากมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะปรับใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ระดับซุปเปอร์ก็อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ดีนัก เพราะโปรแกรมของ Blockchain ได้ถูกกำหนดไว้เป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว และที่น่าสนใจคือ ระบบมันมีความฉลาดมาก โดยมันจะทำการปรับระดับของความยาก หรือ Level Of Difficulty อย่างอัตโนมัติ เช่น ถ้าจำนวนเครื่องเข้ามา Solve สมการ (ขุดเหรียญ) มีน้อย ระบบก็จะปรับระดับของความยากง่าย เช่นเหลือศูนย์เพียง 3 หลัก แต่ทันทีที่มีเครื่องเข้ามาในระบบมากขึ้น โปรแกรมซึ่งเป็น Self-Regulate จะทำการปรับระดับของความยากของมันเองเลย ยิ่งคนมาเยอะ ระดับของ Level Of Difficulty อาจจะเปลี่ยนเป็นตัวเลข 12 หลักอย่างอัตโนมัติ แต่ผลตอบแทนการตรวจสอบธุรกรรมโดยเครื่องในเครือข่าย (สายขุด) ยังคงข้อกำหนดเดิม คือ 1 บิทคอยน์ในทุกๆ 10นาที

​เมื่อราคาของ Bitcoin พุ่งสูงทะยานในตลาดแลกเปลี่ยนตลอดสองปีทีผ่านมา ปรากฏว่ามีนักขุด (Miner) เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผันตรง จากแรงจูงใจในด้านราคา ทาง ศ.ดร. อาณัติ ได้เคยศึกษาและลองทำ Fesibility Study เพื่อประเมินการลงทุนในเรื่องนี้ว่า ถ้าลงทุนซื้อเครื่องมาขุดบิทคอยน์ และดูความเป็นไปได้ของผลตอบแทน ที่ปัจจุบันจำนวนเครื่องในระบบมีอยู่มากกว่า 1 ล้านเครื่อง ย่อมหมายความว่าโอกาสคือ 1 ในล้าน มองตรรกะแล้วก็ดูราวกับว่าชาตินี้อาจจะไม่มีโอกาสขุดได้เลยเหรียญหรือสักบาท แต่ก็ยังมีคนกล้าลงทุน ซึ่งก็เหมือนกับการซื้อหวย พอมีการลงทุนในเครื่องไม้เครื่องมือ ซื้อคอมพิวเตอร์ และการ์ดจอราคาแพง ทุกวันนี้สายขุดบิทคอยน์ก็มีการพัฒนารูปแบบเป็นเหมือนสหกรณ์ขุดคริปโต อย่างเอาจริงเอาจัง แนวคิดคือการพูลพลังของคอมพิวเตอร์ของหลายเครื่องเข้าด้วยกัน เป็นสมาชิก และทำข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันเป็นเปอร์เซนต์ เมื่อเครืองที่เป็นพูลกันขุดเหรียญได้เครื่องใดก็ตาม ระบบ ก็จะกระจายสัดส่วนผลตอบแทนให้กันอย่างถ้วนหน้า หลักการก็เหมือนซื้อหวยคนเดียวโอกาสถูกน้อย เลยเอาเพื่อนมาเป็นร้อยคนพันคน โอกาสถูกย่อมมีมากกว่าแต่ว่าถ้าถูกเมื่อไหร่ผลตอบแทนก็ต้องแบ่งกันไป กล่าวได้ว่าทุกวันนี้เหรียญ Bitcoin อยู่ในมือสายขุดอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว

​ประเด็นสำคัญก็คือการที่ Blockchain ของ Bitcoin มีความแข็งแกร่งก็เพราะการที่สายขุดเหล่านี้เอาเครื่องเข้ามาในระบบ และการแก้สมการก็คือการทำหน้าที่ในการ Verify ธุรกรรมทำให้เกิด Proof Of Work อันนำมาซึ่ง "ความแข็งแกร่ง และมั่นคงและปลอดภัย" ของระบบ ที่ยิ่งมีเครื่องในเครือข่ายมาก็ยิ่งมั่นคง และนั่นก็คือส่วนหนึ่งของที่มาของการประเมินค่า หรือ Valuation ของบิทคอยน์นั่นเอง

​ในสายตาของผู้ที่ประเมินแบบเรื่องนี้อย่างเหมารวมว่า Bitcoin คือการเก็งกำไร แต่ Blockchain เป็นระบบที่ดีนั้น ศ.ดร. อาณัติ อยากให้มีความกระจ่างในประเด็นนี้ว่า

​"ที่ว่า Blockchain ดีนั้น ดีจริงแต่ต้องเป็น Public Blockchain เพราะระบบได้รับการ Verify ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์สาธารณะจำนวนมาก ที่เข้ามาร่วมตรวจสอบธุรกรรม แต่ถ้าเป็น Blockchain แบบปิดที่มีเครือข่ายของคอมพิวเตอร์เพียงแค่ 10-20 เครื่องก็ย่อมไม่ได้มีความเข้มแข็ง มั่นคงสักเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่า ถ้าไม่มี Bitcoin เป็น Incentive หรือผลตอบแทนให้กับนักขุด ก็คือกลุ่มที่ทำหน้าที่ Solve สมการในระบบ ที่ถือว่ามีส่วนในการ Contribute ความเข้มแข็งให้กับระบบ การได้ Bitcoin ไปก็เสมือนการให้ผลตอบแทนต่อต้นทุนที่เข้ามาร่วมในเครือข่าย" และแนวคิดเรืองการเก็งกำไรนั้น ศ.ดร. อาณัติให้มุมมองว่า "ควรจะให้ความรู้กับนักลงทุนจะถูกต้องกว่า และที่สำคัญในฟากฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงศึกษาและทำความเข้าใจให้ถ่องแท้และกระจ่าง จะได้ไม่เข้าใจในประเด็นที่ผิดๆ"


สำหรับ Token ประเภทที่สองเรียกว่า Utility Token ซึ่ง Token แบบนี้เปรียบเหมือนคูปองสินค้า หรือคูปองบริการ ซึ่งกล่าวได้ว่า ICO ส่วนใหญ่ทั้งในประเทศไทย และในโลกจัดอยู่ในกลุ่ม Utility Token ที่ออกเหรียญเพื่อระดมทุน ในขณะที่เหรียญที่ออกมา ก็ได้รับการออกแบบให้เป็นเสมือนคูปองที่สามารถนำมาใช้แลกสิทธิ์ในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่กำหนดไว้ในระบบ ซึ่งการประเมินหามูลค่า ICO และเหรียญว่าควรจะมีมูลค่าเท่าไรนั้น ศ.ดร.อาณัติ มีแนวคิดในการประเมินมูลค่าโดยกำหนดเป็นสมการ คือ "กำหนดมูลค่าของธุรกรรมเป็นราคาต่อหน่วยด้วย P บาท และยอดขายต่อหน่วยเท่ากับ Q ครั้งใน 1 ปี ปริมาณเหรียญที่ออกมาเท่ากับ M เหรียญ และความเร็วในการเปลี่ยนมือของเหรียญเท่ากับ V ครั้งต่อปี ซึ่งอาจประเมินจากความต้องการเหรียญนั้น จากนั้นก็ใช้ทฤษฏีปริมาณเงินที่นักเศรษฐศาสตร์สาย Monetarist ใช้ประเมินรายได้ประชาชาติ ในลักษณะสูตร c MV = PQ โดย C คือราคาในรูปของ บาทต่อ 1 เหรียญ ดังนั้นหากเราทราบค่าตัวแปรทั้งหมด ก็สามารถแก้สมการนี้ และหาราคาของเหรียญประเภทนี้ได้ว่าเท่ากับ PQ / MV นั่นเอง" 

​Token แบบที่สามเรียกว่า Asset-Backed Token เป็นเหรียญในแบบที่มีสินทรัพย์ค้ำยันมูลค่า ศ.ดร.อาณัติ กล่าว "กลุ่มนี้สามารถประเมินมูลค่าได้โดยง่ายโดยประเมินในลักษณะเดียวกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น (Book Value) เช่น หากว่า เหรียญที่ออกมา บริษัทจะใช้ในการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 100 ล้านบาท โดยจะออกเหรียญ จำนวน 1 ล้านเหรียญ ในกรณีนี้ เหรียญหนึ่งเหรียญก็พึงมีมูลค่า 100 บาท หรือบริษัทอ้างว่าจะออกเหรียญเพื่อให้ผู้ถือเหรียญไปใช้กู้ภายใต้การจัดการของบริษัท แบบนี้ก็ใช้พอร์ตลูกหนี้มาค้ำเหรียญ ดังนั้นหากบริษัทมีพอร์ทลูกหนี้ 660 ล้านบาท แล้วออกเหรียญมา 100 ล้านเหรียญ แบบนี้เหรียญ 1 เหรียญก็พึงมีมูลค่า 6.6 บาท ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ เพราะพอร์ตเงินกู้ไม่สามารถมี Capital Gain ได้ ในส่วนดอกเบี้ยก็จะประเมินแยกต่างหาก เพราะบริษัทจะใช้วิธีจ่ายดอกเบี้ย ด้วยการนำเงินบาทจากดอกเบี้ยออกมาสำรองแล้วออกเหรียญให้ ในกรณีนี้ เหรียญใหม่ก็จะถูกออกมาหักล้าง แต่หากบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ยด้วยการออกเหรียญเพิ่มมูลค่าของเหรียญก็จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของดอกเบี้ยในพอร์ตนั้น เช่นยกตัวอย่าง เมื่อสักครู่ หากบริษัทไม่อยากออกเหรียญใหม่เพื่อจ่ายดอกเบี้ย และเมื่อรวมดอกเบี้ยพอร์ตลูกหนี้ 660 ล้านบาท จะได้เป็น 700 ล้านบาท เช่นนี้เหรียญก็จะมีมูลค่า 7 บาท อย่างไรก็ตาม นักลงทุนพึงสังเกตว่า การกล่าวถึงสินทรัพย์บริษัท พอร์ตลูกหนี้ของบริษัท มักจะมีความสับสนกับสินทรัพย์ลูกหนี้อื่นที่บริษัทมีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท โดยไม่เกี่ยวกับการออกเหรียญ หากเป็นแบบนี้การคำนวณมูลค่าก็ต้องแยกสินทรัพย์หรือพอร์ตลูกหนี้เพราะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหรียญขึ้นมาก่อน เพื่อให้การคำนวณแม่นยำ"

ทั้งนี้ ศ.ดร. อาณัติ ได้ให้ความทิ้งทายไว้ว่า "ICO ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับบ้านเรา จึงจำเป็นอย่างมากที่นักลงทุนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ที่สำคัญคือการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจให้กับนักลงทุนและสังคม อย่างตัวผมเองเคยผ่านประสบการณ์ทำงานกับภาครัฐในช่วงหลังปี 40 ที่เคยพร่ำวิตกกังวลกับการเตรียมตั้งรับกับกติกาที่มหาอำนาจเขียนกำหนดขึ้นใน ณ ขณะนั้น จนพบข้อสรุปสำคัญว่า กับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แม้เรายังไม่คุ้นเคยหรือรู้จักดี แทนที่จะมามัววิตกกังวล ขบคิดเรืองได้เปรียบ เสียเปรียบ หรือกลัวเกรงในปัญหาที่อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง จนละเลยที่จะส่งเสริมหรือเรียนรู้ มิสู้ฝึกคนของเราให้มีความพร้อมกับการแข่งขันในเกมของโลก ในเมื่อกติกามันถูกเขียนมาแบบนั้น เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะสู้และอยู่กับโลกให้ได้"  

Page 5 of 8
X

Right Click

No right click