October 27, 2020
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 810

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 805

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 813

               ICO (Initial Coin Offering) คือผลพวงจากความนิยมใน Cryptocurrency ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีผู้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง กลายเป็นแหล่งระดมทุนที่สามารถระดมทุนทั้งที่เป็นเงินดิจิทัลและเงินตราสกุลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการระดมทุน เปิดโอกาสให้กับผู้ต้องการระดมทุนและผู้ต้องการลงทุนพบกันโดยตรงอย่างรวดเร็วทั่วโลกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

                ความใหม่และรวดเร็วของ ICO ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต้องมองหาวิธีเพื่อดูแลไม่ให้ผู้ลงทุนเกิดความเสียหาย ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกันที่ ก.ล.ต. ก็เพิ่งจะขยายเวลาการรับฟังความคิดเห็นแนวทางการกำกับดูแล ICO ไปจนถึง 22 ม.ค. 2561 เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน ก.ล.ต.

                อาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ICO ว่า ICO เป็นสิ่งใหม่ที่ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องยังอยู่ในช่วงการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน โดยหน่วยงานกำกับดูแลมีการศึกษาและเตรียมพัฒนากฎเกณฑ์กันทั่วโลก

                กลไกของ ICO เริ่มจากผู้ต้องการระดมทุน (Issurer) มีแนวคิดหรือรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในหัวแล้วเขียนเอกสารที่คล้ายกับหนังสือชี้ชวนให้กับผู้ลงทุน (White Paper) นำเสนอให้กับผู้ต้องการลงทุน (Invester) โดยสัญญาจะมอบ Token หรือเหรียญดิจิทัลเพื่อตอบแทน โดย Token แต่ละเหรียญสามารถตั้งให้มีคุณลักษณะต่างๆ เช่น สามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการของผู้ออก Token หรือจะจ่ายเงินปันผลจากการประกอบการให้ หรือทำให้ผูกกันกับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริงเช่นทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์เป็นสิทธิในสินทรัพย์นั้นๆ

                สัญญาที่ทำขึ้นจะทำเป็น Smart contact ที่อยู่ในเครือข่าย Blockchain โดยผู้ระดมทุนก็เปิด Source Code ที่อยู่เบื้องหลังเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเห็นรูปแบบสัญญาที่เตรียมไว้ได้  หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ICO คือส่วนผสมของรูปแบบ Crowdfunding เทคโนโลยี B lockchain และ Crytocurrency ที่นำมารวมกันเพื่อใช้ระดมทุนจากคนทั่วโลก

                แต่ไม่ใช่ทุก ICO จะเป็นหลักทรัพย์มีการออก ICO ในหลากลักษณะ เช่น เป็นสิทธิในการใช้บริการของผู้ระดมทุน สิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เช่นทอง สิทธิในการได้ส่วนแบ่งกำไรและสิทธิในการลงคะแนนเสียงสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะคล้ายกับ REIT ที่มีในตลาด หรืออีกตัวอย่างเป็นสิทธิให้ผู้ถือ Token ได้รับปันผลและสิทธิในการโหวตคล้ายกับหุ้นซึ่งจัดเป็นหลักทรัพย์

                ความร้อนแรงของ ICO ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับการร่วมลงทุน VC และ Crowndfunding จะเห็นว่า ICO สามารถระดมทุนได้มากและเร็วกว่าการระดมทุนรูปแบบเดิมมาก เช่น Filecoin สามารถระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในเวลา 1 ชั่วโมง หรือ EOS ที่ระดมทุนได้ 200 ล้านเหรียญ ในเวลา 341 วัน เทียบกับ Paypal ที่ใช้การระดมทุนผ่าน VC 5 รอบ ในเวลา 3 ปีได้เงินไป 217 ล้านดอลลาร์ ทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

                ขณะเดียวกัน ICO ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนสามารถแซงหน้าการระดมทุนผ่าน VC ไปได้แล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2016 โดยมี VC บางแห่งก็เริ่มหันมาสนใจระดมทุนผ่าน ICO เพื่อจะนำเงินที่ได้ไปลงทุนใน ICO ต่อไป ก็มีให้เห็นเช่นกัน

                ปรากฎการณ์ ICO จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั่วโลก โดยอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่นรายเดิมๆ ที่อยู่ในตลาดทุน ในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่จะมาลงทุนก็ต้องมีความเข้าใจในลักษณะของ ICO ที่นำเสนอผ่าน White Paper และ Source Code ที่ใช้เขียน Smart Contact เพื่อความมั่นใจในการลงทุนนี้

                ก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ก็มีหน้าที่ในการแยก ICO ที่น่าเชื่อถือออกจาก ICO ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันผู้ระดมทุนนำเงินที่ได้ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เป็นการปกป้องนักลงทุนที่จะเข้าไป โดย ก.ล.ต. มีแนวทางในการกำกับดูแล โดยมองเฉพาะ ICO ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ โดยเตรียมเสนอนิยามหลักทรัพย์ทั่วไปประเภทใหม่ คือ “ส่วนแบ่งร่วมลงทุน”  ตามความหมายที่ร่างขึ้นมาซึ่งยังไม่ออกบังคับใช้ ระบุว่า หมายถึง “ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิที่แบ่งเป็นหน่วยแต่ละหน่วยมีข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งตราสารหรือหลักฐานดังกล่าวออกเพื่อการจัดการเงินทุนจากประชาชน และให้สิทธิแก่ผู้ถือในการได้รับส่วนแบ่งในผลประโยชน์ที่เกิดจากการร่วมลงทุนในทรัพย์สินใดหรือการดำเนินการใดโดยผู้ถือไม่มีส่วนในการบริหาร การจัดการ หรือการดำเนินการในลักษณะประจำ ทั้งนี้ ไม่รวมถึง กรณีที่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

                1 หลักทรัพย์ที่มีการประกาศกำหนดไว้แล้วภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

                2 ตราสารหรือหลักฐานแสดงสิทธิตามข้อตกลงหรือสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สิทธิในการใช้ทรัพย์สินหรือการรับบริการ”

                ตามนิยามที่ร่างขึ้นมา สามารถครอบคลุม Token ที่เกิดจากการทำ ICO ได้ด้วยเปิดช่องให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้ามาดูแล ICO ได้ด้วย โดยมีร่าง เกี่ยวกับ กระบวนการไอซีโอ ที่ระบุว่าเป็นการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ที่ใช้วิธีการทางดิจิทัลกำหนดสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ จัดเก็บทะเบียน และบังคับข้อตกลงโดยอัตโนมัติเพื่อมารองรับการทำธุรกรรม

 

               

พราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

              พราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)กล่าวว่า “ปัจจุบัน ICO เป็นรูปแบบการระดมทุนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปิดกั้นไม่ให้ผู้ลงทุนไทยเข้าถึงได้  ก.ล.ต. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม  เริ่มจากการทดลองเปิดช่องทาง ICO สำหรับหลักทรัพย์ที่มีลักษณะของ “ส่วนแบ่งร่วมลงทุน” ที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเช่นหุ้นหรือตราสารหนี้  ทั้งนี้ การระดมทุนผ่าน ICO จะต้องดำเนินการผ่าน ICO portal ที่ ก.ล.ต. ยอมรับ เพื่อช่วยคัดกรอง ICO และเพิ่มความโปร่งใส  ส่วนในฝั่งผู้ลงทุน จะเปิดให้เสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ ส่วนผู้ลงทุนรายย่อย คาดว่าจะให้มีการจำกัดวงเงินลงทุนใน ICO ของผู้ลงทุนรายย่อยแต่ละราย” 

                พราวพร บอกกับ MBA ว่า สิ่งที่ก.ล.ต. มุ่งเน้นคือการคุ้มครองคนไทย โดยเฉพาะผู้ลงทุน เกณฑ์ที่จะออกมาจึงจะเน้นไปที่ ICO ที่จะขายให้กับผู้ลงทุนชาวไทยเป็นหลัก

                ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เปิดรับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ICO ที่หลากหลายผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในเว็บไซต์
ก.ล.ต. และในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น (focus group) โดยได้ทราบว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกพอสมควรที่ประสงค์จะเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมในรายละเอียด  ก.ล.ต. จึงเห็นควรขยายเวลารับฟังความคิดเห็นออกไปจนถึงวันที่ 22 มกราคม 2561

                ทั้งนี้ ก.ล.ต. เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือโทรศัพท์/โทรสาร ที่ โทร. 0-2033-9936 หรือทาง e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. และ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. จนถึงวันที่ 22 มกราคม 2561

 

ข่าวฮือฮาเกี่ยวกับมูลค่าของ Bitcoin เงินตราอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำนิวไฮให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องในโลกการเงิน ที่มีทั้งมองเงินตราดิจิทัลในแง่บวกและลบ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรงของกระแส Cryptocurrency บนโลกใบนี้ไปได้

 

และในโลก Cryptocurrency นอกจาก Bitcoin ที่ครองตลาดอยู่กว่าครึ่งแล้ว ยังมีเหรียญดิจิทัลอีกกว่า 1,200 เหรียญในตลาดที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2560) เป็นเรื่องที่น่าดีใจเมื่อพบว่า หนึ่งในเหรียญที่อยู่ในตลาดนี้ มีเหรียญหนึ่งที่เกิดจากมันสมองของคนไทย ผู้มีความมุ่งมั่นกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrency

 

Zcoin คือเหรียญที่เรากำลังจะพูดถึง แม้จะยังไม่โด่งดังเท่ากับ Bitcoin แต่ Zcoin ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า คนไทยมีความสามารถที่หลากหลาย ไม่เว้นในสายเทคโนโลยีเข้มข้นอย่างเช่นในวงการ Crytocurrency และเมื่อได้รับโอกาสก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจออกมาได้

 

ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งและร่วมพัฒนา ZCoin ปัจจุบันยังเป็นซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง บ.สตางค์ คอร์ปอเรชัน จำกัด มาเล่าเรื่องราวของ Zcoin และความเป็นไปของโลก Cryptocurrency ที่น่าสนใจนี้

ปรมินทร์เล่าเรื่อง Zcoin ว่า จุดเริ่มต้นมาจากขณะที่ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยส่วนใหญ่นักศึกษาที่ไปเรียนต่อมักจะหางานพิเศษทำ โดยมีงานพิเศษในร้านอาหารเป็นที่นิยมของกลุ่มนักศึกษา แต่เขามองว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เขาจะใช้สิ่งที่เรียนเกี่ยวกับ Information Security หรือการรักษาความปลอดภัยบนระบบสารสนเทศมาหารายได้ 

 

“ตอนนั้น Crytocurrency เป็นหนึ่งในตัวเลือกของผมเหมือนกัน Bitcoin เพิ่งเพิ่มมูลค่าจาก 300 เหรียญไปที่ 1,300 เหรียญ เป็นปรากฏการณ์ที่ออกข่าวทุกช่อง และทุกเว็บไซต์ คนในฝั่งผมที่เปิดเว็บไซต์ออนไลน์อยู่แล้วก็ได้ดูข่าว ผมก็เริ่มสนใจ Bitcoin และเริ่มศึกษาว่าทำอย่างไรที่จะหาเงินจาก Bitcoin ได้ด้วยความรู้ที่ผมมีเกี่ยวกับ Information Security นั่นคือจุดเริ่มต้น ซึ่งพอเข้าไปศึกษา ผมก็มองว่า Bitcoin จะมีการขุด แก้โจทย์คณิตศาสตร์แข่งกันแล้วได้ Bitcoin ไป ผมก็เข้าไปคลุกคลีในช่วงเวลาหนึ่ง และมองว่าผมยังมีศักยภาพหรือมีความรู้ที่มากกว่าการทำแบบนั้น และมองว่า เป็นไปได้ไหมที่จะสร้างเหรียญของตัวเองขึ้นมา จากการที่มีความรู้อยู่แล้ว และไปดูตัวซอร์สโค้ดของ Bitcoin ที่เขาโอเพ่นซอร์สอยู่แล้ว ก็เริ่มศึกษามาตั้งแต่ตอนนั้นและใช้หัวข้อนี้ในการจบปริญญาโทด้วย ประกอบกับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็ทำวิจัยทางด้านนี้ด้วย” 

 

หัวข้องานวิจัยสำหรับจบปริญญาโทของเขาจึงเป็นการทำธุรกรรมให้เป็นส่วนตัวบนบล็อกเชนซึ่งเป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังของ Bitcoin และ Crytocurrency อื่น ซึ่งเขาก็สามารถทำได้เข้าตานักลงทุนจนมีผู้มาสนับสนุนด้านเงินทุนและทำเป็นโปรเจ็กต์ที่ใช้เวลาทำประมาณ 1 ปี ในชื่อ Zcoin

 

ปรมินทร์ ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นให้ฟังว่า “สมัยก่อนคนที่จะสร้างเหรียญใหม่พยายามที่จะสร้างบล็อกเชนของตัวเอง Zcoin ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้มีคนต้องการสร้างเหรียญเยอะโดยเอาบิสเนสโมเดลต่างๆ มาจับ ซึ่งการสร้างเหรียญใหม่แล้วต้องมีความรู้ในด้านเทคนิคอลเยอะๆ ก็ค่อนข้างยาก ทาง Ethereum จึงมองว่า จะทำอย่างไรให้คนสร้างเหรียญสร้างได้ง่ายขึ้น เลยทำเป็นแพลตฟอร์มออกมา อำนวยความสะดวกโดยที่ขี่บน Ethereum อีกที ผมทำตัว Zcoin มาก่อน Ethereum จะปล่อยแพลตฟอร์มออกมา เป็นเหตุที่ทำไมผมใช้บล็อกเชนของตัวเอง แทนที่จะขี่บน Ethereum จริงๆ แล้วปัจจุบัน ในทีมงานของผมเองก็ยังมีการเขียนซีคอยน์อยู่บน Ethereum เหมือนกัน โดยใช้เทคโนโลยี Zcoin ที่ชื่อว่า Zero Coin ไปรันบน Ethereum ทำให้คนที่ใช้งาน Ethereum สามารถใช้งานเทคโนโลยีเดียวกันที่อยู่ใน Zcoin ได้” 

 

จุดเด่นของ Zcoin คือความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้คนอื่นได้รู้ว่าเป็นใคร ที่ทำการโอนเงินไปให้ผู้อื่น เช่น นักธุรกิจที่กำลังอยู่ระหว่างเริ่มต้นการร่วมธุรกิจที่ยังไม่อยากให้คู่แข่งทราบ เป็นจุดเด่นที่ Zcoin มาตอบโจทย์เรื่องนี้ซึ่งหากใช้ Bitcoin จะไม่สามารถทำได้ 

 

ปรมินทร์อธิบายว่า “Zcoin ทุกคนเห็นเหมือนกัน แค่ระบุไม่ได้ ยังมีทรานเซกชันเกิดขึ้นอยู่ แต่จากที่เคยระบุได้ก็จะระบุไม่ได้ แต่ทรานเซกชันก็ยังอยู่ในบล็อกเชนอยู่ ระบุที่มาไม่ได้ ใน Bitcoin ถ้าผมสามารถผูกบัญชีกับคนคนหนึ่งได้ นั่นหมายความว่าผมจะรู้แล้วว่าเขามีเงินเท่าไร ทำทรานเซกชันอะไรบ้าง เมื่อไร ผมจะรู้เลยว่าเขาได้เงินมาจากที่ไหนบ้าง และส่งไปที่ไหนบ้าง ซึ่ง Zcoin มีเรื่องของการไม่โชว์ที่มา คือผมสามารถส่งเงินไปที่ปลายทางได้โดยที่ปลายทางได้รับ แต่ไม่ได้ระบุที่มาว่ามาจากไหน” 

 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Crytocurrency คือมูลค่าของเหรียญซึ่งเกิดจากการนำราคาของเหรียญคูณด้วยจำนวนเหรียญในระบบ โดยราคาเกิดจากการนำราคาซื้อขายในตลาดแลกเปลี่ยนทั่วโลกมาเฉลี่ยกัน เช่น Zcoin มีตลาดที่อินโดนีเซีย อเมริกา จีน และยุโรป ก็นำทั้งหมดมาเฉลี่ยว่ามีมูลค่าต่อเหรียญเท่าไร แล้วคูณกับจำนวนเหรียญที่มี

ปรมินทร์ เล่าว่า “ตอนที่ทำไม่ได้มองว่าจะโตขนาดนี้ ก่อนหน้านี้มองว่าเกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ถือว่ามากแล้ว เพราะด้วยเงินทุนที่เราได้มาเรามองว่า 10-20 เท่าก็เยอะแล้ว แต่ปัจจุบันมูลค่า  มาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้ แต่เราก็ยังมองว่ามันยังสามารถโตไปได้อีกไกล”

 

จากราคาเริ่มต้นที่เหรียญละ 6 เซนต์ ปัจจุบัน Zcoin มีมูลค่าต่อเหรียญอยู่ที่ประมาณ 12 ดอลลาร์สหรัฐ และมีปริมาณเหรียญในระบบประมาณ 3 ล้านเหรียญ ติดอยู่ 1 ใน 100 เหรียญของโลก เห็นได้ว่ามีการเติบโตอย่างมาก ปรมินทร์อธิบายเรื่องนี้ว่า “พวกผมเองก็ได้อานิสงส์จาก Bitcoin ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนซึ่งไม่ใช่นักลงทุนมือสมัครเล่น เงินถูกใส่มาในตลาด Crytocurrency มากขึ้นทำให้ Zcoin ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะการที่นักลงทุนอาชีพมาลงทุนในตลาด Crytocurrency เขาจะไม่ได้ลงแค่เหรียญเดียว แต่เขาจะจัดพอร์ตของเขาไป เพื่อลดความเสี่ยง” ในด้านการใช้งานเงินตราดิจิทัล ผู้ก่อตั้ง Zcoin บอกว่ายังมีคนนำเงินเหล่านี้ไปใช้ไม่มากนัก เพราะการนำไปใช้ต้องมีความเข้าใจในระดับหนึ่ง ร้านค้าต้องเข้าใจกลไกการชำระเงินที่แตกต่างจากระบบที่มีอยู่ เช่น เมื่อจ่าย Bitcoin จะต้องรอเวลาเพื่อให้ระบบทำงานประมาณ 10 นาที ร้านค้าแต่ละร้านต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ และต้องมีแรงกระตุ้นให้เข้ามาใช้งาน เช่น เมื่อเพิ่มการชำระเงินด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์แล้วจะทำให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยเขามองว่า เขาเข้ามาได้ถูกจังหวะในช่วงที่ตลาดกำลังมีความสนใจ Crytocurrency รวมถึงผู้กำกับดูแลทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ 

 

สำหรับการเลือกลงทุนในเหรียญดิจิทัลเหล่านี้ ปรมินทร์บอกว่า “ถ้าให้เซฟที่สุด คือแบ่งเป็น 3 ชั้น เสี่ยงน้อย เสี่ยงกลาง เสี่ยงสูง เป็นเรื่องการลงทุน เลือกท็อป ตรงกลางและท้ายๆ ไว้ อาจจะเอาลิสต์มาดู 1-10 เลือกสัก 1-2 เหรียญ 20-50 เลือกสัก 1 เหรียญ 50-100 อีกเหรียญ แค่นี้ก็พอแล้ว ผมมองว่าตั้งแต่ 150 ไปเริ่มเสี่ยงไป บางทีเขาทำขึ้นมาไม่ได้ซีเรียสกับเหรียญที่ทำ จะลงเหรียญอะไร ถ้าไม่อยู่ใน 1-10 ต้องศึกษาดีๆ เหมือนหุ้นบลูชิป ที่มีความมั่นคงกว่า 

 

ในแง่การใช้งาน ผมก็ยังแนะนำ Bitcoin เพราะเกิดมาก่อนเขา วอลุ่มในการเทรดค่อนข้างเยอะเกินครึ่ง เราสามารถเอาไปใช้ที่ประเทศไหนก็ได้ มีตลาดทั่วโลก เป็นตลาดใหญ่ที่สุดแล้ว ถือ Bitcoin ความเสี่ยงที่จะไปที่ประเทศนั้นแล้วเอาออกไม่ได้มีน้อยกว่า อารมณ์เหมือนถือยูเอสดอลลาร์กับเงินประเทศเล็กๆ”  

 

บล็อกเชนสังคมแห่งการตรวจสอบ

ปริมินทร์กล่าวถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนว่า มีความน่าสนใจแตกต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไป โดยยกตัวอย่างเช่น การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ทั่วไปจะมีการทำกันอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับบล็อกเชนการทำเช่นนั้นทำได้ยาก “ในส่วนของบล็อกเชนเราจะอัปเกรดแบบนั้นไม่ได้ การอัปเดตหนึ่งทีอาจจะใช้เวลาเป็นปี เพราะว่าผู้ใช้งานกระจายอยู่ทั่วโลก และการที่เราขออัปเดต ก็จะเกิดกรณีที่ว่าคุณเป็นใครมาสั่งให้เราอัปเดตซอฟต์แวร์ และซอฟต์แวร์ที่คุณให้เราอัปเดตมีความปลอดภัยมากแค่ไหน มีแบ็กดอว์ฝังไปบ้างหรือเปล่า คนอื่นก็ต้องการตรวจสอบด้วย และการเอาซอฟต์แวร์พวกนี้ไปรันบนฮาร์ดแวร์ขนาดเล็ก ตู้เอทีเอ็มต่างๆ นั่นคืออุปกรณ์เหล่านั้นก็ต้องอัปเดต ด้วย ซึ่งไม่สามารถสั่งให้อัปเดตทีเดียวได้ เพราะเขาเองก็ไม่ได้เชื่อใจผม เขาก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบ ในบล็อกเชน ไม่มีใครเชื่อใจกันทั้งสิ้น เช่น Zcoin ประกาศว่าจะมีการอัปเกรดใน 3 อาทิตย์ข้างหน้า ซอร์สโค้ดเราปล่อยออกแล้ว ตัวซอฟต์แวร์เราปล่อยเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถนำไปรันได้เลย เพราะอีก 3 อาทิตย์ข้างหน้าอันเก่าใช้งานไม่ได้แล้ว มันไม่สามารถวันนี้เอาไปเลย”

 

เรื่องและภาพ : กองบรรณาธิการ 

บล็อกเชน (Blockchain) ถือกำเนิดขึ้นเพื่อรับรองความถูกต้องให้กับบิทคอยน์ (Bitcoin) ระบบสกุลเงินที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับอุตสาหกรรมการเงินอย่างมากเมื่อปี 2008 (พ.ศ. 2551) แกนหลักของเทคโนโลยีนี้คือการกำจัดระบบควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจากส่วนกลางด้วยการนำเสนอเครือข่ายแบบกระจายที่มีข้อกำหนดและกฎระเบียบในแบบฉบับของตัวเอง

Page 8 of 8
X

Right Click

No right click