“เพราะความรู้ คือขุมทรัพย์ที่ประเมินค่ามิได้ การลงทุนในการศึกษาคุ้มค่าที่สุด” นักศึกษาMBA มทร.ธัญบุรี

February 15, 2020 1286

ด้วยธุรกิจการงานที่มีการแข่งขันสูง จึงมองหาสิ่งที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตขึ้นได้

การหาความรู้เพิ่มเติมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เจ้าของธุรกิจอย่าง รุ่งนภา บริพนธ์มงคล เลือกที่จะมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท MBA สาขาการจัดการ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หรือ มทร.ธัญบุรี นอกจากเหตุผลที่มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้บ้านจึงไม่ต้องเผชิญกับรถติดในเมืองแล้วยังมีเหตุผลที่สำคัญอีกบางประการที่ทำให้เธอตัดสินใจเลือกมาเรียนที่นี่ ซึ่งได้เปิดเผยให้นิตยสาร MBA Magazine ได้ทราบ

ปัจจุบันรุ้งทำธุรกิจส่วนตัวด้านอุปกรณ์ทำความสะอาดในโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งกลุ่มตลาดลูกค้าอื่นๆ ด้วย เหตุผลที่ตัดสินใจมาเรียนที่ มทร.ธัญบุรี ในใจเลย คือ อยากมีโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นความรู้สึกตั้งแต่สมัยยังเด็กว่าอยากได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งเราก็ดูหลาย ๆ ที่ ก็ตัดสินใจมาเรียนที่นี่เพราะใกล้บ้านด้วย ซึ่งรวมถึงชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย โดยเลือกเรียนสาขาการจัดการ เพราะคิดว่าตอบโจทย์ในการทำธุรกิจของตัวเองที่สุดแล้ว เพราะว่าเราต้องดูภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด บัญชี การเงิน และเรื่องธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะสินค้าของเรานำเข้าจากต่างประเทศ และได้ประโยชน์ในการบริหารคน ซึ่งทำให้เราสามารถนำไปต่อยอดได้อะไรอีกหลายเรื่อง

"และการเรียนต่อปริญญาโททำให้เรามีศักยภาพในการบริหารงานได้มากขึ้นด้วย รู้สึกเลยว่า เราคิดถูกมากที่มาเรียน เพราะนอกจากความรู้จากการเรียนแล้ว ยังส่งผลถึงลูกด้วยจากการที่ลูกเห็นเราเรียน จนลูกถามเราว่าถ้าเขาโตขึ้น เขาขอเรียนปริญญาโทเหมือนเราด้วยได้ไหม? ซึ่งจุดนี้เป็นความยินดีของเรามาก ที่ได้กลายเป็นแบบอย่างให้ลูกอยากเดินตาม เพราะเราคิดว่า ความรู้คือขุมทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และการลงทุนในการศึกษาคุ้มค่าที่สุด" รุ่งนภา กล่าว

เมื่อต้องบอกเล่าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ จากในชั้นเรียน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับรุ่งนภา อย่างยิ่งว่า “ตอนแรกที่มาเรียน เราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่อยากได้ความรู้และใบปริญญาบัตร แต่พอได้มาเรียนทำให้เราได้อะไรมากกว่าที่คิด คือ เราได้มาแชร์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน เช่น เพื่อนที่ทำงานธนาคาร เราก็ได้รู้ขั้นตอนการขอสินเชื่อ ได้รู้เทคนิคทำอย่างไรจึงจะทำให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ เพราะเราทำธุรกิจอยู่ก็มีประโยชน์สำหรับเรามาก หรืออย่างเพื่อนที่ทำธุรกิจกลุ่มธุรกิจยานยนต์ เราก็ได้รู้ว่าสำหรับประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการเปลี่ยนเป็นระบบแบตเตอรี่ แต่อนาคตก็อาจจะยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร บางคนก็ทำงานในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังไม่มีผลกระทบเพราะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องใช้ ทำให้เรามองภาพออกว่าลูกค้าของเราเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตอนนี้ไม่มีผลกระทบ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ในการให้เครดิตได้ หรือถ้าเป็นกลุ่มยานยนต์ก็พิจารณาเครดิตยังไม่ปล่อยเครดิตในครั้งแรกอะไรแบบนี้ นอกจากนี้ก็ประทับใจในตัวอาจารย์ซึ่งมีความเป็นกันเองน่ารัก รวมทั้งความสัมพันธ์ของเพื่อนๆ ในชั้นเรียนซึ่งสนิทสนมและให้ความเป็นกันเองกันอย่างมาก”

โดยปกติคนเรา เมื่อจะทำสิ่งใดล้วนต้องมีการวางเป้าหมายในการทำสิ่งนั้น ในการเรียนก็เช่นกัน รุ่งนภา ก็ได้เล่าถึงเป้าหมายในการเรียนไว้ว่า

“ก่อนเรียนก็ได้วางเป้าหมายไว้ว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้น ประกอบกับมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น สินค้าจีนก็เข้ามามากมาย เราจะทำอย่างไรให้เรารอด ซึ่งก็ได้คุยกับสามีว่าเราต้องไม่หยุดอยู่กับที่ เพื่ออนาคตของเรา จึงทำให้ตัดสินใจมาเรียนต่อ และหลังจากที่มาเรียน ทำให้เราสามารถขยับเป้าหมายได้ชัดเจนว่า เรายังต้องพัฒนาอะไรอีก เพราะการเรียนทำให้เรารู้จุดอ่อนของตัวเองว่าต้องแก้ไขในเรื่องอะไร อย่างเช่นในเรื่องของภาษาที่เรายังอ่อน ก็คิดว่าพอเรียนจบปริญญาโทก็จะไปเรียนต่อในด้านภาษา จากตอนแรกที่มองเป้าหมายว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด แต่พอได้มาเรียนแล้วก็ทำให้เรามองว่า แค่การอยู่รอดอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำธุรกิจให้โตขึ้นเป็นระดับ Top 5 Top 10 ของประเทศ ทำให้บริษัทเราเป็นผู้นำด้านนี้โดยเฉพาะ พอเราได้มาเรียนการตลาดก็ทำให้เรารู้ช่องทางการทำตลาดอย่างไร โฆษณาอย่างไรที่จะทำให้เหมาะสมกับโปรดักส์ของเรามากที่สุด กลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร พอเราได้มาวิจัย เรายิ่งชัดเจนมากขึ้นว่ามีทางเป็นไปได้ที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ และมีเป้าหมายว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้านการตลาดเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อนำพาแบรนด์ไปสู่ระดับประเทศให้ได้”

ศึกษาดูงานที่ประเทศจีน

หลักสูตร MBA ของ มทร.ธัญบุรี ได้จัดโปรแกรมศึกษาดูงานในต่างประเทศให้นักศึกษาทุกคน สำหรับรุ่งนภา คือที่ประเทศจีน

“รุ้งได้เลือกไปดูงานที่ประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่เลือกไปจีนเพราะประเทศจีนกำลังเติบโตด้านเศรษฐกิจเรียกว่าเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งปกติเราก็ดีลงานกับประเทศจีนอยู่แล้ว คือ กวางโจว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น แต่ที่ไปดูงานที่ผ่านมา คือไปเมืองอู่ฮั่น ความประทับใจคือได้ความรู้ทุกที่ที่ไป ตอนเราไปอู่ฮั่นก็ได้ไปเขตเมืองการค้าเสรีอู่ฮั่น เราได้เรียนรู้ภูมิศาสตร์ของเมืองนี้ว่ามีความน่าสนใจที่เป็นเหมือนศูนย์กลางกระจายสินค้าไปได้ทั่วประเทศเลย ไปได้ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เพราะพอดูงานกลับมา เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำโปรเจ็กต์อะไรกับประเทศที่เราได้ไป ซึ่งทำให้เรามองว่าเราจะเอาสินค้าอะไรในเมืองไทยมาขายที่เมืองนี้ ซึ่งก็ได้คิดทำโปรเจ็กต์ทำทุเรียนฟรีซดราย ที่ที่สองที่ได้ไป คือมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 6 ของเมืองจีน และอันดับที่ 45 ของเอเชีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในเมืองจีนด้วย และเราได้ถ่ายรูปไว้ทำให้ตอนถ่ายรูปออกมาสวยทุกรูป และหากจะคิดมาเรียนที่มหาวิทยาลัยอู่ฮั่นค่าเรียนก็ไม่แพงพอๆ กับเมืองไทย หอพักก็เป็นระเบียบเรียบร้อยดูดี แต่จะได้เปรียบที่ได้เรียนรู้ซึมซับทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษด้วย ก็ถือเป็นอีกทางเลือกในการเรียนต่อปริญญาอีกสักใบ หรือส่งลูกมาเรียน

ที่ที่สาม เราไปดูงานที่บริษัท Deloitte ซึ่งเป็นบริษัทด้านบัญชียักษ์ใหญ่ ซึ่งคนเรียนทางด้านบัญชีจะได้ประโยชน์มาก และเป็นบริษัทที่มีการจัดสถานที่ทำงานให้คนทำงานสามารถนั่งทำงาน ตรงไหนก็ได้ เราก็เก็บไอเดียนี้ว่าอยากทำให้บริษัทของเราเป็นแบบนี้ ทำให้พนักงานมีความสุขอยากมาทำงานทุกวันเหมือนเป็นบ้านของเขา

ส่วนที่สุดท้าย คือ Huazhong University of Science and Technology โดยที่นี่จะเข้าดูงานของ China Electronic Commerce Association ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์เป็นหลัก เพราะด้วยวิถีชีวิตของคนจีนที่เปลี่ยนแปลงไป คนวัยหนุ่มสาวทำงานอย่างเดียวไม่มีเวลาไปช้อปปิ้ง อย่างอาลีบาบาทำไมถึงประสบความสำเร็จ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เราไม่ได้ไปช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าเหมือนเดิม แต่เราช้อปปิ้งผ่านออนไลน์ อย่างเพื่อนคนจีนที่ดีลกันอยู่ก็ทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องปกติของเขา เวลาช้อปปิ้งก็กดสั่งซื้อออนไลน์เอา ทางมหาวิทยาลัยเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เลยมีการศึกษา ซึ่งการค้าขายออนไลน์ของที่เมืองจีนมีการแข่งขันกันสูง ส่วนใหญ่จะแข่งขันกันเรื่องของโลจิสติกส์ ใครส่งได้เร็วกว่ากัน อย่างสั่งตอนนี้จะไปถึงผู้รับภายในครึ่งชั่วโมง ซึ่งอนาคตประเทศของเราก็คงจะเป็นแบบเขา และคงส่งผลกระทบเพราะจะไม่มีคนเดินห้างสรรพสินค้าอีกแล้ว จากการไปดูงานทำให้มีความรู้สึกเหมือนไปเที่ยวด้วย นอกจากนี้ยังได้เกิดความสัมพันธ์กับรุ่นพี่รุ่นน้องมากขึ้น และพอหลังจากได้กลับมาแล้วก็ทำให้เกิดไอเดียต่อว่าจะทำธุรกิจของตัวเองเป็นนมอัดเม็ดผสมทุเรียนส่งไปขายที่จีนด้วย”

ประสบการณ์บอกต่อ

“จากประสบการณ์โดยตรงของตัวเอง มองว่าการลงทุนกับความรู้ไม่มีวันหมดอายุ ไม่ใช่แค่ได้กับตัวเราแต่สามารถถ่ายทอดให้กับคนอื่น ๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน เพื่อน ๆ ซึ่งมองว่าการลงทุนแบบนี้แหละคุ้มค่าที่สุด และเชื่อว่าถ้าเรามีความรู้ เราจะสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะความรู้ทำให้เราเปิดโลกทัศน์เพิ่มขึ้น และเรายังได้อะไรอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่น คอนเนคชั่นเพิ่มขึ้นด้วย”

ในส่วนของคติธรรมประจำใจ รุ่งนภา กล่าวทิ้งท้ายว่า

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ มองทุกอย่างให้เป็นบวก หากเราเจอปัญหา ปัญหาจะทำให้เราโตขึ้น ถ้าเรากลัวปัญหายอมแพ้กับปัญหา เราก็ไม่มีวันที่จะข้ามผ่านไปได้ หากเราทำได้ เราก็จะพัฒนาตัวเองขึ้น


เรื่อง: สรัลวลัย ปิติคุณพงศ์สุข

ภาพ: ภัทรวรรธน์ พงษ์บริพันธ์

Rate this item
(0 votes)
Last modified on Saturday, 15 February 2020 12:03
X

Right Click

No right click