

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน ‘The DBD 2026 : พลัง SME ไทย’ ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 ณ C Asean อาคาร CW Tower ชั้น 10 กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ พลิกมุมมองการดำเนินธุรกิจ ยกระดับเครื่องมือการบริหารจัดการยุคใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เสริมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SME รับมือกับการเปลี่ยนแปลง พร้อมขยายโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต โดยมีผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการและทายาทธุรกิจเข้าร่วม

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน ‘The DBD 2026 : พลัง SME ไทย’ ในวันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569) ว่า “โลกไม่เหมือนเดิม ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาษีทรัมป์ การแบ่งขั้วอำนาจของโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศเราเอง ทั้งสังคมสูงวัย หนี้สินครัวเรือน และการเมืองที่ผันผวน ส่งผลให้นโยบายรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง ซึ่ง SME ต้องอยู่ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการแข่งขันและกติกาทางการค้า ต้องรู้ให้ทัน ปรับตัวให้ได้ วางตำแหน่งตัวเองให้ถูก ตัดสินใจด้วยข้อมูลและประสบการณ์ ก่อนลงมือทำ การปรับมุมมองและวิธีคิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เป็น ‘ต้นสาย-ปลายทางธุรกิจ’ ได้ปรับวิธีทำงานสู่การทำงานเชิงรุกเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ อำนวยความสะดวก และลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การกำกับดูแล การป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่ทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างพลังการเติบโตของ SME ไทย”

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ขอเชิญชวนผู้ประกอบการมาร่วม “พลิกมุมคิด” สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การปรับจากการทำธุรกิจเพื่อความอยู่รอด ไปสู่การดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง โปร่งใส และยั่งยืน 2) การก้าวจากการทำธุรกิจเพียงลำพังไปสู่การเติบโตในระบบนิเวศธุรกิจ และ 3) การเปลี่ยนจากการตัดสินใจด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการใช้ข้อมูลและเครื่องมือที่เชื่อถือได้ ซึ่งการพลิกมุมคิดทั้ง 3 ประการดังกล่าวจะนำไปสู่ “3 พลังของ SME ไทย” ได้แก่ 1) พลังความน่าเชื่อถือและความยั่งยืน 2) พลังเครือข่ายและความร่วมมือ และ 3) พลังของข้อมูลและการตัดสินใจที่แม่นยำ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในโลกธุรกิจยุคใหม่”

กิจกรรมภายในงาน “The DBD 2026 : พลัง SME ไทย” ถูกออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดดังกล่าว ประกอบด้วย Mind Shifting: พลิกมุมคิด ก้าวต่อทันที ผ่านการบรรยายพิเศษและการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง Tool Bar: เครื่องมือสำหรับ SME เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รับคำปรึกษาและทดลองใช้เครื่องมือจากเครือข่ายพันธมิตร 9 หน่วยงาน ใน 5 ด้าน ได้แก่ Sales & Marketing, Design & Development, Finance & Accounting, Human Resource และ Analytic & Reporting และ Connect Night: ชิลล์ คุยง่าย เปิดโอกาสใหม่ กิจกรรม Networking Dinner เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้ประกอบการ DBD Family และเปิดโอกาสในการพบปะคู่ค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมเดินเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในฐานะพันธมิตรทางความคิด โดยเชื่อมั่นว่างาน ‘The DBD 2026 : พลัง SME ไทย’ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองใหม่ รู้จักใช้เครื่องมือ และเครือข่ายที่จะสามารถช่วยต่อยอดศักยภาพทางธุรกิจของ SME ไทย ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้จัดงานหลัก ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ผู้ร่วมจัดงาน พร้อมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเตรียมความพร้อมจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 22–26 กุมภาพันธ์นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดมูลค่าการค้าทะลุ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานงานแถลงข่าวกล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ โดยมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและพันธมิตรการค้า ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในเวทีนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จนในวันนี้ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกแล้ว อีกทั้งงานบางกอกเจมส์ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ไม่รวมทอง ซึ่งในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อหักมูลค่าส่งกลับ การส่งออกสินค้าดังกล่าวมีมูลค่า 12,124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวกว่าร้อยละ 53”

“งานบางกอกเจมส์เติบโตขึ้นอย่างมาก ทั้งด้านจำนวน Exhibitor, Visitor และ มูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันงานแสดงสินค้านี้ได้รับการยอมรับให้เป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำคัญของโลก ทั้งยังเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเพื่อรับรองความต้องการของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานจึงได้ขยายพื้นที่จัดแสดงสินค้าไปยัง Plenary Hall ชั้น 1 ทำให้งานบางกอกเจมส์ ครั้งที่ 73 สามารถรองรับผู้ประกอบการได้เพิ่มขึ้นกว่า 200 คูหา ตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,300 บริษัท 2,800 คูหา มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 45,000 ราย และสร้างมูลค่าการค้าได้มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” อธิบดี DITP กล่าวเสริม

ด้าน นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) พันธมิตรร่วมจัดงาน กล่าวว่า “งานบางกอกเจมส์เป็นที่รู้จักดีในฐานะเวทีการค้าระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านทักษะฝีมือการผลิต และความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงคุณภาพพลอยสี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์จิวเวลรี่ชั้นนำของโลกไว้วางใจให้ผู้ประกอบการไทยเป็นฐานการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ภายในงานได้รวบรวมผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการรับจ้างผลิตทั้งในรูปแบบ OEM และ ODM แบบครบวงจร กว่าร้อยละ 80 ของผู้แสดงสินค้าทั้งหมด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของงานในครั้งนี้”

ผู้ร่วมจัดงานยังเปิดเผยอีกว่า การจัดงานครั้งนี้คณะผู้จัดงานได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดงาน และได้รับพระราชทานพระอนุญาต ให้นำผลงานทรงออกแบบเครื่องประดับที่สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นสูงของไทย มาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ซึ่งสะท้อนพระปณิธานในการสานต่อพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทยสู่สากล
งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial
กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับเศรษฐกิจฐานรากภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเป็นรูปธรรม เตรียมจัดงาน “SEE ISAN EXPO 2026 (ศรีอีสานเอ็กซ์โป)” ภายใต้โครงการยกระดับการค้าภาคอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อพัฒนาและเชื่อมโยงศักยภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) สู่โอกาสทางการค้าในระดับประเทศ และนานาชาติ (Global Opportunity) ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลาระหว่าง 10.00–20.00 น.

มหกรรมสินค้าดีศรีอีสาน SEE ISAN EXPO 2026 ถือเป็นหนึ่งในกลไกเชิงนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รวมถึงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจฐานราก และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศ ทั้งด้านการเกษตรและวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง อีกทั้งมีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้งในการเชื่อมโยงการค้า กับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านรายได้เฉลี่ยต่อหัว โอกาสทางการตลาด และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ SEE ISAN EXPO จึงถูกพัฒนาให้เป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจเชิงบูรณาการ ที่ผสานการแสดงสินค้า การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงตลาดเข้าไว้ด้วยกัน โดยภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการจากกว่า 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้ง 4 จังหวัดที่ได้รับผลจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 210 คูหา ครอบคลุมสินค้าเกษตรสร้างมูลค่า อาหาร สินค้านวัตกรรม ผ้าทออัตลักษณ์ และสินค้า Local Plus สินค้าท้องถิ่นเพิ่มมูลค่าที่มีศักยภาพต่อยอดเชิงพาณิชย์และขยายตลาดในระยะยาว

ไฮไลท์ของงานประกอบด้วยกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรมส่งเสริมการค้าดิจิทัล อาทิ Live Commerce และคลินิกให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ และการส่งออก ควบคู่กับ Pavilion Showcase ที่สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจอีสานผ่านการออกแบบเชิงกลยุทธ์ โดย “SEE ISAN Pavilion” นำเสนออัตลักษณ์และห่วงโซ่มูลค่าของสินค้าอีสาน ตั้งแต่ฐานการผลิต ภูมิปัญญา ไปจนถึงสินค้าที่พร้อมแข่งขันในตลาดสากล ครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป สิ่งทอ หัตถกรรม และสินค้า GI จาก 20 จังหวัด ขณะที่ “พนมดงรัก Pavilion” ชูบทบาทอีสานใต้ในฐานะประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงศักยภาพ สินค้า และวัฒนธรรมของ 4 จังหวัด สู่โอกาสทางการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

กระทรวงพาณิชย์คาดว่า SEE ISAN EXPO 2026 จะเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ และสนับสนุนบทบาทของอีสาน
ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในระยะต่อไป
เมื่อวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายคุนิฮารุ ซาซากิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดการค้า บริษัท เอิร์ธ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อสุขอนามัย
และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย (คนที่สี่จากซ้ายแถวบน)