January 30, 2026

บัตรเครดิตกสิกรไทย เดินหน้าต่อยอดประสบการณ์การใช้จ่ายออนไลน์ ตอกย้ำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมช้อปผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในช่วงมหกรรม Double Day ที่ผู้บริโภคมักรอจังหวะซื้อสินค้า พร้อมกดรับโค้ดส่วนลดจากหลายแอปฯ เพื่อเปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่าในแต่ละแพลตฟอร์ม

จากอินไซต์ดังกล่าว บัตรเครดิตกสิกรไทยจึงเปิดตัวแคมเปญ “Double Day, Double Deal”* พลิกประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยการมอบเครดิตเงินคืนสูงสุดเดือนละ 1,200 บาท สำหรับยอดรวมการใช้จ่ายสะสมจาก 3 แพลตฟอร์มยอดนิยม ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ช่วยให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าแบบ Double ทั้งจากส่วนลดของแพลตฟอร์ม และเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตกสิกรไทยในเวลาเดียวกัน

โดยลูกค้าบัตรเครดิตกสิกรไทยสามารถรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 1,200 บาทต่อเดือน ในช่วงมหกรรม Double Day ที่กำหนด ได้แก่ วันที่ 1–3 กุมภาพันธ์, วันที่ 2–4 มีนาคม และวันที่ 3–5 เมษายน 2569 รวมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,600 บาท ตลอดระยะเวลาแคมเปญ 

          เงื่อนไขการรับเครดิตเงินคืน (ยอดใช้จ่ายสะสมรวมทุกแพลตฟอร์ม)

  • ยอดใช้จ่าย 3,000 – 7,999 บาท รับเครดิตเงินคืน 150 บาท*
  • ยอดใช้จ่าย 8,000 – 14,999 บาท รับเครดิตเงินคืน 500 บาท*
  • ยอดใช้จ่าย 15,000 บาทขึ้นไป รับเครดิตเงินคืน 1,200 บาท*

ซึ่งแคมเปญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานออนไลน์ในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ยึดติดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่เลือกสลับใช้งานหลายแอปฯ เพื่อให้ได้ดีลที่ดีที่สุด โดยบัตรเครดิตกสิกรไทยเข้ามาช่วย “เติมความคุ้มค่า on-top” จากการรวบยอดใช้จ่ายทุกแพลตฟอร์มให้กลายเป็นสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ง่ายขึ้น

ลูกค้าสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ง่าย ๆ เพียงครั้งเดียวตลอดระยะเวลาแคมเปญ ผ่าน SMS โดยพิมพ์ DD เว้นวรรค ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4545888 เพื่อรับสิทธิ์ร่วมแคมเปญตามเงื่อนไขที่กำหนด

*ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com/k_doubleday    

**ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ธนาคารกสิกรไทยขับเคลื่อน Q Wallet by KBank สู่การใช้งานจริง ด้วยการประกาศความร่วมมือกับ คิง เพาเวอร์ มหานคร สถานที่ท่องเที่ยวระดับแลนด์มาร์กของกรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทยให้สะดวก ปลอดภัย และไร้เงินสด ผ่านการชำระเงินด้วย THBS (Programmable Payment) บนเทคโนโลยีบล็อกเชนของ Quarix ที่พัฒนาโดย บริษัท ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด (Orbix Technology) ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย โดยความร่วมมือนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น Cashless Destination ตามวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย

ดร. กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารกสิกรไทยได้มีการทดสอบ Q-money ซึ่งเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (E-money on Blockchain) ใน Regulatory Sandbox เมื่อปีที่ผ่านมาโดยใช้ Quarix เป็นโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งพัฒนาโดย บจก.ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชั่น (Orbix Technology) ล่าสุดได้พัฒนาต่อยอดเป็น Q Wallet by KBank โดย คิง เพาเวอร์ มหานคร ถือเป็นพันธมิตรรายแรกซึ่งเป็นผู้นำด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่มอบประสบการณ์เหนือระดับ ทั้งการชมวิวและไลฟสไตล์ ที่เข้าร่วม ecosystem ของ   Q Wallet โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้ THBS (Programmable Payment) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีกลไกการรักษามูลค่าในรูปแบบเงินฝากสกุลบาทที่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการในประเทศไทยได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอป Q Wallet และสแกนจ่ายผ่าน Thai QR Payment ได้ที่ คิง เพาเวอร์ มหานคร โดยไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องแลกเงิน และไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคารในไทย

ความร่วมมือดังกล่าว สะท้อนบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เข้าใจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ใช้งานง่าย ปลอดภัย รวมถึงช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยการรองรับการชำระเงินผ่าน Q Wallet ช่วยให้การท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และไลฟ์สไตล์ในจุดหมายเดียวเป็นไปได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ใช้งานจริง โดยมีการจำกัดจำนวนผู้ใช้งานและจำนวนธุรกรรม ภายในระยะเวลาการทดสอบของ Enhanced Regulatory Sandbox และ Digital Asset Regulatory Sandbox ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันนี้ - 23 มีนาคม 2569

นางสาวอรุณรุ่ง ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน้าที่ด้านการลงทุน กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า คิง เพาเวอร์ มหานคร คือ สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่ผสานไลฟ์สไตล์และนวัตกรรมดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวให้สอดรับกับพฤติกรรมยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมการใช้จ่ายภายในโรงแรม เดอะ สแตนดาร์ด กรุงเทพมหานคร ทั้งร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึง มหานคร สกายวอล์ค  แลนด์มาร์กสำคัญระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงที่สุดของประเทศไทย และหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งและท่องเที่ยวระดับโลก ณ คิง เพาเวอร์ มหานคร ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยในการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลวอลเล็ท

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่อนาคตการท่องเที่ยวแบบไร้เงินสด ช่วยเชื่อมโยงร้านค้าไทยกับนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีมาตรฐาน พร้อมวางรากฐานต่อยอดสู่ระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่งของประเทศในระยะยาว

ดร.กรินทร์ กล่าวในตอนท้ายว่า จากความสำเร็จของการมีร้านค้ามากกว่า 100 รายเข้าร่วมโครงการ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งของทั้งสององค์กรในการร่วมกันขับเคลื่อน ecosystem ด้านการชำระเงินดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกสิกรไทย มีมติแต่งตั้ง นายกิตติพงศ์ คุ้มมั่น (ซ้าย) ดำรงตำแหน่ง รองผู้จัดการใหญ่ ทำหน้าที่ผู้บริหารสายงานร่วมสายงาน Wealth Management and Bancassurance Division และมอบหมายให้นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล (ขวา) ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายกิตติพงศ์ คุ้มมั่น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท MBA สาขาการเงินและการลงทุน  จาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้าทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย เมื่อปี พ.ศ.2537 ที่ฝ่ายวาณิชธนกิจ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์การ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาดลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายบริหารช่องทางการบริการและการขาย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล (K-Expert) และ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้จัดการใหญ่ ทำหน้าที่ผู้บริหารสายงานร่วมสายงาน Wealth Management and Bancassurance Division 

นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาลสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชี (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท สาขาวิชาการเงิน หลักสูตรนานาชาติ (MIF) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีประสบการณ์การทำงานในแวดวงการเงินและการลงทุนมากกว่า 20 ปี จากการทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง อาทิ จากบริษัท สำนักงานเอินสท์ แอนด์ ยัง จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ สยามซิตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ก่อนเข้าร่วมงานกับบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ.2553 และดำรงตำแหน่งล่าสุดเป็นกรรมการผู้จัดการ ก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสายงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย  

นายศาสตรา มังกรอัศวกุล (ที่ 3 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล เป็นตัวแทนธนาคารรับมอบรางวัล 1 ใน 50 บริษัทชั้นนำที่น่าทำงานที่สุด ในงาน TOP50 Companies in Thailand 2026 จากผลสำรวจความคิดเห็นคนทำงานรุ่นใหม่กว่า 12,000 คน โดยธนาคารกสิกรไทยอยู่ในลำดับที่ 12 ของบริษัทที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุด และได้รับรางวัลมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปีซ้อน สะท้อนมาตรฐานการบริหารคนและวัฒนธรรมองค์กรชั้นนำที่เติบโตไปพร้อมโลกการทำงาน

โดยธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนให้คนทำงานได้เป็นตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ ผ่านวิธีการทำงานที่ให้พนักงานได้ ‘ลอง ลุย เติบโต’ พร้อมผสานการทำงานด้วย AI และ Innovation เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งลูกค้าและสังคม รางวัลดังกล่าวจัดโดย WorkVenture ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มค้นหางาน เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่นายจ้างองค์กรชั้นนำในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้อง ฟูจิ แกรนด์บอลรูม โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์การลงทุนปี 2026 ระบุว่า ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้ปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

เศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าต่อได้จากแรงหนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรม ทำให้แม้อยู่ในช่วงปลายวัฏจักร การชะลอตัวไม่รุนแรงเหมือนในอดีต ขณะเดียวกัน สภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูงจากการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา และการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังดำเนินต่อเนื่อง

ธนาคารฯ มองเห็นโอกาสการลงทุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ และการขยายตัวของกำไรที่เริ่มกระจายออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่ตลาดและอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น สะท้อนว่าผลตอบแทนมีแนวโน้มกว้างและสมดุลขึ้น พร้อมแนะนำจัดพอร์ตลงทุนสู่ตลาดเอเชีย โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับการเติบโต AI และตราสารหนี้คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีคุณภาพในปี 2026

นางสาวศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® Chief Investment Officer ของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปี 2026 เป็นปีที่ตลาดจะประเมินมูลค่าสินทรัพย์จากมุมมองใหม่ โดยราคาไม่ได้สะท้อนเพียงภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงลึกที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ประเทศใดกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างไร สนับสนุนอุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษ และความขัดแย้งของมหาอำนาจกระทบเส้นทางการผลิตและการขนส่งมากน้อยเพียงใด ตลอดจนทิศทางการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ของโลก

“เมื่อกติกาเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ตลาดจึงต้องตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่ หุ้น สินทรัพย์ และธีมการลงทุนเดิม ไม่สามารถประเมินมูลค่าแบบเดิมได้อีกต่อไป และตลาดจะให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกมากที่สุด” นางสาวศิริพรกล่าว

เจาะ 4 ธีมการลงทุน ปี 2026

1) ปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ: พลังสภาพคล่องพยุงการเติบโต (Late Cycle, Still Turning Liquidity Keeps Growth Alive)

เศรษฐกิจโลกยังขยายตัว ไม่ใช่ปีของภาวะถดถอยหรือวิกฤติ โดยแรงขับเคลื่อนเปลี่ยนจากประเทศพัฒนาแล้วไปสู่ประเทศเกิดใหม่มากขึ้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ เปิดโอกาสการลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่ง ภาระหนี้ภาครัฐในระดับสูง และความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ รวมถึงการตอบสนองของสินทรัพย์ที่แตกต่างกันต่อเหตุการณ์เดียวกัน ทำให้การบริหารความเสี่ยงและการจัดพอร์ตมีความสำคัญมาก

ขณะเดียวกัน หลังราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นต่อเนื่องหลายปี ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ไม่ได้อยู่ในระดับราคาถูก ทำให้ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of safety) ในการลงทุนมีจำกัด

ทิศทางการลงทุน แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ไว้ใน “พอร์ตหลัก” ซึ่งทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพและสร้างผลตอบแทน โดยพอร์ตหลักที่เหมาะกับสภาวะปัจจุบันควรกระจายการลงทุนทั่วโลก (Go Global) และมีหลายสินทรัพย์ (Diversification) เพื่อเข้าถึงโอกาสในแต่ละประเทศ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจใดเศรษฐกิจหนึ่ง และมีเครื่องมือพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

2) จากความกระจุกตัว สู่การกระจายตัว: การหมุนกลับของตลาดหุ้นในวงกว้าง (From Concentration to Convergence: The Rotation Back to Broader Equities)

ปี 2026 เป็นช่วงที่กระแสเงินลงทุนเริ่มลดความกระจุกตัวจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ไปสู่หุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในภูมิภาคอื่นและอุตสาหกรรมที่มูลค่ายังไม่แพง ขณะที่กำไรของตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ เริ่มเร่งตัว และกำไรในสหรัฐฯ เองก็เริ่มขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น สะท้อนว่าการเติบโตมีแนวโน้มกว้างขึ้นทั้งข้ามประเทศและข้ามอุตสาหกรรม

K WEALTH มองว่าตลาดทุนเอเชียมีแหล่งขับเคลื่อนที่แตกต่างกันทั้งในมิติประเทศและอุตสาหกรรม โดยจีนมีโอกาสฟื้นจากฐานกำไรที่ยังต่ำ หลังผ่านช่วงท้าทายมาหลายปี และได้รับแรงหนุนนโยบายภาครัฐที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจสู่ภาคอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ ขณะที่อินเดียสะท้อนการเติบโตจากภายใน ทั้งจากการใช้จ่ายในประเทศและชนชั้นกลางที่ขยายตัว ภายใต้เงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ควบคู่กับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการดึงฐานการผลิต ส่งผลให้กำไรบริษัทเติบโตและผันผวนน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออก

ในขณะเดียวกัน กลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนของจีน มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก แนวโน้มกำไรดี แต่ราคาหุ้นยังไม่ปรับขึ้นแรงเหมือนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงเป็นทางเลือกในการลงทุนตามแนวโน้มโลกในระดับมูลค่าที่ยังน่าสนใจ

ทิศทางการลงทุน นักลงทุนที่พอร์ตกระจุกตัวในสหรัฐฯ แนะนำขยายการลงทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและอินเดีย จากแนวโน้มกำไรที่มีโอกาสเติบโตดีในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และสัญญาณเงินทุนไหลกลับ ขณะที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง แนะนำจัดสรรบางส่วนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีเอเชีย เพื่อเพิ่มความสมดุลของพอร์ตและโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป

3) คลื่นลูกที่สองของ AI: โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน (AI’s Second Wave: Infrastructure and Energy)

AI เป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดย Bloomberg ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนสะสมช่วงปี 2024–2029 อาจสูงถึงราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับขึ้นรวดเร็ว ทำให้ตลาดกดดันกับผลลัพธ์ทางการเงินที่จับต้องได้มากขึ้น

K WEALTH มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าสู่ “คลื่นลูกที่สอง” ซึ่งโอกาสเริ่มขยับจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI เติบโตได้จริง เช่น ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญต่อการขยายตัวของ AI

ในเวลาเดียวกัน โลกกำลังก้าวสู่ช่วงการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ ทั้งระบบสาธารณะสุข การสื่อสาร และการขนส่ง หลังขาดการลงทุนอย่างจริงจังมานาน โดย McKinsey ประเมินว่าต้องใช้เม็ดเงินรวมกว่า 106 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 เพื่อรองรับทั้งเศรษฐกิจจริงและเศรษฐกิจดิจิทัล

ทิศทางการลงทุน แนะนำเพิ่มการลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกที่มูลค่ายังไม่แพง และได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ควบคู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ผลของการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการประเมินมูลค่า

4) ตราสารหนี้คุณภาพสูง เกราะป้องกันพอร์ต และให้รายได้สม่ำเสมอ (Stability through Volatility with High-quality Fixed Income)

ตราสารหนี้ยังน่าลงทุน แต่บทบาทเปลี่ยนจากการหวังผลกำไรจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง มาเป็นแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอ เนื่องจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตลาดได้สะท้อนภาพดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว ทำให้โอกาสจากการปรับขึ้นของราคามีจำกัด

ตลาดตราสารหนี้ในปี 2026 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางหลัก โดย Fed อยู่ในช่วงลดดอกเบี้ย ขณะที่ ECB ชะลอการลดดอกเบี้ย และ BoJ ยังปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง

ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นจากความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด และความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีการค้า รวมทั้งประเด็นความเป็นอิสระของ Fed ขณะเดียวกัน การขาดดุลงบประมาณของประเทศหลักส่งผลให้ปริมาณพันธบัตรใหม่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี จะเคลื่อนไหวในกรอบ 3.9%–4.4% ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปริมาณพันธบัตรและความเชื่อมั่นของตลาดมากกว่านโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

ทิศทางการลงทุน แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพสูง (Investment Grade) โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเครดิตมากกว่าการไล่หาดอกเบี้ยสูง เพื่อสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และให้ความคุ้มค่าต่อความเสี่ยงมากกว่าตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

ปี 2026 จะเป็นปีที่นักลงทุนต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ จึงไม่ใช่ปีของการเสี่ยงสุดตัว แต่เป็นปีของการลงทุนอย่างมีแผน มีวินัย และเข้าใจตนเองมากขึ้น ทั้งในระดับความผันผวนที่ยอมรับได้ และบทบาทของเงินลงทุนในการสร้างความมั่นคงระยะยาว ผู้ที่ปรับพอร์ตได้ทันกับโลกใหม่ จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จาก The Great Repricing มากที่สุด

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_3YG1HGG


ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Page 1 of 19
X

Right Click

No right click