×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 810

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 840

 

ภายหลังการลงนามสัญญาทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่าง TOT และ DTAC ในการใช้งานคลื่นความถี่ 2300MHz บนแบนด์วิดท์ 60 MHz เพื่อให้บริการการสื่อสารความเร็วสูงเมื่อปลายเดือนเมษายน 2561

วันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมาDTAC และ TOT ก็มาร่วมกันเปิดการทดสอบ dtac-T คลื่น 2300 MHz เริ่มด้วย 10 แห่งในกรุงเทพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในเร็วๆ นี้

เป็นก้าวสำคัญของการนำคลื่นความถี่มาใช้ อีกครั้งหนึ่ง และเป็นจังหวะที่เหมาะกับDTAC ที่จะได้คลื่นความถี่มาใช้งานเพิ่มเติมรองรับปริมาณการใช้งานด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค

 ดร. มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที  เปิดเผยว่า คลื่น 2300 MHz เคยถูกนำมาใช้งานในด้านโทรศัพท์ทางไกลชนบทเมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา การทำสัญญาร่วมกันครั้งนี้จะทำให้ DTAC และ TOT สามารถร่วมกันใช้งานคลื่นที่มีอยู่ได้ นอกจากการให้บริการในเมืองตามปกติ TOT มีแผนจะใช้งานคลื่นนี้ในการให้บริการในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายในพื้นที่ที่ประชากรเบาบาง ลดต้นทุนการเดินสายและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการได้ เป็นการนำคลื่น 2300 กลับมาให้บริการกับคนชนบทอีกครั้ง

 ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีล่าสุดของโลก 4G LTE-TDD มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเทอร์เน็ตไร้สายประจำที่ (Fixed Wireless broadband) เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมชุมชนหรือครัวเรือนต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนไทยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ที่สำคัญความร่วม มือครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทยให้ก้าวทันกับนานาประเทศตามนโยบาย รัฐบาลที่จะนำพาประเทศก้าวสู่  “ไทยแลนด์ 4.0” 

 ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือDTAC  กล่าวว่า DTACวางแผนการให้บริการคลื่น 2300 MHz ด้วยงบลงทุน (CAPEX)ปี พ.ศ. 2561 ประมาณ 15,000 – 18,000 ล้านบาท สำหรับการขยายสถานีฐานและเสาสัญญาณ โดยเมื่อหักกลบค่าใช้บริการระหว่างกันดีแทคสามารถให้ค่าตอบแทนแก่ทีโอทีเป็นจำนวน 4,510 ล้านบาทต่อปีจนถึง ปี พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ ดีแทควางแผนที่จะขยายบริการบนคลื่น 2300 MHz ไม่ต่ำกว่า 37 จังหวัดในปีนี้ โดยพื้นที่แรกที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเน้นไปที่บริเวณที่มีการใช้งานดาต้าสูง และพร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

งานนี้ DTAC เลือกใช้เทคโนโลยี  Time Division Duplex (TDD)  มาใช้ โดย TDD สามารถจัดการแบนด์วิดท์สำหรับการอัพลิงค์ และดาวน์ลิงค์บนแบนด์วิดท์เดียวได้พร้อมกันตลอดเวลา  

ลาร์ส บอกว่าTDD และ Massive MIMO คือเทคโนโลยีที่ปฏิวัติเพิ่มการรับและส่งดาต้าในแต่ละเสาสัญญาณได้มากกว่าเดิม นับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวสู่ “5G-ready” โดยคลื่นใหม่ที่จะนำมาให้บริการจะมีความจุที่มากที่สุด และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคนี้

ลาร์ส ให้ข้อมูลว่า สมาร์ทโฟนจำนวนมากกว่า 70% ที่รองรับ 4G ในขณะนี้ จะสามารถใช้งานบนคลื่นความถี่ 2300 MHz TDD ได้ และไม่เพียงแต่ผู้ใช้งานบนคลื่น 2300 MHz จะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น แต่ผู้ที่ใช้งานสมาร์ทโฟนบนคลื่น 2100 MHz ยังจะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย จากที่มีการเพิ่มคลื่นความถี่หรือ Off Load จากผู้ใช้งานบนระบบ TDD ทั้งนี้ ทำให้ลูกค้าดีแทคทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นในการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ทั้งนี้ 10 เสาแรกในไทยที่ทีโอทีและดีแทคร่วมเปิดทดสอบการใช้บริการในพื้นที่ใจกลางเมืองสำคัญของกทม ก่อนที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ลูกค้าทั่วไปเร็วๆ นี้ ได้แก่ สาทร พระราม 3 สีลม ราชประสงค์ สุขุมวิท และ เจริญกรุง

 

     ในงาน“dtac Loop: The Shapes of Data” ที่จัดขึ้นโดยดีแทค มีการยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี Machine Learning, Big Data และอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ต่อภาคธุรกิจและสังคม มานำเสนอเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีกับโลกธุรกิจและการทำงานภาคสังคม

ดีแทค หนึ่งในผู้ให้บริการด้านเทเลคอมรายใหญ่ของประเทศไทย นับเป็นองค์กรที่มีการปรับตัวได้ดีในการรับมือกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาทุกยุคทุกสมัย สำหรับการเตรียมตัวรับมือกับยุค Digital Economy ที่กำลังคืบคลานเข้ามาก็เช่นกัน ดีแทคก็มีความพร้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านของการเตรียมความพร้อมบุคลากรด้วยการนำเครื่องไม้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ มาใช้อย่างจริงจังในทุกสายงาน

นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ให้รายละเอียดว่า Digital Economy มีผลต่อทุกบริษัท ทุกอุตสาหกรรม และมีผลต่อการบริหารจัดการ HR มาก เพราะมันไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่ใครหลายคนคิด แต่มันคือเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย ดังนั้น ด้วยพื้นฐานของการเป็นอุตสาหกรรมเทเลคอมก็จะต้องถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยีอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว ปรับทัศนคติและเสริมสร้างอาวุธต่างๆ ให้กับพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามวิสัย-ทัศน์ของดีแทคในการก้าวสู่การเป็น Digital Company ภายในปี 2020 และด้วยกลยุทธ์ระยะยาวอันนี้ ก็จะมีผลต่อการจัดการงาน HR กับเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในอนาคต เราจะต้องดูแลในเรื่องของพนักงานว่าคนที่มี ใช่คนที่จะตอบธุรกิจในวันนี้และในอนาคตหรือเปล่า และคนคนนั้นมีทักษะความรู้ความชำนาญที่จะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่า กระบวนการโอเปอเรชั่นต่างๆ เอื้ออำนวยให้พนักงานเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้หรือไม่ สอดรับกับปรัชญาการทำงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราหรือเปล่า รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรว่าเอื้อต่อการเป็น Digital Company หรือเปล่า หากจุดไหนที่ยังไม่ใช่ ต้องได้รับการแก้ไข และต้องรีบปิดช่องว่างนั้นทันที

นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น ในแง่ของโครงสร้างของดีแทคก็มีดิจิทัล กรุ๊ป ส่วนในแง่ของการฝึกอบรม การที่จะเป็นบริษัทดิจิทัล จะต้องเชื่อมต่อองค์กรทั้งหมด ทั้งในส่วนที่เป็นดิจิทัลและไม่ใช่ดิจิทัลจะต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด โดยนาฏฤดีอธิบายว่า ดีแทคมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มาก จากการเน้นชีวิตการทำงานแบบดิจิทัลภายในบริษัท ปัจจุบันนี้มี Sale Application ขายสินค้าต่างๆ ของดีแทคผ่านแอปพลิเคชัน นอกจากนี้ยังนำระบบ Chatbot มาใช้ตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ของลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดการทำงานของคนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันในส่วนของการพัฒนาบุคลากรให้เตรียมพร้อมกับการแข่งขันอยู่เสมอนั้น ก็จะมีการฝึกอบรมที่หลากหลายมากขึ้น ลักษณะของการฝึกอบรมก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม จะไปเป็นในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น โดยมีสื่อกลางอย่าง Plearn Application ที่รวบรวมฟีเจอร์สำหรับพนักงานดีแทคไว้อย่างหลากหลาย ทั้งการอัปเดตข่าวสารต่างๆ นโยบายขององค์กร ตลอดจนข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับด้านทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงสามารถเรียนรู้และฝึกอบรมผ่านแอปพลิเคชันนี้ได้ด้วย

เรามี DTAC Academy และระบบฝึกอบรมในช่องทางออนไลน์ ที่พนักงานสามารถเข้าไปเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ได้ในเวลาที่สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนภาพใหญ่กว่านั้น ในแง่ของการที่ดีแทคเทเลนอร์เป็นผู้ถือหุ้นในดีแทค ก็จะมี Telenor Campus ที่จะเปิดโอกาสให้พนักงานเข้าถึงหัวข้อในการฝึกอบรมที่แอดวานซ์มากขึ้น ซึ่งออกแบบโดยสถาบันการศึกษาด้านธุรกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง INSEAD และ London Business School (LBS) มีหลักสูตรการฝึกอบรมที่ดีและทันสมัยอย่าง Design Thinking และ Aglie Methodology เป็นต้น ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กส์ของเทเลนอร์ ที่พนักงานแต่ละคนสามารถแบ่งปันเรื่องราวและกรณีศึกษาต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ดีแทคยังมีกิจกรรมภายในที่คิดขึ้นมาเป็นแคมเปญให้พนักงานรู้สึกคุ้นเคย ไม่กลัวดิจิทัล กระตุ้นให้กล้าคิด กล้าทำเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับพนักงานโดยเฉพาะเรียกว่า DTAC Ignite Incubator ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในแผนกไหน ก็สามารถที่จะคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้การบริการลูกค้าดีขึ้นทั้งภายใน ภายนอก ส่วนรูปแบบการดำเนินการก็จะมีระบบพิชชิ่ง นำเสนอไอเดียเหมือนสตาร์ตอัพ ทำงานด้วยวิถีของสตาร์ตอัพ คิดเร็ว ทำเร็ว แก้เร็ว เป็นการสนับสนุนจิตวิญญาณผู้ประกอบการให้ได้ลองผิดลองถูก โดยเราเริ่มโครงการนี้มา 2 ปีแล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงาน

วัตถุประสงค์สำคัญคือ เราต้องการสนับสนุนให้พนักงานกล้าคิดนอกกรอบ เพราะคนรุ่นใหม่อยากจะเป็นสตาร์ตอัพกันมาก แต่ถ้ามาทำงานที่ดีแทคก็จะได้มีโอกาสคิดโปรเจ็คต์ต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบแบบสตาร์ตอัพ โดยที่ไม่ต้องลงทุนเอง แถมได้เงินเดือนด้วย ถ้าไอเดียเข้าท่าและพิชชิ่งผ่าน ก็จะได้เข้าสู่กระบวนการต่อไปนั่นคือการเรียนกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ไปฝึกอบรมอย่างเข้มข้นที่สิงคโปร์ หรือนอร์เวย์ นานถึง 3 เดือน เพื่อพิชชิ่งครั้งสุดท้าย ถ้าชนะก็จะมีโอกาสจัดตั้งบริษัทและมีส่วนเป็นเจ้าของด้วย

เท่านั้นยังไม่พอเรายังมีแคมเปญ Flip It Battle แค่พลิกชีวิตก็ง่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะชีวิตของพนักงาน แต่รวมถึงชีวิตลูกค้าด้วย คิดนวัตกรรมกันใหม่ๆ โดยมีตัวแทนของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่าย ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีมผู้บริหาร ทำงานกันนาน 6 เดือน เพื่อเค้นไอเดียเด็ดๆ มาประชันกัน ไอเดียไหนที่ชนะก็จะได้นำมาใช้งานจริงๆ

นาฏฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

เนื่องจากเป้าหมายของดีแทคคือการเป็น Digital Company ฝ่าย HR ก็ต้องคิดและทำแบบดิจิทัลด้วย โดยมีแคมเปญที่น่าสนใจมากคือ ‘DTAC Coins’ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่อยู่ใน Plearn อีกที เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับองค์กร และระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกผูกพันกับองค์กรรวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มด้านผลงานให้เกิดขึ้นกับองค์กรด้วย

วัตถุประสงค์ของ DTAC Coins คือ ต้องการสร้างให้องค์กร มี Recognition Culture โดยรูปแบบการใช้งานคือจะมีคอยน์ 5,000 คอยน์ มอบให้กับผู้บริหารระดับสูง ส่วนผู้จัดการสายงานคนละ 1,500 คอยน์ ไว้แจกจ่าย ให้กับพนักงานที่ทำงานดี มีผลงานที่โดนใจ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมวัฒนธรรมในการชื่นชม โดยสามารถให้คอยน์ได้กับทีมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เฉพาะกับทีมของตัวเอง นอกจากนี้ถ้าพนักงานรับการฝึกอบรมออนไลน์ หรือเล่นเกม มีร่วมกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เช่น ซีเอสอาร์ มีสิทธิ์จะได้คอยน์ไปสะสมและนำไปแลกของรางวัลและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ และเพื่อกระตุ้นให้พนักงานอยากมีส่วนร่วม DTAC Coins จึงถูกพัฒนามาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวก ซึ่งผลตอบรับในช่วงทดสอบการใช้งาน DTAC Coins ก็พบว่าพนักงานชื่นชอบ และตื่นเต้นกันมาก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่การทำงานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรคและความท้าทายที่จะต้องเผชิญ เช่นเดียวกัน การที่ดีแทคจะก้าวเป็น Digital Company อย่างเต็มตัวได้นั้น นาฏฤดีมองว่าความท้าทายคือจะทำอย่างไรให้พนักงานไม่กลัว และไม่ต่อต้าน ด้วยการทำให้เขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องอนาคต เป็นเรื่องที่จะรอหรือเพิกเฉยไม่ได้ ใครที่ปรับตัวได้เร็ว และปรับตัวได้ดีก็จะได้เปรียบและอยู่รอด พร้อมกับชี้ให้เห็นว่าดีแทคมีตัวช่วยอะไรบ้างที่จะทำให้พนักงานก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น

คนแบบไหนที่ใช่สำหรับดีแทค

นอกจากจะมีทักษะที่ต้องการแล้ว ยังต้องมี Mindset ที่ดีแทคต้องการด้วย นั่นคือมี Disruptive DNA ซึ่งเป็นดีเอ็นเอที่เด่นชัด คือ กล้าลอง คิดต่าง และทำให้ไว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็ต้องมีความกระหายและปรารถนาในชัยชนะ จะพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่สำคัญต้องเรียนรู้ไว"

เพราะโลกนี้มีอะไรใหม่ๆ ที่เรายังไม่รู้อีกมาก โลกจะไม่น่าเบื่อ เราจะไม่ทำเรื่องเดิมๆ เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่มีสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ โลกนี้เปลี่ยนแปลงไวมาก เราไม่สามารถจะสร้างคนที่มีทักษะเฉพาะด้านได้ทัน แคนดิเดทจะต้องรู้จุดแข็งของตัวเอง พัฒนาให้เด่นชัด ก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เราต้องการคนที่เก่งบางเรื่อง ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่ต้องเก่งเรื่องนั้นมากๆ มี Passtion to Win ส่วนการทำงานจะต้องทำไป ปรับไป ถ้าไม่ใช่ก็บิดหาจุดที่ใช่และลงตัว ถ้าดีมากก็ Scale Up ถ้าไม่ใช่จริงๆ ก็หยุด ไม่ใช่เสียเวลาทำไปจนจบแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร

สำหรับคำแนะนำที่นาฏฤดีมีให้กับน้องๆ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานก็คือ ถ้าเรามีความเชื่อบางอย่างแต่ยังไม่แน่ใจ แนะนำว่าให้ลอง ถ้าคิดว่าเรามีความชอบในด้านไหน ก็ขอให้ไปใกล้ชิดหรือทดลองกับเรื่องนั้น ว่าจริงๆ แล้ว มันใช่ไหม จะได้ไม่เสียเวลา ถ้ายืนยันว่าใช่ก็จะได้เดินหน้าต่อไปให้สุดทาง แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องพลิกแพลง อาจจะต้องค้นหาและสำรวจในด้านอื่นๆ ที่แนะนำให้ลองเพราะดีกว่าที่จะคิดไปเองว่าชอบหรือใช่ พอทำจริงๆ แล้วกลายเป็นคนละเรื่อง ก็ต้องประเมินตัวเองใหม่ และถ้าเราชอบแน่ๆ แต่ยังเก่งไม่พอ ก็ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีความพยายามที่จะพัฒนาให้เก่งขึ้น

ทุกวันนี้มีทักษะใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้น ก็ต้องศึกษาค้นคว้าว่าอะไรเป็นที่ต้องการ ถ้าบังเอิญว่าตรงกับจุดแข็งของตัวเองก็ลุยเลย อย่ายึดติดกับเซ็ทของอาชีพเก่าๆ ให้มองหาทักษะใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ อะไรที่เป็นที่ต้องการมาก และรายได้งาม เพราะจะมีการแย่งชิงตัวกันสูง เช่น อาชีพที่เกี่ยวกับ Data Analysis, AI ส่วนอาชีพไหนที่จะถูก Disrupt ด้วยเทคโนโลยีก็อย่าไปทางนั้น อะไรที่มันต้องทำซ้ำๆ ที่เครื่องจักรทำได้ ที่สำคัญต้องมีความสงสัยใคร่รู้และอยากจะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนที่ทำงานแล้วก็อย่าคิดว่าสิ่งที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีว่าเราจะประสบความสำเร็จในอนาคต ต้องกล้าคิด กล้าทำอะไรใหม่ๆ อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ

 นับเป็นการร่วมมือระหว่าง 2 อุตสาหกรรม เพื่อดึงความโดดเด่นของแต่ละองค์กรให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมถึงเปิดช่องทางการตลาด  และเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต

  โดยดีแทค และ ทีคิวเอ็ม ร่วมเป็นพันธมิตรครั้งแรกด้วยแคมเปญมอบของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุข “The Gift of Happiness” มอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้ลูกค้าแบบจัดเต็มสำหรับลูกค้าของดีแทคและทีคิวเอ็มผ่านช่องทางการขายของทีคิวเอ็ม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

 ปริศนา รัตนสุวรรณศรี ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดธุรกิจโพสต์เพด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า การผนึกกำลังกันเป็นพันธมิตรระหว่างดีแทคและ ทีคิวเอ็มในครั้งนี้   เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ดีแทคเชื่อว่าความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจต่างๆที่จะช่วยนำเอานวัตกรรม สินค้าและบริการที่ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดีแทคต้องการสร้างประสบการณ์บริการดิจิทัลให้กับลูกค้า ความร่วมมือกับทีคิวเอ็มในครั้งนี้ จะมอบสิทธิประโยชน์ที่เป็นการกระตุ้นการขยายฐานลูกค้าใหม่ของดีแทคเพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นในส่วนของสิทธิพิเศษที่มีความเชื่อมโยงกันกับงานประกันภัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมทั้งยังเป็นการมอบสิทธิพิเศษ ตอบแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่ให้ความไว้วางใจใช้บริการกับดีแทคด้วยดีเสมอมา

 ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์สื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น แคมเปญมอบของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุข จึงเป็นการขยายความร่วมมือระหว่างโบรคเกอร์ประกันภัยไปสู่ลูกค้ากลุ่มสื่อสาร ซึ่งที่ผ่านมาดีแทคเป็นองค์กรหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการส่งมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าและมีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวทีคิวเอ็มและดีแทคได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่แต่ละฝ่ายจะสามารถทำได้ในแง่ของการประกันภัยและบริการจากเครือข่ายดีแทค ซึ่งมีหลายส่วนงานของทั้งสององค์กรที่สามารถเป็นพันธมิตรกันแล้วส่งมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าได้ โดยในส่วนของทีคิวเอ็มจะเป็นเรื่องของการประกันภัยในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นไฮไลท์ของช่วงเทศกาลส่งความสุขนี้ อาทิ ประกันรถยนต์ ประกันเดินทาง ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนและร่วมส่งความสุขแบบคูณสองให้ลูกค้าของทั้งทีคิวเอ็มและดีแทค

 สำหรับแคมเปญมอบของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ลูกค้าของดีแทคและทีคิวเอ็มจะได้พบกับแพคเก็จพิเศษมากมาย ได้แก่ สำหรับสมาชิก BLUE MEMBER จะได้แถม พ.ร.บ. รถเก๋งส่วนบุคคล 50 สิทธิ์ ต่อเดือน ส่วนสมาชิก GOLD MEMBER เมื่อซื้อประกันรถเก๋งส่วนบุคคลกับทีคิวเอ็มตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับแถม พ.ร.บ. ขณะที่สมาชิก SILVER MEMBER เมื่อซื้อประกันรถเก๋งส่วนบุคคลตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับโค๊ต มูลค่า 323 บาท สำหรับซื้อ พ.ร.บ.   

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในช่องทางออนไลน์ระหว่างการเดินทางของลูกค้า หากซื้อประกันเดินทางกับทีคิวเอ็มจะได้รับซิม GO! อินเตอร์ มูลค่า 399 บาท ไว้ใช้เดินทางท่องเที่ยวถึง 23 ประเทศทั่วโลก และอีกหนึ่งแพ็กเกจที่เป็นเสมือนการส่งมอบความห่วงใยไปยังบุคลากรวัยทำงานให้มีความอุ่นใจและมั่นใจตลอดการทำงานเพื่อให้ผลงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเปิดเบอร์ซิมนิคมมงคลกับดีแทค จะได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลจากทีคิวเอ็มมูลค่า 100,000 บาท ฟรี ระยะเวลา 3 เดือน

 และยังมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า TQM รับสิทธิ์พิเศษเปิดเบอร์โทรศัพท์ของดีแทคใหม่ประเภทรายเดือน รวมถึงเบอร์สวยและเบอร์มงคลที่คัดสรรมาแล้ว โดยค่าแพ็กเกจรายเดือนลดสูงสุดถึง 50% ซึ่งเป็นข้อเสนอพิเศษสุดๆ ที่ให้สำหรับลูกค้า TQM เท่านั้น นอกจากนี้ดีแทคยังแถมเน็ตความเร็วสูงสุด 3 GB ต่อเดือน นาน 3 เดือน ฟรี อีกด้วย

ทั้งนี้สิทธิพิเศษในแคมเปญมอบของขวัญในช่วงเทศกาลแห่งความสุข จะเริ่มให้บริการลูกค้าตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 60 – มิ.ย. 61 สามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง dtac reward หรือ www.tqm.co.th และช่องทางการสื่อสารทาง LINE Facebook ของดีแทคและทีคิวเอ็ม

                หกเดือนผ่านไปกับ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch5 ที่คัดเลือกจากแผนงานกว่า 500 แผนงาน สู่ 12 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ พร้อมเงินทุนทีมละ 500,000-1,500,000 บาท และการสนับสนุนเชิงพาณิชย์จากดีแทค ผ่าน Boot Camp ติวเข้มการเป็นสตาร์ทอัพจากวิทยากรทั่วโลก มาสู่วัน เดโม เดย์ ที่ให้แต่ละรายนำเสนอแผนงานกับนักลงทุนบนเวทีเพื่อระดมทุนและชิง 3 รางวัลใหญ่ และรางวัลพิเศษจากพันธมิตร

                เดโมเดย์ ปี 5 นี้เป็น 1 ใน 4 งานสำคัญของเหล่า VC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มองหาสตาร์ทอัพ ที่จะลงทุนด้วย โดยมี VC ชั้นนำจากทั่วโลกมาร่วมงาน และเป็นโอกาสที่สตาร์ตอัพจะได้รับเงินทุนและรางวัลจากการนำเสนอแผนงานกับ VC เพื่อระดมเงินทุนในระดับ Series A และ Seed Funding สตาร์ตอัพได้โชว์การพิชชิ่ง บนเวทีที่ยิ่งใหญ่ โดยประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล ดังนี้

  1. ทีม Tourkrubได้รับรางวัล Telenor Digital Winner Asia สิงคโปร์
  2. ทีม Seeksterได้รับรางวัล Web Summit 2017 กรุงลิสบอน โปรตุเกส ซึ่งเป็นงาน tech conference ที่มีผู้เข้าร่วมงานมากที่สุดในโลก กว่า 30,000 คน
  3. ทีม Indie Dishได้รับรางวัล Google Developer LaunchPad ที่ได้รับการสนับสนุนจากกูเกิล เพื่อเข้าร่วมศูนย์บ่มเพาะพิเศษ ที่สิงคโปร์

                และเซอร์ไพร์สรางวัลพิเศษเพิ่มเติมอีก 2 รางวัลจากพันธมิตร LINE ประเทศไทย และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

  1. ทีม Ricultได้รับรางวัล TechCrunch Disrupt ที่เมืองซานฟรานซิสโก จากบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นโอกาสในการไปออกบูธพบนักลงทุน และ business partner ตลอดระยะเวลา 3 วัน ที่งาน TechCrunch Disrupt จัดโดยสื่อด้าน tech & startup ที่มีผู้ติดตามมากเป็นอันดับต้นๆของโลก เป็นงานใหญ่ประจำปีของ tech crunch ที่รวมนักลงทุนระดับแนวหน้าของซิลิคอน วัลเล่ย์ มาที่งานนี้ รางวัลนี้เป็นความร่วมมือกันครั้งแรกระหว่างเมืองไทยประกันชีวิต TechCrunch's และดีแทค แอคเซอเลอเรท
  2. รางวัล Line@ Startup Pack จาก LINE API มอบรางวัลนี้ให้กับ 12 ทีมซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสตาร์ทอัพกลุ่มแรก ที่ได้เชื่อมต่อ API กับ Line

รายชื่อ 12 ทีมที่เข้าโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท  batch5 ประกอบด้วย 1.Cookly 2.Creden 3.Drivemate 4.Globish 5.Indie Dish 6.Ricult 7.ScoutOut 8.Seekster 9.Senseino 10.Shiftspace 11.Tixget 12.Tourkrub

Page 5 of 6
X

Right Click

No right click