September 28, 2020
×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 806

10 เทคนิคสร้างและขยายธุรกิจให้เติบโตด้วย Facebook

July 27, 2017 1040

ปัจจุบัน Facebook กลายเป็นช่องทางที่ผู้คนนิยมใช้ติดต่อสื่อสาร และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ข้อมูลจากผลสำรวจของ TNS ปี 2557 ระบุว่า คนไทยใช้ Facebook ถึง 27 ล้านคน และในแต่ละวันนั้นก็มีการใช้ Facebook ถึง 2.35 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่นานมากในการอยู่ในสื่อๆ หนึ่งของผู้บริโภค

ข้อมูลจาก TNS ยังระบุอีกว่า 57 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ใช้ Facebook จะค้นพบสินค้าหรือรู้จักแบรนด์ต่างๆ เป็นครั้งแรก บน Facebook, 68 เปอร์เซ็นต์ จะค้นหาข้อมูลสินค้าบน Facebook ก่อนตัดสินใจซื้อ และจำนวนถึง 48 เปอร์เซ็นต์เคยซื้อสินค้าบนเฟซบุ๊ก  ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาช่องทางในการขยายธุรกิจ

จากตัวเลขดังกล่าว จึงเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการในการใช้ Facebook สร้างโอกาสและเพิ่มยอดขาย เนื่องจาก Facebook เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกิจ ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนกระบวนการการสร้างยอดขาย ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ให้เป็นที่รู้จัก, การให้ข้อมูลสินค้า ในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นตัวอักษร, รูปภาพ, ตลอดจนคลิป VDO ที่ผู้บริโภคจะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ จนกระทั่งกระบวนการสุดท้ายคือการสั่งซื้อสินค้า ที่ผู้บริโภคก็สามารถทำได้บน Facebook เช่นกัน

ReadyPlanet จึงมีเทคนิคดีๆ 10 ข้อ สำหรับผู้ประกอบการ ในการสร้างและขยายธุรกิจผ่าน Facebook ให้เติบโตอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้

1. สร้าง Facebook Page ที่ดี

Facebook Page เปรียบเสมือนหน้าร้านของธุรกิจ ดังนั้นการสร้าง Facebook Page ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และมีช่องทางที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถติดต่อกับผู้ขายได้สะดวก ก็จะช่วยให้กลุ่มลูกค้าบนโลกออนไลน์เข้าถึงสินค้าและธุรกิจของเราได้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงการใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในหัวข้อ About อย่างครบถ้วน เช่น ที่ตั้งร้านค้า เวลาทำการ ข้อมูลติดต่อกลับ ประวัติที่มาของธุรกิจ ตลอดจนสินค้าต่างๆ ก็จะช่วยทำให้ Facebook Page ธุรกิจนั้นดูมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

2. โปรโมทร่วมกับเว็บไซต์

ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ Website Visitors ก็สามารถต่อยอดกลายมาเป็นแฟน Facebook Page ของธุรกิจได้เช่นกัน หากผู้ประกอบการโปรโมท Facebook Page ของธุรกิจร่วมกับเว็บไซต์ ด้วยการติดตั้ง Facebook Like Box และ Social Bottom ภายในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ติดตามข่าวสารต่างๆ ที่ธุรกิจอัพเดทขึ้น Facebookผ่านเว็บไซต์ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์กด Like และ Share ข้อมูลของธุรกิจได้อย่างสะดวก ซึ่งยังส่งผลให้เพื่อนของผู้เยี่ยมชมเห็นข้อมูลธุรกิจเหล่านั้นอีกด้วย

3. สร้างเนื้อหาที่ดี

เนื้อหาภายใน Facebook Page ที่ดี ช่วยเรียกความสนใจ และปฏิสัมพันธ์จากกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาพสวยๆ, คลิป Video สั้นๆ, เทคนิค เคล็ดลับดีๆ หรือโปรโมชั่นของธุรกิจ รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ธุรกิจจัดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากจะมีเนื้อหาที่ดีแล้ว ผู้ประกอบการต้องโพสต์ เนื้อหาเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ และควรเป็นในสัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป จนมองไม่เห็นสินค้าของธุรกิจ หรือไม่น้อยเกินไป จนผู้บริโภครู้สึกว่า Facebook Page นี้มุ่งเน้นขายของเพียงอย่างเดียว รวมทั้งยังต้องพยายามสรรหาเนื้อหาที่ตรงใจ ตรงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมาโพสต์

4. Service Minded หรือ จิตใจที่พร้อมบริการ คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้ดูแล Facebook Page ดังนั้นในการตอบคำถาม ข้อสงสัย หรือ comment ต่างๆ ที่ลูกค้าบนโลกออนไลน์ส่งมาใน Facebook Page ไม่ว่าจะเป็นในหน้า Page, ใต้โพสต์, ในโฆษณา, และในกล่องข้อความ (Inbox) ผู้ดูแลควรตอบอย่างสุภาพ จริงใจ ไม่แข็งทื่อ และไม่เป็นระบบมากเกินไป นอกจากนั้น ผู้ดูแลยังควรรีบข้อความต่างๆ ในทันที หรือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้พลาดการสร้างยอดขายได้

5. นำไปสู่การขาย

นอกจากข้อมูลธุรกิจ และเนื้อหาที่ดีแล้ว ผู้ประกอบการยังควรโพสต์ ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การขายตามช่องทางต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ใน Facebook Page ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ให้ลูกค้าคลิกซื้อสินค้าที่เว็บไซต์ธุรกิจ, สั่งซื้อสินค้าได้ภายในโพสต์ได้เลย หรือว่าให้ติดต่อเข้ามาผ่านกล่องข้อความ

6. ใช้ Facebook Ads ให้ถูกต้อง

เมื่อมี Facebook Page ที่ดีแล้ว สิ่งต่อมาที่ผู้ประกอบการควรทำ เพื่อทำให้แบรนด์และสินค้าของตัวเองเป็นที่รู้จักบน Facebook คือ ทำโฆษณาบน Facebook หรือ Facebook Ads เนื่องจาก โฆษณาบน Facebook นี้จะทำให้กลุ่มลูกค้าเห็นสินค้าของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก ต่างจากการโพสต์ข้อความลงบน Facebook ธรรมดา ที่กลุ่มแฟนของธุรกิจจะมีโอกาสเห็นเพียงแค่ 1-3% เท่านั้น ดังนั้นการทำโฆษณาบน Facebook จึงเป็นทางเลือกที่ดีของธุรกิจ ทั้งยังเป็นการลงทุนที่ไม่เกินกำลังของผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยอีกด้วย เนื่องจากแค่หลักร้อยก็สามารถทำโฆษณาได้แล้ว แต่ในการทำโฆษณานั้น ผู้ประกอบการจำต้องคำนึงอยู่เสมอว่า เราทำโฆษณาไปที่กลุ่มคนที่เป็นลูกค้าของธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่เว็บไซต์ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรระบุรายละเอียดกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น อายุ เพศ ความสนใจ พฤติกรรม และ Lifestyle ต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการทำโฆษณาในแต่ละครั้งจะได้มีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่ามากที่สุด

7. ใช้ฐานลูกค้าเดิมเป็นหัวเชื้อ

ข้อมูลลูกค้าที่เคยสั่งซื้อหรือสนใจสินค้า ที่ธุรกิจมีอยู่นั้น ถือเป็นหัวเชื้อสำคัญในการต่อยอดยอดขายให้กับธุรกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนำกลุ่มลูกค้าเหล่านั้นมาเป็นกลุ่มตั้งต้น ในการทำการตลาดผ่าน Facebook ด้วยเทคนิค Lookalike ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าจากการ Optimize ของ Facebook โดยตรง ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าที่ได้ จะมีความแม่นยำกว่าการที่ผู้ประกอบการซุ่มหาลูกค้าเอง เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่ได้นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มลูกค้าที่ใช่ ที่เป็นกลุ่มตั้งต้นมากที่สุด

8. Retargeting น่าสนใจเสมอ

Retargeting คือ อีกเทคนิคการทำการตลาดด้วย Facebookที่ได้ผลคุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นการทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่รู้จัก หรือ มีความสนใจในธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่ว่านั้นก็ได้จากฐานลูกค้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ข้อมูลติดต่อกลับต่างๆ ที่ลูกค้าให้ไว้ รวมทั้งข้อมูลของลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของธุรกิจ ส่งผลให้การทำโฆษณาไปยังลูกค้ากลุ่มนี้ มีโอกาสที่จะได้ยอดขายสูงกว่าการทำโฆษณายังไปกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักธุรกิจมาก่อน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการทำ Retargeting คือ การมีข้อมูลลูกค้าในธุรกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงไม่ควรละเลยการเก็บข้อมูลลูกค้าที่ได้จากช่องทางต่างๆ และจัดวางอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะได้นำมาใช้งานได้เลย

9. ทำโฆษณาให้ถูกกฎ

ใครๆ ก็ชอบคนที่ทำถูกกฎ ถูกระเบียบ Facebook เองก็เช่นกัน ดังนั้นในการทำโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้า หรือธุรกิจทุกครั้ง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าโฆษณาที่ทำขึ้นไปนั้นถูกต้องตามกฎระเบียบของ Facebook แล้ว เช่น มีตัวอักษรแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ จากพื้นที่โฆษณาทั้งหมด, ไม่มีรูปภาพ Before & After อยู่ในโฆษณา, ไม่มีคำพูดที่แสดงถึงการรับประกันการันตีต่างๆ รวมถึงไม่มีรูปที่ล่อแหลม และ ไม่ระบุในโฆษณาว่าให้ผู้บริโภคที่เห็นโฆษณานี้ Share หรือ ส่งต่อโฆษณานี้ต่อไป

10. Optimization

นอกจากจะดูแล Facebook Page, ลูกค้าที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจ และทำโฆษณาเพื่อให้สินค้าบริการเป็นที่รู้จักแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องดูแล และคอยพัฒนาให้โฆษณาของธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นไป โดยวัดจากผลลัพธ์เดิมของโฆษณาเหล่านั้น แล้วค่อยๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงชิ้นงานไปเรื่อยๆ เพื่อให้สุดท้าย การทำโฆษณาแต่ละครั้ง ธุรกิจจะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้นในจำนวนงบประมาณโฆษณาเท่าเดิม

เพียงเท่านี้การสร้างและขยายธุรกิจให้เติบโต จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากผู้ประกอบการรู้จักใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน อย่าง Facebookมาช่วยในการทำธุรกิจ และอย่าลืมนำเทคนิคเบื้องต้นไปปรับใช้ เพื่อให้ Facebook Page และทุกๆ การโพสต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น!

X

Right Click

No right click