September 25, 2020

กระเป๋าสาน ซึ่งเป็นแฟชั่นสุดคลาสสิดที่ยังคงความเป็นไอเทมฮิตที่ไม่ว่าวัยไหนๆก็ยังถือกันด้วยรูปทรงและดีไซน์หลากรูปแบบ ที่ทำให้สามารถเลือกใช้ได้ในหลายโอกาส นอกจากจะเป็นไอเทมที่มีประโยช์นมากแล้ว กระเป๋าสานยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตได้อย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

นางอุบลวรรณา แป้นดวง ผู้ซึ่งเป็น ประธานกลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตร .ชะอวด ใน .นครศรีธรรมราช ได้กล่าวว่าการทำกระเป๋าสานนั้นเป็นสินค้าหัตถกรรมที่คนในชุมชนสืบทอดวัฒนธรรมต่อกันมานับสิบปี และหลังการที่เริ่มมีการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย ทำให้มีรายได้เติบโตขึ้นถึง 20% ภายใน 2 ปี หรือคิดเป็นรายได้ถึง 100,000 บาทต่อเดือน หลังจากที่ กลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตร เข้าร่วมกับโครงการ ไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง  ของไปรษณีย์  ทางกลุ่มสตรีก็ได้รับการสนับสนุนในหลายๆทาง เช่น ช่องทางการส่งสินค้า การจำหน่ายที่กว้างขึ้น ทั้งออนไลน์และออฟไลฟ์ อาทิ ที่ทำการไปรษณีย์ ระบบอีคอมเมิร์ซชุมชน และเว็บไซต์ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท จึงทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดทั้งปี โดยทุกๆ สัปดาห์ต้องผลิตเป็นจำนวนกว่า 2,000 - 3,000 ชิ้น

ส่วนทางด้าน นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตคนไทยในทุกชุมชนและทางไปรษณีย์ไทยต้องการที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ และช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ และรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ด้วยการดำเนินงานโครงการ “ไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” โดยที่ทุกๆชุมชนจะได้การสนับสนุนในการส่งขายสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทย 5,000 แห่ง และบุคลากรคุณภาพของไปรษณีย์ไทยกว่า 30,000 ชีวิต ที่คอยสนับสนุนและอยู่เคียงข้างทุกชุมชนอย่างแข็งขัน

สำหรับผู้สนใจ กระเป๋าสานกระจูดดีไซน์เก๋ จากกลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตร อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช รวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานโครงการไปรษณีย์ไทย...เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สามารถสั่งซื้อได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ หรือเว็บไซต์และแอปพลิเคชันไทยแลนด์ โพสต์มาร์ท (www.thailandpostmart.com) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง callcenter ของ ไปรษณีย์ไทย THP Contact Center 1545 และ เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th

บริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี เปิดตัว Global Campaign “NEVER STOP” ตอกย้ำสร้าง Branding ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเติบโตทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดั่งสโลแกน “FUJIFLIM Value from Innovation” โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งไม่มีเพียงกลุ่มสินค้าทางด้านการถ่ายภาพเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้าทางด้านการดูแลสุขภาพและเครื่องมือทางการแพทย์ (Medical System) โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อมารองรับความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น

 

 

โดยเฉพาะงาน Photo Fair 2018 งานแฟร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการถ่ายภาพ สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านกล้องดิจิตอล โดยทำการเปิดตัว กล้องFUJIFILM GFX50R กล้อง Medium Format ภายใต้ Concept Passion Never Stop อีกกลุ่มหนึ่งผลิตภัณฑ์ไฮไลท์คือ Instax BNK48 Limited Edition โดยมีสมาชิก BNK48 ทั้ง11 คน ร่วมเป็นBrand Ambassador พร้อมด้วย กล้อง Hybrid Instax SQUARE SQ20 สามารถ่ายภาพเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกในกล้องอินแสตนท์ นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์มยังประกาศเป็นผู้นำทางด้านพริ้นท์ติ้ง ขยายธุรกิจการปรับเปลี่ยนร้านแล็บสีในรูปแบบใหม่ชื่อ “ฟูจิฟิล์ม โฟโต้สเตชั่น” หรือ FPS เป็นแฟลกชิพสโตร์ต้นแบบของร้านแล็บสีที่ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคดิจิตอล ปิดท้ายด้วยแคมเปญ ฟูจิฟิล์มฉลองครบรอบ 30 ปีในประเทศไทย ในปีหน้านี้จัดนิทรรศการภาพถ่ายครั้งยิ่งใหญ่สุดในเมืองไทย Photo Exhibition “Power of Print” ปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ภาพถ่ายของคุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่สร้างพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งหมดนี้จะนำมาจัดแสดงในงาน Photo Fair2018 ภายใต้ concept “Never Stop”

 

 

มร.ชิโตมุ วาตะนาเบ้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟูจิฟิล์มเปิดตัวGlobal Campaign “NEVER STOP” หัวใจหลักแคมเปญนี้คือการตอกย้ำสร้าง Branding ของฟูจิฟิล์มให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจของฟูจิฟิล์ม โดยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่เพียงกลุ่มสินค้าทางด้านการถ่ายภาพเท่านั้น ยังรวมไปถึงกลุ่มสินค้าทางด้านการดูแลสุขภาพ (Health Care) และเครื่องมือทางการแพทย์ (Medical System) โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอกย้ำแสดงให้เห็นว่าฟูจิฟิล์ม มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม และพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งสโลแกน “FUJIFILM Value from Innovation”

 

 

และในโอกาสที่ ฟูจิฟิล์มฉลองครบรอบ 30 ปี ในปีหน้านี้เราได้จัดแคมเปญ นิทรรศการถ่ายภาพที่ใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งแรกในประเทศไทย Photo Exhibition ภายใต้แนวคิด “Power of Print” ให้รูปมีความหมาย เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ภาพถ่ายของคุณจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการที่สร้างพลังครั้งยิ่งใหญ่สุด เพื่อสะท้อนภาพถ่ายที่สัมผัสได้ถึงพลัง และยังคงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจถึงคุณค่าของการบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย ในแคมเปญนี้ เราได้ Brand Ambassador คือ คุณแป้งโกะ จินตนัดดา ลัมมะกานนท์ นักร้อง นักแสดงมาร่วมส่งภาพที่มีพลังในนิทรรศการครั้งนี้ เพียงนำรูปถ่ายที่คุณชื่นชอบที่สื่อถึงพลัง Power of Printที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลยี่ห้ออะไรก็ได้ กล้อง Instaxหรือภาพจากมือถือ นำภาพไปพริ้นท์ลงบนกระดาษสีฟูจิฟิล์ม ขนาด 8x10 นิ้ว และ 8x12 นิ้วที่ร้าน Wonder Photo Shop, FUJIFLIM Photo Station หรือร้านอัดภาพที่ร่วมรายการภาพของคุณเป็น 1 ใน 5,000 ภาพกับนิทรรศการครั้งนี้ เปิดรับภาพตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 – 13 มกราคม 2562 จัดแสดงภาพถ่าย Photo Exhibition “Power of Print” จะจัดขึ้นในวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นายวาตานะเบ้ กล่าว

 

 

ฟูจิฟิล์มไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดNever Stopยืนยันในความเป็นผู้นำที่ไม่เคยหยุดยั้งตลอดเวลา

เอปสันเผยยอดขายอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์ทะลุ 30 ล้านเครื่องทั่วโลก พร้อมตั้งเป้าเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่ทำสถิติยอดขายแตะ 1.5 ล้านเครื่องภายในสิ้นปีนี้ ล่าสุดประกาศสร้างนิยามใหม่ให้กับสินค้า ภายใต้ชื่อ EcoTank เพื่อตอกย้ำการเป็นพรินเตอร์อันดับหนึ่งด้านความประหยัดและความคุ้มค่า ด้วยการเปิด ตัวพรินเตอร์แท็งค์แท้ L-series และ M-series รุ่นใหม่ จับกลุ่มองค์กรธุรกิจทุกขนาด

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการด้านการขายและการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอปสันเป็นรายแรกที่เริ่มผลิตพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้ออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2553  ซึ่งมีสินค้ารุ่น L-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้สี และรุ่น M-Series ที่เป็นเครื่องพิมพ์แท็งค์แท้ขาวดำ โดยเกือบทศวรรษที่ผ่านมาเอปสันได้พัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้นมาตลอด จนพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก จากการจำหน่ายมากกว่า 30 ล้านเครื่องใน 150 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย เอปสันยังเป็นผู้ผลิตที่มีพรินเตอร์ระบบแท็งค์แท้มากที่สุดในตลาดถึง 19 รุ่น ประกอบด้วย L-Series 15 รุ่น และ M-Series 4 รุ่น  ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณ ลักษณะการใช้งาน และปริมาณการพิมพ์ของตัวเองได้อย่างลงตัว ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ เอปสันจะเป็นแบรนด์แรกที่สามารถทำยอดขายพรินเตอร์ระบบแท็งค์แตะ 1.5 ล้านเครื่องในประเทศไทย โดยมีฐานลูกค้าในเซ็กเมนท์องค์กรธุรกิจตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่”

“ในวันนี้ เอปสันได้กำหนดนิยามใหม่ให้กับพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเราว่าเป็น EcoTank หรือ Economical Tank เพื่อตอกย้ำถึงจุดเด่นด้านความประหยัดและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ที่ต่ำที่สุดในตลาด พร้อมกันนี้เอปสันยังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ทั้ง L-Series และ M-Series ภายใต้ชื่อใหม่รวม 5 รุ่น ได้แก่  EcoTank L3110, L3150, M1100, M1120 และ M2140  โดยได้รับการออกแบบให้ชุดแท็งค์หมึกอยู่ภายในตัวเครื่อง บอดี้มีความโค้งมนและขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น  ช่วยประหยัดพื้นที่ในการวาง อีกทั้งระบบการเติมหมึกยังเป็นแบบ Spill-Free ที่ใช้แรงดันภายในขวดเพื่อช่วยป้องกันการหกของหมึก ตัดปัญหาหมึกหกเลอะระหว่างเติมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยิ่งกว่านั้นยังช่วยป้องกันปัญหาการเติมหมึกผิดสีด้วยจุกขวดที่ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างเฉพาะสีอีกด้วย”

“สินค้าใหม่ทั้ง 5 รุ่นเหมาะกับกลุ่มธุรกิจโซโหและเอสเอ็มอี ที่มีการพิมพ์งานปริมาณมากและต้องการควบคุมต้นทุนการพิมพ์ โดยชุดหมึกพิมพ์ 4 สี ของ EcoTank L-Series แต่ละชุดสามารถพิมพ์ขาวดำได้ถึง 4,500 แผ่น และพิมพ์สีได้ถึง 7,500 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 2 ปี หรือ 30,000 แผ่น ในขณะที่ชุดหมึกพิมพ์ขาวดำของ EcoTank M-Series สามารถรองรับการพิมพ์ได้ 6,000 แผ่น ภายใต้การรับประกันตัวเครื่องและหัวพิมพ์นาน 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น”

“เอปสันตั้งเป้าที่จะรุกตลาดออฟฟิศและหน่วยงานราชการที่ยังใช้พรินเตอร์เลเซอร์อยู่ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบระหว่างอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ของเอปสันกับเลเซอร์พรินเตอร์ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อิงค์เจ็ทพรินเตอร์กลับให้ความคุ้มค่าที่สูงกว่า ทั้งเรื่องต้นทุน การพิมพ์ต่อแผ่นที่ต่ำกว่า ประหยัดค่าซ่อมบำรุงและค่าไฟได้มากกว่า ดังนั้นการเปิดตัว EcoTank จึงสำคัญต่อการเดินหน้าทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยเฉพาะ EcoTank M-series ที่ออกสู่ตลาดเพื่อแข่งขันกับเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำโดยตรง ซึ่ง EcoTank M-Series ใช้หมึกประเภทพิกเมนท์ที่มีอนุภาคหมึกเคลือบด้วยเรซิน  ทำให้งานพิมพ์คมชัดและกันน้ำ คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่ากับเลเซอร์พรินเตอร์ แต่สามารถช่วยลูกค้าประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 27 เท่า และลดต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นลงได้ 16 เท่า เฉลี่ยต้นทุนการพิมพ์แผ่นละ 10 สตางค์ เมื่อเทียบกับการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับเดียวกัน  อีกทั้งหมึกพิมพ์ที่ใช้กับ EcoTank M-Series รุ่นใหม่ ยังมี 2 ขนาดให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ คือ ขนาดหมึกพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ 2,000 แผ่น และ 6,000 แผ่น ซึ่งให้ความคุ้มค่ามากกว่าโทนเนอร์ของเลเซอร์พรินเตอร์ในระดับความเร็วใกล้เคียงกัน  ที่รองรับการพิมพ์ได้เฉลี่ยเพียง 1,000 -1,600 แผ่น” นายยรรยง กล่าว

 

สินค้าไฮไลท์ในการเปิดตัวครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น M2140 พรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่นขาวดำที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์รุ่นใหม่ PrecisionCore ซึ่งขึ้นชื่อด้านความแม่นยำในการหยดน้ำหมึก สามารถให้ผลงานที่คมชัดสวยงามด้วยความละเอียด 1,200 x 2,400 dpi ให้งานพิมพ์ปริมาณมากด้วยความเร็วการพิมพ์ 20 ipm (ภาพ/นาที)  นอกจากนี้ M2140 ยังสามารถพิมพ์งาน 2 หน้าอัตโนมัติ (Duplex) ช่วยลดต้นทุนค่ากระดาษในออฟฟิศลงได้ถึง 50% รับกับเทรนด์การพิมพ์งานในออฟฟิศวันนี้ ที่มุ่งลดการใช้กระดาษ รวมทั้งยังมีโหมดการพิมพ์บาร์โค้ดที่ให้ความคมชัด ไม่ต่างจากการพิมพ์ด้วยเลเซอร์พรินเตอร์ ส่วนสินค้าใหม่อีกสองรุ่นของ EcoTank  M-Series เป็นพรินเตอร์ซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นขาวดำที่มีความ เร็วในการพิมพ์ 15 ipm ได้แก่ รุ่น M1100 และ M1120 ที่เพิ่มคุณสมบัติการพิมพ์แบบไร้สายผ่าน WiFi

สำหรับ EcoTank L-Series ทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ ได้แก่ L3110 และ L3150 เป็นพรินเตอร์มัลติฟังก์ชั่น 4 สีที่มี คุณสมบัติพิเศษในการพิมพ์ภาพไร้ขอบขนาด 4R ได้ นอกจากนั้นในรุ่น L3150 ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน WiFi และ WiFi Direct ผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์ได้มากถึง 8 อุปกรณ์

“เอปสันคาดหวังว่า EcoTank จะเปลี่ยนทัศนคติและสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อพรินเตอร์ระบบแท็งค์ในผู้บริโภค ขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เลเซอร์พรินเตอร์ เพราะขณะนี้ทั้งสินค้า L-Series และ M-Series มีประสิทธิภาพที่ทัดเทียมกับเลเซอร์พรินเตอร์ทั้งด้านความคมชัดและความเร็วในการพิมพ์ แต่ให้ความประหยัดในด้านต้นทุนการเป็นเจ้าของที่ดีกว่าพรินเตอร์ระบบแท็งค์ของคู่แข่งและเลเซอร์พรินเตอร์รุ่น Entry อื่นๆ  นอกจากนี้พรินเตอร์ระบบแท็งค์ของเอปสันยังมีความทนทานสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่เอปสันเหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งมาโดยตลอด  ดังนั้นเอปสันจึงกล้าที่จะนำเสนอการรับประกันสินค้านานกว่าเลเซอร์พรินเตอร์ โดยเฉพาะในรุ่น EcoTank M-Series ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาการรับประกันนานถึง 4 ปี หรือ 50,000 แผ่น แต่ขณะที่เลเซอร์พรินเตอร์รับประกันเพียง 3 ปีเท่านั้น” นายยรรยง กล่าวสรุป

บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต (INET) ร่วมมือกับบริษัท เน็ตแอพ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว INET S3 Service บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่บริหารจัดการระบบด้วยเทคโนโลยีระดับโลก แบบออบเจ็กต์ (Object-Based Storage) สามารถจัดเก็บไฟล์และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างในระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยธุรกิจดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น ช่วยลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการบนระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ISO 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับความเป็นส่วนตัวและการปกป้องข้อมูลที่จะใช้กับผู้ให้บริการคลาวด์ 

 

นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน บริการจัดเก็บและบริหารข้อมูลบนคลาวด์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ไอเน็ตเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการด้านคลาวด์ในหลายๆ รูปแบบ  โดยพันธมิตรที่สำคัญที่ให้ความร่วมมือพัฒนาธุรกิจคือ เน็ตแอพ บริษัทชั้นนำในการจัดการและบริหารข้อมูลระดับโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางโครงสร้างการทำงานและสามารถบริหารจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริการ INET S3 Service ถือเป็นอีกขั้นของความร่วมมือล่าสุดเพื่อสร้างและต่อยอดบริการคลาวด์ของไอเน็ตได้เป็นอย่างดี สร้างทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าไอเน็ต ที่กำลังมองหาบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อทันต่อการแข่งขันของธุรกิจในโลกปัจจุบัน ทั้งนี้ เน็ตแอพได้สนับสนุนเราด้วยเทคโนโลยีชั้นนำที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการบริหารงานหลังบ้านอย่างครบวงจรทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลในดาต้าเซ็นเตอร์ของไอเน็ตด้วยดีตลอดมา

และด้วยวิสัยทัศน์ของ INET ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีคลาวด์แพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ “One Platform” ในการเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้ทุกภาคส่วนเกิดประโยชน์จากการใช้งานแพลตฟอร์มกลางและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โดยเน้นให้ผู้ใช้งานมีความเชื่อมั่นในการใช้งานผ่าน “One ID” ที่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ โดย One ID จะประกอบด้วยบริการอีเมล mail.one.th บริการแชท และบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันเราใช้ เทคโนโลยี S3 เป็นตัวรันข้อมูล  

และทางไอเน็ตยังมีการใช้เทคโนโลยี S3 ของเน็ตแอพ ในการให้บริการด้าน e-Tax Invoice หรือ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” คือ ใบกํากับภาษีที่ถูกปรับรูปแบบจากที่เคยเป็นกระดาษ ไปเป็นข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร และตามมาตรฐาน ISO 27018 ในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะสอดคล้องตามกฎหมาย GDPR (The General Data Protection Regulation) กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป ด้วย”

นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ กล่าวว่า “เน็ตแอพและไอเน็ตเรามีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไอเน็ตได้เข้าร่วมโครงการ NetApp-Cloud Service Provider Program  ในระดับแพลตตินั่ม และใช้เทคโนโลยีของเน็ตแอพพัฒนาบริการคลาวด์เซอร์วิสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น INET - VM as a Service, Private Cloud Service, Active-Active Data Center   จนถึงปัจจุบันที่ไอเน็ตเพิ่มพูนการให้บริการสู่ INET S3 Service ที่ใช้นวัตกรรม NetApp Flash Technology และ Object-Based Storage พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงบนคลาวด์ ด้วยมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบ S3 ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและถือเป็นมิติใหม่ของการให้บริการคลาวด์  เพื่อสอดรับกับความต้องการการใช้งานดาต้าขององค์กรธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย  ปรับเปลี่ยนและพร้อมไปสู่ Digital Transformation”

INET S3 Service อยู่ภายใต้บริการ INET FlexPod Cloud คลาวด์โซลูชั่นระดับเวิลด์คลาส ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการระดับโลกในการพัฒนาโซลูชั่นการให้บริการคลาวด์ของไอเน็ต โดย INET S3 Service เป็นบริการในส่วนของพื้นที่่ Cloud Storage เพื่อเก็บข้อมูลและใช้งานข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน Protocol S3 ที่มีระบบการเข้ารหัส (encryption) และระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่า  เหมาะสำหรับการใช้เก็บ Log file ต่างๆ ไฟล์เอกสาร เช่น Word, Excel, PowerPoint, PDF, Image File, ไฟล์ Multimedia, ไฟล์ที่ต้องการการเข้าถึงแบบเรียงลำดับ (Sequential) รวมถึงการใช้ Backup ข้อมูลที่ต้องการเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน

 

บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกา CASIO G-SHOCK อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เผยโฉมนาฬิกาไฮไลท์ 4 รุ่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ GMW-B5000KL (Full Metal x kolor), MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA”, GRAVITYMASTER GR-B100 และ PRO TREK WSD-F20A พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน ‘เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018’ เซ็นทรัล ชิดลม มหกรรมเรือนเวลาแห่งภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 20 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 

เริ่มต้นความพิเศษในงานด้วยนาฬิกา GMW-B5000KL (Full Metal x kolor) นาฬิกาจาก G-SHOCK 5000 Series รุ่น Full Metal ใหม่ล่าสุด ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 35 ปีของ G-SHOCK ด้วยตัวเรือนที่ทำจากวัสดุแสตนเลสสตีล และหน้าปัดเหลี่ยมทรงคลาสสิคที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบรุ่น ORIGINS ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1983 พร้อมดีไซน์สไตล์สตรีท ลักซ์ชัวรี่ ที่เท่ห์แบบไร้กาลเวลา

นาฬิกา GMW-B5000KL (Full Metal x kolor) เป็นรุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ kolor แบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากแดนญี่ปุ่น โดยผลิตเพียง 700 เรือนทั่วโลกเท่านั้น โดดเด่นด้วยด้วยตัวเรือนและองค์ประกอบสีทอง ที่ตัดกันอย่างลงตัวกับสายเรซิ่นสีดำ ให้อารมณ์ความหรูหราและสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ kolor ที่เป็นที่รู้จักในด้านการใช้วัสดุที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ นาฬิกา GMW-B5000KL ยังมาพร้อมกับความพิเศษด้วยอักษรสลัก G-SHOCK 35th anniversary บนฝาหลังตัวเรือนและสลักโลโก้ kolor บนที่เก็บสายนาฬิกาอีกด้วย 

ในแง่ของคุณสมบัติ GMW-B5000KL เสริมฟังก์ชั่น Connected Engine ที่เชื่อมต่อเวลาเซิร์ฟเวอร์กลางผ่านทางสมาร์ทโฟนและสัญญาณวิทยุเวลา โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อนาฬิการุ่นนี้ผ่านแอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected บนสมาร์ทโฟน ให้สามารถใช้งานได้สะดวกและง่ายต่อการตั้งค่ายิ่งขึ้น เช่น การตั้งเวลามาตรฐานโลกและฟังก์ชั่นตั้งปลุก เป็นต้น ทั้งยังให้ความเที่ยงตรงเหมาะสำหรับทุกการใช้งานทั่วทุกมุมโลก

GMW-B5000KL (Full Metal x kolor)

 

รุ่นไฮไลท์อีกรุ่นที่พลาดไม่ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิของ G-SHOCK ได้แก่ MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA” ที่ส่งตรงจากงานนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก “บาเซิลเวิลด์ 2018” (Baselworld 2018) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ MRG-G2000HA เป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาตระกูลกันกระแทกอันโด่งดัง MR-G (Majesty Reality G-SHOCK) ด้วยแรงบันดาลใจและชื่อรุ่นจาก tetsu-tsuba ("การ์ดมือเหล็กซามูไร") ที่สร้างขึ้นจากฝีมือและความปราณีตของช่างดาบญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยนาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ได้ถูกผลิตมาเพียง 350 เรือนทั่วโลก และประเทศไทยได้นำเข้ามาให้สาวก G-SHOCK ได้ครอบครองเพียง 5 เรือนเท่านั้น

MRG-G2000HA ใช้เทคนิคการลงสีแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคการเคลือบ AIP® (Arc Ion Plating) แบบใหม่ ที่ช่วยดึงความสวยงามของโลหะสีม่วงเข้ม ‘มูราซากิ-กาเนะ (Murasaki-gane) และวัสดุทองแดง ‘ซูอากะ' (Suaka) ที่ใช้ในงานหัตถกรรมญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างและสง่างาม ตัวนาฬิกาเสริมด้วยโมดูล Connected Engine 3-Way ซึ่งเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่ออัพเดตข้อมูลของนาฬิกาโดยอัตโนมัติ รวมถึงเวลา เวลาออมแสง (DST) และการเปลี่ยนแปลงโซนเวลา ซึ่ง MRG-G2000HA เป็นนาฬิกา MR-G ที่สามารถผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างสวยงามและลงตัวอย่างไร้ที่ติ 

นอกจาก MRG-G2000HA แล้ว ภายในงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018  G-SHOCK ยังได้นำอีกหนึ่งรุ่นจากซีรี่ยส์ MR-G มาจัดแสดง ได้แก่รุ่น MRG-G2000CB ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘คูโรโซเนะ’ (Kurozonae) หรือกองกำลังทหารพิเศษของญี่ปุ่นในสมัยโบราณ ซึ่งสวมใส่ ‘Black Guard’ หรือชุดเกราะสีดำ ถ่ายทอดออกมาเป็นนาฬิกา MRG-G2000HA ที่ทำด้วยโลหะสีดำล้วนทั้งเรือน สื่อถึงความแข็งแกร่งและอำนาจ พร้อมด้วยวัสดุ COBARION® อัลลอยโคบอลต์ที่พัฒนาในญี่ปุ่น แข็งแกร่งเป็นสองเท่าของสแตนเลสสตีล แต่ให้ประกายแวววาวเทียบเท่ากับแพลตทินัม และยังมีระบบ Bluetooth® และ GPS ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมโดยคลื่นวิทยุ โดยทาง เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 10 เรือนเท่านั้น

อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์ที่ออกแบบมาเพื่อนักบินและผู้ที่หลงใหลในการเดินทางโดยเฉพาะได้แก่ GRAVITYMASTER GR-B100 จากซีรี่ยส์ GRAVITYMASTER ที่ยึดถือหลักการสำคัญสำหรับอาชีพนักบินเป็นหลัก นั่นก็คือความเชื่อมั่นและการตรงต่อเวลา ด้วยระบบ Bluetooth® เพื่อการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนแบบไร้สายสำหรับเวลาที่เที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเวลาออมแสง หรือการเปลี่ยนแปลงเวลาในเขตต่างๆ ของโลก ทั้งนี้ นาฬิกา GR-B100 รุ่นใหม่ล่าสุดยังได้เสริมฟังก์ชั่นการนับถอยหลังเวลา ซึ่งให้คุณสามารถนับถอยหลังไปถึงวันและเวลาที่ระบุได้แม่นยำถึงวินาทีที่แน่นอน พร้อมกำหนดป้ายกำกับเหตุการณ์นั้นๆด้วย นอกจากนี้ นาฬิกา GR-B100 ยังมีฟังก์ชั่นบันทึกเที่ยวบินสำหรับการบันทึกข้อมูล เวลา และสถานที่ ด้วยความสามารถในการแสดงจุดที่ตั้งและเส้นทางการบินจากบนแผนที่ภายในแอพพลิเคชั่นได้

ในส่วนของการดีไซน์ นาฬิกา GR-B100 ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบหน้าปัดจากหน้าปัดของเกจ์ (Gauge) ต่างๆ ในค็อกพิทเครื่องบิน โดยเข็มชั่วโมง นาที และดัชนีได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมปุ่มด้านข้างหกปุ่มสำหรับการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างสะดวกสบาย เหมาะแก่การใช้งานในชั่วโมงเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ หน้าปัดนาฬิกายังมีหน้าจอ LCD ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ ซึ่งเอื้อต่อการอ่านข้อความและข้อมูลตัวเลข เช่น เวลาและป้ายกำกับเหตุการณ์ที่ป้อนจากภายในแอพพลิเคชัน

ทั้งนี้ GRAVITYMASTER GR-B100 มีให้เลือกถึง 3 รุ่น ได้แก่ GR-B100-1A2 สีฟ้า, GR-B100-1A3 สีเขียว และ GR-B100-1A4 สีส้ม  

GRAVITYMASTER GR-B100 ด้วย 3 สีอันโดดเด่น

 

นาฬิกาไฮไลท์รุ่นสุดท้ายจากเครือผลิตนาฬิกาชั้นนำ CASIO ที่ CMG ได้นำมาเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่แรกที่เดียว ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ได้แก่ PRO TREK Smart WSD-F20A นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับกิจกรรมเอ้าท์ดอร์อย่างแท้จริง ด้วยความทนทานที่รับรองโดยมาตรฐานทหาร (US Military Standard) และหน้าจอ Dual-Layer ที่ให้คุณเลือกตั้งค่าระหว่างจอสีและจอขาว-ดำได้ เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ขณะผจญภัย นอกจากนี้ นาฬิกา PRO TREK Smart WSD-F20A รุ่นใหม่ยังใช้เทคโนโลยี GPS และแผนที่สีที่ใช้พลังงานต่ำ ซึ่งสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ และถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ที่ไม่มีบริการโทรศัพท์มือถือ โดดเด่นด้วยสีคราม Indigo Blue

PRO TREK Smart WSD-F20A

 

พิเศษสุด สำหรับงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ลูกค้าที่ซื้อนาฬิกา MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA” จะได้รับบัตรกำนัลอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเซะ ฉบับต้นตำรับญี่ปุ่นแท้จำนวน 2 ท่าน จากร้าน GINZA SUSHI ICHI มูลค่า 11,770 บาท นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ณ บูธ G-SHOCK จะมีกิจกรรมประเพณีชงชาญี่ปุ่นอันเก่าแก่ ‘ซะโด’ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้ลิ้มลองและร่วมสัมผัสอีกแง่มุมของ G-SHOCK ที่ผสมผสานความแม่นยำ เที่ยงตรง หล่อหลอมไปกับขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศญี่ปุ่นที่สวยงามและพิถีพิถันได้อย่างไม่มีที่ติ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-SHOCK รุ่น GMW-B5000KL (Full Metal x kolor), MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA”, GRAVITYMASTER GR-B100 และ PRO TREK WSD-F20A รวมถึงนาฬิกา G-SHOCK รุ่นอื่นๆ สามารถเข้าชมได้ที่งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ณ เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 บูธ CASIO G-SHOCK ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 หรือผ่านทางเว็บไต์ www.casio-cmg.com และ Facebook: Casio Watches Thailand

 

Page 3 of 4
X

Right Click

No right click