×

Warning

JUser: :_load: Unable to load user with ID: 7637

ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอลส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร และงานวิจัยพัฒนาในมาตรฐานโลก นำไทยก้าวสู่สังคมดิจิทัล  สำเร็จรับปริญญามหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา

ผศ. ดร. สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดี  มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University: CMU) ประเทศสหรัฐอเมริกา และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดรับสมัครหลักสูตรระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยบัณฑิตที่จบการศึกษาจะได้รับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ประเทศสหรัฐอเมริกา

“ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้จัดให้มีกิจกรรม CARNEGIE MELLON- KMITL PROGRAM OPEN HOUSE: MEET THE ELECTRICAL & COMPUTER ENGINEERING ADMISSION CHAIR ขึ้น เพื่อให้นักศึกษา และผู้ที่สนใจสมัครได้รับฟังแนวทางการสมัครอย่างไรให้สำเร็จสูงสุด แล้วเรายังเปิดโอกาสให้พบและพูดคุยกับผู้แทนที่ดูแลการรับสมัครคัดเลือกนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Electrical and Computer Engineering Program Admission Chair)   นอกจากนี้ผู้เข่าร่วมสัมมนายังสามารถสอบถามเรื่องโอกาสรับทุนเพื่อศึกษาต่อจากตัวแทนของบริษัท เช่น ไทยเบฟ  เบทาโกร และบริษัทอื่นๆ ที่เข้าร่วมโปรแกรม และสุดท้ายเรายังมีเผู้เชี่ยวชาญที่มาให้คำปรึกษาในเรื่องการเตรียมตัวสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน การเตรียมความพร้อมในกการสอบ GRE TOEFL และการเตรียมเอกสารการสมัครต่างๆ อีกด้วย” ผศ. ดร. สุพันธุ์  กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน CARNEGIE MELLON- KMITL PROGRAM OPEN HOUSE: MEET ADMISSION CHAIR ได้ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 - 12.30 น ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรม เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 085-878-5000 หรือ LINE ID: @cmkl และลงทะเบียนได้ที่ https://www.info.cmkl.ac.th/cmu-kmitl-openhouse

สสว. จับมือ ISMED  จัดงานสัมมนา SME Digital Transformation 4.0 เพื่อให้ความรู้แก่โค้ช เป็นครั้งแรกในการเป็นพี่เลี้ยง SME ให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 ด้วยดิจิทัล ตั้งเป้าระยะ 3 ปีแรก จะพัฒนาโค้ชให้ได้ถึง 2,200 คน

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า  หลังจากที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED เปิดตัว โครงการปฏิบัติการเร่งเครื่อง SME สู่ 4.0 Train the Coach: Accelerator 4.0 ซึ่งเป็น 1 ใน 9 มาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อการยกระดับเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสู่ยุค 4.0  โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโค้ชหรือที่ปรึกษาด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี

สสว. จึงจัดงานสัมมนา SME Digital Transformation 4.0  และจัดกิจกรรม จุดประกายแนะแนว (Executive - Trigger Camp) : พลิกเกมธุรกิจ ภายใต้โครงการ Train the Coach โดยศูนย์ให้บริการเอสเอ็มอีครบวงจร (OSS) ของ สสว. เป็นการเปิดตัวกลุ่ม Biz Transformer ผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ และแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการได้เห็นภาพทัศน์ใหม่ๆ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคอุตสาหกรรม 4.0 หรือยุคดิจิทัล จนนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์  พันธกิจ และยุทธศาสตร์ ในการปรับเปลี่ยนแปลงองค์กร กระบวนทัศน์ อันจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เกิดขึ้นกับ SME ในแต่ละสาขาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

Trigger Camp ดาวกระจาย คือ การจัดฝึกปฏิบัติให้กับโค้ช  โดยเชิญ SME กับโค้ชตามพื้นที่มาประชุมร่วมกัน และฝึกปฏิบัติ มีศูนย์ OSS นำร่องจำนวน 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ OSS เชียงใหม่ ศูนย์ OSS สุพรรณบุรี  ศูนย์ OSS ชลบุรี  ศูนย์ OSS นครราชสีมา  ศูนย์ OSS กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมฝึกปฏิบัติด้วย สำหรับที่ปรึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้รับการพัฒนาทักษะ  สมรรถนะ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่จำเป็นต่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจ ยุค 4.0 ในระบบออนไลน์ เพื่อให้ที่ปรึกษาสามารถช่วยเอสเอ็มอีขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปฏิบัติการเร่งเครื่อง SME สู่ 4.0 (Train the Coach: Accelerator) เป็นโครงการที่พัฒนาโค้ชหรือที่ปรึกษาด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วย SME ให้มีความพร้อมและสามารถพัฒนาธุรกิจให้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 ได้ ดังนั้น หาก SME ขาดผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลง และธุรกิจก็ยังคงดำเนินไปภายใต้กรอบความคิดเดิม ธุรกิจจะเสียโอกาสจากการพัฒนาการใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผู้แข่งขันรายเล็กสามารถแข่งขันได้ไม่แพ้รายใหญ่ และกลายเป็นผู้ล้าหลัง ไม่สามารถแข่งขันได้ในที่สุด โค้ชที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ทันกับสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุค 4.0 ” นายสุวรรณชัย กล่าว

กิจกรรม Train the Coach มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นสู่ยุค 4.0 เพื่อการสร้างระบบที่ปรึกษา  พัฒนาทักษะองค์ความรู้ที่จำเป็นให้ที่ปรึกษา และการใช้ประโยชน์ที่ปรึกษาที่สอดรับกับความต้องการของผู้ประกอบการ

โดยเป็นการสร้างระบบฐานข้อมูลที่ปรึกษาด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยี ที่มีการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในการแก้ไขปัญหา หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจด้วยเทคโนโลยี อีกทั้งยังมีความสะดวกในการเลือกสรรที่ปรึกษามาใช้ในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ตามความเหมาะสมกับปัญหา หรือตามความต้องการของผู้ประกอบการ โดยจะมีการสร้าง Platform ที่แยกตามหมวดหมู่ให้ผู้ใช้สามารถสืบค้น และเข้าถึง โค้ช ได้ง่ายขึ้นด้วย  โดยตั้งเป้าหมายจะผลิตโค้ชใน 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ปรึกษา BIZ Mentor  เป็นที่ปรึกษาธุรกิจทั่วไป จะเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาธุรกิจทั่วไป และปูทาง SME สู่ ยุค 4.0 กลุ่มที่ 2 เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือเทคนิคเฉพาะด้าน เราเรียก ชื่อ Tech Expert  และกลุ่มที่ 3 เป็นผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เราเรียก BIZ Transformer เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้ ผู้ประกอบการ SME ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ในโลกธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการเร่งเครื่อง SME สู่ 4.0 กลุ่ม Biz Mentor และ Tech Expert จะต้องมีประสบการณ์ในการให้บริการปรึกษาแนะนำไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้นๆ ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือมีจำนวนกิจการที่ให้บริการปรึกษาแนะนำไม่น้อยกว่า 25 กิจการ หรือไม่น้อยกว่า 100 Man-day

สสว. ตั้งเป้าที่จะผลิตโค้ช ทั้ง 3 กลุ่ม ให้ได้ 1,570 คน ในปีแรก  และจะมีดำเนินการต่อเนื่องในปีที่ 2 และ 3 ในเบื้องต้น ตามเป้าระยะ 3 ปี แรก จะพัฒนาโค้ชให้ได้รวม 2,200 คน และจะร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรกว่า 20 หน่วยงาน ในการสรรหา และคัดเลือกที่ปรึกษาเข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้บริการผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 10,000 ราย ผ่านโครงการต่างๆ ของภาครัฐ และภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.thesmecoach.com

ผู้แทนจากบริษัทเทสโก้ ประเทศอังกฤษ โดย นางสาววิคตอเรีย แครี่ (ที่ 5 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค และนางสาวเอมม่า ฮันท์เล่ย์ (ที่ 4 จากขวา) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนา เข้าเยี่ยมชมโครงการเพื่อความยั่งยืน ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (จำกัด) มหาชน หรือ ซีพีเอฟ ประกอบด้วยศูนย์การเรียนรู้ปลูกป่าชายเลน วิสาหกิจชุมชน และแปลงปลูกต้นโกงกาง  โครงดังกล่าว ซีพีเอฟ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และชุมชน ในการจัดกิจกรรมและโครงการทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “3 เสาหลัก สู่ความยั่งยืน” ของซีพีเอฟ ประกอบด้วย อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งชุมชนประแสนับเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์เป้าหมายขององค์กรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ นายวัฒนา สิงหสรรพ (ซ้ายสุด) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด และทีมธุรกิจการค้าต่างประเทศ ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้

เอสซีจี เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ล่าสุดเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 29 ใน PT Catur Sentosa Adiprana Tbk (CSA) ซึ่งเป็นธุรกิจชั้นนำของอินโดเซีย ที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่สำหรับสินค้าเกี่ยวกับบ้านและวัสดุก่อสร้าง ในชื่อ Mitra10 ซึ่งเปิดดำเนินการอยู่จำนวน 27 สาขาในเมืองหลักส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้งธุรกิจกระจายสินค้าที่มีเครือข่ายร้านค้าปลีกสำหรับสินค้าวัสดุก่อสร้างมากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เอสซีจีสามารถขยายฐานธุรกิจในตลาดอินโดนีเซียที่กำลังเติบโตและเป็นตลาดขนาดใหญ่อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ของเอสซีจีในอินโดนีเซีย

สำหรับธุรกรรมดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 1,035 พันล้านรูเปีย หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ซึ่งการเข้าถือหุ้นดังกล่าว เอสซีจีจะดำเนินการผ่านบริษัทเอสซีจี รีเทลโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่เอสซีจีถือหุ้นทั้งหมด โดยเป็นการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีขนาดของรายการเท่ากับร้อยละ 0.41 ของมูลค่าของสินทรัพย์รวมตามงบการเงินรวมของเอสซีจี สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2561 โดยเมื่อรวมกับรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่มีการเข้าทำรายการนี้จะเท่ากับร้อยละ 4.84

ทั้งนี้ CSA เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียในชื่อย่อหลักทรัพย์ “CSAP.JK” ที่ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่สำหรับสินค้าเกี่ยวกับบ้าน โดยในปี 2560 CSA มียอดขายรวมประมาณ 23,700 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวมมูลค่า 12,000 ล้านบาท

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและกลางย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า  เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี สสว. ได้ร่วมมือกับ องค์กรความร่วมมือเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สาธารณรัฐเกาหลี  ( Small & Medium Business Corporation )  หรือ SBC จัดงานเสวนา เรื่อง “ สตาร์ทอัพฟอรัม: บทเรียนจากความสำเร็จของสตาร์ทอัพเกาหลี ” เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ Startup ของไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และองค์ความรู้จาก Startup ของเกาหลีที่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานส่งเสริม startup ของไทยได้เรียนรู้การดำเนินการและระบบการส่งเสริม Startup ของ Youth Startup Academy ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ของเกาหลีภายใต้ SBC เนื่องจากการส่งเสริม startup ของเกาหลีได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน Best Practice ในเอเปค จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดตั้ง National Startup Center ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่ สสว. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล

X

Right Click

No right click