November 18, 2019

Event

  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในเดือนตุลาคม 2018 และปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2018 และ 2019 ลดลงเป็น 3.7% ทั้งสองปีจากประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ระดับ 3.9% จากการที่หลายกลุ่มประเทศมีการขยายตัวน้อยกว่าที่คาด ประกอบกับความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้า

Analysis

  • IMF ปรับลด GDP ของเศรษฐกิจโลกจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสงครามการค้า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจรายประเทศ และภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (รูปที่ 1) การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักปี 2018 ถูกปรับลดลงโดยเฉพาะในยูโรโซนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EM) สำหรับประมาณการการเติบโตในปี 2019 สหรัฐฯ และจีนจะขยายตัวราว 2.5% และ 6.2% ตามลำดับลดลงจากประมาณการรอบก่อน 0.2% ทั้งสองประเทศจากผลของสงครามการค้า ในขณะที่ยูโรโซนและญี่ปุ่นจะขยายตัวราว 1.9% และ 0.9% ตามลำดับ (รูปที่ 2) สำหรับการขยายตัวของกลุ่มประเทศ EM ทั้งในปี 2018 และ 2019 มีทิศทางแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ EM เอเชียจะเติบโตได้ค่อนข้างดีราว 6.5% และ 6.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกถูกปรับลดลงเหลือ 4.2% (ลดลงจากรอบก่อน 0.6%) ในปี 2018 และ 4% (ลดลงจากรอบก่อน 0.5%) ในปี 2019 ตามลำดับ สะท้อนผลกระทบจากสงครามการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM ถูกปรับลงในปีหน้า เนื่องจากจีน บราซิล เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ถูกปรับ GDP ลง และกลุ่มประเทศ EM ที่มีความเปราะบางสูง อาทิ ตุรกี อาร์เจนตินา กำลังประสบวิกฤตค่าเงินและมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมกันนี้ ภาวะการเงินโลกที่จะตึงตัวขึ้นจากดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศที่เข้าสู่ช่วงขาขึ้น (รูปที่ 3) และผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผล จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

 

  • IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 จากมาตรการกีดกันการค้า  โดย IMF คงประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2018 ขยายตัวที่ 2.9% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการกระตุ้นนโยบายการคลังส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเกินกว่าศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ถูกปรับลดลงเป็น 2.5% (จากเดิม 2.7%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากมาตรการกีดกันการค้า จากล่าสุดที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนได้ตอบโต้กลับ หลังปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อผลของนโยบายการคลังหมดลงและนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ

 

  • เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดย IMF ปรับการเติบโตเศรษฐกิจจีนในปี 2019 ลดเหลือ 6.2% (จากเดิม 6.4%) จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับการควบคุมภาคธนาคารเงาและระดับหนี้ในบางภาคส่วนจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอลง โดยตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจล่าสุด อาทิ การบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ในขณะที่ การส่งออกจะเริ่มชะลอตัวชัดเจนในปี 2019 เนื่องจากภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่สหรัฐฯ เรียกเก็บมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะถูกปรับอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2019 นอกจากนี้ เงินหยวนยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่อาจลดลงและความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

  • กลุ่มประเทศ EM เฉพาะในภูมิภาคเอเชียยังมีปัจจัยพื้นฐานโดยรวมแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงต่อการเติบโตเพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM เอเชียยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ดี สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN-5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยจาก 5.3% ในปี 2018 เป็น 5.2% ในปี 2019 อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบสงครามการค้า ภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นจากการที่ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผนวกกับวิกฤตการเงินในตุรกี อาร์เจนตินา จะยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศ EM และยังอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศ EM เอเชียได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศ EM เอเชียที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลังสูงต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย ที่เริ่มประสบปัญหาภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่า

 

  • สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีนโดยผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในปีหน้าโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจจีน IMF ได้คาดการณ์ผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 10% และ 25% ตามลำดับ การขึ้นภาษีนำเข้า 25% ในสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภาษีนำเข้า 10% ในสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ และจีนซึ่งตอบโต้ในมูลค่าที่เท่ากัน ยกเว้นรอบล่าสุดที่จีนขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 7% ในมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนจะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าชัดเจนในปี 2019 จากประมาณการของ IMF นอกจากภาษีนำเข้าปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้แล้ว หากคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้า 25% บนสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลือ 2.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมมูลค่าสินค้าจีนที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนมีการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ทั้งหมดที่จีนสามารถทำได้ราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลกระทบสงครามการค้าจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนในปี 2019 มีแนวโน้มชะลอลง 0.2% และ 1.16% ตามลำดับ และในปี 2020 จะมีแนวโน้มลดลง 0.27% และ 0.95% ตามลำดับ

Implication

  • มุมมองของอีไอซีต่อเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับประมาณการใหม่ของ IMF โดย IMF ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน ซึ่งในปี 2018 เพิ่มขึ้นเป็น 4.6% จาก 3.9% และในปี 2019 ขึ้นเป็น 3.9% จาก 3.8% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยอีไอซีที่ระดับ 4.5% และ 4.0% ในปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวตามประมาณการใหม่ของ IMF สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมิน โดยไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม ASEAN-5 ที่ IMF ปรับประมาณการเพิ่มขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า IMF จะมองว่าการเติบโตของไทยอาจชะลอลงบ้างในระยะข้างหน้า แต่อัตราการเติบโตในระดับดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า (2013-2017) ที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.8% ต่อปี เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไทยควรจับตาผลกระทบและความเสี่ยงจากปริมาณการค้าโลกที่ IMF ประเมินว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปีหน้า จากสาเหตุของการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและสงครามการค้า รวมถึงผลกระทบของนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจไทยยังต้องจับตาผลกระทบทั้งในเชิงบวก เช่น การย้ายฐานการผลิตของธุรกิจจีนเข้ามาไทย และผลกระทบเชิงลบ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการค้าโลกหากสงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้น

 

  • ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อีไอซีมองว่าภาระหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและการเงินที่ตึงตัวขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจทำให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน การเคลื่อนไหวของค่าเงินที่รุนแรง และเงินทุนไหลเข้าที่ชะลอตัวลงของกลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าจุดเปราะบางที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ภาระหนี้สิน เนื่องจากในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น สภาพคล่องที่ลดลง ทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงจากเรื่องภาวะหนี้สูงขึ้น จากข้อมูล Institute of International Finance (IIF) พบว่า หนี้ต่อ GDP ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ภาคธุรกิจและหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา และจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและหากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยนั้นยังแข็งแกร่ง เนื่องจากในปี 2017 ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 11% ต่อ GDP เงินทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 3 เท่า และมีหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศค่อนข้างต่ำหากเปรียบเทียบกับในกลุ่มประเทศ EM ด้วยกัน

โดย :

ทีมเศรษฐกิจมหภาค (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.)

Economic Intelligence Center (EIC)

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

EIC Online: www.scbeic.com

 

 

 

 

ใครจะซื้อบ้านเชิญทางนี้ สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์  บอสหญิงคนเก่งค่ายพฤกษา ปล่อยโปรแรงกระตุ้นยอดปลายปี Pruksa 25th year Big Sale Ever” ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่  มูลค่ารวมกว่า 200 ล้าน!!! งานนี้ยกทัพบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโด 165 โครงการทั่วประเทศเข้าร่วมรายการ  พบกับโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษสุดเร้าใจที่รับรองว่าไม่เคยมีมาก่อน เฉพาะลูกค้าที่จองหรือทำสัญญาตั้งแต่วันนี้ และโอนภายใน 28 ธันวาคมนี้เท่านั้น  ใครยังลังเลขอบอกว่าต้องรีบตัดสินใจ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ นะจ๊ะ สอบถามข้อมูลโทร 1739

ในโอกาสที่ เอไอเอ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 80 ปี ในปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเอไอเอ ประเทศไทยเตรียมส่งพนักงานและพลังตัวแทน 8 ท่าน เพื่อร่วมงาน Oxfam Trailwalker งานวิ่งเทรลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16-18 พฤศจิกายนนี้   Oxfam Trailwalker เป็นกิจกรรมวิ่งเพื่อระดมทุนให้กับ Oxfam ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ซึ่งเอไอเอ ฮ่องกงได้เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และได้ร่วมระดมทุนให้กับ Oxfam แล้วรวมกว่า 14 ล้านบาท

สำหรับในปีนี้เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 80 ปี เอไอเอ ประเทศไทย ไม่พลาดที่จะส่งตัวแทนนักวิ่งน่องเหล็ก 8 ท่าน นำโดย มร.ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมกับพนักงานและตัวแทนอีก 7 ท่าน ร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง กับการวิ่งเทรลระยะ 100 กิโลเมตร ข้ามผ่านภูเขากว่า 23 ลูก เพื่อพิชิตเส้นทางธรรมชาติที่มีความชันสะสมสูงถึงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง อีกทั้งยังถือเป็นการแสดงพลังเพื่อมีส่วนร่วมในการระดมทุนสนับสนุนองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ให้ได้นำเงินบริจาคเหล่านี้ไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในยามจำเป็น นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของเอไอเอ ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น “Healthier, Longer, Better Lives” ซึ่งสำหรับผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อนำเข้ามูลนิธิ Oxfam ในครั้งนี้ สามารถคลิกบริจาคให้กับทีมนักวิ่งจากเอไอเอ ประเทศไทยได้ที่ http://bit.ly/AIATHTeam1 หรือ http://bit.ly/AIATHTeam2

นายสมชาย หาญหิรัญ (ที่ 4 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พิธีลงนามในสัญญาความร่วมมือ Robotics and AI : The Great Leap Forward โดยมี นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) , ดร.ชิต เหล่าวัฒนา (ซ้ายสุด) ผู้ก่อตั้ง สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ฟีโบ้) และนายธนพล กองบุญมา (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด ลงนามความร่วมมือกับ Peng Wu, Overseas Deputy General Manager, UBITECH Robotics Crop (ที่2 จากขวา) เพื่อเป็นผู้นำหลักในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมไทย และก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ณ ห้องบอลรูม 2 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เมื่อเร็วๆ นี้

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขอเชิญชวนทุกท่านมาเติมความรู้-สร้างแรงบันดาลใจ-และร่วมทำบุญร่วมกันกับงาน Get Ready to Get MORE วางแผนการเงินแล้วออกไปใช้ชีวิตที่มากกว่า Presented by FWD &TMB งานสัมมนาวางแผนทางการเงินที่รวบรวมคนในหลากหลายวงการมาแชร์ความรู้ด้านการเงิน ผ่านมุมมองต่างๆ ทั้งดารานักแสดง พิธีกรข่าวเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ มนุษย์เงินเดือน และบล็อกเกอร์ด้านการเงิน พร้อมเล่นเกมส์ร่วมสนุกรับของรางวัลสุดเซอร์ไพรส์ ในวันที่ 27 ตุลาคม 2018 เวลา 13:00 น. - 18:00 น. ที่โรงหนังสกาลา สยามแสควร์  บัตรราคา 800 บาททุกที่นั่ง รายได้ทั้งหมดมอบให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง  เปิดจำหน่ายบัตรแล้วที่ www.eventpop.me

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ที่5จากซ้าย) เป็นประธานในการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินผลงานการประกวดวาดภาพ “ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลเงินสดรวม 1.77 ล้านบาท โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ประธานกรรมการตัดสิน(ที่4จากซ้าย) ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กรรมการตัดสิน (ที่4จากขวา) ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะให้เกียรติร่วมตัดสิน โดยจะจัดพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ทั้งนี้สามารถตรวจสอบผู้ที่ได้รับรางวัลได้ทาง www.gsbgen.com และ Facebook Fanpage “ประกวดวาดภาพ ธนาคารออมสิน

นายจิม เคนเนลลี่ (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารฝ่ายการเงิน (ซ้าย) และนายกีโด กราซซี หัวหน้าธุรกิจประจำประเทศไทย แผนกผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกันมอบของที่ระลึกให้ นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพสัตว์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เนื่องในโอกาสรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในประเด็นการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มแพทย์ เภสัชกร สัตว์แพทย์ และผู้บริหาร ของบริษัทไบเออร์ไทย ได้รับทราบข้อมูลและแนวโน้มความต้องการของสังคมโลกทั้งด้านสวัสดิภาพสัตว์และการใช้ยาต้านจุลชีพด้วยความรับผิดชอบ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันสัตว์โลก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ณ บริษัทไบเออร์ไทย สาทร กรุงเทพ

การบริหารและวางกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลของ SEA Group ( ชื่อเดิม Garena ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจเกมออนไลน์) ซึ่งมีพนักงานร่วมงานกว่า 1 พันคนนั้น มีหัวใจสำคัญ คือ การสร้างให้คนในองค์กร ที่มีอยู่หลายเจนเนอเรชั่น มีความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมองค์กรเดียวกัน มีความพร้อมจะวิ่งไปข้างหน้า เพื่อคว้าโอกาสและบริหารความเสี่ยง รับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในวันนี้ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

รัฐวุฒิ สุวรรณลิลา People Manager ของ Sea Group (ประเทศไทย) กล่าวถึง การปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนี้ว่า  “เราไม่สามารถพูดว่าจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร แต่ต้องพูดถึงการวิ่ง” เช่นเดียวกัน Sea Group นั้นอยู่ในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา จึงเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น

การสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้องค์กรสามารถก้าวไปในวันข้างหน้านั้น มีหลักการในการ Recruit คนภายใต้ Core Value ทั้ง 5 (We serve, We adapt, We run, We commit & We stay humble) เริ่มตั้งแต่การสัมภาษณ์ พูดคุยเพื่อคัดสรรบุคลากรใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร หลักๆ คือ จะต้องหาคนที่มี DNA ตรงกัน เพราะการเลือกคนที่มีความเชื่อตรงกันเข้ามาได้นั้น จะสามารถเติบโตและวิ่งไปด้วยกันได้

 “เราเชื่อว่าทักษะเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ แต่ความเชื่อเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในการพัฒนา”

เมื่อได้คนที่เชื่อเหมือนกันเข้ามาแล้วนั้น เราจะสามารถหล่อหลอมให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรได้ (Culture) จากนั้นจึงพัฒนาด้านๆต่างตามมา เช่น การเสริมสร้างทักษะ (SKILL ) การเตรียมกระบวนการทางความคิด (Mindset) ให้พร้อมเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ต้องมีความกล้าในการทำอะไรใหม่ๆ แล้วจึงมาที่เรื่องของการให้โอกาสจากผู้บริหาร

คว้าโอกาสและบริหารความเสี่ยง

รัฐวุฒิ บอกว่า ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากนั้น มีการบริหารองค์กรที่สามารถนำมาใช้ได้ใน 2 รูปแบบ คือ ช้าแต่มั่นคง เน้นให้มีคู่มือและข้อแนะนำ (Instruction) ที่ชัดเจน และแน่นอน เพียงแต่ว่าการบริหารแบบนี้อาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่เป็น Hi-Tech Industry แบบ SEA Group เราจึงต้องเน้นรูปแบบที่ 2 คือ เร็วและคว้าโอกาส

สิ่งสำคัญคือต้องพยายามบริหารความเสี่ยงให้ได้ (Risk Management) มีอะไรบ้างที่สามารถให้โอกาสน้องตัดสินใจเองได้  เราไม่จำเป็นต้องทำแบบ Top-Down และต้องยอมรับว่าถ้ามีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น เราจะไม่ลงโทษ แต่จะให้เกิดการเรียนรู้จากตรงนั้น คำว่าเรียนรู้คือต้องให้เห็นว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร ต้องป้องกันหรือพัฒนาอย่างไร

ในบางสถานการณ์ ที่ลองผิดลองถูกได้ สามารถทำได้ แต่ในบางสถานการณ์ที่มีความสำคัญ คอขาดบาดตาย เหล่านั้นก็ต้องถูกดึงเอาไว้ เพื่อให้เกิดการบาลานซ์ ระหว่างการบริหารความเสี่ยงกับความเร็วที่เราต้องการมุ่งหน้าไป

เมื่อบริษัทโฟกัสเรื่องการใช้ความเร็วเพื่อสร้างโอกาส เพราะฉะนั้นส่วนของ Risk Management เราจะใช้ในบางอย่างที่อันตรายจริงๆ เช่น ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากในบริษัทฯ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญมาก เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้

“เรื่องเกี่ยวกับคนพลาดไม่ได้ ชื่อเสียงของบริษัทฯ พลาดไม่ได้ หรือเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดการกระทำที่ถือเป็นการฉ้อโกง(Fraud) หรือสิ่งที่ไม่ดีงามขึ้นมาก็พลาดไม่ได้ ขณะเดียวกันเรื่องที่เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และทดลองกันได้ เช่นการทำธุรกิจใหม่ การเปิดตลาดใหม่ขึ้นมาไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ผลิตภัณฑ์ใหม่มีฟีเจอร์ใหม่ มีความเป็นไปได้ เพราะเราโฟกัสความเร็วที่ไปสู่เป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกิดขึ้น”

การบริหารคนต่างเจนเนอเรชั่น

เมื่อกล่าวถึงคนในแต่ละเจนเนอเรชั่นที่ SEA Group รัฐวุฒิ บอกว่า เจนฯ Y น่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในองค์กร และกลุ่มเจนฯใหม่ อย่าง Z กับ Millennial กำลังจะเข้ามา สำหรับกลุ่มเจนฯ X จะมีสัดส่วนอยู่บ้างในระดับซีเนียร์

คอนเซ็ปท์การทำงานของที่นี่จึงสอดคล้องกับสไตล์ของเจนฯ Y ที่เร็วและกล้าโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ต้องติดอาวุธให้ นั่นคือ SKILL ที่จำเป็น มีการเปิดโอกาสและเวทีให้ลุย และให้รู้ขอบเขตเพื่อป้องกันความเสี่ยง  ซึ่งลักษณะที่ต้องดูแลเป็นพิเศษของเจนฯนี้ เนื่องจากเป็นคนเก่งมีศักยภาพ และเป็นคนเร็ว จึงจะเบื่อง่าย หากขาดการบริหารที่ดี ขาดความสนใจจากผู้ดูแล งานที่คนเจนฯนี้ทำก็จะหลุดจากโฟกัสไปได้ หรือหากไม่บริหารและให้โอกาสในการพัฒนาที่ดี ก็มีโอกาสสูญเสียคนเก่ง คนดีไป

สิ่งที่ต้องทำ คือ สร้างความเข้าใจให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญในแต่ละงาน เช่น ในงานทุกงานจะหลีกเลี่ยงงานแอดมินบางส่วนไปไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็หนีงานเอกสารไปไม่พ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

ดังนั้นเขาต้องรู้ว่าตรงนี้สำคัญ และเพราะอะไรจึงสำคัญ มีเอกสารมีระบบมา เพื่อต้องการให้เกิด Check balance ลดความเสี่ยงและการรั่วไหล เพื่อให้เราวิ่งไปข้างหน้าได้ หรืองานตรงไหนที่ต้องทำซ้ำๆ ก็ให้เข้าใจว่าเพื่อให้พัฒนา SKILL ที่สำคัญไปสู่บทบาทหน้าที่การทำงานในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ทำให้เห็นว่ามีโอกาสทดลองอะไรใหม่ๆ มีโอกาสในการหมุนเวียนปรับเปลี่ยน (rotate) และมีความหวังโอกาสในการเติบโต สิ่งเหล่านี้จะช่วยบาลานซ์จุดที่คนในองค์กรต้องการ กับที่บริษัทต้องการให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน

มุ่งรักษาคนเก่งคนดีที่มีความเชื่อร่วมกัน

คนในยุคนี้เรื่องของ Life time employment ไม่มีอีกแล้ว การโยกย้ายบริษัทจึงเป็นเรื่องปกติ การเติมเต็มจุดนี้เราจึงต้องพัฒนา ให้โปรเจคใหม่ๆในบทบาทเดิม ไปจนถึงเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยน Industry เพราะในกลุ่มของ SEA มีทั้ง Garena ที่เป็น Game Digital Entertainment มีทั้ง AirPay เป็น Electronic Financial Service และ Shopee ที่เป็น E-Commerce ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้มีความใกล้เคียงและมีความต่างกัน ซึ่งถ้าพนักงานสนใจ และเมื่อเวลามาถึง เราก็เปิดโอกาสให้เกิดการหมุนได้ เพราะอย่างไรเราก็จะรักษาคนดี คนเก่งให้อยู่ในกรุ๊ปของเรา   

ในมุมมองของ รัฐวุฒิ เห็นว่าลักษณะของคนในเจนฯนี้ไม่ได้ drive ด้วยเงิน แต่ drive ด้วยความท้าทาย (challenge) และการเติบโต แน่นอนว่าเงินสำคัญในแง่มุมที่จะมองว่าบริษัทนั้นๆจะเห็นค่าของเขาแค่ไหน แต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง เราต้องเติมเต็มทุกอย่างให้สมดุล เพราะการใช้เทคนิคผลตอบแทนอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

“ SEA Group ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นอันดับหนึ่ง เราถือว่าบริษัทฯของเราเทียบเท่ากับคนของเรา ด้วยความเป็น Hi-Tech Industry บริษัทจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของพนักงาน ขึ้นอยู่กับความผูกพัน (Engage) ของพนักงานกับบริษัทฯ เพราะถ้าขาดคน เราจะไปต่อไม่ได้ โอกาสและการเติบโตทางธุรกิจนั้นมาจากไอเดียของคน และเราใช้คนในการ drive ธุรกิจ”

ภาวะตลาดแรงงานของ Hi-Tech Industry

ในส่วนของ SEA เองนั้น ยังไม่เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากร สังเกตได้จากการที่มีคนใหม่ๆเข้ามาสมัครไม่ขาด ทั้งในส่วนของ Data Analysis, กลุ่ม Business Intelligence หรือแม้แต่ในกลุ่ม Big Data ซึ่งการหาคนที่เป็น Technical จริงๆอาจจะมีจำนวนไม่มากนักวันนี้ แต่ก็ยังพอหาได้บ้าง

แต่หากจะมองถึงSKILL ที่ขาดจริงๆในตลาดแรงงาน ยอมรับว่าส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล เรื่อง Big data นั้นเป็นส่วนที่ยังขาดอยู่ และที่สำคัญสำหรับองค์กร คือ กลุ่มคนที่มี DNA เข้ากันกับองค์กร ซึ่งเห็นว่าเป็นส่วนที่ท้าทายที่สุด เขากล่าวว่า “คนเก่งนั้นมีอยู่ไม่ขาด แต่คนเก่งที่แมชท์จะหาได้ยากกว่า”  เพราะเราต้องหาคนที่เข้ากันได้กับคุณค่าที่เราเชื่อ

“หน้าที่ของเราคือหาคน สร้างคน พัฒนาคน และรักษาคน ที่มีฝีมือ มีความสามารถ มี Passion และมี Culture ที่เหมือนๆกันกับองค์กร”  

“ต้นทางป่าไม้ ปลายทางประมง ระหว่างทางเกษตรกรรม” เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงวางแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดินและน้ำของประเทศไทยให้อุดมสมบูรณ์ รวมถึงส่งเสริมชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ ตลอดจนพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติให้ดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นับเป็นแนวคิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างความความยั่งยืนให้กับผืนป่าและชุมชนได้อย่างแท้จริง ... พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ต้นน้ำ และเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชไร่ที่สำคัญของประเทศ แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี จะประสบปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วม ทั้งจากภัยธรรมชาติ และฝีมือมนุษย์ แต่ด้วยแนวคิดการสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” ตามแนวพระราชดำริ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผืนป่าได้อีกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีป่า ชุมชนก็มีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งภายในชุมชน

เมื่อป่าอยู่รอด ชุมชนจึงอยู่ได้

ชุมชนบ้านยางโทน อำเภอไทรโยค เป็นอีกหนึ่งชุมชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประสบปัญหาพื้นที่แห้งแล้งจากการแผ้วถางป่าสำหรับขยายพื้นที่ทำกิน ชุมชนจึงได้ร่วมกับกรมป่าไม้ และเอสซีจี สร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อแก้ปัญหา และหวังคืนความชุ่มชื่นให้ผืนดิน จนปัจจุบัน เห็นผลแล้วว่า นอกจากความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่กลับคืนมา ฝายยังช่วยฟื้นสภาพพื้นที่ให้เป็นแหล่งอาหาร และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผลิตผลทั้งหน่อไม้ ไผ่รวก เห็ดโคน และผักหวาน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ชุมชน

“ชุมชนได้เข้าไปร่วมกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเอสซีจี ตั้งแต่ปี 2552 เพียงไม่กี่ปีก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่ ฝายช่วยคืนความสมดุลให้กับป่า และป่ายังเปรียบเสมือนซุปเปอร์มาเก็ตที่ชุมชนสามารถเข้าไปหาของป่าสำหรับนำมาใช้ทำอาหารให้ครอบครัว และแบ่งขายสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น แค่คนในชุมชน 1 คน เดินเข้าป่าไปเก็บหน่อไม้เพียง 2 กระสอบปุ๋ย สามารถสร้างรายได้ให้ถึง 300 บาทต่อวัน หรือประมาณ 5,000 – 6,000 บาทต่อเดือน ส่วนรายได้ของชุมชนที่มาจากการขายหน่อไม้ เห็ดโคน พืชสมุนไพร ไม้ใช้สอยในครัวเรือน มากถึง 4,000,000 บาทต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าเพราะการที่ชุมชนช่วยกันลงแรง ร่วมใจกันสร้างฝายชะลอน้ำ จะทำให้ชุมชนบ้านยางโทนของเรามีโอกาสพูดคุยกัน เข้าใจกัน และรักสามัคคีกันมากขึ้นผู้ใหญ่ครุฑ นายเต้นยิ้ว วชิรพันธ์วิชาญ ประธานป่าชุมชนบ้านบ้านยางโทน กล่าว

ไม่หยุดแค่งานชุมชน มุ่งมั่นยกระดับความรู้สู่งานวิชาการ

นอกจากชุมชนแล้ว พื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี อำเภอไทรโยค ยังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อยู่ในเขตมหาวิทยาลัย เมื่อฝนตกหนักหน้าดินจะถูกชะล้างลงไปยังพื้นที่ด้านล่าง สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน มหาวิทยาลัยฯ จึงเริ่มสร้างฝายชะลอน้ำร่วมกับเอสซีจีตั้งแต่ปี 2553 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จากจุดเริ่มต้นเพียง 10 ฝาย ได้ขยายเพิ่มเป็น 100 ฝาย จนปัจจุบันนักศึกษาและจิตอาสาได้ร่วมกันสร้างไปแล้ว 354 ฝาย

“ระหว่างการสร้างฝาย มหาวิทยาลัยฯ และเอสซีจี ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้นในพื้นที่ จึงได้ร่วมมือกันทำงานวิจัยเชิงวิชาการ ภายใต้โครงการ การติดตามตรวจสอบทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการจัดการฝายอย่างยั่งยืน เพื่อศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความหลากหลายของสัตว์ รวมถึงประโยชน์จากฝายที่เกิดขึ้นกับชุมชน ผลจากงานวิจัยได้พบ ชาฤาษีไทรโยค ที่เป็นดัชนีชี้วัดสิ่งแวดล้อมที่สำคัญทางระบบนิเวศ ซึ่งพบแหล่งเดียวในโลก พืชชนิดนี้จะขึ้นในป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์เท่านั้น อีกทั้ง ยังพบการกลับมาของเสือลายเมฆซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างฝายมีส่วนสำคัญที่ช่วยฟื้นให้ระบบนิเวศของป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง รวมถึงฝายยังทำหน้าที่ช่วยดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนเช่นที่ผ่านมาได้อีกด้วย ต่อจากนี้ มหาวิทยาลัยฯ และเอสซีจี ได้ร่วมกันจัดตั้ง “สถานีเรียนรู้ฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ” เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการทำฝายและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้แก่ชุมชน และผู้ที่สนใจได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป และมีเป้าหมายจะสร้างฝายให้ครบ 500 ฝายในปี 2561 นี้” ผศ.ดร.ธรรมรัตน์ พุทธไทย อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยให้เห็นผลประจักษ์เชิงวิชาการที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นจากฝายชะลอน้ำ

เครือข่ายพลังคนรุ่นใหม่ หัวใจรักษ์สื่งแวดล้อม

ด้วยความเชื่อที่ว่า การรักษาและดูแลน้ำเป็นหน้าที่ของคนทุกคน ไม่เฉพาะแค่ชุมชนต้นน้ำเท่านั้น น้องแนน นางสาวช่อผกา พจนาสุคนธ์ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปี 4 หนึ่งในเยาวชนจิตอาสาคนรุ่นใหม่ ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook SCG โดยหวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้กับเพื่อนๆ และพี่ๆ ชุมชน รวมถึงหวังว่าการร่วมกิจกรรมจะช่วยปลุกพลังที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรม กล่าวว่า

“ปกติชอบธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสและลองลงมือทำงานร่วมกับพี่ๆ ชุมชนแบบนี้มาก่อน ครั้งแรกสำหรับการสร้างฝายไม่เหนื่อยอย่างที่คิด เพราะได้แรงจากพี่ๆ ชุมชน และพี่ๆ พนักงานเอสซีจีช่วยกัน เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่คนพูดถึงฝาย แต่การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ได้มีโอกาสมาเรียนรู้วิธีการสร้างฝายที่ถูกต้อง ทำให้เห็นว่า ฝายช่วยชะลอน้ำสามารถช่วย
แผ่กระจายความชุ่มชื้นไปสู่พื้นที่โดยรอบได้มากกว่าแค่เก็บน้ำตามที่เราเคยคิดไว้ และไม่น่าเชื่อว่า การเริ่มต้นทำฝายจากจุดเล็กๆ ด้วยหัวใจของพี่ๆ ชุมชน และแรงของเพื่อนๆ นักศึกษาจิตอาสาของมหาวิทยาลัยมหิดลฯ กลับส่งผลให้ป่าทั้งป่ากลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง นึกภาพไม่ออกเลยว่าสภาพพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งและมีปัญหาน้ำท่วมเป็นอย่างไร ถ้าครั้งหน้ามีกิจกรรมประเภทนี้อีก จะขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะลงมือช่วยเพื่อประเทศไทยของเรา”

สืบสานศาสตร์พระราชา เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ต่อยอดและขยายผลให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน

เอสซีจีให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกันในทุกพื้นที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยได้น้อมนำและสืบสานพระราชดำริ “จากภูผา สู่มหานที” มาเป็นแนวทางในการรักษาดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ที่เอสซีจีเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

“เอสซีจีมีเครือข่ายชุมชนในโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ มากกว่า 170 ชุมชน เครือข่ายเยาวชน Young รักษ์น้ำ กว่า 80 คน และมีจิตอาสาเข้าร่วมโครงการมากกว่า 89,400 คน ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำสำเร็จไปแล้วกว่า 79,300 ฝาย ความสำเร็จจากการดูแลพื้นที่ต้นน้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำของทั้งชุมชนบ้านเขามุสิ และชุมชนบ้านยางโทน จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผลงานวิจัยทางวิชาการของมหาวิทยาลัยมหิดลฯ วิทยาเขตกาญจนบุรี เป็นบทเรียนและต้นแบบความร่วมมือที่แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาคล้ายกัน ได้นำแนวคิดไปปรับใช้แก้ปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ด้วยตนเองให้ประสบผลสำเร็จ และขยายผลต่อไป จนเกิดการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต จากนี้ไป เอสซีจีมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมให้ชุมชนสามารถต่อยอดพัฒนา และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตจากฝาย เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ได้ตลอดทั้งปี” นายแสงชัย วิริยะอำไพวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี กล่าว

 เอสซีจี จะยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้เกิดพลังที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างต้นน้ำที่ยั่งยืน สู่ปลายน้ำอันอุดมสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นความสมดุลที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในทุกพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดและต่อยอดแนวความคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นต้นทุนสำคัญของทุกชีวิตนี้ให้คงอยู่ต่อไป

บมจ. พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) (“พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต”) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเทศบาลเมืองแสนสุขจังหวัดชลบุรี เตรียมเปิดหาดบางแสนต้อนรับเหล่านักปั่นกับงาน “PRUcycle Thailand” งานปั่นจักรยานสุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ในวันที่ 1-2 ธันวาคมนี้ พร้อมสัมผัสความสวยงามของหาดบางแสนตลอดเส้นทางกับ 12 สถานที่สุดตื่นตาตื่นใจ สนุกสนานไปกับมินิคอนเสิร์ตจากไอดอลกรุ๊ปขวัญใจเหล่าโอตะ BNK48 และร่วมลุ้นรับรางวัลมากมายมูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท  

มร.อามัน โชวลา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต กล่าวว่า “พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจบริการประกันชีวิต ที่ไม่เพียงแต่เป็นผู้ดูแลชีวิตและสุขภาพของคนไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้คนไทยหันมาดูแลและใส่ใจสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นนี้ บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี จุดประกายอีกหนึ่งกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์เพื่อคนรักการออกกำลังกายโดยเฉพาะการปั่นจักรยานที่เป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย ด้วยงานปั่นจักรยาน “PRUcycle Thailand” สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ด้วยเงินรางวัลที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 ธันวาคมนี้ ณ ชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ที่พร้อมต้อนรับเหล่านักปั่นทั้งหลายให้ได้ร่วมกันมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ”

มร. อามัน คาพัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบริหารลูกค้าและการตลาด พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต กล่าวเสริมว่า “งานปั่นจักรยาน “PRUcycle Thailand” แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Fun Ride ระยะทาง 25.5 กม. ในวันที่ 1 ธันวาคม นอกจากนี้ ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากวงเกิร์ล กรุ๊ป ขวัญใจวัยรุ่น BNK48  และ ETC รวมถึงร้านค้าต่างๆ อีกมากมายมาให้ช้อปและชิมกัน  และการแข่งขันประเภท Professional Ride ระยะทาง 101 กม. ในวันที่ 2 ธันวาคม ซึ่งเหล่านักปั่นจะได้สัมผัสกับความสวยงามของหาดบางแสนและจุดท่องเที่ยวสำคัญ 12 แห่งของบางแสนตลอดเส้นทางผู้ชนะเลิศจากงานนี้ นอกจากจะได้รับเงินรางวัลแล้ว ยังจะมีโอกาสรับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมการแข่งขัน Prudential RideLondon และ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับประเทศอังกฤษ พร้อมที่พัก งานปั่นจักรยาน “PRUcycle Thailand” นี้ไม่เพียงแต่มอบความสนุกสนานและสุขภาพที่ดีเท่านั้น แต่ยังให้เหล่านักปั่นได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการคืนประโยชน์สู่สังคมไทยอีกด้วย โดยรายได้จากการลงทะเบียนเข้าร่วมงาน จำนวน 1 ล้านบาท จะมอบให้แก่องค์กรการกุศลต่อไป”

นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามและน่าประทับใจอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาพิสูจน์ด้วยตาตนเองอย่างเพิ่มขึ้นในทุกปีๆ อีกทั้งทางภาครัฐก็ยังคงมีนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งานปั่นจักรยาน “PRUcycle Thailand” จึงนับเป็นการต่อยอดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ทั้งยังช่วยกระจายรายได้ สู่ท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสถานที่ทำการแข่งขันยังมีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ของชายหาดบางแสน และการคมนาคมที่สะดวก สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้  จึงมั่นใจได้ว่า งานครั้งนี้จะสามารถดึงดูดเหล่านักปั่นทั้งไทยและต่างประเทศให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การปั่นจักรยานครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน”

ด้าน นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี เผยว่า “เรามีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมหกรรมปั่นจักรยาน “PRUcycle Thailand” ที่ยิ่งใหญ่ สนุกสนาน และยังช่วยสนับสนุนกิจกรรมที่คนทุกเพศทุกวัยและผู้รักการออกกำลังกายสามารถเข้าร่วมได้ นอกจากนี้ เหล่านักปั่นทั้งชาวไทยและต่างชาติยังจะได้พบกับเส้นทางการปั่นจักรยานรอบเมืองบางแสน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจถึง 12 แห่ง ได้แก่ กำแพงเพนต์ อ่างศิลา, ครกใหญ่ อ่างศิลา และสะพานชลมารควิถี 84 พรรษา เป็นต้น ซึ่งจะมอบความตื่นตาตื่นใจตลอดสองวันเต็ม โดยไร้ซึ่งความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เนื่องจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีได้จัดเตรียมกำลังเพื่อให้การดูแลนักปั่นทุกคนอย่างเต็มที่”

สำหรับนักปั่นและบุคคลทั่วไป ผู้สนใจเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดสนุกจาก “PRUcycle Thailand” งานมหกรรมปั่นจักรยานสุดยิ่งใหญ่ บนชายหาดบางแสน สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม -15 พฤศจิกายน 2561 โดยค่าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Fun Ride ราคา 750 บาทต่อท่าน และ Professional Ride ราคา 1,000 บาทต่อท่าน สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.prucyclethailand.com  หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต โทร. 1621

X

Right Click

No right click