นางสาวพิมพาภรณ์ อาภาศิริผล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบริหารกลยุทธ์ลูกค้าและดิจิตอล บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัว Protection Specialist Tool เครื่องมือใหม่ที่จัดทำขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่ม Protection Specialist ด้วย concept “Protect your world, Build your dream”  เป็นตัวช่วยให้ฝ่ายขายเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ด้านความมั่นคงชีวิต (Life) ด้านความมั่งคั่งทางด้านการเงิน (wealth) ด้านสุขภาพ (Health) ด้านชีวิตวัยเกษียณ (Retirement) และ ด้านทรัพย์สิน (property)

นอกจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ด้านต่างๆแล้ว บริษัทฯต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น เสมือนเป็นเพื่อนคู่คิดของลูกค้า ไม่ใช่แค่ตัวแทนประกันชีวิตของลูกค้าเท่านั้น สอดคล้องกับ Brand Guideline ของบริษัทฯ ที่ต้องการเปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อการประกันชีวิต

มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัย เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพของคนไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒนา จุฬาวัฒนทล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือด้านการวิจัย เรื่องการพัฒนางานวิจัยและต่อยอดวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ซีพีเอฟ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการนวัตกรรมอาหารเพื่อสังคม ที่มหาวิทยาลัยร่วมมือกับภาคเอกชน ในการต่อยอดองค์ความรู้ของมหิดลสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านอาหารเพื่อสุขภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ก่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืนของสังคม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนานวัตกรรมอาหาร เพิ่มมูลค่าสินค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อก้าวไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ขณะเดียวกัน ยังเป็นการนำความรู้ทางเภสัชศาสตร์มาพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโภชนเภสัชศาสตร์ในอนาคต และช่วยยกระดับศักยภาพการวิจัยและการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยของไทยในระยะยาวด้วย

 

ดร.สมหมาย เตชะศิรินุกูล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่น ในการวิจัยและพัฒนาอาหาร เพื่อส่งเสริมศักยภาพความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารของไทยและระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ "ครัวของโลกที่ยั่งยืน"  โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยทั่วโลก ค้นคว้าวิจัยเชิงลึกในด้านโภชนาศาสตร์ พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลาย ตอบรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรและอุตสาหกรรมอาหารและสร้างสุขโภชนาการที่ดีแก่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

“บริษัทฯ นำความพร้อมด้านทีมงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาตรฐานระดับโลก ผสานความร่วมมือและต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อวิจัยพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารเฉพาะทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อผู้บริโภคทุกช่วงวัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.สมหมาย กล่าว

 

สำหรับ บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนาซีพีเอฟ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ ศิลปศาสตร์อาหาร และวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบอาหารและโรงงานต้นแบบที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันเป้าหมายความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนของซีพีเอฟ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มห่วงใยสุขภาพ มากกว่า 30% ภายในปี 2563 สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติในการพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพของประชากรโลก

ธนาคารทีเอ็มบีและธนาคารธนชาตเปิดแผนการรวมกิจการระหว่าง 2 ธนาคารเผยรายละเอียดการปรับโครงสร้างของธนาคารธนชาต รวมไปถึงแนวทางการเพิ่มทุนของธนาคารทีเอ็มบี

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมกลางปี “มนต์รัก...ฅนแม่กลอง” ตอกย้ำความเป็นสถาบันการเงินไทยที่ร่วมส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมไทยผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว โดยชวนสื่อมวลชนไปเยือนเมืองรอง สัมผัสเรื่องราวของ “สมุทรสงคราม” จังหวัดเล็กที่สุดในประเทศไทย ทว่าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ โดยมี 3 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม ร่วมให้ข้อมูลและนำชมการทำน้ำตาลมะพร้าวแท้ สินค้าส่งออกสำคัญตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ณ โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ พร้อมชื่นชมความงามทางสถาปัตยกรรมที่ไม่เพียงสอดคล้องกับวิถีชุมชนสมุทรสงคราม แต่ยังบ่งบอกอัตลักษณ์ตัวตนของฅนแม่กลอง ณ อาสนวิหารแม่พระบังเกิด วัดบางแคใหญ่ วัดบางแคน้อย วัดบางกุ้ง เมื่อเร็วๆ นี้

ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) อาจจะยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายในแง่ของการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทย เทียบเท่ากับต่างประเทศที่วันนี้เดินหน้าไปแล้วหลายช่วงตัว

พฤกษาโชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรกยังเติบโตแม้ในสภาวะตลาดชะลอตัว สร้างรายได้รวม 19,662 ล้านบาท เติบโต 3% ทำกำไรได้ 2,618 ล้านบาท

การบริหารจัดการ หลักสูตรและการศึกษาในยุคสมัยที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรายวัน รายชั่วโมง แม้กระทั่งเป็นรายนาทีอย่างในยุคนี้นั้น บทบาทผู้บริหารที่ก้าวเข้ามารับมือ ถือได้ว่ากำลังเผชิญกับความเหนือกว่าคำว่า “ความท้าทาย”

ท่ามกลางสถานการณ์ ที่มีความหลากหลายทางความคิด พรรคการเมืองใหญ่น้อย นำเสนอนโยบายต่างๆ ซึ่งล้วนสรุปแนวทางไม่ต่างกันนัก และที่สำคัญคือนโยบาย “แก้จน” โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดโครงการอบรมหลักสูตร “Blockchain for Enterprise Transformation” เป็นวันแรก

จากข้อมูลการสำรวจ 2018 Global Sustainable Investment Review ของ Global Sustainable Investment Alliance (GSIA) ภาคีระดับโลก ที่ประกอบด้วย หน่วยงานสกุล SIF (Sustainable Investment Forum) และสมาคมของบรรดาผู้ลงทุนสถาบัน องค์กรธุรกิจ และนักวิชาชีพ ที่เน้นการลงทุนที่ยั่งยืน มีความรับผิดชอบ และมุ่งผลกระทบ ในประเทศต่างๆ ได้แก่ Eurosif (ยุโรป), JSIF (ญี่ปุ่น), RIAA (ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์), RIA Canada (แคนาดา), UKSIF (สหราชอาณาจักร), USSIF (สหรัฐอเมริกา) และ VBDO (เนเธอร์แลนด์) ระบุว่า ตัวเลขการลงทุนที่ยั่งยืนทั่วโลก มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นจาก 22.89 ล้านล้านเหรียญ ในปี พ.ศ. 2559 มาอยู่ที่ 30.68 ล้านล้านเหรียญ ในปี พ.ศ. 2561 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 ในช่วงเวลา 2 ปี

โดยการลงทุนในหมวดนี้ คิดเป็นร้อยละ 33 ของขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทั้งหมด หรือเทียบอย่างง่าย คือ ในจำนวนเงินลงทุน 3 เหรียญ จะมีอยู่ราว 1 เหรียญ ที่เป็นการลงทุนที่ยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของเรื่องการลงทุนที่ยั่งยืนว่าได้เข้าสู่โหมดการลงทุนกระแสหลัก (Mainstream) โดยกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ประเภทสถาบัน อย่างมีนัยสำคัญ

เฉพาะตัวเลขการเติบโตของกลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ข้อมูล ESG (Environmental, Social and Governance) ผนวกในการวิเคราะห์ ในปี พ.ศ. 2561 มีเม็ดเงินสูงถึง 17.54 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 69 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2559

แลร์รี่ ฟิงก์ ซีอีโอ แบล็กร็อก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนใหญ่อันดับหนึ่งของโลก กล่าวไว้ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้ลงทุนทุกราย จะประเมินมูลค่าบริษัท ด้วยการวัดผลกระทบของกิจการในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

การใช้ปัจจัย ESG ในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุน ร่วมกับการพิจารณา Risk-Return Profile ในแบบทั่วไป นอกจากจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนเอง ในแง่ที่จะช่วยสร้างผลตอบแทน (Alpha) ที่เพิ่มขึ้น และช่วยลดความผันผวนของราคา (Beta) ของหลักทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนแล้ว ยังทำให้การลงทุนนั้น ช่วยเสริมสร้างผลกระทบเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก (Real World Impact) ในทางที่ดีขึ้นด้วย

เพื่อเป็นการตอบโจทย์การลงทุนที่ยั่งยืน พร้อมกับการสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย ได้จัดทำและประกาศรายชื่อ 100 หลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2015 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ห้าในปีนี้

ภาพรวมกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ปี ค.ศ. 2015-2019

การพิจารณาเพื่อคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนเข้าในยูนิเวิร์ส ESG100 ได้ใช้ข้อมูล ESG ที่บริษัทเผยแพร่ในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ในหัวข้อความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เป็นสำคัญ รวมถึงข้อมูล ESG ที่มีการเปิดเผยหรือปรากฏต่อสาธารณะ ในรายงานประจำปี (แบบ 56-2) หรือในรายงานแห่งความยั่งยืน (Sustainability Report) หรือในรายงานอื่น ตามแต่กรณี โดยไม่ใช้แบบสำรวจข้อมูลหรือแบบสอบถามใดๆ เพิ่มเติม

โดยการประเมินมุ่งไปที่การวิเคราะห์ข้อมูล ESG แบบบูรณาการ ผนวกเข้ากับข้อมูลทางการเงิน ที่เรียกว่า Integrated ESG เพื่อให้สะท้อนผลตอบแทนการลงทุนหรือตัวเลขผลประกอบการที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ การวิเคราะห์อุตสาหกรรม กลยุทธ์องค์กร และรายงานทางการเงิน

การประเมิน ESG แบบบูรณาการ เป็นการยกระดับจากการวิเคราะห์ข้อมูลด้าน ESG แบบเอกเทศ มาสู่การวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานด้าน ESG ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับผลประกอบการ ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า บริษัทที่มี ESG ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีด้วย

และเพื่อให้เห็นถึงความสามารถในการให้ผลตอบแทนของการลงทุนที่ยั่งยืนจากหลักทรัพย์จดทะเบียนในประเทศไทย โดยใช้กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นยูนิเวอร์สการลงทุนที่ยั่งยืน สถาบันไทยพัฒน์ ได้จัดทำ Thaipat ESG Index หรือ ดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์ สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และสามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุน (Investable Index) ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับหลักทรัพย์ ESG100 ที่ผ่านเกณฑ์สภาพคล่องหลักทรัพย์ เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการซื้อขาย เหมาะสมต่อการนำมาคำนวณในดัชนี เพื่อใช้อ้างอิงสำหรับการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชุดดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์ ที่จัดทำขึ้น ประกอบด้วย ดัชนีผลตอบแทนราคา (Price Return) อีเอสจี ไทยพัฒน์ ดัชนีผลตอบแทนรวม (Total Return) อีเอสจี ไทยพัฒน์ และดัชนีผลตอบแทนรวมสุทธิ (Net Total Return) อีเอสจี ไทยพัฒน์ โดยมี S&P Dow Jones เป็นผู้คำนวณและเผยแพร่ข้อมูลดัชนี ผ่านหน้าจอ Bloomberg และ Reuters ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก

ดัชนีผลตอบแทนรวม อีเอสจี ไทยพัฒน์ เป็นดัชนีที่คำนวณผลตอบแทนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ที่ลงทุน และเงินปันผล โดยมีสมมติฐานว่า เงินปันผลที่ได้รับนี้จะถูกนำกลับไปลงทุน (Reinvest) ในหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี (มิใช่เฉพาะหลักทรัพย์ที่จ่ายปันผล)

เปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่าง Thaipat ESG Index (TR) กับ SET TRI, SET100 TRI และ SET50 TRI

จากการคำนวณผลตอบแทนรวมโดยใช้ข้อมูลตั้งแต่วันฐานของดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์ (30 มิ.ย. 58) จนถึงวันที่ 11 มิ.ย. 62 เทียบกับดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET TRI) ดัชนีผลตอบแทนรวม SET100 (SET100 TRI) และดัชนีผลตอบแทนรวม SET50 (SET50 TRI) พบว่า ดัชนีผลตอบแทนรวม อีเอสจี ไทยพัฒน์ ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 32.69% ขณะที่ SET TRI ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 26.09% ส่วน SET100 TRI ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 26.48% และ SET50 TRI ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 27.18%

การเปิดเผยกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 และการจัดทำชุดดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์ ถือเป็นพัฒนาการของการเผยแพร่ข้อมูลด้าน ESG ของหลักทรัพย์จดทะเบียน และข้อมูลดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับข้อมูลผลประกอบการทางการเงิน อันจะนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน การส่งเสริมธรรมาภิบาลของบริษัท และการดูแลรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน


เรื่อง  ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ | ประธาน สถาบันไทยพัฒน์

X

Right Click

No right click