November 12, 2019

หากถามว่าเทคโนโลยีใดที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ ในมุมมองของผู้เขียนมีความเห็นว่านอกจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience)

DPU PRAXIS CENTER ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ จัดเสวนาเจาะลึก OKRs นำผู้เชี่ยวชาญระดับโลกร่วมให้ความรู้พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรผู้นำด้านนวัตกรรมระดับประเทศร่วมแบ่งปันประสบการณ์  ชี้ OKRs เหมาะนำไปประยุกต์ใช้กับ สตาร์ทอัพและองค์กรธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกเทคโนโลยี

ดร.พัทธนันท์  เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้จากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงตามไปเร็วเช่นกัน การวัดผลสัมฤทธิ์ของการทำงานโดยใช้  Key Performance Indicator (KPI) แบบเดิมที่กำหนดระยะเวลาเป็นปีในการวัดผล อาจทำให้ธุรกิจปรับตัวไม่ทันต่อการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ  

ขณะที่ วิธีการวัดผลสัมฤทธิ์ของการทำงานตามวัตถุประสงค์ (Objectives and Key Results : OKRs) เริ่มได้รับความสนใจและนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากกำหนดระยะเพียงสั้นๆในการวัดผลสัมฤทธิ์ของเป้าหมายในการทำงานอย่างหนึ่ง โดยอาจกำหนดเป็นรายไตรมาส การกำหนดวัตถุประสงค์มีจำนวนน้อยและกำหนดเฉพาะที่จำเป็นจะต้องทำจริงๆ ก่อน ทั้งยังเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์จากคนทำงานระดับล่างสู่บน ซึ่งจะทำให้เห็นปัญหาที่แท้จริงและร่วมกันคิดและร่วมลงมือแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของธุรกิจก็นิยมนำ OKRs มาใช้ในการขับเคลื่อนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็วและทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“การนำ OKRs มาใช้ จะทำให้การทำงานในเป้าหมายหนึ่งเห็นภาพชัดมากกว่า เพราะใช้เวลาสั้น วัดผลตามขั้นตอนและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เช่น ทำไปแล้ว 3 เดือน เกิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนไป องค์กรนั้นก็สามรถปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในไตรมาสถัดไปเพื่อให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที  ซึ่งจะทำให้องค์กรนั้นทันต่อการแข่งขันมีความแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด”   ดร.พัทธนันท์   กล่าว

ดร.พัทธนันท์   กล่าวด้วยว่า  กำหนดจัดเสวนาในหัวข้อ Why Objectives and Key Results (OKRs)  Should replace  KPIs? ครั้งนี้ได้เชิญ Mr.Dan Montgomery  ผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของโลกด้าน Agile Strategies และ OKRs ทั้งยังเป็นผู้แต่งหนังสือ “START LESS , FINISH MORE ,Building Strategic Agillity with Objectives and Key Result พร้อมผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของไทย อาทิ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม  ผู้อำนวยการศูนย์ DPU X ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ และประธานบริหารสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่แห่งประเทศไทย  ,  ไผท ผดุงถิ่น กรรมการบริหาร บริษัท บิลค์ วันกรุ๊ป จำกัด , สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ DTAC ACCELELATE    และ ดนุพล สยามวาลา ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดี.เอช.เอ. สยามวาลา จำกัด มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทุกแง่มุมในการนำ OKRs มาปรับใช้ในองค์กร

หลังจากนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัด WORK SHOP นำ OKRs มาปฏิบัติใช้จริงกับองค์กรของผู้สมัครเข้าร่วมอบรมอย่างเข้มข้น ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน นี้  โดยมีดนุพล สยามวาลา ผู้มากประสบการณ์ด้าน StartUp  , ดร.ธนัย ชรินทร์สาร ผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับด้าน Startegic Agilityและ OKRs ของประเทศไทย และ สัคคภัท นาทีกาญจนลาภ  ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ การวางแผนและการออกแบบด้านการเงิน การลงทุน  ร่วมให้ความรู้และคำปรึกษาตลอดระยะเวลา 2 วัน   หลักสูตรนี้ จึงเหมาะสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการพัฒนาและปรับตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในยุคดิจิตอล โดยเฉพาะกลุ่ม StartUp ที่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด สำหรับผู้สนใจเข้า WORK SHOP สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.065 594 9955 email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

บริษัทนีลเส็น (ประเทศไทย) เป็นบริษัทวิจัยและตรวจวัดข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ผู้โภคดู หรือซื้อ ได้มีการเก็บข้อมูลงบโฆษณารายเดือนและมีความประสงค์ที่จะแบ่งปันข้อมูลงบโฆษณาประจำเดือน ของเดือนกันยายน 2018

 

 


Copyright © 2017 The Nielsen Company (US), LLC. All rights reserved. Confidential and Proprietary.

 

หมายเหตุสำคัญ

สื่อกลางแจ้ง (outdoor) และสื่อเคลื่อนที่(transit):มีการรวมข้อมูลจาก  JCDecaux สำหรับข้อมูลจากสื่อในสนามบินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 และข้อมูลของสื่อ outdorr และ transit จาก  JCDecaux ได้ถูกรวมเข้าไว้ในรายงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560

นีลเส็นได้มีการเพิ่มพื้นที่การเก็บข้อมูลสื่อกลางแจ้ง (outdoor) เช่นสื่อเคลื่อนที่(transit),ป้ายบิลบอร์ด, ป้ายโฆษณาบนทางเท้า, สื่อในสนามบิน และอื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมปี2559  เป็นต้นมา

อินเตอร์เน็ท - ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 นีลเส็นได้มีการขยายการเก็บข้อมูลโมษณาผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ทโดยครอบคลุม 50 เว็บไซต์ยอดนิยม และ 10  เว็บไซต์ยอดนิยมบนมือถือ สำหรับภาพรวมการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ททั้งหมดกรุณาอ้างอิงข้อมูลจากDAAT

สื่อในห้าง – นีลเส็นได้มีการเพิ่มข้อมูล สื่อวิทยุในห้าง Big C และ 7 Eleven เข้ามาในฐานข้อมูล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ข้อมูลของสื่อในห้างTesco Lotus และ Big C ไม่ได้รวมอยู่ในฐานข้อมูลของนีลเส็น

ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มสื่อที่บริหารจัดการโดยบริษัท Plan B เข้ามาในฐานข้อมูลของสื่อกลางแจ้ง, สื่อเคลื่อนที่, และสื่อในห้าง

 

 

Event

  • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในเดือนตุลาคม 2018 และปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2018 และ 2019 ลดลงเป็น 3.7% ทั้งสองปีจากประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ระดับ 3.9% จากการที่หลายกลุ่มประเทศมีการขยายตัวน้อยกว่าที่คาด ประกอบกับความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้า

Analysis

  • IMF ปรับลด GDP ของเศรษฐกิจโลกจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสงครามการค้า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจรายประเทศ และภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประมาณการในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (รูปที่ 1) การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักปี 2018 ถูกปรับลดลงโดยเฉพาะในยูโรโซนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EM) สำหรับประมาณการการเติบโตในปี 2019 สหรัฐฯ และจีนจะขยายตัวราว 2.5% และ 6.2% ตามลำดับลดลงจากประมาณการรอบก่อน 0.2% ทั้งสองประเทศจากผลของสงครามการค้า ในขณะที่ยูโรโซนและญี่ปุ่นจะขยายตัวราว 1.9% และ 0.9% ตามลำดับ (รูปที่ 2) สำหรับการขยายตัวของกลุ่มประเทศ EM ทั้งในปี 2018 และ 2019 มีทิศทางแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ EM เอเชียจะเติบโตได้ค่อนข้างดีราว 6.5% และ 6.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของปริมาณการค้าโลกถูกปรับลดลงเหลือ 4.2% (ลดลงจากรอบก่อน 0.6%) ในปี 2018 และ 4% (ลดลงจากรอบก่อน 0.5%) ในปี 2019 ตามลำดับ สะท้อนผลกระทบจากสงครามการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM ถูกปรับลงในปีหน้า เนื่องจากจีน บราซิล เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ถูกปรับ GDP ลง และกลุ่มประเทศ EM ที่มีความเปราะบางสูง อาทิ ตุรกี อาร์เจนตินา กำลังประสบวิกฤตค่าเงินและมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมกันนี้ ภาวะการเงินโลกที่จะตึงตัวขึ้นจากดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศที่เข้าสู่ช่วงขาขึ้น (รูปที่ 3) และผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มส่งผล จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

 

  • IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 จากมาตรการกีดกันการค้า  โดย IMF คงประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2018 ขยายตัวที่ 2.9% เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการกระตุ้นนโยบายการคลังส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเกินกว่าศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2019 ถูกปรับลดลงเป็น 2.5% (จากเดิม 2.7%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากมาตรการกีดกันการค้า จากล่าสุดที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนได้ตอบโต้กลับ หลังปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อผลของนโยบายการคลังหมดลงและนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ

 

  • เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดย IMF ปรับการเติบโตเศรษฐกิจจีนในปี 2019 ลดเหลือ 6.2% (จากเดิม 6.4%) จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับการควบคุมภาคธนาคารเงาและระดับหนี้ในบางภาคส่วนจะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอลง โดยตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจล่าสุด อาทิ การบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ในขณะที่ การส่งออกจะเริ่มชะลอตัวชัดเจนในปี 2019 เนื่องจากภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่สหรัฐฯ เรียกเก็บมูลค่ารวม 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะถูกปรับอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2019 นอกจากนี้ เงินหยวนยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่อาจลดลงและความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

  • กลุ่มประเทศ EM เฉพาะในภูมิภาคเอเชียยังมีปัจจัยพื้นฐานโดยรวมแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงต่อการเติบโตเพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EM เอเชียยังอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ดี สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะสร้างแรงกดดันให้เศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN-5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยจาก 5.3% ในปี 2018 เป็น 5.2% ในปี 2019 อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบสงครามการค้า ภาวะการเงินโลกที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นจากการที่ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผนวกกับวิกฤตการเงินในตุรกี อาร์เจนตินา จะยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศ EM และยังอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศ EM เอเชียได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศ EM เอเชียที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลังสูงต่อเนื่อง เช่น อินโดนีเซีย ที่เริ่มประสบปัญหาภาวะเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่า

 

  • สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีนโดยผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในปีหน้าโดยเฉพาะกับเศรษฐกิจจีน IMF ได้คาดการณ์ผลกระทบจากมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม 10% และ 25% ตามลำดับ การขึ้นภาษีนำเข้า 25% ในสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และภาษีนำเข้า 10% ในสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ และจีนซึ่งตอบโต้ในมูลค่าที่เท่ากัน ยกเว้นรอบล่าสุดที่จีนขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 7% ในมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนจะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าชัดเจนในปี 2019 จากประมาณการของ IMF นอกจากภาษีนำเข้าปัจจุบันที่มีผลบังคับใช้แล้ว หากคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้า 25% บนสินค้านำเข้าจากจีนที่เหลือ 2.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมมูลค่าสินค้าจีนที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนมีการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ทั้งหมดที่จีนสามารถทำได้ราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผลกระทบสงครามการค้าจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจีนในปี 2019 มีแนวโน้มชะลอลง 0.2% และ 1.16% ตามลำดับ และในปี 2020 จะมีแนวโน้มลดลง 0.27% และ 0.95% ตามลำดับ

Implication

  • มุมมองของอีไอซีต่อเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับประมาณการใหม่ของ IMF โดย IMF ปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน ซึ่งในปี 2018 เพิ่มขึ้นเป็น 4.6% จาก 3.9% และในปี 2019 ขึ้นเป็น 3.9% จาก 3.8% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยอีไอซีที่ระดับ 4.5% และ 4.0% ในปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวตามประมาณการใหม่ของ IMF สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาสามารถขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมิน โดยไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม ASEAN-5 ที่ IMF ปรับประมาณการเพิ่มขึ้นทั้งในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า IMF จะมองว่าการเติบโตของไทยอาจชะลอลงบ้างในระยะข้างหน้า แต่อัตราการเติบโตในระดับดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า (2013-2017) ที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.8% ต่อปี เศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศที่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไทยควรจับตาผลกระทบและความเสี่ยงจากปริมาณการค้าโลกที่ IMF ประเมินว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปีหน้า จากสาเหตุของการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและสงครามการค้า รวมถึงผลกระทบของนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ทั้งนี้ ธุรกิจไทยยังต้องจับตาผลกระทบทั้งในเชิงบวก เช่น การย้ายฐานการผลิตของธุรกิจจีนเข้ามาไทย และผลกระทบเชิงลบ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการค้าโลกหากสงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้น

 

  • ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ อีไอซีมองว่าภาระหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นและการเงินที่ตึงตัวขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจทำให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน การเคลื่อนไหวของค่าเงินที่รุนแรง และเงินทุนไหลเข้าที่ชะลอตัวลงของกลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าจุดเปราะบางที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ ภาระหนี้สิน เนื่องจากในช่วงที่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น สภาพคล่องที่ลดลง ทำให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงจากเรื่องภาวะหนี้สูงขึ้น จากข้อมูล Institute of International Finance (IIF) พบว่า หนี้ต่อ GDP ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ภาคธุรกิจและหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา และจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและหากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยนั้นยังแข็งแกร่ง เนื่องจากในปี 2017 ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 11% ต่อ GDP เงินทุนสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 3 เท่า และมีหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศค่อนข้างต่ำหากเปรียบเทียบกับในกลุ่มประเทศ EM ด้วยกัน

โดย :

ทีมเศรษฐกิจมหภาค (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.)

Economic Intelligence Center (EIC)

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

EIC Online: www.scbeic.com

 

 

 

 

ใครจะซื้อบ้านเชิญทางนี้ สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์  บอสหญิงคนเก่งค่ายพฤกษา ปล่อยโปรแรงกระตุ้นยอดปลายปี Pruksa 25th year Big Sale Ever” ลดใหญ่ แถมใหญ่ แจกใหญ่  มูลค่ารวมกว่า 200 ล้าน!!! งานนี้ยกทัพบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโด 165 โครงการทั่วประเทศเข้าร่วมรายการ  พบกับโปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษสุดเร้าใจที่รับรองว่าไม่เคยมีมาก่อน เฉพาะลูกค้าที่จองหรือทำสัญญาตั้งแต่วันนี้ และโอนภายใน 28 ธันวาคมนี้เท่านั้น  ใครยังลังเลขอบอกว่าต้องรีบตัดสินใจ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ นะจ๊ะ สอบถามข้อมูลโทร 1739

ในโอกาสที่ เอไอเอ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 80 ปี ในปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเอไอเอ ประเทศไทยเตรียมส่งพนักงานและพลังตัวแทน 8 ท่าน เพื่อร่วมงาน Oxfam Trailwalker งานวิ่งเทรลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกงซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16-18 พฤศจิกายนนี้   Oxfam Trailwalker เป็นกิจกรรมวิ่งเพื่อระดมทุนให้กับ Oxfam ซึ่งเป็นองค์กรการกุศล ซึ่งเอไอเอ ฮ่องกงได้เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 และได้ร่วมระดมทุนให้กับ Oxfam แล้วรวมกว่า 14 ล้านบาท

สำหรับในปีนี้เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 80 ปี เอไอเอ ประเทศไทย ไม่พลาดที่จะส่งตัวแทนนักวิ่งน่องเหล็ก 8 ท่าน นำโดย มร.ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมกับพนักงานและตัวแทนอีก 7 ท่าน ร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง กับการวิ่งเทรลระยะ 100 กิโลเมตร ข้ามผ่านภูเขากว่า 23 ลูก เพื่อพิชิตเส้นทางธรรมชาติที่มีความชันสะสมสูงถึงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง อีกทั้งยังถือเป็นการแสดงพลังเพื่อมีส่วนร่วมในการระดมทุนสนับสนุนองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ให้ได้นำเงินบริจาคเหล่านี้ไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในยามจำเป็น นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของเอไอเอ ที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น “Healthier, Longer, Better Lives” ซึ่งสำหรับผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อนำเข้ามูลนิธิ Oxfam ในครั้งนี้ สามารถคลิกบริจาคให้กับทีมนักวิ่งจากเอไอเอ ประเทศไทยได้ที่ http://bit.ly/AIATHTeam1 หรือ http://bit.ly/AIATHTeam2

นายสมชาย หาญหิรัญ (ที่ 4 จากซ้าย) รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พิธีลงนามในสัญญาความร่วมมือ Robotics and AI : The Great Leap Forward โดยมี นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART) , ดร.ชิต เหล่าวัฒนา (ซ้ายสุด) ผู้ก่อตั้ง สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ฟีโบ้) และนายธนพล กองบุญมา (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด ลงนามความร่วมมือกับ Peng Wu, Overseas Deputy General Manager, UBITECH Robotics Crop (ที่2 จากขวา) เพื่อเป็นผู้นำหลักในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมไทย และก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ณ ห้องบอลรูม 2 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เมื่อเร็วๆ นี้

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ขอเชิญชวนทุกท่านมาเติมความรู้-สร้างแรงบันดาลใจ-และร่วมทำบุญร่วมกันกับงาน Get Ready to Get MORE วางแผนการเงินแล้วออกไปใช้ชีวิตที่มากกว่า Presented by FWD &TMB งานสัมมนาวางแผนทางการเงินที่รวบรวมคนในหลากหลายวงการมาแชร์ความรู้ด้านการเงิน ผ่านมุมมองต่างๆ ทั้งดารานักแสดง พิธีกรข่าวเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ มนุษย์เงินเดือน และบล็อกเกอร์ด้านการเงิน พร้อมเล่นเกมส์ร่วมสนุกรับของรางวัลสุดเซอร์ไพรส์ ในวันที่ 27 ตุลาคม 2018 เวลา 13:00 น. - 18:00 น. ที่โรงหนังสกาลา สยามแสควร์  บัตรราคา 800 บาททุกที่นั่ง รายได้ทั้งหมดมอบให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง  เปิดจำหน่ายบัตรแล้วที่ www.eventpop.me

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (ที่5จากซ้าย) เป็นประธานในการพิจารณาคัดเลือกและตัดสินผลงานการประกวดวาดภาพ “ออมมรดกศิลป์ แผ่นดินแม่” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลเงินสดรวม 1.77 ล้านบาท โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณอิทธิพล ตั้งโฉลก ประธานกรรมการตัดสิน(ที่4จากซ้าย) ศาสตรเมธี ดร.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กรรมการตัดสิน (ที่4จากขวา) ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะให้เกียรติร่วมตัดสิน โดยจะจัดพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ทั้งนี้สามารถตรวจสอบผู้ที่ได้รับรางวัลได้ทาง www.gsbgen.com และ Facebook Fanpage “ประกวดวาดภาพ ธนาคารออมสิน

นายจิม เคนเนลลี่ (ขวา) กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารฝ่ายการเงิน (ซ้าย) และนายกีโด กราซซี หัวหน้าธุรกิจประจำประเทศไทย แผนกผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ร่วมกันมอบของที่ระลึกให้ นายสัตวแพทย์พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิภาพสัตว์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เนื่องในโอกาสรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในประเด็นการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มแพทย์ เภสัชกร สัตว์แพทย์ และผู้บริหาร ของบริษัทไบเออร์ไทย ได้รับทราบข้อมูลและแนวโน้มความต้องการของสังคมโลกทั้งด้านสวัสดิภาพสัตว์และการใช้ยาต้านจุลชีพด้วยความรับผิดชอบ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันสัตว์โลก เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561 ณ บริษัทไบเออร์ไทย สาทร กรุงเทพ

X

Right Click

No right click